Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 1]

มันกลับมาอีกแล้ว…หะหะหะหะหะ //เหม่อ

เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากเกม Corpse Party กับ Kurui Tsuki (狂い月) ค่ะ  อยากแต่งแนวจิต ๆ หลอน ๆ แบบนี้มาพักนึงแล้ว  แต่ยังหาจุดลง(?)ไม่ได้สักที  นี่ก็ยังไม่แน่ใจเลยค่ะว่าจะไปรอดยันจบไหม //โดนถีบ

เรื่องนี้อาจจะโหด(?)กว่าเรื่องที่แล้วหน่อย  ถ้าใครทนเห็นตัวละครเจอเรื่องร้าย ๆ ไม่ได้ก็กดปิดไปเลยนะคะ (- -)(_ _)

แต่เรารักทุกคนจริง ๆ นะ!! ;w; //เหรอ

ด้วยเนื้อเรื่องที่อาจจะโหดไปหน่อย  เลยขออนุญาตจัดให้อยู่ในโหมด AU ค่ะ  แต่ก็พยายามคงทุกอย่างให้เหมือนในเรื่องหลักอยู่นะคะ

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


ความเย็นบนผิวหนังบนใบหน้าคือสิ่งแรกที่มิยูกิ  คาสุยะสัมผัส

ก่อนความปวดเมื่อยจะเข้าโจมตีทั้งตัว  เขาสะกดกลั้นความเจ็บนั้นแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ  ภาพตรงหน้ามืดสนิทจนแวบแรกเขานึกว่าตาเป็นอะไรไป  แต่พอกะพริบถี่ ๆ เข้าก็เริ่มมองเห็นสีน้ำตาลเข้มแทรกอยู่ในสีของความมืด

อาการปวดเมื่อยยังค้างอยู่ในสัมผัส  มิยูกิใช้เวลาอีกไม่ถึงนาทีก็ตระหนักได้ว่าร่างกายตนเองอยู่ในท่านอนคว่ำ  เขาพยายามแบ่งแรงไปยังอวัยวะส่วนต่าง ๆ สั่งให้ตัวเองลุกขึ้นนั่ง  ภาพรอบตัวยังคงมืดสลัว  เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากใต้ตัวดังตามมาติด ๆ ทำลายความเงียบรอบข้าง  เขายกมือขึ้นแตะหน้า  ก่อนจะโล่งอกเมื่อแว่นยังวางอยู่บนดั้งจมูกอยู่

ราวกับความโล่งใจเป็นสาเหตุ  สายตาของเขาเริ่มจับภาพรอบตัวได้แจ่มชัดขึ้น  ผนังไม้สีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำตั้งอยู่ข้างตัวฝั่งหนึ่ง  เห็นประตูไม้เลื่อนสีเดียวกันตั้งอยู่ไม่ห่าง  อีกฝั่งเป็นผนังไม้แบบเดียวกันสูงประมาณเอว  ด้านบนเป็นหน้าต่างกระจกแบบเลื่อนขึ้น  ความมืดทำให้มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของผนังไม้  ชวนให้นึกว่าระเบียงนี้ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด

ระเบียง

มิยูกิกะพริบตาถี่ ๆ อีกหน  คราวนี้เปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นลุกขึ้นยืน  เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้นทุกครั้งที่ขยับตัวราวกับดังออกมาจากทุกส่วนของข้อต่อ  ความเมื่อยจากการนอนผิดท่าจากหายไปทีละนิดพร้อม ๆ กับภาพในตาเริ่มสว่างขึ้นทีละนิด

ที่นี่ที่ไหน

ผนังไม้เก่าคร่ำคร่า  พื้นไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเกือบตลอดเวลา  สภาพโครงสร้างเหมือนระเบียงบนตึกเรียนที่ผุพังชวนให้เดาได้ว่าถูกทิ้งร้างมานาน

ตึกเรียน…?

ตึกเรียนของโรงเรียนเซย์โดเป็นตึกปูนมานานแล้ว  และเขาไม่เคยเห็นตึกไม้หลังนี้ที่ไหนในบริเวณโรงเรียนมาก่อน

ถ้าอย่างนั้น…ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน?

