Ace of Diamond · Interview translation

[DnA] แปล : บทสัมภาษณ์ขนาดยาวของอ.เทราจิมะ

เคยแปลส่วนเล็ก ๆ (เกี่ยวกับความคิดเอย์จุนที่มีต่อมิยูกิ) ลงทัมเบลอร์ไปเมื่อนานมาแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรต่อซะที  ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วก็เลย…

แปลจาก 寺島裕二先生 ロングインタビュー ใน Ace of Diamond Official Guidebook เล่มแรก (ダイヤのA公式ガイドブック 表) ค่ะ

เนื้อหาปรับให้อ่านง่ายขึ้น  ดังนั้นอาจจะไม่ตรงตามภาษาญี่ปุ่นเป๊ะนะคะ

มีข้อผิดพลาดประการใดบอกได้ค่ะ (- -)(_ _)

————————————————————————–

  • สมัยเป็นมือสมัครเล่นทำตามใจตนเองเต็มที่

—–ก่อนอื่นขอถามเกี่ยวกับช่วงก่อนที่อ.จะเปิดตัวเป็นนักเขียนการ์ตูนนะครับ  อาจารย์ที่เคยเป็นเด็กเบสบอลมาก่อนนั้นเริ่มเขียนการ์ตูนตั้งแต่เมื่อไรเหรอครับ?

อ. : ถ้าพูดถึงระดับวาดเล่นก็เริ่มตั้งแต่สมัยประถมครับ  ตอนนั้นวาดเลียนแบบภาพจากเรื่อง “ดราก้อนบอล”  หลังจากนั้นก็ได้อิทธิพลจาก “คินนิคุแมน” แล้วก็ “โจโจ้  ล่าข้ามศตวรรษ” ครับ  ภาพของอ.อารากินั้นใส่ใจในการวาดปากมากแล้วก็เท่มาก  ส่วนผมนั้นวาดปากได้ไม่สวยก็เลยฝึกฝนมาตลอดครับ  ตอนสมัยม.ปลายนั้นไม่ค่อยได้วาดเท่าไร  แต่ก็เริ่มอ่าน “โชเน็นแมกกาซีนรายสัปดาห์” ในช่วงนี้ครับ  ที่จริงแล้ว “แมกกาซีน” ที่ซื้อมาเป็นครั้งแรกนั้นเป็นฉบับที่การ์ตูนเรื่อง “ก้าวแรกสู่สังเวียน” เริ่มลงพอดีครับ  ตอนนี้ก็ยังนึกไปเองว่าต้องเป็นพรหมลิขิตที่ได้ลงการ์ตูนในนิตยสารเล่มเดียวกันอยู่ด้วยครับ

—–แปลว่าสนุกสนานกับการ์ตูนตั้งแต่สมัยเล่นเบสบอลเลยนะครับ  แล้วเริ่มคิดอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนขึ้นมาจริง ๆ เมื่อไรครับ?

อ. : ตอนที่อ่านเรื่อง “Crows” ของอ.ทาคาฮาชิ  ฮิโรชิครับ  เมื่อตอนม.ปลายปีสามไปยืมมาจากรุ่นน้องแล้วก็ประทับใจอย่างมากจนมีครบทุกเล่มในช่วงจะเข้ามหาฯลัยเลยครับ  แล้วเพราะอ.ทาคาฮาชิก็วาดเรื่อง “เพราะทำอย่างนี้เลยกลายเป็นนักเขียนการ์ตูน” เป็นการ์ตูนแถมในตัวเล่ม  ก็เลยค่อย ๆ รู้จักกับอาชีพที่เรียกว่า “นักวาดการ์ตูน” ขึ้นมาทีละนิดครับ

—–พอตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นนักเขียนการ์ตูนแล้ว  ได้เริ่มจากอะไรเป็นอย่างแรกครับ?

อ. : เพราะอ.ทาคาฮาชิกล่าวไว้ว่า “ก่อนอื่นก็ไปโตเกียวก่อน” แล้วก็ “วาดการ์ตูนแล้วส่งไปสำนักพิมพ์ซะ” ก็เลยทำตามนั้นครับ (หัวเราะ)  ได้เขียนเรื่องของสภาพจิตใจตัวเองในตอนนั้นที่ยังหาสิ่งที่อยากทำไม่เจอแล้วก็หดหู่เป็นการ์ตูนไปทั้งอย่างนั้นแล้วส่งไปที่กองบก.แห่งหนึ่ง  แล้วก็โดนส่งกลับมาทันทีเลยครับ (หัวเราะ)

—–ช่วยเล่ารายละเอียดหลังจากนั้นจนถึงตอนที่ได้รับรางวัลครั้งแรกได้ไหมครับ?

อ. : ตอนวาดการ์ตูนมวยปล้ำที่วาดเป็นเรื่องที่สี่แล้วนำไปยื่นเสนอต่อกองบก. “โชเน็นแมกกาซีนรายสัปดาห์” นั้นก็ได้ผู้ดูแลซึ่งตอนนี้เป็นหัวหน้าบก.คนปัจจุบันช่วยดูแลให้น่ะครับ

