Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 5]

กะจะอัพเร็วกว่านี้แต่เพราะมัวตบตีกับบล็อกใหม่เลยเพิ่งจะมีโอกาสแต่งต่อเนี่ยแหละค่ะ orzll

เมื่อไรจะย้ายข้อมูลหมดนะ…//เหม่อ

ถึงฉากที่เอย์จุนออกทีไรก็แต่งสนุกทุกที~

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“เอย์จุนคุง!!!!!”

เสียงจากฮารุอิจิเรียกสติมิยูกิกลับมาก่อน

“แกทำอะไรเอย์จุนคุง!!!!”  คนผมสีซากุระตะโกนกร้าวแล้วก้าวเท้าหมายจะเข้าไปหาเรื่อง

“ระ…รุ่นพี่โคมินาโตะ!!!?”  เซโตะถึงกับต้องละสายตาจากเงาปริศนาตรงหน้ามายื่นแขนกันอีกฝ่ายไว้

“ปล่อยฉันนะ!!!”  แววตาของฮารุอิจิวาวโรจน์

“มันอันตรายนะครับ!!!”  คนยื่นมือกันต้องเปลี่ยนมาเป็นเอาตัวบังเพราะเริ่มสู้แรงไม่ไหว  เขารีบส่งสายตาให้เพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ช่วยล็อกตัวไว้อีกแรง

“โคมินาโตะ  ใจเย็นก่อน!!!”  กัปตันเห็นท่าไม่ดีเลยรีบเข้ามาช่วยห้ามอีกแรง  แม้จะยังใจคอไม่ดีกับร่างของรุ่นน้องร่วมทีมอีกคนซึ่งยังไม่รู้เป็นตายรายดียังไง  แต่ก็ต้องอดขอบคุณคนอาละวาดไม่ได้ที่ช่วยเรียกสติเขากลับมา

ซาวามูระอาจจะไม่ได้เป็นอะไรก็ได้

เหมือนตอนที่เขาเจอตัวโอคุมูระกับเซโตะ

มิยูกิพร่ำปลอบตัวเองในใจ

เงาตรงหน้าค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ทีละนิด  แสงสะท้อนจากใบมีดเริ่มรุนแรงขึ้นจนชวนขนลุก  ประโยคชวนสงสัยดังล่องลอยในอากาศเหมือนดังมาจากทุกทิศทาง  “แบบนี้สิ….จงสนใจฉันคนเดียว….จงสนใจฉันคนเดียว…..”

จงสนใจฉันคนเดียว?

ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแวบเข้าในจิตใจ

แต่จู่ ๆ ฮารุอิจิก็นิ่งไป

“แกเป็นใคร…”

เสียงเยือกเย็นดังออกจากปากเขาจนรุ่นน้องทั้งสองคนเผลอผ่อนแรง  ถอยตัวออกจากคนเคยอาละวาดเหมือนทำตัวไม่ถูก

แววตาของฮารุอิจิวาวโรจน์

มิยูกิถึงกับขนลุก  เขาไม่เคยเห็นคน ๆ นี้โกรธขนาดนี้มาก่อน

“แกพาพวกผมเข้ามาที่นี่  แล้วทำแบบนี้ทำไม…”  ฮารุอิจิพูดต่อพร้อมก้าวเท้าเข้าไปหาอีก  คราวนี้ไม่มีใครกล้าพอจะเข้าไปห้าม

เงานั้นหยุดขยับ  แต่ไม่พูดอะไรออกมาต่อ

“ถ้ามีความแค้นอะไรกับพวกผมก็บอกมาตรง ๆ สิ  แล้วถ้าผิดจริง ๆ จะขอโทษให้”  คนผมสีซากุระยังพูดต่อ  “เพราะงั้นตอบมาสิว่าทำไม!!!!”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ—!!!!!!!!”

จู่ ๆ เสียงหัวเราะก็ระเบิดขึ้นพร้อมกับประกายจากคมมีดวาดเป็นทางยาว

“โคมินาโตะ!!!!”

