Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 3]

ช่วงนี้เนื้อเรื่องไปช้าหน่อยนะคะ  อยากจะค่อย ๆ ใส่ปริศนาเข้าไปทีละนิดเลยยิ่งอืดเลย  ฮือ orzll

แล้วก็ยังคิดไม่ตกว่าจะเอาไงดีต่อในบางเรื่องด้วย…

ว่าแต่ยังมีคนอ่านอยู่ไหมคะเนี่ย?w

คิดเห็นอย่างไรรบกวนคอมเมนท์ด้วยนะคะ :’3  (แปะคนเดียวมันเหงานะ ;w;)

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“ที่นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เซย์โดนะครับ”

ฮารุอิจิส่งเสียงขึ้นหลังทั้งสามคนเริ่มหาที่มาที่ไปได้ประมาณห้านาที

“ไหน”  มิยูกิละมือจากกองหนังสือบนโต๊ะอีกตัว  เดินถือตะเกียงเข้ามาใกล้  ส่วนโอคุมูระที่ยืนห่างออกไปหันมามองตาม  เพียงแต่ยังไม่ตามมาสมทบด้วย

คนผมสีซากุระยื่นแฟ้มในมือให้  แสงไฟจากตะเกียงส่องให้เห็นตัวหนังสือเลือน ๆ พิมพ์ด้วยหมึกเขียนว่า ‘รายชื่อบุคลากรโรงเรียนม.ปลายมิโดริงาโอกะ’

“มิโดริงาโอกะ…?”  คนอ่านทวนคำ  “ไม่เคยได้ยิน–”

เขาเว้นวรรคชั่วขณะ

“–เลยแฮะ”  ก่อนจะเอียงคอด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“โอคุมูระเคยได้ยินไหม”  ฮารุอิจิลองถามอีกคนบ้าง

“…ไม่นะครับ”  อีกฝ่ายส่ายหัวกลับมา

“อืม…”  คนหาเจอเอียงคอทำท่าคิดบ้าง  เขาลองกางแฟ้มออก  กลิ่นฝุ่นลอยฟุ้งออกมาจนทั้งสองคนย่นจมูกไม่ให้จาม  กระดาษสีเหลืองกรอบจนน่ากลัวว่าหากจับแรง ๆ จะป่นเป็นผุยผงปรากฎรูปถ่ายคนยืนหน้าตรงสีขาวดำเหมือนรูปแนะนำตัวแปะเรียงไล่ลำดับลงมาเป็นขั้น ๆ  ใต้รูปมีชื่อและตำแหน่งพิมพ์ไว้  หน้าแรกเริ่มจากระดับครูใหญ่ไล่ลงมาถึงคนในคณะบริหาร  ส่วนหน้าต่อ ๆ ไปเป็นรายชื่ออาจารย์แบ่งตามวิชา

“ปีโชวะที่ 57…สามสิบกว่าปีก่อนเหรอ…”  ฮารุอิจิพึมพำขณะอ่านปีที่พิมพ์ไว้เหนือหัวกระดาษ

“แปลว่าตึกนี้มีอายุอย่างต่ำเกินสามสิบปีสินะ”  มิยูกิเงยหน้ามองเพดาน  ไม่แปลกใจว่าทำไมสภาพภายในถึงได้ดูเก่าถึงเพียงนี้

ไม่สิ

จะบอกว่าที่เก่าแบบนี้เพราะอายุเกินสามสิบปีก็ยังผิดปกติเกินไป

หากยังคงใช้งานและได้รับการดูแลสม่ำเสมอแล้ว  ถึงตึกจะเก่าเพียงไหนก็ยังคงสภาพสวยงามอยู่

แต่แบบนี้…ดูยังไงก็ถูก ‘ปล่อยทิ้งร้าง’ ไว้ชัด ๆ

ฮารุอิจิปิดแฟ้มลงแล้ววางไว้บนกองหนังสือ  “เอาเป็นว่าที่นี่ไม่ใช่เซย์โดแน่ ๆ ละครับ…พอเป็นแบบนี้แล้วคำถามคือแล้วพวกเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง…สินะครับ?”  เขาสบตากับอีกคนหลังพูดจบ

“นั่นสินะ”  มิยูกิพยักหน้ารับ  “ที่จริงแล้วพวกเราไม่น่าจะ–”

“จำผมได้ไหม?”