แล้วทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ได้?

“…อึ๊ก”

พอนึกถึงตรงนี้  จู่ ๆ อาการปวดหัวก็เข้าจู่โจมจนต้องรีบยกมือกุมหัว  ลมหายใจปั่นป่วนพร้อมกับหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอกจนต้องรีบเอนตัวหากำแพงหาที่ยึดตัวเองไว้

นี่มันเกิดอะไรขึ้น

“แฮ่ก…แฮ่ก…”

หลังจากสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ หลาย ๆ ครั้ง  ในที่สุดลมหายใจก็กลับมาเป็นปกติพร้อมกับอาการปวดหัวลดลงจนพอทรงตัวได้  มิยูกิถอนหายใจอีกครั้ง  ยกมือปาดเหงื่อบนหน้าแล้วหรี่ตามองฝ่าความมืดอีกหน  ดูเหมือนเขาจะอยู่คนเดียว  และยังไม่เห็นใครในระยะมองเห็นเลย

“…นี่!!  มีใครอยู่ไหม…!!?”  เขาลองตะโกนดู

เอี๊ยด

“…คุราโมจิ!!  โซโนะ!!  นาเบะ!!…”

เอี๊ยด

“คิมูระ!!  โอคุมูระ!!”

เอี๊ยด

“ซาวามูระ!!  ฟุรุยะ!!”

เอี๊ยด

“โค้ช!!  เรย์จัง!!!”

เอี๊ยด

ไม่มีเสียงตอบรับ  หรือถ้าจะบอกว่ามี…ก็มีแต่เสียงพื้นไม้ดังตามจังหวะก้าวเดินตอบกลับมาเท่านั้น  แม้เขาลองเรียกชื่อหลาย ๆ คนแบ่งตามความสัมพันธ์หรือสถานที่ ๆ น่าจะอยู่ด้วยเป็นครั้งสุดท้ายก็ไม่มีใครขานกลับ

จะว่าไป…ทำไมถึงมืดขนาดนี้?

มิยูกิลองหันไปมองทางหน้าต่างระเบียง  ปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นเวลาดึกแค่ไหนก็จะมีแสงบางอย่างลอดจากข้างนอกเข้ามาพอให้เห็นเสมอ  ไม่ว่าจะแสงจันทร์  หรือแสงดาว  หรือแม้แต่วันฟ้าปิดก็ยังมีแสงไฟจากตึกรอบข้างส่องมาถึงเสมอ

แต่นี่มันมืดผิดปกติ

เขาลองแนบหน้าตัวเองกับหน้าต่าง  เพ่งฝ่าความมืดด้านนอกออกไป

มองอะไรไม่เห็น

ไม่มีดวงจันทร์หรือดาวบนฟ้าแม้แต่ดวงเดียว  แสงจากตึกที่มักจะชัดผิดปกติในวันฟ้ามืดก็ไม่เห็นแม้แต่น้อย  พอพยายามก้มมองลงไปข้างล่างก็ไม่เห็นอะไรนอกจากทะเลสีดำ  จนกะไม่ถูกว่าตอนนี้เขาอยู่บนตึกชั้นไหน

มิยูกิขมวดคิ้ว  ลางสังหรณ์เริ่มส่งสัญญาณแปลก ๆ ชวนให้ไม่สบายใจ  เขาลองคลำบริเวณด้านล่างหน้าต่างแต่ก็หาที่เปิดล็อกหน้าต่างไม่เจอ  ก่อนสายตาที่เริ่มชินกับความมืดจะบอกเขาว่านี่เป็นหน้าต่างแบบเลื่อน

เขาลองออกแรงเลื่อนขึ้น

ไม่ขยับ

หน้าต่างคงล็อกกลอนไว้  เพียงแต่รอบตัวนั้นมืดเกินกว่าจะมองหากลอนเจอ  หรือแค่ฝืดเพราะไม่ได้ใช้การเป็นเวลานาน  เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่มีหนทางทดสอบว่าสาเหตุคืออะไร