—–เข้าใจแล้ว  หลังจากนั้นก็เลยเริ่มชีวิตสร้างสรรค์ผลงานแบบสองคนสามขากันสินะครับ

อ. : นั่นสินะครับ  แต่ว่า  หลังจากนั้นก็โดนบอกว่า “งั้นวาดผลงานเรื่องต่อไปมาที” อยู่อย่างเดียวเป็นเวลาพักใหญ่ ๆ เลยละครับ  ก็เป็นช่วงชีวิตที่ทำงานพิเศษไปด้วยแล้วก็วาดการ์ตูนแนว “การ์ตูนกีฬา” ผสมกับ “การ์ตูนแก๊ก” ไปเรื่อย ๆ น่ะครับ  พอผ่านไปประมาณหนึ่งปี  ผู้ดูแลก็บอกว่าการ์ตูนเบสบอลที่เขียนต่อจากเรื่องที่เอาไปยื่นเสนอนั้นได้รับรางวัลด้วย  ตอนนั้นก็คิดว่า “เอ๊ะ?  นั่นมันเรื่องที่เขียนไปก่อนตั้งนานแล้วนี่…..?”  เหมือนกัน  แต่ก็คิดว่าเป็นการทดสอบว่าอยากทำจริง ๆ หรือเปล่าน่ะครับ  หลังจากนั้นก็ได้รับการแนะนำให้ไปเป็นผู้ช่วยของอ.อิโนอุเอะ  มาซาฮารุที่เขียนเรื่อง “มาราธอนแมน” ครับ

—–เมื่อนึกย้อนกลับไปสมัยเป็นผู้ช่วยแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ?

อ. : ได้เรียนเกี่ยวกับพื้นฐานของการ์ตูนจากที่ไปเป็นผู้ช่วยมาทั้งหมดเลยครับ  แต่ว่าก็สร้างความลำบากให้มากด้วยเหมือนกัน  ตอนแรกผมไม่เข้าใจเลยว่างานผู้ช่วยนั้นจะต้องทำอะไรสักนิดน่ะครับ  ก็เลยดันตั้งใจคิดทำหน้าที่ไปว่า”ผมนั้นวาดภาพไม่เก่ง  เพราะงั้นอย่างน้อยก็ทำให้ที่ทำงานครึกครื้นแล้วกัน” ไปเอง  แล้วก็ทำตัวตลกขบขันตอนที่ทุกคนทำงานอย่างจริงจังด้วยก็เลยโดนอ.อิโนอุเอะโกรธเอาบ้างครับ (หัวเราะ)  ในช่วงแรก ๆ นั้นไม่ได้มีงานให้ทำเลย  ได้แค่ติดโทนที่ตัวละครประมาณนั้นเองครับ  ระหว่างที่เหลือบมองคนที่อายุน้อยกว่าแต่เก่งกว่าผมอยู่นั้นก็รู้สึกเจ็บใจก็เลยฝึกฝนอย่างหนักครับ  พออย่างนั้นแล้ว  ผ่านไปสักพักอ.อิโนอุเอะก็ให้วาดฉากบ้าง  ตอนนั้นก็ดีใจมากแล้ววาดอย่างเต็มที่  พอให้อ.ดูแล้วอ.ก็ชมว่า “วาดได้แล้วนี่”…หลังจากนั้นนะครับ  ก็มีความมั่นใจจนวาดได้น่ะครับ

—–ระหว่างนั้น  อ.เทราจิมะเองยังวาดผลงานของตัวเองอยู่ไหมครับ?

อ. : วาดอยู่ครับ  เกี่ยวกับเรื่องนั้นก็มีความทรงจำน่าอายนิดหน่อยอยู่ด้วย (หัวเราะ)  มีอยู่ครั้งหนึ่งผมพูดไปว่า “ผมจะหยุดงานครับ” แล้วหยุดงานไปเองเพราะจะได้วาดผลงานส่งรางวัลหน้าใหม่ที่เหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนให้หลังครับ  พอตอนนี้คิดดูแล้วก็แย่น่าดูนะครับ  ถ้าตัวเองเป็นอ.อิโนอุเอะก็คงทนไม่ได้หรอก  ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ  แต่ว่าแทนที่อ.อิโนอุเอะจะโกรธ  หลังจากวาดงานของตัวเองเสร็จแล้วกลับมาทำงานผู้ช่วย  อ.กลับบอกกับผมว่า “ช่วงที่เทราจิมะคุงไม่อยู่น่ะ  ทุกคนลำบากเพราะไม่รู้ว่าหมายเลขโทนคือเลขไหนเลยนะ” เลยนะครับ  ผมน่ะวาดภาพไม่เก่งก็เลยคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องจำหมายเลขของโทนให้ได้ทั้งหมดแล้วก็พยายามมาตลอด  พอได้ยินอย่างนี้ก็เลยดีใจมากเลยครับ  นึกขึ้นมาเลยว่า “ตัวเองก็ยังมีค่าสินะ” น่ะครับ

  • จากผลงานตีพิมพ์ครั้งแรกจนถึงจุดกำเนิดของ “Ace of Diamond”

—–หลังจากนั้น  อ.ได้ลงการ์ตูนเทนนิส “GIANT STEP” ใน “แมกกาซีน SPECIAL” สินะครับ  สาเหตุที่ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนั้นขึ้นมาคืออะไรเหรอครับ?

อ. : คำพูดหนึ่งที่บก.ของแมกกาซีนคนหนึ่งได้พูดไว้เป็นสาเหตุครับ  ในตอนที่กลับจากประชุมงานอะไรสักอย่างเขาได้พูดว่า “เธอน่ะ  เป็นพวกที่ไม่ฟังคำพูดของบก.ที่เป็นผู้ดูแลเลยสินะ  ถ้าอย่างนั้นก็วาดงานที่คนอ่านชอบไม่ได้หรอก  เพราะว่าบก.ที่เป็นผู้ดูแลก็คือนักอ่านคนแรกไง  ลองเขียนงานที่ทำให้เขาดีใจดูสิ”  คำพูดนั้นมันติดอยู่ในใจผมอย่างมาก  แล้วก็รู้ว่าผู้ดูแลเคยมีประสบการณ์ด้านเทนนิสด้วย  ก็เลยคิดลองวาดการ์ตูนเทนนิสดู  พอวาดแล้วผู้ดูแลก็บอกว่า “ตัวละครตัวนี้น่าสนใจดีนี่!” แล้วก็ติดเบ็ดเลยครับ พอรู้สึกตัวอีกทีแผนลงตีพิมพ์ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว…ผมคิดว่านั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกถึง “ความสนุก” ร่วมกับผู้ดูแลเลยครับ  ตอนนี้เองก็ยังให้ความสำคัญกับความรู้สึก “ร่วม” อย่างนั้นอยู่ครับ