เอ๊ะ

เมื่อกี๊ใครว่าอะไรนะ

จู่ ๆ หูของรุ่นพี่ก็แว่วเสียงคุ้นเคยบางอย่าง

“…..รุ่นพี่มิยูกิ?”

เจ้าของชื่อกลับมาได้สติ  “อะ…หืม?”  เขาส่งเสียงสั้น ๆ ขานกลับ  เสียงแฝงความแปลกใจเอาไว้เล็กน้อย

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”  คนทักถามต่อขณะจ้องหน้าเขาไม่วางตา  แววตาสีเดียวกับผมราวกับจะจ้องทะลุเข้ามาถึงข้างในใจ

“…อ่อ  เปล่าน่ะ”  มิยูกิตัดสินใจกลบเกลื่อน  หรือควรบอกว่าเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเมื่อครู่นี้เขานึกอะไรออกมา  พอจะขุดคุ้ยเพิ่มในหัวเขาก็ว่างเปล่าเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

“แต่แค่ชื่อโรงเรียนก็ยังไม่ช่วยอะไรอยู่ดี…”  ฮารุอิจิถอนหายใจ  ล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมามองหน้าจอ  “สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มีด้วย”

จริงด้วย

มิยูกิเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในตัวเขาน่าจะมีโทรศัพท์มือถืออยู่เหมือนกัน  เขาจึงล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบออกมาบ้าง  จริงอย่างที่อีกคนพูด  บนหน้าจอขึ้นคำว่า ‘นอกเขตสัญญาณ’ ตรงมุมซ้ายบน  โทรศัพท์หากไม่มีสัญญาณก็เป็นได้แค่ของไร้ประโยชน์

ไม่สิ…อย่างน้อยก็ใช้แทนไฟฉายได้แหละ

เขากล่าวแก้ในใจเงียบ ๆ ก่อนเก็บกลับใส่ที่เดิม

“แล้วนี่ละครับ?”

คนเด็กสุดในกลุ่มพูดโพล่งขึ้นมาหลังจากคนที่เหลือเงียบไปได้ไม่นาน

“อะไรเหรอ?”  ฮารุอิจิเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์หันไปมอง  โอคุมูระยืนห่างจากพวกเขาออกไปไม่ไกลนัก  แต่ก็เกือบถูกความมืดด้านหลังกลืนกินเข้าไป  ทั้งคู่เลยมองเห็นไม่ชัดว่าเขาชูอะไรขึ้นมาให้ดู

คนทักเหมือนจะรู้ตัว  จึงยอมเดินเข้ามาใกล้จนทั้งคู่เห็นว่าในมือเขามีแฟ้มเก่า ๆ อีกเล่มหนึ่ง

“ดูนี่สิครับ”  รุ่นน้องพูดพลางเปิดแฟ้มพลิกไปยังหน้าหนึ่ง  ตัวหนังสือเหนือหัวพิมพ์ด้วยหมึกดำเริ่มซีดจางไปตามกาลเวลาพร้อมกับสีกระดาษที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน  แต่ยังไม่เก่าเท่ากับรายชื่อบุคลากรที่พวกเขาหาเจอก่อนหน้านี้

‘ประกาศแจ้งยกเลิกใช้ตึกเรียน’

“ตึกเรียน…”  มิยูกิอ่านทวน  “หมายถึง…ตึกนี้หรือเปล่า?”

“ไหนครับ”  ฮารุอิจิชะโงกหน้าเข้ามาใกล้แล้วเพ่งสายตาอ่านตัวหนังสือเล็ก ๆ ในบรรทัดถัดมา

.

.

.

เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 16 พฤษภาคม  ปีเฮย์เซย์ที่ 9  ทางโรงเรียนมัธยมปลายมิโดริงาโอกะ  โดยความเห็นชอบของคณะบริหาร  ครั้งที่ 2/ ปีเฮย์เซย์ที่ 3  เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม  ปีเฮย์เซย์ที่ 9 จึงประกาศแนวทางปฏิบัติ  เรื่อง  การยกเลิกใช้ตึกเรียน  ดังนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า  “ประกาศ  โรงเรียนมัธยมปลายมิโดริงาโอกะ  เรื่อง  การแจ้งยกเลิกใช้ตึกเรียน”

ข้อ 2 ให้ใช้ประกาศฉบับนี้ตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ 3 ห้ามอาจารย์  บุคลากร  นักเรียน  ผู้ปกครอง  รวมถึงผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีเข้ามายังบริเวณตึกเรียนแห่งนี้เป็นอันขาด  เพื่อไม่เป็นการรบกวนหรือขัดขวางการทำคดีของ ตำรวจ

ข้อ 4 ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป  ให้นักเรียนทุกคนย้ายไปประจำตามโรงเรียนอื่น ๆ ดังตารางด้านล่างนี้  จนกว่าจะมีประกาศอนุญาตให้ใช้ตึกเรียนแห่งนี้จากคณะบริหารอีกครั้ง

.