เอาไงต่อดี

เขามองไปรอบตัวอีกหน  ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ตรงประตูเลื่อนห่างออกไปไม่ไกล

ลองเปิดดูแล้วกัน

มิยูกิหันหลังกลับแล้วเดินไปทางประตู  ก่อนยื่นมือจับบานประตูแล้วออกแรงเลื่อน  บานประตูนั้นเก่าและผุจนเขาต้องกัดฟันกลั้นความเจ็บจากเสี้ยนไม้  แต่ไม่ถึงขั้นต้องออกแรงมากก็เลื่อนเปิดได้สำเร็จ

กลิ่นบางอย่างพวยพุ่งออกจากด้านในจนเกือบสำลัก

แล้วภาพตรงหน้าก็ทำเขาเบิกตากว้าง

สีแดง

หรือพูดให้ถูกคือสีแดงคล้ำจนเกือบดำสาดกระจายเต็มห้องขนาดพอ ๆ กับห้องเรียนที่เขาใช้ประจำ  ปกคลุมสีน้ำตาลเข้มของไม้บนผนังห้อง  โต๊ะเรียนและเก้าอี้แบบเก่าที่ตั้งเรียงเป็นแถว ๆ  พื้นห้อง  หรือแม้แต่กระดานดำเกือบทั้งหมด  ของเหลวสีแดงเข้มนั้นดูเหมือนจะแห้งไปนานแล้ว  แต่ก็ยังทิ้งกลิ่นเหล็กเอาไว้จนเกือบหายใจไม่ออก

อาการเสียดอกพุ่งขึ้นมาที่คอจนมิยูกิต้องรีบยกมือปิดปาก  ตัวเขาทรุดลงไปนั่งกับพื้นพร้อมกับเผลอโก่งคอออกมา  แต่เขาก็รีบยกมือทุบอกตัวเองไล่อาการคลื่นไส้ให้หายไป  น้ำตาไหลออกมาจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัว  เขาเสียเวลาบังคับตัวเองไม่ให้อาเจียนอีกพักหนึ่งกว่าจะหยุดปฏิกิริยาร่างกายลงได้

นี่มัน…เลือด?

ดูจากสภาพแล้วเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดในห้องนี้น่าจะผ่านไปนานพอควรเพราะของเหลวแบบเดียวกับเลือด  (แต่ตอนนี้เขามั่นใจเกิน 90% แล้วว่าเป็นเลือด) แห้งแข็งไปแล้ว  แต่ห้องนี้คงอยู่ในสภาพปิดตายมานาน  กลิ่นจากของเหลวนั้นจึงยังอบอวลอยู่ในห้องจนถึงตอนเขาเปิดประตู

เกิดอะไรขึ้น…ในห้องนี้…?

มิยูกิหายใจเข้าออกลึก ๆ อีกครั้ง  กลิ่นเหล็กจางหายไปมากจนแทบไม่ได้กลิ่น  หรือไม่แน่เขาก็แค่ชินกับมันไปแล้ว  เขาใช้นิ้วขยี้ตาทั้งสองข้างไล่เศษน้ำตาออก  ก่อนจะค่อย ๆ ชันตัวลุกขึ้นยืน

ก่อนอื่นลองสำรวจห้องนี้ก่อนเผื่อจะเจออะไรเข้าบ้าง

เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาด้านในมากขึ้น  ทิ้งรอยเท้าไว้บนกองเลือดเป็นหย่อม ๆ ผสมกับแต้มสีแดงเป็นรอยรองเท้าบนพื้นไม้  ดูเผิน ๆ แล้วห้องนี้ดูเหมือนห้องเรียน  มีโต๊ะเรียนตั้งห่างเป็นระยะเท่า ๆ กันหลายแถว  ด้านหน้าของห้องมีกระดานดำเปื้อนรอยสีแดงเกือบทั้งบาน  และโต๊ะสำหรับอาจารย์อยู่ตรงกลาง  ด้านหลังมีชั้นวางของทำจากไม้  เกือบทุกส่วนของห้องถูกย้อมด้วยสีแดงเข้มขนาดแม้อยู่ในความมืดยังเห็นได้ชัด

