Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 2]

ตอนแรกคิดว่าจะเสร็จเร็วกว่านี้  เผอิญเจอพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก(?)เลยเลื่อนมาเป็นวันนี้จนได้ค่ะ orzll

มีตัวละครเพิ่มมาอีกคนแล้ว!!!

ความตั้งใจในตอนนี้อยากจะแต่งให้ได้สักอาทิตย์ละ 2 ตอน  แต่ไม่รู้ว่าจะรอดตลอดฝั่งไหม  เพราะแต่งสดมาก (…)

คิดเห็นอย่างไรรบกวนคอมเมนท์ด้วยนะคะ :’3

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


มิยูกิยกตะเกียงขึ้นส่องทาง

ห้องที่พวกเขาเดินออกมาเหมือนจะอยู่ตรงกลางทางเดินฝั่งนี้พอดิบพอดี  พอหันไปด้านหลังก็เห็นกำแพงสุดทางเดินอยู่ไกล ๆ  เมื่อหันกลับมาก็เห็นทางขึ้นลงบันไดอยู่ขวามือ  ตามด้วยทางเดินทอดยาวหายลับไปในความมืด  ดูเหมือนตึกที่เขาอยู่จะยาวและใหญ่พอสมควร  เพราะแค่ฝั่งนี้ฝั่งเดียวก็มีห้องเรียนอยู่สามห้องแล้ว

“ตึกเก่าน่าดูนะครับ”  โอคุมูระออกความเห็น  เขาก้มมองพื้นที่ตนเองยืนอยู่  แสงสว่างในตะเกียงส่องให้เห็นความผุพังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  จนน่ากลัวว่าเดิน ๆ ไปไม้อาจจะทรุดตัวลงไปได้  “เซย์โดมีตึกเก่าอะไรแบบนี้อยู่หรือเปล่า”

“เท่าที่เคยอยู่มาสองปีหน่อย ๆ  ฉันไม่เคยเห็นนะ”  รุ่นพี่ตอบขณะยกตะเกียงขึ้นส่องหน้าต่าง  แม้จะได้ต้นแสงมาเพิ่มแต่เขาก็มองไม่เห็นทิวทัศน์นอกกรอบกระจกอยู่ดี  กลับกันแล้วบรรยากาศมืดมิดภายนอกยิ่งช่วยเพิ่มเงาสะท้อนมากขึ้นอีก  ตอนนี้เขาเลยเห็นตัวเองในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวยืนสีหน้าอิดโรยได้ชัดเจนขึ้นอีก

“…งั้นที่นี่ก็ไม่ใช่เซย์โดเหรอ…”  คนถามพึมพำกับตัวเอง

คนถือตะเกียงชี้นิ้วไปด้านหน้า  “ใกล้ ๆ บันไดน่าจะมีห้องน้ำอยู่  ลองไปกัน”

“ยังไงผมก็ไม่คิดว่าจะมีน้ำใช้หรอกนะครับ”  อีกฝ่ายยังคงเคลือบแคลงใจ

“เอาน่า ๆ”  เขาพูดกระตุ้นแล้วรีบเดินนำไปโดยไม่สนว่าคนด้านหลังจะแผ่รังสีใส่ก็ตาม

ห้องน้ำของตึกตั้งอยู่ติดกับทางลงบันได  แบ่งเป็นห้องน้ำชายและหญิงอยู่คนละฝั่ง  (ตอนแรกพวกเขาเจอห้องน้ำหญิงก่อน  แล้วโอคุมูระก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่าเขาจะไม่เข้าห้องน้ำหญิงแม้ดูยังไง ๆ ก็ไม่น่ามีใครอยู่เลยก็ตาม)  ในห้องน้ำทั้งแคบและอึดอัด  มีกลิ่นไม่พึงประสงค์อบอวลเสียจนมิยูกิต้องเปิดประตูห้องน้ำให้กลิ่นระบายอยู่นานกว่าจะเข้าไปกันได้  ด้านในชื้นและเหม็นกลิ่นราจากความเก่า  มีอ่างล้างมือเล็ก ๆ ทำจากหินเปื้อนคราบมัน ๆ  กระจกเป็นฝ้าจนมองแทบไม่เห็น (และไม่มีใครกล้าเช็ด)  มีกระโถนตั้งเรียงและปิดท้ายด้วยห้องน้ำสำหรับทำธุระหนักอยู่หนึ่งห้องด้านในสุด  น้ำไม่ไหลแล้วอย่างที่คิด  แต่โชคดีที่ใกล้ ๆ อ่างล้างมือมีถังใส่น้ำขนาดใหญ่ตั้งไว้  และถังนั้นยังมีน้ำบรรจุอยู่เต็ม

