Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 4]

นึกว่าจะอัพได้เร็วกว่านี้ซะอีก…(อาทิตย์นี้โทรมมากค่ะ orzll)

อย่างที่เคยพูดไปในตอนแรกว่าได้ไอเดียมาจาก Corpse Party กับ 狂い月  แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้เหมือนแบบนั้นได้จริง ๆ นะคะ…คือ………ใจไม่แข็งพอ…แต่ต่อจากนี้ไม่แน่…

พอตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้จากมุมมองของมิยูกิอย่างเดียวแล้วก็ค้นพบว่าเขียนยากมากเลยค่ะ…เพราะที่จริงถ้าเขียนจากมุมคนอื่นด้วยเรื่องคงจะไปไวกว่านี้ orzll  แล้วอีกอย่างเราก็ดันเข้าใจมิยูกิไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นซะด้วย…orzll

หวังว่าจะเขียนออกมาได้เหมือนมิยูกิมากพอนะคะ ;___;

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“ที่นี่ชั้นหนึ่ง…สินะครับ”

ฮารุอิจิพึมพำเมื่อย่างเท้าลงพื้นระเบียง

แสงไฟจากตะเกียงฉายให้เห็นตู้ใส่รองเท้าตั้งเรียงอยู่สองฟาก  แหวกช่องตรงกลางเป็นทางเดินไปสู่ประตูใหญ่ซึ่งตอนนี้ปิดสนิท  รัศมีแสงนั้นทอดไปไม่ถึงบานประตูชวนให้ดูเหมือนบานประตูสู่โลกลี้ลับ  และดูยังไง ๆ ก็ไม่มีทีท่าน่าจะเปิดออกเลยสักนิด

“ชั้นที่เราอยู่ยังมีบันไดขึ้นไปอีก…”  มิยูกิทำหน้าครุ่นคิด  ขณะยกตะเกียงส่องไปทางประตู  “แต่อย่างที่ว่า  ถ้าหาทางออกไปได้  ตัวตึกนี้จะเป็นยังไงก็ไม่ค่อยมีผลแล้วละนะ”  ก่อนจะหันกลับมาฉายไฟลงบนพื้น  “ก่อนอื่นก็ต้อง…เรื่องนี้แหละนะ”

รอยเลือดยังเห็นเป็นทางยาวทอดตัวจากขั้นบันไดลากลงพื้นแล้วหักเลี้ยวไปทางขวามือ  ทั้งสามคนมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนค่อย ๆ เดินไล่ตามรอยไป  แต่เป้าหมายนั้นอยู่ไม่ไกลกว่าที่คิด  เพราะรอยเลือดนั้นหายไปหลังบานประตูถัดจากห้องน้ำไปอีกห้องเดียว

“ที่นี่…เรอะ”  คนถือตะเกียงหยุดยืนอยู่หน้าประตู  เผลอกลืนน้ำลายลงคอจากความไม่สบายใจ

“ห้องพยาบาล…”  โอคุมูระเงยหน้าขณะขยับปากพึมพำ

“มีเขียนไว้ตรงไหนเหรอ”  ฮารุอิจิถามต่อ

รุ่นน้องไม่ตอบอะไรเพียงแค่ชี้นิ้วให้ดูป้ายบอกชื่อห้องซึ่งแขวนอยู่เหนือประตู  ตัวป้ายทำจากไม้  มีรอยสลักพร้อมลงสีเป็นตัวหนังสือเขียนไว้ว่า ‘ห้องพยาบาล’  เนื่องจากรอบข้างมืดเกินกว่าแสงตะเกียงจะช่วยไหว  พวกเขาจึงต้องเพ่งสายตาอยู่พักหนึ่งกว่าจะอ่านออก

“…แล้วเอาไงละครับ?”  โอคุมูระถามขึ้นมาอีกรอบ  “จะเข้าไปไหม?”