.

.

.

บรรทัดต่อมาเป็นตารางแจกแจงนักเรียนแบ่งตามห้องและชั้นปี  ตามด้วยชื่อโรงเรียนอื่น ๆ

“…คดี?”  มิยูกิจับข้อผิดสังเกตได้

“แปลว่าโรงเรียนนี้…ไม่สิ  ตึกแห่งนี้ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นสักอย่างจนถูกปล่อยทิ้งร้างไว้แบบนี้สินะครับ”  ดูเหมือนคนอ่านเองก็คิดแบบเดียวกัน  “เพียงแต่ในนี้ไม่ได้เขียนไว้ว่าเกิดอะไรกันแน่…”

“เพื่อไม่เป็นการรบกวนหรือขัดขวางการทำคดีของตำรวจ…เหรอ”  รุ่นพี่ขมวดคิ้ว  “ถ้าแค่คดีปล้นจี้ธรรมดาก็ไม่น่าถึงขั้นให้นักเรียนย้ายไปเรียนที่อื่นก่อนหรอก…”

“เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นจนมีคนบาดเจ็บหรือเปล่าครับ?”  ฮารุอิจิลองเสนอความเห็น  “ตำรวจเลยต้องกันคนนอกเข้าสถานที่เพื่อจะได้เก็บหลักฐานน่ะ”

นั่นมันก็ใช่

แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่ามีอะไรมากกว่านั้น

“จนกว่าจะมีประกาศอนุญาตให้ใช้ตึกเรียนแห่งนี้จากคณะบริหารอีกครั้ง”

เสียงของคนที่เหลือดังขึ้นมาโดยไม่มีอารัมภบท

“เอ๊ะ?”  เหมือนฮารุอิจิก็ตกใจที่จู่ ๆ คนที่เด็กที่สุดในกลุ่มเปิดปากพูดออกมา  เขาถึงเผลอขยับตัวถอยออกไปเล็กน้อย  เปิดให้รุ่นน้องขยับเข้ามาอยู่ในวงมากขึ้น

“ตรงข้อ 4 เขียนไว้ว่าจะกลับมาใช้ตึกเรียนนี้อีกครั้งหากมีประกาศใช่ไหมครับ”  โอคุมูระพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  ผมด้านหน้าปิดตาไปข้างหนึ่งจนเห็นสีหน้าเขาไม่ค่อยชัด  “แปลว่าหากทุกอย่างเข้าที่…ซึ่งน่าจะหมายความว่าหากตำรวจทำคดีเสร็จแล้ว…ก็เปิดใช้ตึกนี้ได้อีกรอบสินะครับ”

“อะ…อืม  น่าจะนะ”  คนผมสีซากุระพยักหน้ารับ  ดูยังไม่ค่อยเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไร

“แต่ดูจากสภาพตึกแล้ว  ผมไม่คิดว่าตึกนี้มีการ ‘กลับมาใช้ใหม่’ หรอกนะครับ”

“…..จริงด้วย….”  มิยูกิเริ่มเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายจะสื่อ  จริงอย่างที่เขาพูด  สภาพตึกนี้ดูเก่าและทรุดโทรมราวกับไม่ได้รับการดูแล  หรือแม้แต่บูรณะซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน  อีกทั้งยังคงสภาพเหมือนมีคนใช้ทิ้งไว้แล้วก็เลิกใช้ไปเฉย ๆ  หากเลิกใช้ตึกนี้เพราะเปลี่ยนไปใช้ตึกอื่น ๆ  ข้าวของหรือเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ก็ไม่น่าถูกวางกองทิ้งไว้อย่างในห้องนี้  เพราะน่าจะเก็บย้ายไปไว้ที่อื่นหมดแล้ว