เพียงแต่อีกคนแสดงทีท่าไม่ยอมใช้น้ำในนั้นอย่างไม่ปิดบัง

“แล้วคุณกล้าใช้เหรอครับ”  อีกฝ่ายแย้งกลับด้วยการถามความเห็น

“ดีกว่าไม่มีใช้ไม่ใช่เหรอ”  มิยูกิตอบหน้าตาเฉยขณะวักน้ำล้างมือ

“คุณไม่คิดว่าในนั้นจะมีเชื้อโรคอยู่บ้างเหรอ”  โอคุมูระยังไม่ละความพยายาม

“แค่ล้างหน้าล้างตากับบ้วนปากแป๊บเดียวคงไม่เป็นไรมั้ง”  เขาตอบส่ง ๆ  “หรือว่านายมีแผลในปาก?”

“……..”  รังสีไม่พอใจพวยพุ่งออกจากตัวรุ่นน้องจนสัมผัสได้  แต่ไม่นานอีกฝ่ายก็ก้มหน้าลงด้วยท่าทางปลง ๆ  “ก็ได้ครับ”  แล้วกลั้นใจจัดการตัวเองต่อเงียบ ๆ

มิยูกิขยับยิ้ม  เขากวาดตามองไปรอบห้องน้ำช้า ๆ อีกครั้ง  หลอดไฟเก่า ๆ บนเพดานถูกราเกาะจนแทบมองไม่เห็น  แต่ถึงจะไม่มีราก็เปิดไฟไม่ได้อยู่ดี  ดูเหมือนตึกนี้จะเก่าจนทั้งน้ำทั้งไฟถูกตัดหมด  สภาพความผุพังชวนให้นึกว่าตึกนี้ถูกสร้างมาเมื่อหลายสิบปีก่อน  และน่าจะถูกปล่อยทิ้งร้างเกินสิบปีแล้วแน่นอน  เพียงแต่ยังเดาไม่ถูกว่าถูกสร้างในยุคไหนกันแน่

และแน่นอนว่าพวกเขายังไม่รู้สาเหตุที่ตนอยู่ที่นี่กันเลย

แสงจากตะเกียงสะท้อนวูบวาบบนกระจกจนเผลอเหลือบไปมองไม่ได้

“——เพราะแก————”

มิยูกิหันควับไปตามทิศที่ได้ยิน  ทุกอย่างเงียบสงัด  ได้ยินเสียงวักน้ำจากอีกคนดังเป็นระยะ

หูฝาด?

เขาส่ายหัวเบา ๆ  สงสัยความเครียดสะสมจะเริ่มออกอาการ  ตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นก็เจอเรื่องชวนตกตะลึงติด ๆ กันมาพักหนึ่งแล้ว  สมองจะเริ่มสับสนขึ้นมาก็คงไม่แปลก

“———-เพราะแก—————–”

อีกแล้ว

“ใครน่ะ!!?”

“อะไรครับ!?”  โอคุมูระเผลอขึ้นเสียงตามเพราะตกใจที่จู่ ๆ อีกฝ่ายก็ตะโกนขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

“นายได้ยิน…เสียงคนพูดไหม?”  มิยูกิถามขณะพยายามเงี่ยหูฟัง

“…ไม่นะครับ”  รุ่นน้องตอบด้วยสีหน้ากังวล

หรือจะหูฝาดจริง ๆ?

ขณะเขาเริ่มสงสัยว่าหรือตัวเองจะสติแตก  หางตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างสะท้อนอยู่บนกระจกอ่างล้างมือ

เงาดำรูปร่างคล้ายคนเงาหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

พร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง

“———-เพราะแก———”

โครม!!!!!