ลางสังหรณ์ส่งเสียงเตือนมิยูกิตลอดเวลาว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล  แต่เขาก็รู้ดีว่าในเมื่อมาถึงขั้นนี้ถ้าไม่เสี่ยง  พวกเขาก็อาจไม่มีวันออกไปจากที่นี่ได้ตลอดกาล  เขาเลยหลับตารวบรวมสมาธิ  ก่อนหันไปพูดกับรุ่นน้องทั้งสอง  “พวกนายพร้อมนะ”

เหมือนฮารุอิจิจะอ่านใจเขาออก  คนผมสีซากุระจึงพยักหน้าด้วยสีหน้ามุ่งมั่น  “ครับ”  ส่วนโอคุมูระทำเพียงมองหน้าเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเบา ๆ

เป็นไงเป็นกัน

มิยูกิยื่นมือไปจับบานประตู  ก่อนออกแรงเลื่อน

ครืด

รอบนี้ประตูไม่ฝืดเหมือนที่แล้วมา

“อุ๊บ…!!!!!”

กลิ่นคาวเหล็กโชยออกมารุนแรงจนต้องรีบยกมือปิดจมูก  คราวนี้กลิ่นแรงกว่าตอนเปิดประตูห้องเรียนครั้งที่เจอโอคุมูระเสียจนถ้าไม่ยกมือปิดไว้เขาคงเป็นลมไปแล้วแน่ ๆ

หูของมิยูกิได้ยินเสียงคนล้มกับพื้น

“อะ…….อะ…………”

พอหันไปก็เห็นฮารุอิจิลงไปนั่งอยู่กับพื้น  สีหน้าซีดเผือด  ปากอ้าค้างเหมือนพยายามจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่พูดไม่ออก

“ปะ…เป็นอะไรไป!?”  เขารีบถามด้วยความตกใจปนเป็นห่วง

“….อย่าเห็นเลย……..จะดีกว่านะครับ…”

คราวนี้เสียงของโอคุมูระดังขึ้นบ้าง

เขาหันกลับไป  “หมายความว่า–”

แล้วก็เข้าใจความหมายในทันที

สีแดง

เหมือนทุกอย่างในห้องถูกใครเอาสีแดงสาดกลบไม่ให้เห็นสีอื่น  พื้นเจิ่งนองไปด้วยน้ำจนแทบจะซึมเข้ารองเท้า  สัมผัสได้ถึงไอระเหยขึ้นมาจนเหนียวเหนอะไปหมด

ตามด้วยตัวคน

ตามด้วยตัวคน

ตามด้วยตัวคน

ตามด้วยตัวคน

ตามด้วยตัวคน

เหมือนกับร่างเหล่านั้นเป็นขยะที่มีคนขนมากองถม ๆ กัน

ทุกอย่างเป็นสีแดง

“…อึ๊ก…….!!!!”

อาการคลื่นไส้แล่นขึ้นมาอีกครั้งจนมิยูกิรีบปิดปากตัวเองแน่น  แรงที่ขาหายวูบจนเกือบล้มไปกับพื้น  กลิ่นจากของเหลวแทรกซึมผ่านเข้าโพรงจมูกจนแสบไปหมด

นี่มัน…อะไร………..

เขาไม่อาจรับรู้ได้แล้วว่ารุ่นน้องที่เหลือสองคนเป็นยังไงบ้าง

เพราะสายตาไม่อาจละไปจากภาพตรงหน้าได้

“เห็นเข้าจนได้สินะ”

เกิดอะไร………..ขึ้น….

“นายมาเร็วไปแล้ว”

คนเหล่านี้…..หรือว่า……….

“ช่วยรอผมอีกสักนิดนะ”

อาการคลื่นไส้รุนแรงขึ้นจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน

“แล้วผมจะมารับนาย”

.

.

.

.

.

.

.

“เป็นไง…บ้างครับ”

สติของมิยูกิกลับมาอีกครั้ง  พร้อมกับภาพพื้นไม้สีน้ำตาลเข้มฉายเข้าสู่นัยน์ตา

“……..โอคุมูระ…..?”  เขาเรียกชื่อเจ้าของเสียงแล้วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ  แสงสว่างจากอะไรสักอย่างสะท้อนใบหน้าซีดเซียวของแคชเชอร์รุ่นน้องให้เห็น  พออีกฝ่ายได้ยินชื่อตัวเองก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วถามต่อ  “ยื่นไหวไหมครับ?”