มิยูกิไล่สายตาตามรอยเลือดไปเรื่อย ๆ  สภาพของรอยเลือดเหมือนคนเอาของเหลวสีแดงเข้มใส่กระป๋องแล้วสาดไปรอบ ๆ อย่างไร้จุดหมาย  ส่วนมากจะกระเด็นติดอยู่ตามกำแพงและบนโต๊ะ  ส่วนกองเลือดบนพื้นดูเหมือนไหลลงมากองรวมกันจากด้านบนมากกว่า  แม้แวบแรกหากใครเห็นห้องนี้ก็ต้องคิดว่าห้องนี้ ‘เต็มไปด้วยเลือด’  แต่เมื่อเพ่งมองดูจริง ๆ จะเห็นว่ารอยเลือดส่วนใหญ่ไปกระจุกกันตรงมุมห้องด้านในสุด  เมื่อมองจากประตูทางเข้าแล้วเส้นสายตาจะเป็นเส้นแทยงมุมพอดี

มิยูกิกลืนน้ำลาย  ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปหามุมห้องตรงนั้น

กลิ่นเหล็กฟุ้งขึ้นมาเป็นระยะตามจังหวะก้าวเดิน  เขาย่นจมูกพยายามไม่รับกลิ่นเพิ่มเพื่อจะไม่เกิดอาการคลื่นไส้อีก  อากาศในห้องเจือสีแดงขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มเห็นชัดขึ้น

แล้วบางอย่างก็ฉายเข้าสู่นัยน์ตา

ลมหายใจเขาหยุดชะงัก

แวบแรกเขานึกว่าตัวเองตาฝาดจากความมืดรอบกาย  แต่เมื่อขยับเข้าใกล้ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นจนไม่อาจสงสัยได้อีก

“……..โอคุ…มูระ…?”

โอคุมูระ  โคชู

รุ่นน้องในทีมและเพื่อนร่วมห้องพัก

เขาคนนั้นนั่งพิงกำแพงตรงมุมห้องในสภาพไม่ไหวติง

ด้านหลังเต็มไปด้วยรอยเลือดกระจายเป็นวงกว้างสูงเกือบถึงเพดาน

“…อะ…โอคุมูระ…………!!!!????”

มิยูกิเค้นเสียงออกมาสำเร็จในที่สุด

เขารีบปราดเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือคว้าตัวไว้  ร่างของรุ่นน้องขยับไหลลงกับพื้นเล็กน้อยตามแรงจับ  ผมสีบลอนด์ถูไปกับผนังด้านหลังจนเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อน  ใบหน้าซีดเซียวจนเหมือนเรืองแสงในความมืด  เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวเต็มยศ  มองเผิน ๆ ชวนให้นึกถึงหุ่นเชิดที่สายเอ็นขาดแล้วถูกโยนทิ้งไว้ลวก ๆ

“เฮ้ย!!!…โอคุมูระ…!!!!”  มิยูกิส่งเสียงเรียกดังขึ้นแล้วออกแรงเขย่าตัวเบา ๆ  ร่างนั้นโอนเอนตามแรงแต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ

เขาใจหายวาบ

“ตื่นเซ่!!  โอคุมูระ!!!  ลืมตาก่อน!!!”  เขาเปลี่ยนมายกมืออังปลายจมูก  ก่อนใจจะกลับมาอยู่ที่เดิมเมื่อสัมผัสถึงลมหายใจเบา ๆ ได้  แต่ก็ยังโล่งใจได้ไม่สุดเพราะขนาดตะโกนเรียกบวกกับเขย่าตัวแล้วคนตรงหน้าก็ยังไม่มีทีท่าจะลืมตาขึ้น

ยิ่งเห็นรอยเลือดสาดแผ่บนผนังด้านหลังเหมือนมีร่างของเขาเป็นจุดศูนย์กลาง  ก็อดคิดไม่ได้ว่าที่มาของเลือดจะมาจากรุ่นน้องคนนี้