—–หลังจาก “GIANT STEP” จบลงก็วาดการ์ตูนสั้นเรื่อง “นักหวดใต้สะพาน (橋の下のバットマン)” ที่มีโทโดโรกิ  ไรจิซึ่งปรากฎตัวใน Ace of Diamond เป็นตัวเอกสินะครับ

อ. : ตอนนั้นหัวหน้าบก.ในสมัยนั้นบอกให้ “วาดการ์ตูนทำอาหารมาสิ” แต่ก็ปฏิเสธไปแล้วเขียนเรื่องนี้แทนน่ะครับ  โดนบอกว่า “ถ้าผลโหวตความนิยมชนะการ์ตูนเบสบอลที่ลงพิมพ์อยู่ตอนนั้น 3 เรื่องได้ก็จะไห้ลง” ด้วย….แต่ก็ทำไม่สำเร็จครับ  ตอนนั้นตัวเองได้เขียนเกี่ยวกับเบสบอลที่ชอบมากแล้วก็เตรียมตัวมาอย่างเต็มที่  แถมยังรู้สึกว่าไม่น่าจะเขียนได้ดีกว่านี้แล้วก็เลยเสียดายมากครับ  ไม่รู้เพราะเหตุนั้นหรือเปล่า  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เลยหดหู่เอามากครับ  อย่างเวลาเอาผลงานใหม่ไปให้ผู้ดูแลดูก็รู้ตั้งแต่ตอนเอาไปแล้วละครับว่า “ยังไงเรื่องนี้ก็ไม่คิดว่าน่าสนใจหรอก”  นึกขึ้นมาจริง ๆ เลยครับว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปก็จะอยู่ใน “แมกกาซีน” ไม่ได้แน่  แต่ว่าผลงานที่ตั้งใจจะเขียนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการเตรียมใจแบบนั้นที่จริงแล้วก็คือต้นแบบของ “Ace of Diamond” ครับ  ตอนนึกเกี่ยวกับตอนแรกว่าตัวเอกผู้นึกถึงพวกพ้องนั้นตบหน้าทีมตรงข้ามออกมาแล้วก็สัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างขยับเขยื้อนขึ้นมาทันทีเลยครับ  เพราะช่วงที่หดหู่นั้นได้ลองผิดลองถูกมาโดยตลอด  ก็เลยกลายเป็นว่านึกเกี่ยวกับตัวละครตรง ๆ แนว “ตัวเอกเลือดร้อนและบ้า” ไม่ออกขึ้นมาซะงั้นน่ะครับ  ตัวละครเอกตัวนั้นผู้ดูแลเองก็บอกว่า “หมอนี่น่าสนใจดี!” แล้วติดเบ็ดอีกรอบเหมือนกัน  หลังจากนั้นก็ไปได้รวดเร็วเลยครับ  เพื่อจะให้แตกต่างจากการ์ตูนเบสบอลเรื่องอื่น  เลยคิดว่าฉากเป็นโรงเรียนสุดแกร่งก็น่าจะดี  แล้วคำว่า “แลกเปลี่ยนด้านเบสบอล” ก็ลอยขึ้นมา  แล้วก็กลายเป็น “Ace of Diamond” ในปัจจุบันไปครับ

  • วิธีคิดตัวละครตามสไตล์อ.เทราจิมะ!

—–นอกจากซาวามูระแล้ว  ตัวละครต่าง ๆ เกิดขึ้นมาได้ยังไงครับ?

อ. : มิยูกินั้นเป็นตัวละครที่ทำให้ซาวามูระคิดว่า “อยากเล่นเบสบอลกับคน ๆ นี้” จนถึงขั้นต้องแยกห่างจากเพื่อนครับ  ทั้งความรอบรู้ด้านเบสบอล  พรสวรรค์ “ใช้ข้อดีของพิชเชอร์และดึงพรสวรรค์ออกมา”   และด้านความเป็นคนด้วย  ผมพยายามทำให้เป็นตัวละครที่ซาวามูระไม่เคยเจอมาก่อนจนถึงตอนนี้น่ะครับ  เพื่อให้ซาวามูระคิดว่า “อย่างกับว่าฉันสนใจในคน ๆ นี้เลย…”  จะว่าไป  พอคิดดูดี ๆ แล้วก็เหมือนกับฉาก “พบเจอ” ในการ์ตูนรักเลยนะครับ (หัวเราะ)  ส่วนฟุรุยะก็จะให้ทำหน้าที่เป็น “กำแพง” ที่ซาวามูระควรก้าวข้ามไป  เลยให้อาวุธเป็นพรสวรรค์ด้านพิชเชอร์คือ “ลูกแรงและเร็ว” ซึ่งซาวามูระไม่มีไปครับ

—–มิยูกิกับฟุรุยะเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้ในการเล่าเรื่องของซาวามูระสินะครับ  งั้นช่วยเล่าเกี่ยวกับสองคนนี้เพิ่มหน่อยสิครับ!

อ. : มิยูกินั้นถ้าพูดถึงที่มาแล้วเป็นตัวละครที่ผมไม่ได้นึกออกมาด้วยตัวเองครับ  แต่ว่าในตอนนั้นได้รับความประทับใจจากภาพแบตเตอรี่ที่อ.ผู้หญิงเป็นคนเขียนอย่างเช่นเรื่อง “แบตเตอรี่” กับ “Ookiku Furikabutte” เป็นอย่างมาก  ก็เลยคิดว่าเป็นอิทธิพลจากเรื่องนั้นครับ  นอกจากนั้นก็อาจจะมีมุมมองของคุณโนมูระ  คัทสึยะผสมอยู่ด้วยก็ได้  เพราะอย่างนั้นก็เลยอยากทำให้เป็นตัวละครที่เป็นตัวตนของตำแหน่ง “แคชเชอร์” แล้วก็ให้มิยูกิมี “สายตาที่ทิ้งห่างไปก้าวหนึ่ง” ด้วยครับ

—–แล้วเกี่ยวกับฟุรุยะเป็นยังไงบ้างครับ?