“อะ…เออ”  คนถูกถามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนรู้สึกตัวว่าเขากำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น  เขาเลยเอามือยันพื้นเพื่อลุกขึ้นยืนช้า ๆ ก่อนจะนึกขึ้นมาได้

พื้น…ไม่เฉอะแฉะ

เขารีบยกมือตัวเองขึ้นมาดู  แหล่งแสงสว่างเล็ก ๆ เพียงดวงเดียวไม่อาจช่วยให้เห็นอะไรชัดนัก  แต่ก็ยังทราบได้ว่ามือเปื้อนเพียงแต่ฝุ่น  ไม่มีของเหลวสีแดงที่ควรจะมีติดมาแม้แต่นิด

“โอคุมูระ  แล้ว—!!!!?”  พอนึกขึ้นได้เขาก็รีบส่งเสียงลนลานใส่คนข้างตัวทันที

ราวกับอีกฝ่ายเข้าใจว่าเขาอยากจะถามอะไร  จึงขยับแหล่งไฟในมือให้ฉายไปทางด้านในห้อง  “เป็นอย่างที่เห็น…นี่แหละครับ”

สิ่งแรกที่มิยูกิเห็นคือเตียง

ก่อนตามด้วยโต๊ะ  เก้าอี้  ตู้หนังสือ  ตั้งอยู่ฝั่งด้านหนึ่งของห้อง  ส่วนเตียงที่เขาเห็นตั้งอยู่อีกด้านหนึ่ง  รอบเตียงมีม่านทิ้งตัวยาวลงมาจากเพดาน  ดูเหมือนจะมีเตียงอยู่สามตัวเพราะสองในสามนั้นถูกรูดเก็บไว้ให้เห็นเตียงด้านใน  เหลือเพียงตัวที่ชิดติดผนังยังถูกม่านคลุมไว้รอบ

“……หายไปไหน….”  รุ่นพี่ทำได้เพียงแต่พึมพำเบา ๆ

“รุ่นพี่มิยูกิก็…เห็นเหมือนกันใช่ไหมครับ”

คราวนี้เสียงของฮารุอิจิดังขึ้นมาจากด้านหลัง  พร้อมกับร่างของคนผมสีซากุระโผล่มายืนอยู่ข้าง ๆ  แสงจากต้นไฟในมือโอคุมูระขับสีผิวบนหน้าให้ซีดขาวขึ้นอีก

“โคมินาโตะ…”  เขาหันไปตามเสียงเรียก  “นายก็…?”

“ครับ”  อีกฝ่ายพยักหน้า  ส่งสายตาไปยังรุ่นน้องอีกคน  “โอคุมูระคุงก็ด้วย…สินะ”

คนถูกถามพยักหน้าเบา ๆ  ก่อนจะยกแสงไฟในมือขึ้นเล็กน้อย  คราวนี้มิยูกิถึงได้เห็นชัด ๆ ว่าเขาถือตะเกียงซึ่งก่อนหน้านี้ตัวเองเป็นคนถือไว้ตลอด  อีกฝ่ายคงจะหยิบไปตอนเขาไม่ได้สติ  “แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็…กลายเป็นแบบนี้แล้วน่ะครับ”

แปลว่า…เมื่อกี๊ตาฝาด?

แต่ทั้งสามคนจะตาฝาดพร้อมกันเหรอ…จะเป็นไปได้ยังไง

อาการคลื่นไส้ยังคงหลงเหลืออยู่ในลำคอ  มิยูกิกลืนน้ำลายหวังจะไล่ความพะอืดพะอมออกไปก่อนถามต่อ  “เออ…แล้วพวกนายได้ยินเสียงอะไรไหม?”

“เสียง?”  ฮารุอิจิทวนคำ

“เสียงเหมือนคนพูดอะไรบางอย่าง…ตอนเปิดประตูห้องนี้มาน่ะ”  เขาอธิบายเพิ่ม

แววตาของโอคุมูระจับที่ใบหน้าคนถาม  “ผมไม่ได้ยินอะไรนะครับ”

เอ๊ะ?

“ผมก็…ไม่นะ”  คนที่เหลือทำท่านึกก่อนจะตอบออกมาตรง ๆ

ไม่ได้ยิน…?