เอาไงดี

ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ  มิยูกิใช้มือควานไปตามลำตัวเบา ๆ เพื่อหาว่ามีแผลอยู่ตรงไหนไหม  ดูเหมือนจะไม่มีอาการบาดเจ็บภายนอกใด ๆ  เขาเปลี่ยนมาเอามือแตะบริเวณลำคอ  ลอบถอนหายใจอีกหนเมื่อไออุ่นจากตัวอีกฝ่ายซึมผ่านปลายนิ้วมือเข้ามา

“โอคุมูระ!!  ได้ยินฉันไหม  โอคุมูระ!!!”  เขาตะโกนเรียกอีกครั้งพร้อมเขย่าตัวเบา ๆ ไปด้วย  ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนตั้งแต่เขาเจอตัวรุ่นน้อง  แต่ในที่สุดเปลือกตาของคนสลบก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว

“อะ…โอคุมูระ!!!  โอคุมูระ!!!!”  มิยูกิเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่  “เป็นไงบ้าง!!!?”

“อะ…”  คนตรงหน้ากะพริบตาสองสามที  ก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ  “รุ่นพี่…มิยูกิ…?”

“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า!!?”  อีกฝ่ายรีบถามต่อ

“เกิด….อะไร….ขึ้น….?”  รุ่นน้องถามเสียงแผ่วด้วยความสับสน  เขาขยับมือวางกับพื้นเพื่อจะยันตัวขึ้นนั่งดี ๆ  แต่มือก็ลื่นจากของเหลวแห้งกรังบนพื้นเสียก่อน  “…อะ…”

โอคุมูระยกมือขึ้นดูช้า ๆ ด้วยความสงสัย

สีแดง

กลิ่นเหล็กฉุนกึกลอยเข้าจมูก  พร้อมกับภาพตรงหน้าเริ่มแจ่มชัดขึ้น

“…อึ๊ก!!!”

อาการคลื่นไส้เข้าจู่โจมตัวรุ่นน้องอย่างไม่ให้ตั้งตัว  เขารีบยกมือขึ้นปิดปาก  ก่อนจะยิ่งหน้ามืดขึ้นอีกสิ่งที่เปื้อนมืออยู่เล็ดรอดเข้าไปในปาก  ส่งผลให้รสและกลิ่นกระจายเต็มไปหมด

“…อ่อก!!!…”

“ทำใจดี ๆ ไว้  โอคุมูระ!!!!”  มิยูกิรีบจับตัวรุ่นน้องไว้เมื่อเห็นเขาทำท่าจะอาเจียนออกมาจริง ๆ  ก่อนหางตาจะเหลือบไปเห็นถังขยะไม้เก่า ๆ วางตั้งอยู่ไม่ห่าง  เขารีบคว้ามันแล้วยื่นเข้าตรงหน้าอีกฝ่าย  “อาเจียนออกมาเลย!!!”

“อ๊อก…!!!”

โอคุมูระใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีกำจัดรสคาวเลือดในปากออกจนเกลี้ยง  โดยมีมิยูกินั่งลูบหลังด้วยความเป็นห่วงอยู่ไม่ห่าง

“ขอบคุณ…ครับ…”  ในที่สุดรุ่นน้องก็เงยหน้าขึ้นแล้วยกมือดันถังขยะออก  คนถือพยักหน้ารับแล้ววางมันไว้ข้าง ๆ ตัว  “โทษที  เหมือนที่นี่จะไม่มีน้ำให้ดื่มน่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ…”  สีหน้าของโอคุมูระกลับมามีเลือดฝาดขึ้น  เขายกปลายแขนเสื้อขึ้นเช็ดริมฝีปาก  พยายามกลืนเศษของในกระเพาะลงคอก่อนจะเปิดปากถาม  “ที่นี่….ที่ไหนครับ?”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”  อีกฝ่ายตอบตามตรง  “นายลุกไหวไหม”