อ. : ในตอนแรกไม่ได้คิดว่าให้เป็นตัวละครที่มีเอ๋อ ๆ โดยธรรมชาติเลยครับ (หัวเราะ)  เดิมทีแล้วตั้งใจจะให้เป็นตัวละคร “ขั้วตรงข้าม” กับซาวามูระครับ  อารมณ์แบบเพราะว่าซาวามูระเป็นพวกส่งเสียงดัง  ฟุรุยะก็เลยเรียบร้อย  ถ้าอาวุธของซาวามูระคือ “ลูกหักเห” แล้ว  ฟุรุยะก็เป็น “ลูกแรงและเร็ว” ครับ

—–อย่างนั้นเองเหรอครับ  แต่จะว่าไปแล้วใน Ace of Diamond ก็ไม่มี “ตัวร้าย” โผล่มาเลยนะครับ

อ. : มีคนพูดบ่อยเลยครับ  แต่ว่าในจุดที่ตัวละครต่างเล่นเบสบอลเป็นเวลาถึง 3 ปีก็เลยคิดว่าเจ้าพวกนั้นไม่มีทางเป็นคนไม่ดีได้หรอกครับ  เหล่าเด็กเบสบอลที่ปรากฎในเรื่องนั้นถึงแม้นิสัยจะบิดเบี้ยวไปบ้างแต่ก็เขียนโดยนึกไว้เสมอว่าลึก ๆ แล้วก็เป็นคนจริงจังและพยายามเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันครับ  อย่างเช่นไซเซนแห่งโรงเรียนโคคุชิคังเองถึงจะปากเสียถึงขนาดนั้นแต่ก็ยังเข้าร่วมซ้อมแข่งเลย  ถ้าเป็นคนนิสัยเสียจริง ๆ ละก็ป่านนี้ลาออกจากชมรมไปแล้วครับ  (หัวเราะ)

—–ไม่ว่าตัวละครไหนก็สดใสและเท่ชวนให้รู้สึกดีเลยนะครับ

อ. : ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ถึงขนาดเป็น “ธีม” หรอกครับ  แต่ความรู้สึกของผมที่อยากวาด “คนเท่ ๆ” มันรุนแรงน่ะครับ  ทั้งที่แข่งชนะแล้วเท่  แล้วก็ถึงแพ้ก็ยังเท่ด้วย  โดยเฉพาะซาวามูระนั้นผมเองก็นับถือในความหมายหนึ่งครับ  ไม่ว่าจะเจอความยากลำบากแค่ไหนก็ไม่ท้อแท้แล้วพยายามต่อไป  เป็นคนที่มีชีวิตชีวาดีนะครับ  แต่ก็ถ้าในความจริงมีคนอย่างซาวามูระอยู่ละก็คงจะหนวกหูแล้วก็น่าอึดอัดน่าดูนะครับ (หัวเราะ)

  • เหล่าคู่แข่งซึ่งเกิดขึ้นมาโดยมีซาวามูระเป็นศูนย์กลาง

—–ต่อจากนี้จะขอถามเกี่ยวกับพวกรุ่นพี่และคู่แข่งนะครับ  ก่อนอื่นก็เกี่ยวกับรุ่นพี่ก่อน  ตอนที่วาดพวกเขาเหล่านั้นมีเรื่องต้องใส่ใจบ้างไหมครับ?

อ. : จะนึกถึง “จุดยืน” ของตัวละครครับ  อย่างเช่นถึงแม้พวกปีสามและปีสองจะเป็น “รุ่นพี่” เหมือนกัน  แต่เมื่อมองจากพวกซาวามูระที่เป็นปีหนึ่งแล้ว  ระยะห่างก็จะแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยครับ  ยูกิหรืออิซาชิกิหรือเรียวสุเกะนั้นจะให้ความรู้สึกว่าเข้าหาได้ยาก  แต่มิยูกิหรือคุราโมจิก็จะให้รู้สึกใกล้ชิดกันมากกว่านิดหน่อย  แต่ว่าพวกปีสามก็จะใจดีกับพวกปีหนึ่งด้วย  ผมคิดว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างระมัดระวังเพื่อจะดึงบรรยากาศของการทำกิจกรรมชมรมออกมาให้ได้น่ะครับ

—–เข้าใจแล้วครับ  อย่างนั้นต่อไปก็ขอให้ช่วยเล่าเกี่ยวกับโทโดโรกิ  ไรจิ  ที่เป็นตัวเอกในการ์ตูนสั้นเรื่อง “นักหวดใต้สะพาน” ด้วยครับ

อ. : เป็นตัวละครแฟนตาซีสุดขั้วเลยนะครับ  คนรอบข้างเองก็กังวลว่า “จะเข้ากับโลกสมจริงของ “Ace of Diamond” หรือเปล่า” เหมือนกัน  แต่ผมเองไม่ได้คิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้ “สมจริง” ตั้งแต่ตอนที่พวกตัวละครไม่ได้โกนหัวกันแล้ว  ก็เลยคิดว่าผลลัพท์นั้นถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่ดีเกิดขึ้นแล้วน่ะครับ  ส่วนผู้ดูแลนั้นบอกว่า “ไรจิดูโดดเด่นเพราะเป็นตัวละครประกอบนั้นแหละ” ครับ  ตอนแรกรู้สึกเหมือนโดนบอกว่า “การ์ตูนสั้นเรื่องนั้นทำออกมาได้ล้มเหลว” ก็เลยหงุดหงิดนิดหน่อย  แต่พอลองคิดดี ๆ แล้ว  ตอนนี้ก็คิดได้ว่าเพราะว่ามีตัวละครอย่างซาวามูระอยู่  ตัวละครไรจิก็เลยมีบทบาทขึ้นมาน่ะครับ