“หมายความว่า…ตำรวจทำคดีไม่เสร็จเหรอ?”  ฮารุอิจิดึงความเป็นไปได้ใหม่ออกมา

“ก็อาจจะเป็นไปได้”  คนเสนอข้อคิดเห็นพยักหน้ารับ  “หากคดียังไม่เสร็จ  คนอื่น ๆ จะไม่สามารถทำอะไรกับสถานที่เกิดเหตุได้เลย  ต้องคงไว้แบบนี้ตลอดไปจนกว่าอายุความจะหมด”

“แต่เฮย์เซย์ที่ 9 นี่มัน…เมื่อ 18 ปีก่อนเลยนะ”  อีกฝ่ายยังคงสงสัย  “มีคดีอะไรอายุความยาวนานถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

ภาพในห้องเรียนห้องหนึ่งแล่นย้อนขึ้นมาในหัวพร้อมกับกลิ่นเหล็กฉุนโชยเข้าจมูกจนมิยูกิต้องรีบยกมือปิดจมูก

“…น่าจะมี…นะครับ”  เหมือนผู้อยู่ในเหตุการณ์อีกคนจะนึกเรื่องแบบเดียวกัน  เสียงของเขาจึงฟังดูอ่อนแรงลง

ฮารุอิจิจับความผิดปกติบนใบหน้าทั้งสองคนได้  “…นึกอะไรออกเหรอครับ?”

“นายอยาก…ไปดูด้วยตาตัวเองไหม”  ผู้อาวุโสสุดในกลุ่มลองเสนอ  แล้วก็รีบพับคำพูดตัวเองเก็บทันที  “ไม่ละ…ฉันว่าอย่าเลยดีกว่า”

อีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อย  ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  “รุ่นพี่พูดมาแบบนี้ผมก็ติดใจสิครับ”

มิยูกิเห็นใบหน้าตัวเองสะท้อนบนนัยน์ตาสีชมพูเข้มชัดเจน

ตัวเขาในนั้นช่างดูไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน

บางครั้งเขาก็อดคิดถึงฮารุอิจิตอนยังไม่ตัดผมใหม่ขึ้นมาไม่ได้

“…ก็ได้สิ”  เขาถอนหายใจเบา ๆ  “แต่ทำใจไว้ให้ดีด้วยละ”

.

.

.

.

.

.

“…อุ๊บ…”

ฮารุอิจิถึงกับเอามือเกาะบานประตูก่อนจะหมดแรงร่วงลงกับพื้น  มืออีกข้างรีบปิดปากตัวเองไว้ก่อนของในกระเพาะจะย้อนกลับออกมาทางปาก

“หลับตาไว้”  มิยูกิรีบดึงร่างรุ่นน้องออกห่างจากประตูแล้วจับตัวอีกฝ่ายหันหน้าออก  เขาเองก็อดนิ่วหน้าไม่ได้เมื่อได้กลิ่นกับเห็นสภาพชวนขนลุกในห้องนั้นอีกครั้ง

“…ไม่เป็นไร…ครับ…”  คนผมสีซากุระส่ายหัวไปมาแต่ยังไม่ยอมลดมือลงจากปาก  “เดี๋ยวก็ชินแล้ว…อุ๊บ…”  ก่อนจะเงียบลงทั้งอย่างนั้น

โอคุมูระเลื่อนประตูปิด  ส่งให้กลิ่นหายไปจากระเบียง  “ผมว่าสภาพในห้องนี้น่าจะเกี่ยวกับ ‘คดี’ ที่เขียนไว้ในใบประกาศนะครับ”  ก่อนพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย

พออาเจียนออกมาแล้วครั้งหนึ่งก็มีภูมิต้านทานขึ้นมาเลยนะ

มิยูกิอดคิดเงียบ ๆ ไม่ได้  ขนาดตัวเขาเองยังเวียนหัวขึ้นมาทันทีที่กลิ่นโชยแตะจมูกเลย

“อืม  กลับกันแล้วถ้าไม่ใช่สิแปลก”  เขาพาตัวเองเข้าสู่วงสนทนาด้วย

“แบบนี้น่าจะถึงขั้นปิดโรงเรียนได้เลยนะครับ”  ฮารุอิจิพูดเสริมขึ้นบ้าง  เขาไอเบา ๆ สองสามทีก่อนจะเงยหน้าหันมามองสองคนที่เหลือ