“เสียงอะไร!!!!?”

โอคุมูระตะโกนขึ้นมาทันทีที่เสียงของหนัก ๆ หล่นบนพื้นดังขึ้น  เขาหันควับไปทางประตูก่อนจะวิ่งออกไปอย่างไม่รีรอ

“อะ…เฮ้ย!!!  โอคุมูระ!!!!”มิยูกิที่กลับมาได้สติรีบวิ่งตามออกไป  พอออกจากห้องน้ำได้ก็เห็นรุ่นน้องหยุดยืนอยู่ข้างหน้า  หันสายตาไปทางระเบียงอีกทาง

“เสียงดังมาจากทางนั้นครับ”  อีกฝ่ายหันกลับมาพลางชี้มือไปยังสุดทางเดินซึ่งมองไม่เห็นว่าเป็นอะไร

มิยูกิกัดฟัน  ชั่งใจแวบหนึ่งว่าจะเอายังไงดีแต่ก็รีบสลัดความลังเลทิ้งไป  “ไปดูกันดีกว่า!!!”

รุ่นน้องพยักหน้ารับ  ทั้งสองคนรีบวิ่งไปยังระเบียงอีกฝั่ง  เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังลั่นขึ้นเป็นจังหวะประสานกันขณะเท้าทั้งสองคนเหยียบลงไปบนพื้น  ไม่นานแสงจากตะเกียงก็ฉายให้เห็นประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่อยู่สุดทางเดิน  มิยูกิหยุดหอบเล็กน้อยเมื่อมาถึงหน้าประตู  เขายกตะเกียงขึ้นส่องไปรอบ ๆ  ประตูไม้นั้นทำจากไม้กรุด้วยกระดาษแบบเดียวกับประตูห้องเรียนเพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่า

โอคุมูระคว้าบานประตูแล้วออกแรงเลื่อน  “…เปิดไม่ออก…”  เขาพึมพำเสียงเครียด

“ล็อกหรือเปล่า!?”  อีกคนพูดถึงความเป็นไปได้  แต่ก็รีบวางตะเกียงลงข้างตัวแล้วยื่นมือเข้าไปช่วยเลื่อนอีกคน

“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ จะเอาไงดีครับ”  เขาถามต่อ

มิยูกิขมวดคิ้ว  “พังประตูเข้าไปเลยแล้วกัน  ประตูไม้แบบนี้คงไม่แข็งแรงมากหรอก”

รุ่นน้องอ้าปากเหมือนจะเถียง  แต่ก็กลืนคำพูดลงคอเงียบ ๆ ทำเพียงส่งสายตาไม่พอใจมาแทน  “ก็เอาสิครับ”

ประตูสั่นระริกจากแรงของทั้งสองคนแต่ก็ไม่มีทีท่าจะขยับเหมือนล็อกกลอนไว้จนมิยูกิเกือบออกคำสั่งให้ทำลายประตูตามที่เสนอแล้ว  แต่จู่ ๆ บานไม้ก็เลื่อนไปทางขวาอย่างรวดเร็วจนทั้งคู่เสียการทรงตัวล้มถลาลงไปข้างหน้า

“เฮ้ย!!!”

มิยูกิล้มลงพื้นคนแรก  เขาใช้แขนยันพื้นเอาไว้ไม่ให้หน้ากระแทก  ส่งผลให้แขนชาไปทั้งแถบ  หูได้ยินเสียงคนด้านหลังล้มตามมาติด ๆ อยู่ข้าง ๆ

“อูย…”  เขาสูดลมหายใจแล้วยันตัวขึ้นยืน  โชคดีที่ไม่ได้ถือตะเกียงอยู่กับมือ  ไม่อย่างนั้นอาจเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นได้  “เป็นไรไหม  โอคุมูระ”

“ไม่เป็นไรครับ”  อีกคนตอบสั้น ๆ แล้วออกแรงยันตัวเองขึ้นยืนตาม

“ใครน่ะ!!!?”

เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้นในมุมมืด

“ใครอยู่ตรงนั้น!!!?”  โอคุมูระตะโกนกลับด้วยสีหน้าไม่ไว้วางใจ

มิยูกิใช้เวลาไม่นานก็นึกเจ้าของเสียงออก

“…โคมินาโตะ!!!?”

“เอ๊ะ!?”  อีกคนอุทานเสียงหลง

“ยะ…อย่าเข้ามา!!!!!”

เสียงยังดังมาจากด้านในห้อง  มิยูกิรีบวิ่งออกไปคว้าตะเกียงแล้วกลับเข้ามาพร้อมกับยกขึ้นสูงให้แสงไฟส่องใบหน้าของเขา  “ฉันเอง  มิยูกิไง!!!”

“ถะ…ถอยไป!!!  อย่าเข้ามา!!!!!”

เงาของตะเกียงส่องเข้าไปด้านในจนพอเห็นร่างเล็ก ๆ ของคน ๆ หนึ่งยืนอยู่เกือบติดกำแพง  รอบตัวมีโต๊ะยาวตั้งเรียงเป็นแถวหันหน้าเข้าหากันสองแถว  บนโต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือเก่าและแฟ้มวางเสียบ ๆ ในชั้นกั้นหนังสือจนแน่น  บางส่วนวางกองสุมไว้บนโต๊ะข้าง ๆ ที่ใส่เครื่องเขียน  มองปราดเดียวก็รู้ว่าห้องนี้ต้องเคยเป็นห้องพักอาจารย์มาก่อน

“รุ่นพี่โคมินาโตะ…เหรอครับ”  รุ่นน้องพึมพำเหมือนยังสับสน

“โคมินาโตะ  เป็นอะไรไป!!!”  มิยูกิตะโกนต่อ  ค่อย ๆ ขยับเท้าเข้าไปทีละนิด  “แล้วนี่ก็โอคุมูระไง”

“วะ…เหวอออออออ!!!!!”

ท่าทางของอีกฝ่ายผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

“โคมินาโตะ…?”  คนฉายไฟเริ่มขมวดคิ้ว

“มีอะไรแปลก ๆ นะครับ”  ดูเหมือนคนข้างตัวก็คิดแบบเดียวกัน

มิยูกิขมวดคิ้ว  เขาลองเดินเข้าไปใกล้ ๆ ช้า ๆ พร้อมกับยกตะเกียงไปด้านหน้า  แสงสว่างฉายผ่านความมืดไปตกกระทบตัวรุ่นน้องอีกคนจนเห็นได้ชัด  โคมินาโตะ  ฮารุอิจิยืนอยู่เกือบชิดผนังอีกฝั่งด้วยสีหน้าหวาดระแวง  ผมสีชมพูซากุระของเขายุ่งไม่เป็นทรงและเปรอะเปื้อนฝุ่นพอ ๆ กับชุดเครื่องแบบฤดูหนาวบนตัว  โต๊ะตัวหนึ่งล้มคว่ำอยู่กับพื้นขวางระหว่างพวกเขาทั้งสองฝั่ง  ของบนโต๊ะหล่นกระจัดกระจายกองเต็มพื้นไปหมด  นี่คงเป็นต้นเสียงที่พวกเขาได้ยินตอนอยู่ในห้องน้ำ

“ยะ…อย่าเข้ามา…ออกไป…ออกไป!!!!!!…………….”

ฮารุอิจิคำรามลั่นด้วยเสียงแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน  เขาค่อย ๆ ถอยตัวไปด้านหลังจนติดกำแพงด้วยตัวสั่นเทา

มีอะไรแปลก ๆ จริง ๆ ด้วย

แม้ในห้องจะมืด  แต่แสงสว่างจากตะเกียงในมือมิยูกิตอนนี้น่าจะเพียงพอให้อีกฝ่ายเห็นหน้าพวกเขาชัดพอรู้ว่าใครเป็นใคร  (เพราะพวกเขาก็เห็นหน้าอีกฝ่ายชัดอยู่เหมือนกัน)  แต่ทำไมคนตรงหน้ากลับทำเหมือนไม่รู้จักพวกเขามาก่อน

…ไม่สิ  ต้องบอกว่า…เหมือนกำลัง ‘กลัว’ พวกเขาอยู่มากกว่า

“โคมินาโตะ!!!”  รุ่นพี่ลองตะโกนเรียกชื่ออีกรอบ  “นายจำพวกฉันไม่ได้เหรอ!!!?”