—–ถ้าไรจิเป็นคู่แข่งด้าน “ตี”  คู่แข่งด้าน “ขว้าง” ก็คือนารุมิยะสินะครับ

อ. : ตัวนารุมิยะนั้นเข้าใจได้ง่ายนะครับ  เป็นพิชเชอร์ถนัดซ้ายเหมือนกับซาวามูระ  แล้วก็เป็นตัวละครที่มีทุกอย่างที่ซาวามูระไม่มีน่ะครับ  แต่ก็ระหว่างที่วาด ๆ ไปก็เห็นจุดอ่อนของนารุมิยะขึ้นมาเหมือนกัน

—–ใน “Ace of Diamond”  การสร้างตัวละครประกอบใส่เข้าไปในเรื่องก็เป็นเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งสินะครับ

อ. : ขอบคุณมากครับ  เป็นอย่างที่พูดไปเมื่อครู่ว่าเพราะการวาดตัวละครประกอบนั้นทำให้ “จุดยืน” ของซาวามูระชัดเจนขึ้น  ผมจึงคิดว่าเป็นตัวตนที่สำคัญอย่างมากเลยครับ  ผมคิดว่าความสัมพันธ์แบบสมจริงระหว่างคน ๆ หนึ่งนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจ  อย่างเช่น “หมอนี่เก่งกว่าเจ้านั่น” ไม่ก็ “หมอนี่กับหมอนั่นไม่ถูกกัน”  เลยตั้งใจไว้ว่าจะวาดตัวละครทุกตัวอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

—–มีตัวละครที่วาดง่ายกับวาดยากบ้างไหมครับ?

อ. : ซาวามูระนั้นในตอนแรกเป็นพวกเลือดร้อนแล้วก็ตรงไปตรงมาก็เลยวาดง่าย  แต่ว่าตั้งแต่ตอนเจอกับคริสแล้วกลายเป็น “ตัวละครรุ่นน้อง” นั้นตัวซาวามูระเองก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  แถมยังบ้า ๆ บอ ๆ มากขึ้นอีกครับ (หัวเราะ)  “คุณค่าให้คาดหวัง” ต่อเจ้านี่ในตัวผมเองก็เพิ่มขึ้นด้วย  ก็เลยรู้สึกว่าเริ่มเขียนยากขึ้นนิดหน่อยน่ะครับ  แล้วก็ถ้าพูดถึงว่าเขียนยากในด้านของภาพแล้วก็จะเป็นตัวละครดูดีอย่างมิยูกิไม่ก็ซานาดะแล้วก็ตัวละครหญิง  ตอนนี้ก็ยังวาดยากเลยครับ  แล้วก็ถ้าพูดถึงด้านของตัวละครก็ตั้งใจว่าจะระมัดระวังในเรื่องการแจกจ่ายบทพูดกับตัวละครทุกตัว  โดยซาวามูระอยู่อันดับแรกครับ  ผมคิดว่านั่นเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อจะดึงอัตลักษณ์ของแต่ละคนออกมา  พอเนื้อเรื่องเข้าสู่เรื่องทีมใหม่แล้วก็ยิ่งใส่ใจเป็นพิเศษเลยครับ

  • ใส่ใจต่อโรงเรียนคู่แข่งนั้นยิ่งกว่าเซย์โดอีก!

—–ขอถามเกี่ยวกับตัวละครคู่แข่งเพิ่มอีกสักนิดนะครับ  อินาจิสึกับอิชิไดซังโคนั้นดัดแปลงชื่อมาจากโรงเรียนซึ่งเก่งด้านเบสบอลที่มีอยู่จริงใช่ไหมครับ

อ. : ที่จริงแล้วในตอนแรกก็ออกจะคิดไปแบบส่ง ๆ เหมือนกันครับ  ในตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะกลายเป็นอนิเมด้วย  ตอนไปเก็บข้อมูลโรงเรียนซึ่งมีชื่อเป็นต้นแบบนั้นถึงกับตื่นเต้นเลยครับ (หัวเราะ)  ถึงจะมีเหล่านักเรียนกับศิษย์เก่าที่ดีใจอยู่มากก็ตาม  แต่ว่าถ้าตั้งใจคิดให้ดีกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะดีอยู่หรอก (หัวเราะ)  จะว่าไปแล้ว  บางทีก็คิดว่าอย่างลักษณะของยูนิฟอร์มเองก็น่าจะทำให้ประณีตขึ้นอีกหน่อยก็คงจะดีเหมือนกันครับ

—–ตอนวาดเกี่ยวกับโรงเรียนคู่แข่งนั้นใส่ใจในเรื่องแบบไหนบ้างครับ?

อ. : ความสมดุลของตัวผลงานทั้งหมดน่ะครับ  โรงเรียนเซย์โดนั้นเป็นโรงเรียนที่เก่ง  ไม่ว่าตัวละครตัวไหนก็เลยโดดเด่นขึ้นมา  พอจะสร้างทีมที่ต่อกรกับตัวละครแบบนี้นั้นโรงเรียนคู่แข่งเองก็ต้องเก่งตามขึ้นมาเองน่ะครับ  แล้วพวกตัวละครที่ในตอนแรกกำหนดหน้าตาขึ้นมาลอย ๆ นั้นก็เริ่มขยับท่าทางอย่างแข็งขันขึ้นมาครับ  แต่ว่าถ้าสร้างให้ในทีมหนึ่งมีแต่ตัวละครเก่ง ๆ การแข่งก็จะค่อย ๆ ลากยาวขึ้นเรื่อย ๆ  ก็เลยสร้างให้ทุกทีมมีตัวละครโดดเด่นอย่างมากก็ 2-3 คน  ยกเว้นโรงเรียนส่วนหนึ่งอย่างเช่นอินาจิสึกับยาคุชิน่ะครับ  แต่ถึงอย่างนั้นก็การแข่งก็ยังลากยาวเกินกว่าที่คาดไว้อยู่หลายครั้งเหมือนกัน….