มิยูกิรีบคว้าตัวรุ่นน้องให้ถอยหลัง  ก่อนที่เงาตรงหน้าจะตวัดมีดในมือใส่เพียงเสี้ยววินาที

“เหวอ!!!!”

เซโตะที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เสียการทรงตัวจนล้มลงไปกับพื้น  ส่วนโอคุมูระผงะถอยไปได้ทัน  กัปตันรีบหันไปตวาดใส่รุ่นน้องเสียงหลง  “นายทำบ้าอะไร  มันอันตรายนะ!!!!”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ—-!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

เสียงหัวเราะแสบแก้วหูดังก้องไปทั่วระเบียง

ฮารุอิจิเดาะลิ้น  ก่อนจะหันมาทางรุ่นพี่ด้วยสีหน้าจริงจัง  “ผมจะล่อเจ้านี่เอง  รุ่นพี่รีบไปดูเอย์จุนคุงเถอะครับ”

เขาตกใจกับข้อเสนอของคนตรงหน้าจนต้องรีบท้วงกลับ  “ไม่ได้!!!  ฉันจะปล่อยนายทำเรื่องเสี่ยงตายแบบนี้คนเดียวได้ยังไง  เจ้านั่นมันกะฆ่าพวกเราทุกคนเลยนะ!!!!”

“แต่ถ้าเกิดมัวทำอะไรชักช้าแล้วเอย์จุนคุงเป็นอะไรขึ้นมาจะทำไงครับ!!!!!”  อีกฝ่ายตวาดกลับเสียงแข็ง

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ—-!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ฟึ่บ!!!!!!

เสียงวัตถุโลหะแหวกอากาศดังขึ้นจนทุกคนสะดุ้ง

ก่อนจะเห็นมีดในมือเงาปริศนาปักอยู่บนพื้นห่างจากตรงหน้าเซโตะไปไม่กี่เซนติเมตร

“เฮ้ย!!!!”  เซโตะรีบชันตัวลุกขึ้นยืนแล้วถอยหลังมายืนใกล้ ๆ ด้วยท่าทางตกใจสุดขีด  “อะ…ไอ้บ้านี่!!!!!”

“ไม่มีเวลาลังเลแล้วนะครับ!!”  ฮารุอิจิส่งเสียงย้ำ  จ้องหน้าคนเป็นกัปตันด้วยแววตาไม่ยอมแพ้  “ผมจะล่อเจ้านี่ให้ออกห่างจากตรงนี้  ส่วนคุณก็ไปดูเอย์จุนคุง  แล้วสุดท้ายเราค่อยมาเจอกันอีกทีที่ห้องพักครูชั้นล่างนี้  ดีไหมครับ!!!!”

มิยูกิยังคงไม่เห็นด้วย  “แต่ฉันจะปล่อยนายไปคนเดียวไม่—-”

“เดี๋ยวผมไปด้วย!!!”  เซโตะที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพูดขึ้นขัด  สายตาเขายังจ้องระวังเงาปริศนาที่ค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเก็บมีดจากพื้นช้า ๆ

“ทาคุ!!!?”  โอคุมูระอุทาน

“เรื่องฝีเท้าผมเนี่ยจะแพ้ก็แค่รุ่นพี่คุราโมจิเองแหละน่า”  เขาหันมายิ้มเกร็ง ๆ ให้  “ถ้าไปกันสองคนน่าจะสบายใจกว่าใช่ไหมละครับ?”

“ถ้างั้นเดี๋ยวฉันไป—”  เพื่อนสนิทรีบออกตัวอีกคน

“นายอยู่กับรุ่นพี่มิยูกิแหละดีแล้ว  โคชู!!!!”  อีกฝ่ายรีบห้าม  “เผื่อจะได้…ช่วยแบกตัวรุ่นพี่ซาวามูระ…ด้วยละนะ…”

เสียงของคนพูดสั่นเครือ

เงาปริศนาหยิบมีดขึ้นมาบนมืออีกรอบ  เสียงหัวเราะแสบแก้วหูเบาไปแล้ว  เหลือแต่เพียงเสียงพึมพำชวนขนลุกดังก้องอยู่ในความมืดมิด  “จงสนใจฉันคนเดียว…..จงสนใจฉันคนเดียว……….จงสนใจฉันคนเดียว……………..”