“ออกไป!!!!  ออกไป!!!!”  อีกฝ่ายโต้ตอบกลับมาแค่เสียงตะโกนขู่

“ผมว่าเขาจำพวกเราไม่ได้นะครับ”  โอคุมูระออกความเห็น  น้ำเสียงแฝงความไม่สบายใจจนสัมผัสได้

“เอาไงดี”  อีกคนพึมพำเบา ๆ  “แบบนี้คุยกันไม่รู้เรื่องแน่ ๆ”

“คงต้องทำให้สงบก่อน”  รุ่นน้องเสนอแนวทางขึ้นมา  แล้วเดินผ่านตัวเขาตรงไปข้างหน้าเหมือนจะเข้าไปหาอีกฝ่าย

“เดี๋ยวก่อน  โอคุมูระ!!!”  มิยูกิตะโกนห้ามเสียงหลง  “มันอันตรายนะ!!!”

“จะปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าแหละครับ”  อีกฝ่ายแย้งเสียงนิ่ง  แล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะที่ล้มขวางทางเดินไว้  “รุ่นพี่โคมินาโตะครับ  นี่ผมเอง”

สีหน้าของฮารุอิจิซีดลง  นัยน์ตาเบิกกว้างเหมือนเห็นอะไรบางอย่างน่ากลัวมากอยู่ตรงหน้า  มือข้างหนึ่งของเขาควานสะเปะสะปะราวกับจะหาของ  ก่อนจะคว้าอะไรบางอย่างมาไว้ในมือ

“ใจเย็น ๆ มองผมดี ๆ ก่อนนะครับ”  คนเข้าหายังคงเอ่ยปากทักด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“อย่าเข้ามา….”

เสียงขู่ของฮารุอิจิเบาลง

“ไม่มีอะไรนะครับ”  รุ่นน้องพูดต่อด้วยน้ำเสียงเกลี้ยกล่อม  “เข้ามาดูใกล้ ๆ สิ”

คนตรงข้ามเงียบไป  แววตาสีชมพูเข้มต้องแสงตะเกียงไหววูบไปมาเป็นสีแดง  “นะ…นาย……?”  ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเท้าเข้ามาใกล้ ๆ ด้วยตัวสั่นเทา

โอคุมูระเห็นอีกฝ่ายสงบลงและมีทีท่ายอมเข้ามาใกล้  จึงหันมามองทางอีกคนด้านหลัง  “คุณเองก็มาให้เห็นหน้าด้วยสิครับ”

มิยูกิยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  แต่ก็ยอมเดินเข้าไปใกล้  “จำได้แล้ว—”

ก่อนจะเห็นมือของคนตรงข้ามเงื้อบางอย่างขึ้น

“โอคุมูระหนีเร็ว!!!”

ตึง!!!!

เสียงของแข็งฟาดกันอย่างแรงดังก้องไปทั่วห้อง

โอคุมูระกระโดดหนีจากจุดที่เคยยืนอยู่ทันทีที่ได้ยินเสียง  แต่ด้วยความตกใจจึงสูญเสียการทรงตัวล้มลงไปนั่งกองกับพื้นไม่ห่างจากจุดเดิมมาก

“ออกไป!!!!!!!!!!!!”

ฮารุอิจิคำรามด้วยเสียงเยือกเย็นชวนขนลุก  ในมือเขาถือด้ามไม้กวาดเก่า ๆ ซึ่งขณะนี้ปลายด้ามจรดกับโต๊ะบนพื้น  ส่วนตัวหัวหักกระเด็นตกอยู่ข้าง ๆ กัน

“เป็นอะไรไหม!!!?”  รุ่นพี่วางตะเกียงไว้บนโต๊ะใกล้ตัวแล้ววิ่งเข้ามาหา  คนบนพื้นกลับมาได้สติ  รีบยกมือเหมือนจะผลักอีกฝ่ายออก  “ไม่ต้องมาห่วงผม!!”