“น่าจะ…ครับ”  รุ่นน้องพยักหน้าเบา ๆ  มิยูกิเลยช่วยพยุงตัวเขาขึ้นแล้วลากเก้าอี้ที่ใกล้ตัวที่สุดมาให้เขานั่ง

“นายไม่เจ็บอะไรตรงไหนใช่ไหม”  รุ่นพี่ถามต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งบนเก้าอี้ดีแล้ว

โอคุมูระส่ายหัว  “ไม่ครับ…”

“งั้นก็ดี…เห็นนายอยู่แบบนั้นแล้วอดคิดไม่ได้น่ะ”  เขาหันไปมองตรงมุมห้องอีกครั้ง

โอคุมูระหันไปมองตาม  เบิกตากว้างขึ้นเมื่อเห็นรอยเลือดสาดกระจายเป็นวงกว้างสูงเลยหัวเขาไปอีก  เขารีบหันไปมองรอบตัวด้วยความตกใจ  ก่อนจะรีบยกมือกุมหัวอีกครั้งเมื่อเห็นสภาพรอบตัวเหมือนอยู่กลางสถานที่ฆาตกรรมหมู่

“เป็นอะไรหรือเปล่า!!?”  รุ่นพี่รีบถามพลางยื่นมือมาจับตัวไว้เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเป็นลมอีกหน

“ไม่เป็นไร…ครับ…”  โอคุมูระยกมือออกจากหัว  เหงื่อซึมผ่านไรผมผสมกับเศษแห้งกรังบนฝ่ามือจนกลับมาเหนียวเหนอะอีกครั้ง  “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…”

“พอฉันตื่นขึ้นมาก็อยู่บนระเบียงนอกห้องนี้แล้ว”  คนฟื้นขึ้นก่อนเริ่มเล่าเหตุการณ์  “พอเข้ามาในห้องนี้ก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก  แล้วฉันเห็นนายนอนสลบอยู่ตรงมุมห้องเลยเข้ามาปลุกน่ะ  นายจำเรื่องก่อนมานอนอยู่ตรงนั้นได้ไหม”  เขายิงคำถามกลับ

เรื่องก่อนหน้านี้

อาการปวดหัวอย่างหนักพุ่งเข้าจู่โจมโอคุมูระทันที

“อึ๊ก…!!”

รุ่นน้องรีบยกมือกุมหัวอีกหน  ลมหายใจติดขัดจนเหมือนกำลังจมน้ำ

“โอคุมูระ!!?”  รุ่นพี่รีบจับตัวไว้อีกหน  เจ้าของชื่อพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ ทางปากเพื่อช่วยหายใจ  โชคดีที่อาการปวดหัวจางหายไปอย่างรวดเร็ว  เขาเลยรีบส่ายหัวเป็นเชิงว่าไม่เป็นไรให้คนตรงหน้าแล้วเบนสายตาไปทางอื่น  “จำไม่ได้…น่ะครับ”

จำไม่ได้…เหรอ

มิยูกิไม่นึกแปลกใจ  เพราะก่อนหน้านี้เขาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

แต่กลับแปลกใจว่าทำไมพอจะนึกเรื่องก่อนที่พวกเขามาอยู่ตรงนี้ถึงได้ปวดหัวขึ้นมามากกว่า  แถมดูเหมือนจะไม่ใช่เขาคนเดียวอีกต่างหาก

“เอาไงดีครับ”

เสียงของรุ่นน้องเรียกให้เขาหันกลับ  สีหน้าของโอคุมูระแสดงความเหนื่อยล้าออกมาเล็กน้อย  แต่เจ้าตัวดูเหมือนจะพยายามกลบมันลงไป

“…ลองเดินหาคนอื่น ๆ กัน”  มิยูกิตัดสินใจไม่พูดอะไรต่อเรื่องอาการอีกฝ่าย  “ถ้าพวกเราอยู่ที่นี่  ก็แปลว่าอาจมีคนอื่น ๆ อยู่ที่อื่นอีก”

“ผมก็เห็นด้วยครับ”  รุ่นน้องลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้  เรี่ยวแรงเขากลับมาจนไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลืออีก  “แล้วก็ต้องหาทางออกจากที่นี่ด้วยครับ”