“อะ…เหรอ…….”  มิยูกิลากเสียงยาว  “เออ  ช่างมันเถอะ…”  ก่อนจะตัดสินใจปล่อยผ่านไป

สงสัยช็อกกับภาพตรงหน้าจนหูฝาดไปละมั้ง

เขาสรุปอาการตัวเอง

โอคุมูระยังคงมองรุ่นพี่เงียบ ๆ  แต่ก็ไม่ว่าอะไร  เขาหันกลับไปมองห้องพยาบาลตรงหน้าขณะถือตะเกียงให้แสงส่องทั่วถึงห้องโดยรวม  “แต่ที่แน่ ๆ…เงาคนที่รุ่นพี่โคมินาโตะเห็นเดินเข้ามาในนี้ไม่ผิดแน่ครับ”

มิยูกิตกใจกับการเปลี่ยนหัวข้อในชั่วพริบตาของอีกฝ่ายเล็กน้อย  แต่ก็รีบถามต่อ  “นายรู้ได้ไง?”

“บนพื้นยังมีรอยเลือดอยู่นะครับ”  โอคุมูระเบี่ยงตะเกียงกลับมาทางตัวเขาแล้วชี้ให้ดูบนพื้น  จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด  รอยเลือดสดใหม่ยังคงลากยาวจากตรงหน้าประตูเข้ามาในห้อง  พอไล่สายตาตามไปก็พบว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่เตียงตัวริมสุดซึ่งถูกรูดม่านปิดไว้

“…ลองเปิดดูดีไหมครับ”  ฮารุอิจิถามต่อ

ภาพก่อนหน้านี้หวนกลับขึ้นมาในสมองจนความรู้สึกพะอืดพะอมหวนกลับขึ้นมาอีกครั้ง  มิยูกิรีบกลืนน้ำลายห้ามตัวเองไว้ก่อนจะตั้งสมาธิ  “…ไม่ลองก็ไม่รู้…ละนะ”

รุ่นน้องทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้ารับ

โอคุมูระส่งตะเกียงคืนให้เหมือนรู้ทันความคิด  มิยูกิรับมาแล้วกลืนน้ำลายอีกหน  ค่อย ๆ ขยับเท้าเดินเข้าไปใกล้เตียงตัวริมสุด  แสงไฟส่องสะท้อนม่านสีขาวจนเห็นเงาของร่างใครบางคนนอนอยู่บนนั้น

“อะ…”  ฮารุอิจิอดส่งเสียงออกมาไม่ได้

มิยูกิสัมผัสได้ว่าหัวใจตัวเองเต้นรัวจนเกือบระเบิด

ไม่จริงน่า…

เขารีบสลัดความคิดในหัวออก  หายใจยาว ๆ อีกหนแล้วส่งเสียงเป็นสัญญาณ  “เปิดละนะ”

แล้วจับม่านรูดไปอีกทาง

.

.

.

.

.

.

.

“….ทาคุ!!!!!?????”

โอคุมูระเผลอตะโกนเสียงหลงเมื่อเห็นว่าร่างบนเตียงเป็นใคร

เซโตะ  ทาคุมะ  รุ่นน้องหน้าใหม่อีกคนนอนนิ่งอยู่บนเตียง  เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวเหมือนทุก ๆ คน  บนหน้ายังมีแว่นสวมไว้  หากมองเผิน ๆ คงนึกว่าเขาแค่หลับ  หากบนท้องไม่มีคราบของเหลวสีแดงเข้มพาดอยู่บนเสื้อ

“ทาคุ!!!  ได้ยินฉันไหม!!!  ทาคุ!!!!!!!”  เพื่อนสนิทของคนตรงหน้ารีบยื่นมือเข้าไปหวังจะเขย่าตัวให้ตื่น  แต่คนผมสีซากุระรีบคว้ามือเขาไว้ก่อน  “เดี๋ยวก่อนสิโอคุมูระคุง!!!”

“แต่ว่าทาคุ!!!!!”  รุ่นน้องหันกลับมาขึ้นเสียงใส่ด้วยความลืมตัว

“ถ้านายยิ่งไปเขย่า  เขาอาจจะแย่กว่าเดิมก็ได้นะ!!!!!”  ฮารุอิจิตะคอกกลับ

โอคุมูระชะงัก  ก่อนจะปล่อยมือลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง  “นั่นสิ…นะครับ….”