“ออกไป!!!!!!!!!  ออกไปเดี๋ยวนี้!!!!!!!!”

ความตกใจต่อทีท่าเพื่อนร่วมทีมอีกคนเบนความสนใจของมิยูกิออกไป  เขารีบเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงตะโกน  และเห็นรุ่นน้องตัวเล็กยกด้ามไม้กวาดขึ้นเหนือหัวอีกหน

“หยุดนะโคมินาโตะ!!!!”  เขารีบตะโกนห้าม

“ออกไป!!!!!!”

อีกฝ่ายไม่รอฟัง  พุ่งตรงเข้ามาพร้อมด้ามไม้กวาดหวดลงมาใกล้

มิยูกิไม่มีเวลาตัดสินใจ  เขารีบดึงตัวคนข้าง ๆ ถอยไปด้านหลังแล้วหลับตายกแขนขึ้นบัง

ตึง!!!

.

.

.

.

เอ๊ะ…?

ทำไมไม่เจ็บ?

ความสับสนเข้าเล่นงานเขาจนต้องลืมตาขึ้น  ก่อนจะพบคำตอบว่าทำไม

ฮารุอิจิล้มอยู่บนพื้นใกล้กับขาโต๊ะบนพื้น  ด้ามไม้กวาดกระเด็นหลุดจากมือตกอยู่ใกล้ ๆ  รอบตัวเต็มไปด้วยกองหนังสือและแฟ้มกระจัดกระจายยิ่งกว่าเดิม  ได้ยินเสียงหายใจติดขัดดังแว่วขึ้นมาเป็นระยะ

ในหัวเขาพยายามประมวลเหตุการณ์  แต่ก็เลิกล้มไปในทันทีเมื่อรุ่นน้องด้านหลังตะโกนเสียงหลง  “รุ่นพี่โคมินาโตะ!!?”

โอคุมูระรีบยันตัวลุกขึ้นมาดู  เขาค่อย ๆ จับตัวฮารุอิจิให้เงยหน้าขึ้นแล้วปัดผมที่ปรกบนหน้าออก  สีหน้าของคนบนพื้นยังคงดูซีดเซียว  แต่การหายใจเริ่มผ่อนคลายลง

“เกิดอะไร…”  มิยูกิยังคงไม่เข้าใจ

“เขาสะดุดกองหนังสือตอนที่จะเข้ามาทำร้ายเราไงครับ!!!”  อีกคนรีบตอบแทน  สายตายังคงมองอีกฝ่ายด้วยความร้อนรน  “โชคดีที่หัวไม่ฟาดกับขาโต๊ะไม่งั้นแย่แน่!!!”

“ไม่จริงน่า!!!”  พอได้ยินเช่นนี้เขาก็อดตกใจตามไม่ได้  รีบลุกขึ้นมาดูอาการอีกคน  “โคมินาโตะ!!!?  ได้ยินเสียงฉันไหม!!!?”

ฮารุอิจิยังคงนอนนิ่งจนทั้งคู่เริ่มใจเสีย  แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีก็ได้ยินเสียงครางเบา ๆ ดังออกมาจากปาก

“โคมินาโตะ!!”  มิยูกิเร่งเสียงตะโกนขึ้นอีกระดับ

เปลือกตาของเจ้าของชื่อขยับ  ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ  “…ใคร….น่ะ?”

“รุ่นพี่โคมินาโตะ!!”  ขนาดมนุษย์ผู้นิ่งตลอดเวลาอย่างโอคุมูระยังอดเร่งเสียงตามไม่ได้

“…โอคุมูระคุง……?”  คนถูกเรียกเอียงคอหันมาทางต้นเสียง  “รุ่นพี่…มิยูกิ…?”

“จำพวกฉันได้แล้วใช่ไหม!!?”  มิยูกิรีบยิงคำถามต่อ

“จำ?…อึ๊ก!!!”  จู่ ๆ ร่างบนพื้นก็คู้ตัวเหมือนสะกดกลั้นความเจ็บ

“โคมินาโตะ!!?”