“นะครับ!!!  รุ่นพี่มิยูกิ!!!!”  ฮารุอิจิตะโกนเร่ง

…บ้าเอ๊ย…

คนมีอำนาจสูงสุดในกลุ่ม ณ ตอนนี้สบถในใจ

“อย่าเป็นอะไรไปละ…”  แล้วสุดท้ายก็พูดได้แต่ประโยคนี้ออกมา  แล้วยื่นตะเกียงในมือให้

คนผมสีซากุระขยับยิ้ม  เขารับตะเกียงมาถือไว้ก่อนจะผละจากอีกฝ่าย  หันไปจ้องเงาตรงหน้าเขม็ง  “แน่จริงก็ลุยเข้ามาตรง ๆ เลยสิไอ้โรคจิต!!!!”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ—!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ราวกับอีกฝ่ายจะยอมรับข้อเสนอ  เงานั้นปราดเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วผิดจากเมื่อครู่ลิบลับ

“ตอนนี้แหละ…วิ่ง!!!”

ฮารุอิจิให้สัญญาณเซโตะ  พวกเขากลับหันหลังวิ่งตรงไปทางบันไดแล้วหายลับไปพร้อมกับแสงตะเกียง  มิยูกิรีบเบียดตัวเองเข้ากับกำแพงฝั่งหน้าต่าง  สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบเสียดเข้าถึงกระดูกยามเงาปริศนานั้นเคลื่อนผ่านตัวเขาไป  บรรยากาศบางอย่างจากร่างไร้ที่มาอบอวลอยู่รอบตัวจนเกือบหายใจไม่ออก  สติของเขาเลือนรางไปชั่วขณะ  แต่ก็กลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อร่างนั้นหายลับตามรุ่นน้องทั้งสองคนไป

ความมืดเข้าปกคลุมระเบียงในทันที  หูของมิยูกิได้ยินเพียงแต่เสียงไม้บนขั้นบันไดดังเอี๊ยดอ๊าดถี่ ๆ ตามฝีเท้า  ก่อนจะเงียบหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

แสงไฟดวงเล็ก ๆ สว่างวาบ  พอหันไปมองก็เห็นหน้าของโอคุมูระสะท้อนแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือในมือ  หากเป็นเวลาปกติเขาคงตกใจไม่ก็เล่นมุกกลับไปว่าจะเลียนแบบตลกที่เอาไฟฉายส่องหน้าตัวเองให้เหมือนผีหรือไง  แต่ในเวลานี้เขากลับไม่มีอารมณ์แม้แต่นิดเดียว

“รีบไปดูรุ่นพี่ซาวามูระเถอะครับ”  อีกฝ่ายเอ่ยเตือน  ใบหน้ายามสะท้อนแสงไฟดูซีดเซียวกว่าเดิม  แต่ก็ยังเห็นแววเข้มแข็งซ่อนอยู่ในนัยน์ตาข้างหนึ่งที่ไม่ถูกผมปิดไว้

มิยูกิทำเพียงพยักหน้ารับ  แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาเปิดไฟบ้าง  เขารีบสลัดความกังวลที่มีต่อรุ่นน้องอีกสองคนทิ้ง  แล้วทุ่มสมาธิให้กับผู้ยังไม่ทราบความเป็นไปอีกคนเพียงอย่างเดียว

เขาค่อย ๆ ขยับเท้าเข้าไปใกล้  ร่างของเอย์จุนยังคงนอนนิ่งอยู่ที่เดิม  ไร้ซึ่งปฏิกิริยาใด ๆ แม้กับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้  กองเลือดสีแดงเข้มไหลนองอยู่บนพื้นล่างตัวเขาพอดิบพอดีจนเลือดบางส่วนซึมย้อมกับเสื้อผ้า  นิ่งเหมือนเป็นตุ๊กตาที่มีคนโยนทิ้งเอาไว้