—–ในบรรดาโรงเรียนคู่แข่งที่มีเสน่ห์นั้น  โดยเฉพาะอินาจิสึนี่ได้รับความนิยมไม่แพ้แล้วก็ไม่ด้อยกว่าเซย์โดเลยครับ

อ. : สำหรับตัวผมเองก็ถือเป็นทีมที่ตั้งใจเขียนอย่างแรงกล้าเลยครับ  ตอนนี้ก็ยังจำตอนเขียนฉากที่นารุมิยะชวนมิยูกิให้ไปอินาจิสึตอนสมัยม.ต้นได้ดีอยู่เลยครับ  ตอนแรกคิดไว้ว่าจะให้นารุมิยะอยู่ในฉากด้วยกันกับมิยูกิ  คาร์ลอส  ชิรากาวะ  แล้วก็ยามาโอกะกับยาเบะในที่นั้นรวมกันทั้งหมด 6 คนเลย  แต่ผู้ดูแลในตอนนั้นพูดว่า “ลดจำนวนตัวละครลงหน่อย” ยามาโอกะกับยาเบะก็เลยแทบไม่มีบทพูดไปน่ะครับ  เพราะอย่างนั้นถ้าดูจากฉากนั้นฉากเดียวก็เลยจะเป็นตัวละครไม่จำเป็นไป  แต่เพื่อแสดงถึง “ความหนักแน่น” ของโรงเรียนแข็งแกร่งอย่างอินาจิสึแล้วผมจึงคิดว่าสองคนนั้นยังไงก็จำเป็นต้องอยู่ในที่แห่งนั้นด้วย  สุดท้ายผู้ดูแลจึงยอมให้ครับ  อย่างยาเบะนั้นถึงสุดท้ายแล้วจะไม่ได้เป็นตัวจริงในอินาจิสึก็ตาม  แต่เพราะเป็นตัวละครที่มีจุดยืนเป็นอย่างนั้นผมก็เลยชอบเขามากครับ  (หัวเราะ)

—–นอกจากนี้  ในบรรดาโรงเรียนคู่แข่งแล้วยังมีทีมที่น่าจดจำทีมอื่นอีกไหมครับ?

อ. : โรงเรียนอาคิกาวะครับ  ทีมนี้ปรากฎตัวเป็นกำแพงขนาดใหญ่ชั้นแรกขวางหน้าเซย์โด  แต่พอท้ายที่สุดตัวผมเองก็ชอบในตัวโยไปครับ  ผู้ดูแลในตอนนั้นก็ชอบเขาเหมือนกัน  ถึงขนาดพูดว่าเสียดายที่กำหนดไปว่า “ลงแข่งขันหน้าร้อนในปีหน้าไม่ได้” เลยครับ  แต่ว่าไม่ว่ายังไงผมก็อยากให้โยร้องไห้หลังการแข่งจบลงให้ได้  เพราะเป็น “หน้าร้อนครั้งสุดท้าย” นั่นแหละถึงจะโดดเด่นก็เลยไม่ได้เปลี่ยนแปลงที่กำหนดไว้ครับ  หลังจากเขียนการแข่งกับอาคิกาวะจบลงจึงรู้สึกได้ถึงความยินดีและผลลัพท์ที่ว่า “วาดทีมตรงข้ามได้เป็นอย่างดี” และ “วาดการแข่งครั้งแรกได้ดี” ครับ  ด้วยความหมายนั้น  การแข่งกับอาคิกาวะเลยกลายเป็นพื้นฐานในการวาดการแข่งอื่น ๆ หลังจากนั้นทั้งหมดไป  นอกจากนี้โรงเรียนซากุระซาวะที่แพ้อินาจิสึก็เป็นหนึ่งในทีมที่ใส่ใจอย่างมากทีมหนึ่งครับ  ตอนหัวหน้าบก.ในสมัยนั้นอ่านคำพูดของโค้ชคิคุกาวะที่ว่า “เวลาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์มาถึงแล้ว!” แล้วถามว่า “เอ๊ะ?  อินาจิสึจะแพ้เหรอ?”  ณ ตอนนี้ผมคิดขึ้นมาเลยว่า “เยส!” น่ะครับ  (หัวเราะ)  เพราะว่าเป็นทีมที่มีไว้เพื่อดึงความเป็นอินาจิสึออกมา  ก็เลยไม่อยากให้เห็นเป็น “พวกผู้แพ้” น่ะครับ

—–นึกถึงโรงเรียนคู่แข่งอย่างจริงจังน่าดูเลยนะครับ!

อ. : บางทีก็มากกว่าเซย์โดในความหมายหนึ่งเหมือนกันครับ  ผมไม่ได้อยากเขียนแค่ว่าแพ้หรือชนะเท่านั้น  ผมคิดว่าถ้าบรรยายบรรยากาศ “ผู้แพ้เองก็มีสิ่งที่แบกรับมาเหมือนกัน” ของเบสบอลม.ปลายในความเป็นจริงได้ก็ดีน่ะครับ

  • ความเป็นไปได้ว่าเซย์โดจะชนะอินาจิสึก็มีด้วย!?

—–ผลแพ้ชนะของทุกการแข่งแล้วก็ใครจะได้ออกบ้างนั้นกำหนดไว้ทั้งหมดตั้งแต่แรกหรือเปล่าครับ?