มิยูกิมองร่างตรงหน้าด้วยสีหน้าครุ่นคิด  แน่นอนว่าเขาตกใจตอนเห็นว่าคนบนเตียงเป็นใครเหมือนกัน  แต่เหตุการณ์ลักษณะแบบนี้คล้ายกับที่เขาเจอมาก่อนหน้านี้จนอดนึกถึงไม่ได้

หรือว่า…

เขาลังเลใจเล็กน้อย  ก่อนจะยกมือแตะคราบเลือดบนท้องเบา ๆ

“รุ่นพี่มิยูกิ!?”  ฮารุอิจิอุทานต่อพร้อมทำท่าจะเข้ามาห้าม

จริง ๆ ด้วย…

“เลือดนี่ไม่ได้มาจากเขาหรอก”  มิยูกิพูดเบา ๆ  ขณะยกมือขึ้นมาดู  “คงมีใครเอามาป้ายไว้เฉย ๆ น่ะ”

“เอ๊ะ?”  อีกฝ่ายยังคงไม่เข้าใจ

“เซโตะ  ได้ยินฉันไหม”  มิยูกิไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม  เพียงแต่เปลี่ยนไปจับไหล่คนนอนแล้วเขย่าเบา ๆ

ไม่นานนักใบหน้าของคนตรงหน้าก็เริ่มมีการขยับ  เปลือกตาของเขายู่ยี่ชั่วขณะก่อนจะลืมขึ้นให้เห็นนัยน์ตา  “…อะ….หืม….?”

“ทาคุ!!!!????”  โอคุมูระรีบเรียกชื่อเพื่อน

เจ้าของชื่อทำสีหน้างงงวย  ก่อนจะยันตัวเองลุกขึ้นช้า ๆ  “อะ….โคชู…..?”

“ไหวหรือเปล่า”  กัปตันทีมรีบช่วยประคองให้นั่งสะดวก ๆ

“เอ๊ะ?…รุ่นพี่มิยูกิ?…รุ่นพี่โคมินาโตะก็ด้วย?”  เซโตะดันแว่นให้เข้าที่ก่อนกวาดตามองไปรอบตัว  เขายังดูสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นขณะมองสีหน้าโล่งอกจากคนรอบตัว

“เป็นอะไรหรือเปล่า!!?  เลือด…”  เพื่อนสนิทยังคงไม่คลายความเป็นห่วง

“เลือด…?”  อีกฝ่ายทำหน้างง

“ตรงท้องนายน่ะ”  มิยูกิชี้จุดให้

เซโตะทำหน้าไม่เข้าใจยิ่งกว่าเดิมแต่ก็ก้มมองดูตัวเองแล้วร้องลั่น  “เฮ้ยยยยยยยย!!!!!????  อะไรเนี่ย!!!!!????”

“ไม่เจ็บอะไรตรงไหนเหรอ”  ฮารุอิจิถามต่อ

“ปะ…เปล่าสักนิดเลยครับ!!  นี่มันเกิดอะไรเนี่ย!!!!!”  อีกฝ่ายยังไม่หยุดโวยวาย  จับเสื้อตัวเองดึงออกห่างตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้เหมือนรังเกียจ

ดูท่าจะไม่เป็นไร

มิยูกิแอบถอนหายใจโล่งอก  ก่อนจะถามต่อ  “นายจำได้ไหมว่าทำไมมาอยู่ที่นี่”

“ทำไมมาอยู่ที่นี่เหรอ……….อ้ะ”  เซโตะเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะอุทานออกมาดังลั่นแล้วรีบหาทางลงจากเตียง  “แย่แล้วสิ!!!!!!”

“มะ…มีอะไรเรอะ!?”  คนถามอดตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปกระทันหันไม่ได้

อีกฝ่ายพอลงจากเตียงแล้วยืนได้ด้วยขาตัวเองสำเร็จก็รีบหันมาอธิบายด้วยสีหน้าร้อนรน  “พวกรุ่นพี่ซาวามูระแย่แล้วครับ!!!  รีบไปกันเร็ว!!!!!!”

ชื่อของใครอีกคนหนึ่งทำใจมิยูกิตกวูบ

“เมื่อกี๊…ว่าอะไรนะ….?”  เพื่อนร่วมชั้นของผู้ถูกพูดถึงถามเสียงแผ่ว

“พวกรุ่นพี่ซาวามูระกำลังแย่อยู่นะครับ!!!  โอย!!!”  เซโตะยืนซอยเท้าเหมือนพร้อมจะพุ่งออกจากห้องไปได้ทุกเมื่อ  “เอาเป็นว่ารีบ ๆ ตามมาเถอะ!!!!  เร็วเข้าโคชู!!!!”

คนถูกเรียกชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้ารับ  ก่อนทั้งคู่จะวิ่งออกไปนอกห้องโดยไม่รอความเห็นจากรุ่นพี่สองคนที่เหลือ

“เฮ้ย!!!  เซโตะ!!!  โอคุมูระ!!!!!”  มิยูกิรีบส่งเสียงรั้งไว้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว  ร่างของรุ่นน้องทั้งสองออกจากรัศมีแสงสว่างหายลับไปในความมืดมิด  เห็นเพียงหลังไว ๆ ว่าเขาออกจากห้องแล้วหักเลี้ยวไปทางซ้ายมือเท่านั้น

“ต้องรีบตามไปแล้วนะครับ!!!”  ฮารุอิจิได้สติก่อน  เขารีบเร่งคนข้างตัวแล้ววิ่งออกไปโดยไม่คิดรอ

“โคมินาโตะ!!!?”  เขาจะเรียกตัวไว้แต่ก็ไม่ทัน  เห็นเพียงแต่ร่างเล็ก ๆ ของคนผมสีซากุระหายลับไปในความมืดตามไปอีกคน

พวกซาวามูระที่ว่าคือ…

มิยูกิรีบสลัดความไม่สบายใจในหัวออก  แล้วกัดฟันวิ่งตามรุ่นน้องทั้งหมดออกจากห้องไป

“พวกนั้นขึ้นบันไดไปแล้วครับ!!”

ฮารุอิจิที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าบันไดรีบบอกทางต่อเมื่อเห็นมิยูกิวิ่งตามออกมา

“เจ้าพวกนั่น…”  กัปตันอดสบถออกมาไม่ได้  “ขอบใจนะ  โคมินาโตะ!!”  ก่อนจะวิ่งขึ้นบันไดตามไป

พวกเขาใช้เวลาไม่นานนักก็ขึ้นมาถึงชั้นสอง  มิยูกิโบกตะเกียงไปรอบ ๆ เพื่อหาตัวรุ่นน้องอีกสองคนแต่ก็ไม่เห็นใครอื่นนอกจากพวกเขา  “เฮ้ย!!  เซโตะ!!  โอคุมูระ!!!”

ไม่มีเสียงตอบ  ได้ยินเพียงเสียงเอี๊ยดอ๊าดของพื้นไม้ขณะรุ่นน้องอีกคนวิ่งตามขึ้นมา

“หายไปไหนแล้ว”  ฮารุอิจิหยุดยืนหอบอยู่ข้างตัวพลางกวาดสายตาไปรอบข้าง

“ชิ”  อีกคนเดาะลิ้น  อดหงุดหงิดไม่ได้ที่รุ่นน้องสองคนนั้นทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง  แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากตะโกนเรียกต่อไป  “เซโตะ!!  โอคุมูระ!!  พวกนายอยู่ไหน”

“โอคุมูระคุง!!  เซโตะคุง!!!”  ฮารุอิจิช่วยตะโกนเรียกด้วยอีกคน

ทุกอย่างยังเงียบ

ใจของมิยูกิตกไปอยู่ตาตุ่ม

ไม่เอาน่า…

ความอึดอัดชวนคลื่นไส้เข้าเกาะกุมตัวเขาช้า ๆ  จนเขาต้องเร่งเสียงตะโกนเรียกชื่อให้ดังขึ้นเพื่อไล่ความรู้สึกนั้นให้หายไป  “ตอบฉันที!!  โอคุมูระ!!!  เซโตะ!!!!”

“คงต้องตามหาตัวเองแล้วมั้งครับ”  อีกคนเห็นท่าไม่ดีเลยรีบเสนอทางเลือกอื่น

เขากัดปากตัวเองเบา ๆ  สถานการณ์เริ่มบีบคั้นขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเวลายังไหลต่อไปไม่มีวันหยุด  เขารู้ดีว่าหากเขาตัดสินใจผิดไปหรือช้าไปแม้เพียงนิดเดียว  อย่าว่าแต่พวกซาวามูระที่เซโตะพูดถึง  แม้แต่รุ่นน้องสองคนนั้นก็อาจเป็นอันตรายไปด้วย

เอาไงดีเอาไงดีเอาไงดีเอาไงดีเอาไงดีเอาไงดีเอาไงดี

“เหวอ!!!!!”