“ไม่เป็นไรแล้วเหรอ”  มิยูกิถามอาการ

อีกฝ่ายพยักหน้าพลางยิ้มขม ๆ ให้  “ครับ  น่าจะ”  ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกเบา ๆ แล้วพูดต่อ  “เอาเป็นว่าตอนนี้เรารู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน  และพอจะเข้าใจแล้วว่าที่ ๆ นี่เป็นที่แบบไหนใช่ไหมครับ”

“ก็เหลือแค่ว่าเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง…กับหาทางออกไปยังไงละสินะ”  คนเป็นกัปตันทีมพูดต่อ

“ถ้าเรื่องทางออกเนี่ยไม่น่ามีปัญหาไม่ใช่เหรอครับ”  โอคุมูระพูดขัดออกมา

“หมายความว่าไง?”  คนถูกขัดถามกลับ

แววตาของรุ่นน้องตรงหน้าฉายความไม่พอใจออกมา  “ก็แค่เดินออกจากตึกไปก็พอไม่ใช่เหรอครับ?”

“อะ…”  ฮารุอิจิอุทานออกมาเบา ๆ แล้วหันไปมองคนข้างตัว

“…นั่นสินะ  ยังไม่ได้ลองวิธีนั้นเลยใช่ไหม”  มิยูกิขยับยิ้มขณะพูด  จะว่าไปเขาก็มัวแต่สงสัยว่าที่นี่ที่ไหนกับมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรจนลืมคิดเรื่องหาทางออกไปเสียสนิท  “ถ้าทำได้ก็ดีน่ะสิ”

“ถ้าทำได้?”  คนเสนอความคิดทำเสียงแปลกใจ

“นายลองเปิดหน้าต่างด้านหลังดูสิว่าเปิดได้ไหม”

โอคุมูระหันกลับไปมองหน้าต่างด้านหลังตัวเอง  แสงไฟจากตะเกียงในมือมิยูกิฉายกระทบกับกระจก  สะท้อนร่างของรุ่นน้องผมยาวดวงตาสีฟ้าเหมือนลูกครึ่งชัดเจนเหมือนมีฝาแฝดยืนประจันหน้าอยู่  เขาขมวดคิ้วแล้วลองจับบานหน้าต่างเลื่อนขึ้นดู

ไม่ขยับ

เขาขมวดคิ้ว  ออกแรงมากขึ้นอีก

ไม่ขยับ

“…นี่มัน……..”  คนลองพึมพำออกมาด้วยความตกใจ

“ฉันว่าเราน่าจะถูกอะไรบางอย่าง ‘ขัง’ ไว้ในนี้แล้วละ”  มิยูกิเอ่ยความเห็นของตัวเองออกมาต่อเมื่อเห็นความพยายามของรุ่นน้องล้มเหลว  ใจจริงเขาก็แอบลุ้นอยากให้โอคุมูระเปิดหน้าต่างออกเผื่อเรื่องทุกอย่างมันจะดีขึ้น  แต่ก็เป็นไปตามคาด

ความไม่สบายใจหนักอึ้งขึ้นจนชวนหายใจไม่ออก  แต่เขาต้องรีบโยนมันทิ้งไปไม่ให้ใครจับได้

“…บ้าน่า………”  รุ่นน้องสบถออกมา

ฮารุอิจิลองแนบหน้าตัวเองเข้ากับหน้าต่างก่อนเพ่งฝ่ากระจกออกไปบ้าง  “มองข้างนอก…ไม่เห็นเลยนะครับ”  ก่อนจะถอยออกมามองคนที่เหลือ

คิดเหมือนกันสินะ

มิยูกิอ่านความคิดจากแววตาคนผมสีซากุระออก  ก่อนจะหลุบตาลงก่อนพูดต่อ  “แต่ฉันก็เห็นด้วยกับที่โอคุมูระพูดเรื่องที่เราควรหาทางออกกันนะ  ที่ฉันอยากรู้ว่าที่นี่ที่ไหนก็เพื่อจะได้หาวิธีออกไปจากที่นี่ด้วย  แต่ก็ลืมไปสนิทว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว  ลองหาประตูใหญ่ตึกแล้วหาทางเปิดดูก็ไม่เลวเหมือนกัน”

“…ก็ดีเหมือนกันนะครับ”  ฮารุอิจิยกมือเห็นด้วย

“คุณให้ผมลองเปิดหน้าต่างเพื่อบอกให้รู้ว่ามันเปิดไม่ได้  แล้วยังคิดว่าเรายังจะหาทางเปิดประตูใหญ่เดินออกไปได้ง่าย ๆ เหรอครับ”