อ. : ผมจะกำหนดจุดใหญ่ ๆ อย่างเช่นการแข่งนี้จะมีธีมยังไงไม่ก็จะแสดงอะไรให้เห็นยังไงบ้างไว้ในหัวครับ  ตอนพูดคุยกับผู้ดูแลก็จะเขียนตารางคะแนนพิเศษขึ้นมาจริง ๆ แล้วก็คิดว่าตัวละครตัวไหนจะมีบทไม่ก็คิดถึงจุดที่จะให้เห็นยิบย่อยไประหว่างที่เติมคะแนนลงไปในนั้นครับ  แล้วก็ระหว่างคิดว่ารวมเล่มแล้วจะเป็นยังไงก็มีคำนวณไว้ว่าจุดไคลแม็กซ์จะให้อยู่ประมาณนี้…..ไว้เหมือนกันครับ

—–เซย์โดมีพิชเชอร์สำรองเยอะ  เวลาที่ให้ออกมาก็เลยน่าจะยากน่าดูนะครับ

อ. : ใช่แล้วครับ  ถึงจะอยากให้ซาวามูระมีบทแล้วแต่ฟุรุยะก็ไม่ยอมลงจากแท่นขว้างให้สักทีก็มีเหมือนกัน (หัวเราะ) ถึงจะเขียนความรู้สึกของตัวละครอย่างระมัดระวังก็จริงแต่ตัวละครกลับทำเรื่องต่าง ๆ เกินกว่าที่ผมคาดซะอีกครับ  บางทีก็แสดงอารมณ์ที่ไม่ได้คาดไว้บ้าง  พูดบทพูดบ้าง  ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเขียนแท้ ๆ  ช่างแปลกประหลาดซะจริงนะครับ  อย่างในการแข่งกับโอยะก็กะจะให้คาวาคามิลงแข่งด้วย  แต่กลับเป็นซาวามูระขว้างจนจบซะได้  แต่ว่าผมเองก็สนุกเวลาวาดแล้วไปจบลงในทิศทางตรงข้ามกับแผนในตอนแรกเหมือนกันครับ

—–สำหรับเซย์โด VS อินาจิสึ  การพลิกล็อกครั้งใหญ่ในการแข่งรอบชิงชนะเลิศของหน้าร้อนนั้นถือเป็นผลจากการทำตามแผนหรือเปล่าครับ?

อ. : ที่จริงแล้วการแข่งนั้นผมคุยกับผู้ดูแลไว้ว่า “อยากวาดการแข่งที่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะชนะ” น่ะครับ  ที่ให้ซาวามูระขว้างเดตบอลนั้นกำหนดระหว่างที่เขียนก็จริง  แต่ก็ทำหลาย ๆ ทางให้ไม่ว่าจะหมุนเปลี่ยนไปทางไหนก็ได้  แล้วก็คิดอยากให้เซย์โดชนะจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยครับ  คิดว่าในตอนนั้นชได้แต่ตั้งสมาธิกับการวาดผู้เล่นทั้งสองทีมอย่างจริงจังอยู่ทุก ๆ อาทิตย์เท่านั้นครับ  แต่ตอนที่เขียนการแข่งนั้นเสร็จผมเองก็กลับยอมรับเรื่องที่เซย์โดแพ้ได้อย่างประหลาดครับ  พอมาคิดทีหลังแล้วก็นึกภาพว่าซาวามูระจะขว้างได้ตลอดรอดฝั่งได้ไม่ออกจนถึงท้ายที่สุดด้วย  แล้วถ้าสมมติว่าเซย์โดเกิดชนะขึ้นมาก็เป็นเพราะ “ดวง” เท่านั้นน่ะครับ  ที่กำหนดแพ้ชนะได้นั้นเป็นเพราะความสามารถที่แท้จริงและทิฐิของนารุมิยะผู้เป็น “เอซอย่างแน่นอน” ครับ  ยิ่งวาดเกี่ยวกับนารุมิยะมากขึ้นเท่าไรก็คิดว่าไม่มีทางที่ทีมซึ่งมีเอสที่เก่งขนาดนี้อยู่จะแพ้ได้หรอกครับ

  • วาดฟอร์มโดยนึกถึงแรงโน้มถ่วง!

—–ต่อจากนี้ไปจะขอถามเกี่ยวกับภาพนะครับ  ภาพการแข่งที่มีแรงกดดันนั้นถือเป็นเสน่ห์ของ “Ace of Diamond” เหมือนกัน  แล้วอ.เทราจิมะใส่ใจกับจุดไหนมากที่สุดครับ?

อ. : จะคิดถึง “แรงโน้มถ่วง” และ “จุดศูนย์ถ่วง” เพื่อวาด “การเคลื่อนไหว” ครับ  อย่างเช่นเวลาวาดฟอร์มการขว้างก็อยากจะให้ได้อารมณ์ที่พิชเชอร์เหยียบกดลงไปบนพื้นดิน  พอวาดได้ตามที่คิดไว้ก็จะรู้สึกดีมากครับ  บางทีก็อยากจะวาดแนวการ์ตูนที่ไม่สนใจเรื่องแรงโน้มถ่วงกับจุดศูนย์ถ่วงขึ้นมาบ้างเหมือนกัน  แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับผมครับ  ยังต้องเรียนรู้อยู่อีกครับ

—–มีสิ่งใช้อ้างอิงเวลาวาดภาพหรือเปล่าครับ?