“…เกิดอะไรขึ้น…….เหรอครับ?”  อีกฝ่ายอ้าปากถามช้า ๆ  ลมหายใจเริ่มกลับมาเป็นปกติ

มิยูกิเงียบลงจากความลังเลชั่วครู่ก่อนจะค่อย ๆ ประคองตัวอีกฝ่ายขึ้นนั่ง  “เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”  เขาถามต่อ  ยังไม่ปล่อยมือที่ประคองตัวไว้เพราะกลัวร่างเล็ก ๆ นั้นจะหงายหลังลงไปอีก

“ไม่…แล้วครับ”  ฮารุอิจิตอบเสียงอ่อน

คนถามหันไปหารุ่นน้องอีกคน  “ช่วยพยุงพิงกับโต๊ะหน่อย”

อีกฝ่ายมองกลับมา  ก่อนจะตอบสั้น ๆ ว่า “ครับ” แล้วก็ยื่นมือเข้ามาช่วย  ทั้งสองคนช่วยพยุงตัวฮารุอิจิพิงกับโต๊ะตัวที่ใกล้ที่สุด  พอเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะเอนตัวล้มกับพื้นแล้วมิยูกิก็ลุกไปหยิบตะเกียงมาวางบนพื้นใกล้ ๆ  แล้วนั่งลงกับพื้นไม่ห่างกัน  โอคุมูระมองการกระทำของรุ่นพี่ด้วยสีหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา  แต่ก็นั่งลงข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไรต่อ

“โคมินาโตะ  นายจำพวกฉันได้จริง ๆ แล้วใช่ไหม”  เขาถามย้ำทันทีเมื่อจัดทุกอย่างเข้าที่แล้ว

แววตาของอีกฝ่ายฉายความไม่เข้าใจให้เห็น  “หมายความว่าไงครับ…?”

“เมื่อกี๊ตอนนายเห็นพวกฉันครั้งแรก  นายเอาแต่ตะโกนไล่ให้ออกไปไม่ก็บอกว่าอย่าเข้าใกล้ตลอด”  คนเล่าอธิบายเหตุการณ์ต่อ  “แล้วพอโอคุมูระเข้าไปใกล้นายก็เกือบเอาไม้กวาดแถวนั้นตีหัวเขาด้วย”

“ผม…เหรอครับ?”  ฮารุอิจิทำสีหน้าไม่เข้าใจเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเลยสักนิด  ค่อย ๆ หันไปมองหน้าคนที่เหลือช้า ๆ  “จริงเหรอ?…”

“…ครับ”  คนเด็กสุดในกลุ่มตอนนี้ทำเพียงพยักหน้ารับช้า ๆ

“ฉันเลยอยากถามว่าตอนนี้นาย ‘จำ’ พวกฉันได้จริง ๆ แล้วใช่ไหม”  มิยูกิเน้นเสียงด้วยแววตาเคร่งเครียด

ฮารุอิจิกะพริบตาถี่ ๆ  “ถ้าถามในความหมายที่ว่ารู้ว่าพวกคุณเป็น ‘ใคร’ ก็…จำได้แล้วครับ”  เขาพยักหน้าเหมือนยืนยันอีกที  “รุ่นพี่มิยูกิ…กับโอคุมูระคุง…ใช่ไหมครับ?”

คนถามพิจารณาท่าทางคนตรงหน้า

คงไม่เป็นไรแล้วละ

เขาแอบถอนหายใจโล่งอก  ก่อนจะถามต่อ  “แล้วนายจำเรื่องก่อนที่จะเจอพวกฉันได้ไหม”

“ไม่ได้…น่ะครับ”  ฮารุอิจิขมวดคิ้วขณะพยายามนึกย้อนความหลัง  “รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นรุ่นพี่มิยูกิกับโอคุมูระยืนค้ำหัวผมแล้ว…ว่าแต่นี่ผมล้มไปนอนกับพื้นได้ยังไง?”  เขาได้ทีถามกลับทันที

โอคุมูระหันมามองหน้าคนข้างตัว

“ก็ตอนนายจะเอาไม้กวาดตีหัวโอคุมูระ  นายดันสะดุดกองหนังสือบนพื้นแถว ๆ นั้นก่อนน่ะ”  มิยูกิตอบโดยไม่ปิดบัง  เหลือบสายตาไปมองบริเวณโต๊ะที่ล้มอยู่บนพื้นด้วย  “ไม่แน่ว่าเพราะแบบนั้น  นายเลยอาจได้สติกลับคืนมาก็ได้”