“…ซาวามูระ…”  มิยูกิย่อตัวลงข้าง ๆ พยายามไม่ให้ตัวไปโดนของเหลวบนพื้น  เขาค่อย ๆ ยกมือลูบผมที่ปรกหน้าขึ้นให้เห็นหน้าชัด ๆ  ตาทั้งสองข้างของอีกฝ่ายปิดสนิท  ไม่มีวี่แววว่าจะลืมขึ้นมาเลยสักนิด

“รุ่นพี่ซาวามูระ…”  รุ่นน้องอีกคนย่อตัวลงข้าง ๆ แล้วส่งเสียงเรียกบ้าง  เขาฉายไฟในมือตรงบริเวณตัวคนบนพื้นเหมือนจะหาปากแผล  “เลือดออกขนาดนี้…”

“ไม่หรอก  อาจจะไม่ใช่เลือดหมอนี่ก็ได้”  เขารีบห้ามไม่ให้อีกฝ่ายคิดมากไปก่อน  “เหมือนตอนที่เจอเซโตะไง”

“อะ”  เหมือนอีกคนจะนึกขึ้นได้เลยแอบถอนหายใจเบา ๆ

แค่ ‘อาจจะ’ ละนะ

มิยูกิไม่ส่งเสียงประโยคต่อมาให้ได้ยิน

เอย์จุนยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ  ความกังวลจนเริ่มเปลี่ยนเป็นลนลานคืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจอีกรอบ  เขาตัดสินใจลองทำแบบในหนังว่าคนตรงหน้า ‘ยังมีชีวิตอยู่’ ไหมด้วยการเอาปลายนิ้วอังที่จมูก

ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงสายลมแผ่ว

ใจเขาชื้นขึ้นมาทันที

แต่ลมหายใจนั้นแผ่วบางเสียจนไม่อาจทิ้งความไม่สบายใจออกไปได้หมด  มิยูกิมองไปรอบ ๆ  ตอนนี้เขาสูญเสียแหล่งไฟใหญ่ให้กับฮารุอิจิไปแล้ว  ลำพังเพียงแสงจากโทรศัพท์มือถือทั้งสองคนไม่อาจช่วยให้พิจารณาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างคนตรงหน้าดีพอ  เป็นไปได้เขาอยากได้แสงสว่างมากกว่านี้

สายตาเขาหยุดตรงประตูห้องใกล้ตัว

“ยังไงก็พาซาวามูระเข้าไปในห้องนั้นก่อนดีกว่า”  มิยูกิเปิดปากพูดกับคนข้างตัวแล้วฉายแสงจากโทรศัพท์ไปบนบานประตู

โอคุมูระสะดุ้งเล็กน้อย  เหมือนก่อนหน้านี้เขาจะคิดอะไรบางอย่างอยู่  “อะ…ทำไมละครับ?”

“ไม่แน่ว่าไอ้เงานั่นอาจจะกลับมาอีก…หรือมี ‘อะไรอย่างอื่น’ อยู่อีกก็ได้”  เขาอธิบายคร่าว ๆ  “ที่แน่ ๆ คือจะปล่อยอยู่ตรงนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก”

อีกฝ่ายมองไปตรงบานประตูเหมือนกำลังชั่งใจ  แต่ก็พยักหน้ารับ  “นั่นสินะครับ”  แล้วลุกขึ้นเพื่อจะเดินไปเปิดประตูให้

มิยูกิหันกลับมามองรุ่นน้องอีกคน  จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการขยับเขยื้อนใด ๆ ทั้งสิ้นเกิดขึ้น  เขาลองเรียกชื่ออีกหน  “ซาวามูระ  ได้ยินฉันไหม”  หวังว่าคราวนี้เจ้าของชื่อจะยอมลืมตาขึ้นมา

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คนเรียกถอนหายใจ  พยายามกดความกังวลลงไปในคอแล้วค่อย ๆ ช้อนร่างอีกฝ่ายขึ้นจากพื้น  เลือดอุ่น ๆ ตกลงบนมือและซึมเข้าปลายแขนเสื้อช้า ๆ  ร่างของเอย์จุนเบาหวิวทั้งที่น้ำหนักตัวจริงไม่ได้ต่างกันมากจนมิยูกิชักใจคอไม่ดีขึ้นมาอีกหน