มิยูกิหันกลับไปมองหน้าคนที่เหลือ

สายตาคมกริบแบบที่เอย์จุนชอบเรียกคนตรงหน้าว่าไอ้หนูหมาป่ากำลังจ้องหน้าเขาไม่วางตา

“แค่อยากให้เข้าใจว่าทำไมฉันถึงไม่ได้นึกถึงทางออกนี้เป็นที่แรกเท่านั้นเองน่ะ  แต่เพราะแบบนี้หัวฉันถึงไม่ยอมนึกถึงความเป็นไปได้หลาย ๆ ทาง  ถ้านายไม่พูดฉันก็คงงมกับวิธีเดิม ๆ ต่อไปแหละ”  เขายิ้มบาง ๆ ออกมา  “ขอบใจนะ  โอคุมูระ”

คนตรงหน้าเบิกตากว้าง  ก่อนจะหันหน้าหลบไปทางอื่นแล้วไม่พูดอะไรต่อ

เหมือนคนที่เหลือจะอ่านบรรยากาศออก  เขาเลยพูดเปลี่ยนประเด็นออกมา  “ยังไงก็ลองเดินลงบันไดกลางไปก่อนดีไหมครับ”

“…อืม”  มิยูกิไม่คิดเซ้าซี้รุ่นน้องตรงหน้าต่อเพราะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกยังไง

“บันไดอยู่ทางด้านนั้นสินะ….”  ฮารุอิจิหันหลังกลับไปมองระเบียงด้านหลัง  แล้วจู่ ๆ ก็เงียบเสียงไปเสียดื้อ ๆ

“มีอะไรเหรอ  โคมินาโตะ”  อีกคนจับความแปลกใจในคำพูดอีกฝ่ายได้

“มีใครอยู่…”  ปากของคนตรงหน้าขยับเบา ๆ

“ห้ะ?”

ยังไม่ทันสิ้นเสียง  ฮารุอิจิก็รีบวิ่งตรงไปยังบันไดทันที

“เดี๋ยวสิ!!!”  มิยูกิรีบตะโกนรั้งไว้แต่ก็ไม่ทัน  ร่างเล็ก ๆ วิ่งตรงไปยังทางขึ้นลงบันไดก่อนหักเลี้ยวหายไปจากขอบเขตสายตา  “โคมินาโตะ!!!”

“รีบตามไปเร็วครับ!!!”  โอคุมูระซึ่งเงียบอยู่นานเอ่ยเร่งก่อนจะวิ่งตามไปเป็นรายที่สอง  คนที่เหลือเดาะลิ้น  แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากวิ่งตามไปติด ๆ

พอเลี้ยวตรงหัวมุมก็เห็นฮารุอิจิยืนนิ่งอยู่หน้าบันไดทางลง

“โคมินาโตะ!!!”  มิยูกิรีบวิ่งไปหา  ในใจแอบโล่งอกเนื่องจากแวบแรกกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายตัวไปเฉย ๆ

“ดูนี่สิครับ!!”  คนวิ่งมาก่อนรีบชี้ให้ดูขั้นบันได

เขายกตะเกียงในมือขึ้น  ก่อนลมหายใจเกือบหยุดชะงักลง

รอยเลือด

ของเหลวสีแดงเข้มลากยาวเป็นทางลงไปตามขั้นบันได  รอยนั้นยังสดใหม่จนสะท้อนแสงไฟเป็นมันวาวผิดกับกองเลือดในห้องเรียน  ดูจากสภาพแล้วน่าจะเพิ่งเกิดได้ไม่เกินห้านาที

“อะไรเนี่ย…”  ลางสังหรณ์ไม่ดีเข้าจู่โจมมิยูกิทันที

“ดูแล้วเงาที่ผมเห็นน่าจะเพิ่งเดินลงบันไดไปนะครับ”  คนเห็นเหตุการณ์พูดเสียงเครียด

“นายทันเห็นไหมว่าเขาเป็นยังไง”  รุ่นพี่รีบถามต่อ

“เห็นแค่เงาแวบ ๆ น่ะครับ”  อีกฝ่ายตอบ  “แต่ถ้าเลือดนี้มาจากตัวเขาจริงละก็ไม่น่าจะเดินหายไปเร็วขนาดนี้ได้เลย…”

งั้นก็แปลว่า…

“ทันเห็นไหมครับว่าเขา ‘ลาก’ อะไรหรือเปล่า”  โอคุมูระถามสิ่งที่อยู่ในใจออกมาแทนพอดี

ฮารุอิจิกัดปากตัวเองเบา ๆ  “เห็นไม่ชัดหรอก…แต่ก็คงเป็นแบบนั้นสินะ……..”  ก่อนจะหันมาสบตากับผู้มีอำนาจสูงสุดในกลุ่มตอนนี้  “เอาไงดีครับ?”

มิยูกิไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายถาม

เพราะไม่รู้ว่าถ้าพบกับเจ้าของเงานั้นเข้าจะ ‘โดน’ อะไรเข้าหรือเปล่า

“ไม่ไปก็ไม่รู้อยู่ดีนี่ครับ”

โอคุมูระเป็นคนแรกที่ออกความเห็นพร้อมกับเดินนำหน้าทุกคนลงขั้นบันได

“อะ  เดี๋ยวสิ!!”  กัปตันรีบรั้งตัวไว้  “มันอันตรายนะ!!”

“ถ้าอย่างนั้นคุณจะรออยู่ข้างบนไปก็ไม่เป็นไรนะครับ  เดี๋ยวผมไปเอง”  รุ่นน้องไม่ว่าอะไร  เพียงแต่ส่งสายตาไม่ค่อยพอใจกลับมาแทน

“…โอคุมูระ…”  คนถูกย้อนชะงัก

โอคุมูระเดินย้อนขึ้นมาก่อนจะยื่นมือใส่  “ขอตะเกียงด้วยครับ”

“โอคุมูระคุง…”  ฮารุอิจิเริ่มเห็นท่าไม่ดี  “อย่าใจร้อนจะดีกว่านะ…”

“นายคิดว่าวิธีนี้ดีที่สุดแล้วใช่ไหม”

มิยูกิพูดขัดขึ้นมาก่อน

ฮารุอิจิชะงัก  เหลือบมองคนข้างตัวก่อนจะเงียบลง  เปิดโอกาสให้ทั้งสองคนคุยกันต่อแทน

อีกฝ่ายเอียงคอมอง  “ดีกว่ายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ข้างบนนี้นะครับ”  เขาหันกลับไปมองรอยเลือดบนพื้น  “แล้วถ้าไม่รีบก็อาจจะคลาดกันก็ได้”

คนถามถอนหายใจ  ก่อนจะมองคนตรงหน้าตรง ๆ  “เดี๋ยวฉันไปด้วย”

“รุ่นพี่มิยูกิ?”  คนผมสีซากุระอุทาน

“คนเยอะกว่าย่อมได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว”  เขาให้เหตุผล  “อีกอย่างฉันไม่อาจปล่อยรุ่นน้องปีหนึ่งไปเจออันตรายคนเดียวได้หรอก”

โอคุมูระนิ่งไปสักพักก่อนจะหลบตาลงเล็กน้อย  “…แล้วแต่คุณนะครับ”

“โคมินาโตะ”  มิยูกิหันมาหาคนที่เหลือ  “แล้วนายเอาไง”

คนที่เหลือสะดุ้งเล็กน้อย  ก่อนจะขยับยิ้มออกมา  “เป็นแบบนี้แล้วผมก็ต้องไปด้วยสิครับ”

“จะรออยู่ตรงนี้ก็ไม่เป็นไรนะ”  กัปตันทีมยื่นตะเกียงให้  “เอานี่ไปด้วยก็ได้  เดี๋ยวฉันใช้ไฟจากมือถือแทนเอง”

“เท่าที่ดูแล้วรออยู่ตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรจริง ๆ”  ฮารุอิจิหันไปมองหน้าคนอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม  “แล้วผมก็ไม่อาจปล่อยรุ่นน้องไปเผชิญอันตรายทั้งที่ตัวผมเองหลบอยู่เงียบ ๆ ได้หรอกนะครับ”

คราวหน้าโอคุมูระถึงกับหันหน้าหนี  “…ขอบคุณครับ”

เขินละสิท่า

มิยูกิแอบหัวเราะเบา ๆ  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังแล้วก้าวลงบันไดไปอยู่หัวแถว  “ระวังตัวให้ดีละ”

“ครับ”  สองคนที่เหลือพยักหน้ารับ

คนนำทีมผ่อนลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ  ก่อนจะยกตะเกียงขึ้นเดินลงบันไดนำทุกคนไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s