อ. : โดยพื้นฐานแล้วก็จะใช้ภาพถ่ายนะครับ  เช่นองศาข้อมือกับภาพของถุงมือ  ส่วนมากก็จะถ่ายภาพตัวเองด้วยกล้องจับเวลาบ้าง  ไม่ก็ให้สต๊าฟทำท่าให้ถ่ายเป็นต้นแบบบ้างครับ  ไม่ก็ใช้ภาพถ่ายของผู้เล่นจริง ๆ บ้างเหมือนกัน  ในห้องที่ผมทำงานนี่มีแต่ภาพอ้างอิงแปะติดกำแพงเต็มไปหมดเลยครับ (หัวเราะ)  ภาพกีฬาเบสบอลนั้นมีอยู่ล้นหลามทั่วโลกอยู่แล้ว  จะบอกว่าสะดวกมันก็สะดวกดี  แต่ถ้ามีอยู่ทุกแห่งมากเกินไปกลับทำให้ลำบากเหมือนกันครับ  เช่นรู้สึกอย่างกับว่าเมื่อก่อนเคยเห็นภาพที่ใกล้กับที่อยากวาดจากที่ไหนสักแห่ง  แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นรูปไหนเนี่ยเป็นเรื่องที่ประสบพบเจอทุกวันเลยครับ  แต่ถึงอย่างนั้น  ถึงจะมีภาพเป็นแบบแต่ก็ใช่ว่าจะวาดภาพที่มีแรงกดดันได้ตลอดเสมอไป  แม้จะลอกภาพออกมาทั้งอย่างนั้นแต่ก็เป็นเรื่องประหลาดที่ว่า “ความรู้สึกถึงพลัง” กลับไม่ออกมาน่ะครับ  หากไม่ปรับให้เป็น “มิติของการ์ตูน” ก็ไม่ได้  ถึงจะดูภาพอ้างอิงมากมายแต่ก็ไม่พึ่งพาจนเกินไป  นี่อาจจะเป็นสิ่งสำคัญก็ได้ครับ  ฉากที่ยูกิเอี้ยวตัวตีเชนอัพของนารุมิยะในการแข่งกับอินาจิสึตอนหน้าร้อนนั้นเป็นภาพที่มีผลจากการปรับเปลี่ยนภาพในหัวให้เป็นการ์ตูนได้อย่างดีครับ  เอาที่มาจากนักกีฬาโอกาซาวาระ  มิจิฮิโระครับ  ไม่รู้ว่าจะต้องใช้ขายึดไว้ขนาดไหนกัน (หัวเราะ)

  • ต้องจับตามองบทสรุปของการต่อสู้แย่งตำแหน่งเอซระหว่างซาวามูระและฟุรุยะ!

—–ตอนนี้ขออนุญาตเปลี่ยนแนวคำถามเป็นคติในฐานะนักเขียนการ์ตูนของอ.หน่อยครับ!

อ. : ถึงจะมีคนถามอยู่บ้างแต่ที่จริงก็ไม่มี “คติ” อะไรเป็นพิเศษหรอกครับ  แต่ถ้าจะให้พูดแล้วก็คงเป็น “วาดสิ่งที่ตนอยากวาด” กระมัง  เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วน่ะครับ  เพราะว่าเป็นประเภทที่รู้สึกยังไงก็วาดออกมาเป็นภาพทั้งอย่างนั้น  ถ้าโกหกตัวเองแล้ววาดออกมายังไงก็ความแตกครับ  เพราะตัวเองก็วาดด้วยความสนุกอยู่ด้วย  หากผู้อ่านสนุกไปกับมันก็ดีใจนะครับ

—–ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกถึงจุดที่ “ต่อจากนี้ไปอยากให้จับตามองจุดนี้!” กับผู้อ่านหน่อยครับ!

อ. : อยากให้จับตามองถึงความสัมพันธ์ระหว่างซาวามูระกับฟุรุยะครับ  เนื่องจากมันเกี่ยวกับฉาก “ไคลแม็กซ์” ที่ผมคิดไว้ด้วยก็เลยพูดรายละเอียดมากไม่ได้  แต่ช่วยเฝ้าดูการต่อสู้แย่งตำแหน่งเอซของทั้งสองคนด้วยนะครับ

—–“ไคลแม็กซ์” นี่หรือว่า…

อ. : ไม่ใช่ไว้กำหนดไว้แน่นอนแล้วว่า “จะจบตอนไหนเมื่อไร” นะครับ  สำหรับผมแล้วแทนที่จะเรียกว่า “จุดสิ้นสุด” ของการ์ตูนเรื่องนี้ก็ควรจะเรียกว่าได้เห็น “สิ่งที่ตัวเองอยากเขียน” ในที่สุดแล้วมากกว่าครับ

—–หลังจากนี้ดูเหมือนจะยิ่งละสายตาไม่ได้อีกนะครับ!  ท้ายที่สุดแล้ว  อยากให้ฝากข้อความถึงผู้อ่านที่ซื้อ “Official Guidebook เล่มแรก” เล่มนี้ด้วยครับ!

อ. : ตัวผมเองที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจตัวละครได้ร้อยเปอร์เซ็นเต็มหรอกครับ  เป็นเหมือนอย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้ว่าตัวละครเองต่างก็เติบโตไปเกินกว่าที่ผมคาดไว้เสียอีก  หากทุกคนยังติดตามชีวิตวัยรุ่นของพวกเขาเหล่านั้นอยู่ผมก็ดีใจครับ!  นอกจากนี้ในครั้งนี้ถึงแม้จะเปิดเผยวันเกิดหรือไม่ก็ส่วนสูงและน้ำหนักของตัวละครก็จริง  แต่ตัวผมก็ไม่อยากจะยึดติดกับรายละเอียดเหล่านี้มากครับ  ก็เพราะเหล่าตัวละครเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ วันจากสิ่งรอบข้าง  แล้วก็เติบโตขึ้นโดยก้าวข้ามจินตนาการของผมไปด้วยนี่นา (หัวเราะ)  หากนึกถึงจุดนั้นแล้วอ่านด้วยความสนุกสนานได้ก็จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s