“ทางออก?”  อีกฝ่ายทวนคำ

“คุณคิดว่าเราควรอยู่ที่นี่ต่อเหรอครับ?”  พออาการดีขึ้น  แววตาคมกริบสัญลักษณ์ประจำตัวรุ่นน้องคนนี้ก็ฉายวาบใส่ในทันที  “ผมไม่คิดว่าที่แห่งนี้เป็นที่ ๆ พวกเรา ‘น่าจะอยู่’ ตั้งแต่แรกหรอก”

มิยูกิเหลือบมองไปยังผนังข้างตัว

ก็จริงของเขา

“แต่ก่อนอื่น  ฉันว่าฉันพานายไปล้างตัวก่อนดีกว่า”  คนพูดเบนสายตากลับมามองรุ่นน้องอีกครั้ง  “น่าจะเหม็น…น่าดูใช่ไหมละ”

โอคุมูระก้มมองสภาพของตัวเอง  มือของเขายังคงเหนียวเหนอะจากคราบเลือดผสมเหงื่อ  ผมด้านหลังก็เปื้อนสีแดงจนดูเหมือนไปย้อมผมมา  ชายเสื้อก็เปื้อนทั้งฝุ่นทั้งเลือดเต็มไปหมด  หากมีใครมาเห็นเขาในสภาพนี้แล้วต้องนึกว่าเป็นผีแน่นอน

“…จะมีน้ำให้ใช้เหรอครับ  ที่แบบนี้”  เขาไม่ปฏิเสธคำเสนอ  เพียงแต่พูดถึงความเป็นไปได้อื่นแทน

ก็จริงอีก

“ลองหาดูก็ไม่น่าเป็นไรนี่นา”  มิยูกิกวาดตาไปรอบห้อง  ก่อนเดินตรงไปยังชั้นวางของหลังห้องแล้วลงมือคุ้ยหาอะไรบางอย่าง  “ดูเหมือนที่แห่งนี้จะเป็นตึกเรียน  ถ้าเป็นตึกเรียนก็ต้องมีห้องน้ำอยู่แล้วละ”

“เก่าขนาดนี้  ถึงมีน้ำก็คงไม่ไหลหรอกครับ”  โอคุมูระยังแย้งต่อ

“ลองไปดูเถอะ  ระหว่างนั้นจะได้หาคนอื่นไปด้วยไง…อะ  มีไอ้นี่ด้วย”  รุ่นพี่เปลี่ยนเรื่องพูดในวินาทีถัดมา  เขาหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากชั้นวางของแล้วยื่นกลับหลังให้อีกฝ่ายเห็น

ตะเกียงน้ำมัน

“ห้องเรียนแท้ ๆ มีของแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย” โอคุมูระถึงกับอดตกใจไม่ได้

“อาจจะเอาไว้ทดลองอะไรก็ได้มั้ง”  คนหาเจอยกความเป็นไปได้เรื่อยเปื่อยขึ้นมา  ข้าง ๆ ตะเกียงมีกล่องไม้ขีดวางอยู่พอดี  เขาเลยลองจุดไฟใส่ตะเกียงดู  ดูเหมือนจะยังมีน้ำมันอยู่ข้างใน  ไฟจึงติดไส้ตะเกียงเป็นอย่างดี  ไม่มีทีท่าจะดับง่าย ๆ

โอคุมูระหรี่ตาจากแสงสว่างที่ปรากฎขึ้นกระทันหัน  มิยูกิหันตะเกียงกลับมาทางรุ่นน้อง  ร่างของโอคุมูระยามต้องแสงไฟดูทรุดโทรมกว่าที่เขาคิดไว้มาก  และสภาพในห้องนี้ก็ดูเลวร้ายกว่าเดิมขึ้นอีก

อาการวิงเวียนดูเหมือนจะกลับมาอีกหน  จนเขาต้องรีบตั้งสมาธิไม่ให้คิดถึงแล้วพูดต่อ  “ไปกันต่อเถอะ”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s