เสียงตะโกนของใครบางคนไล่ความคิดในหัวเขาไปจนหมดสิ้น

“เซโตะคุง!!!?”  ฮารุอิจิตอบสนองไวกว่าด้วยการหันกลับไปมองขั้นบันไดซึ่งทอดตัวขึ้นไปยังชั้นบน

คราวนี้มิยูกิไม่ลังเล  “ไปกัน  โคมินาโตะ!!!”  แล้วก็รีบวิ่งขึ้นบันไดไป

“อะ  ครับ!!!”  เขาได้ยินเพียงอีกฝ่ายขานรับก่อนมีเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของไม้ดังไล่หลังมาติด ๆ

ไม่นานนักพวกเขาทั้งสองก็ขึ้นมาถึงชั้นสาม  ภาพแรกที่เห็นคือความมืดมิดดั่งเช่นชั้นด้านล่าง  มิยูกิรีบยกตะเกียงขึ้นส่องทาง  แสงไฟตกกระทบกับกระจกหน้าต่างสะท้อนใบหน้าของเขาและคนข้างตัวจนเห็นเด่นชัดในความมืด  เมื่อมองแบบผ่าน ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรต่างออกไป

“กะ…แกทำอะไรรุ่นพี่ซาวามูระห้ะ!!!!!”

เสียงเซโตะดังขึ้นอีกครั้ง  คราวนี้พวกเขาจับทิศได้ว่ามาจากด้านซ้าย  มิยูกิไม่รอช้ารีบหักเลี้ยวไปทางซ้ายแล้วตะโกนเรียกทันที  “เซโตะ!!  โอคุมูระ!!!”

“รุ่นพี่มิยูกิ”  โอคุมูระเป็นคนแรกที่ขานรับก่อน  เขาหันกลับมามองกลุ่มรุ่นพี่ด้านหลังด้วยสีหน้าซีดเผือด  ส่วนเพื่อนสนิทอีกคนทำเพียงเหลือบตามา

“ปะ…เป็นไงบ้าง!!!”  ฮารุอิจิที่วิ่งตามมาติด ๆ รีบถามต่อ

“เจ้าเนี่ยแหละครับที่—”

ยังไม่ทันที่เซโตะจะอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นให้ละเอียดกว่านี้  ความเย็นเฉียบชวนขนลุกก็จู่โจมมิยูกิทันทีจนเขาเกือบหยุดหายใจ

“มาแล้วหรือ”

เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหน้า

ความมืดทำเขามองไม่เห็นในทีแรกว่ายังมีใครอีกคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าโอคุมูระกับเซโตะ  แต่ในวินาทีต่อมาเขาก็เข้าใจทันทีว่าไม่ใช่แค่ความมืดเท่านั้นที่ปิดบังสายตาเขาไว้

“ดีสิ…แบบนี้สิถึงจะดี…ยิ่งเยอะยิ่งดี…..”

ความมืดตรงหน้าขยับตัวไปมา…ไม่สิ  ‘เงา’ รูปร่างเหมือนคนสวมเสื้อคลุมยาวปิดหน้าปิดตาขยับเข้ามาหาพวกเขาช้า ๆ พร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่าง

“คะ…ใครน่ะ!!?”  ฮารุอิจิรีบตะโกนถามเสียงสั่นจากความตกใจ

ร่างนั้นไม่ตอบ  เพียงแต่ขยับบางอย่างในมือ (หรือเรียกให้ถูกคือชายผ้าคลุม) จนแสงจากตะเกียงส่องกระทบเป็นประกายเข้าสายตา

มีด

ความรู้สึกหนาวสันหลังเข้าจู่โจม

“รุ่นพี่มิยูกิครับ!!!  รุ่นพี่ซาวามูระเขา!!!”  เสียงเจือความสิ้นหวังของเซโตะดังเข้าหูมาติด ๆ

เป็นเวลาเดียวกับที่ตาของเขาจับภาพใครบางคนนอนอยู่บนพื้น

แน่นิ่งอยู่บนกองเลือด

นิ่งเหมือนไร้ซึ่งลมหายใจ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s