“…เหรอครับ”  คนผมสีซากุระก้มหน้าลง  ฟังจากน้ำเสียงแล้วเหมือนยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“แล้วนายจำได้ไหมว่านายมาอยู่ที่นี่ได้ไง”  คนถามลองเปลี่ยนประเด็นดูเมื่อเห็นว่าคงท้าวที่มาว่าทำไมอีกฝ่ายถึงคิดทำร้ายพวกเขาไม่สำเร็จ

“ที่นี?”  คนถูกถามทวน

มิยูกิผายมือออกไปด้านข้าง  “นายคุ้นไหมละว่าที่นี่ที่ไหน”

ฮารุอิจิเพิ่งได้โอกาสกวาดตามองไปรอบ ๆ  แสงสว่างจากตะเกียงบนพื้นช่วยส่องให้เห็นสภาพในห้องได้เกือบทั้งหมด  แต่ยิ่งกลับทำให้รู้สึกเหมือนพวกเขากำลังนั่งอยู่บนเกาะขนาดจิ๋ว  เมื่อพ้นรัศมีแสงสว่างไปก็เหมือนหลุดสู่ทะเลไร้ที่สิ้นสุด

“…….ผม…คิดว่าผมไม่เคยเห็นที่นี่มาก่อน…”  น้ำเสียงตกใจเล็ดรอดออกมาพร้อมคำตอบ

“แล้วนายจำได้ไหมว่านายทำ ‘อะไร’ มาก่อนจะมาอยู่ที่นี่?”  รุ่นพี่ลองถามหยั่งเชิงต่อ

“…ก่อนหน้า…..นี้…………”

เสียงของฮารุอิจิเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน

“……………..อั๊ก!!!!”

แล้วจู่ ๆ คนตรงหน้าก็ยกมือกุมหัว

“โคมินาโตะ!?”  มิยูกิอุทาน  รีบยื่นมือไปประคองตัวอีกรอบ  “เป็นอะไรหรือเปล่า!!?”

“นึก…………ไม่ออก………?”  อีกฝ่ายค่อย ๆ เค้นคำพูดออกมาด้วยสีหน้าสับสน  เขายังไม่ยอมยกมือออกจากหัว  เส้นเลือดบนมือปูดขึ้นจนเห็นได้ชัด

“…พอคำถามแค่นี้ก่อนดีไหมครับ?”  โอคุมูระที่เงียบอยู่นานพูดขัดขึ้นหลังเห็นสีหน้าคนเจ็บดูไม่ค่อยดีเท่าไร

คนยิงคำถามหลับตาลง  พ่นลมหายใจออกช้า ๆ ก่อนเอ่ยปากถามคนตรงหน้า  “ตอนนี้เป็นไงบ้าง  โคมินาโตะ”

ฮารุอิจิพ่นลมหายใจยาว  ปล่อยมือออกจากหัวแล้วส่ายหน้าเบา ๆ  “ไม่เป็นไรแล้วครับ”

อาการแบบเดียวกัน

มิยูกิถอนหายใจ  เขาคว้าตะเกียงบนพื้นแล้วยันตัวขึ้นยืนพลางหันไปรอบ ๆ  “เอาเป็นว่าตอนนี้มาลองหาดูว่าที่นี่คือ ‘ที่ไหน’ กันก่อนละกัน  ดีไหม”

คนผมสีซากุระเงยหน้าขึ้นมองคนพูดแล้วพยักหน้ารับ  “ผมเห็นด้วยครับ”

คนที่เหลือเหลือบมองทั้งสองคน  ก่อนจะลุกขึ้นยืนตามแล้วหันไปกองหนังสือและแฟ้มที่ตั้งเรียงรายบนโต๊ะ  “ก็ได้ครับ”

กัปตันสูดลมหายใจอีกครั้ง  แล้วพูดให้สัญญาณ

“งั้นเริ่มจากห้องนี้กันเลย”

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 2]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s