“ดูเหมือนห้องนี้จะไม่เป็นไรนะครับ”  เสียงโอคุมูระเรียกสติเขากลับมา  พอหันกลับไปมองก็เห็นต้นเสียงหันมามองขณะฉายแสงจากโทรศัพท์กวาดเข้าไปในห้อง

“…ไม่เป็นไรที่ว่าคือไม่เป็นไรในแง่ไหน?”  ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ เขาก็นึกอยากถามคำถามนี้ออกมา

เหมือนอีกฝ่ายจะเดาใจออก  เลยตอบกลับมาด้วยเสียงตายด้าน  “อย่างน้อยก็ไม่มีเลือดกับศพคนให้เห็นน่ะครับ”

เจ้านี่…พูดคำว่า ‘ศพ’ ออกมาหน้าตาเฉย…

พอได้ยินคำที่เขาพยายามเลี่ยงไม่คิดถึงกับเลี่ยงไม่พูดออกจากปากเข้าจัง ๆ แบบนี้เข้า  มิยูกิก็อดหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ได้

“ไม่ใช่เรื่องตลกนะครับ”  โอคุมูระทำเสียงเข้ม

“อะ  โทษที ๆ”  เขารีบหยุดตัวเอง  กระชับแขนที่อุ้มรุ่นน้องไว้ให้แน่นขึ้นแล้วรีบเดินนำเข้าไปข้างใน  หางตาเหลือบเห็นอีกคนถอนหายใจเหนื่อย ๆ ก่อนจะปิดประตูเดินตามมา

.

.

.

.

.

.

โชคดีไปที่ในห้องนี้เป็นห้องเรียนปกติ  ไม่มีรอยเลือดสาดกระจายเต็มห้องแบบห้องที่มิยูกิพบตัวโอคุมูระ  หรือเข้าไปเจอคนนอนกองระเกะระกะ (แม้สุดท้ายจะหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น) อย่างห้องที่พบตัวเซโตะ  จะมีก็เพียงความเก่าและเหม็นอับตามแบบฉบับตึกไม้เก่า  แต่เพียงแค่นี้เขาก็ดีใจแทบแย่แล้ว

มิยูกิค่อย ๆ วางตัวเอย์จุนลงกับพื้นให้เบามือที่สุด  จนถึงตอนนี้คนหลับก็ยังไม่มีทีท่ายอมลืมตาขึ้นมา  เขานั่งลงกับพื้นข้าง ๆ ตัวแล้วยกมือค้างเหนือใบหน้าอีกฝ่าย  นึกลังเลว่าจะลองเขย่าปลุกดีไหม

แต่ถ้าเลือดบนพื้นนั่นมาจากตัวคน ๆ นี้จริง ๆ  หากยิ่งเขย่าก็ยิ่งแย่น่ะสิ….

“ห้องนี้มีตะเกียงด้วยครับ”

เสียงโอคุมูระดังขึ้นไม่ห่างนัก  สักพักหนึ่งแสงสว่างก็ถูกจุดขึ้น  ฉายให้เห็นสภาพภายในห้องประมาณครึ่งหนึ่ง  มิยูกิกะพริบตาสองสามทีเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับความสว่างกระทันหัน  หางตาเห็นคนถือตะเกียงเดินอ้อมมาฝั่งตรงข้ามแล้วย่อตัวลงกับพื้นบ้าง

รุ่นน้องผมสีบลอนด์ยื่นตะเกียงส่องเหนือตัวคนบนพื้น  ผมปรกตาข้างหนึ่งทำให้เห็นสีหน้าไม่ชัด  แต่แววตาก็ฉายความไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด

เจ้านี่…ถึงจะไม่เคยถูกกันมาก่อน  แต่ยังไงก็ยังเป็นห่วงอยู่ดีละนะ

ไม่สิ  เพราะตอนนี้ ‘ดีกันแล้ว’ นี่นะ

มิยูกินึกย้อนถึงเรื่องในอดีตแวบหนึ่ง  เขาเก็บโทรศัพท์มือถือในมือลงกระเป๋าก่อนจะเพ่งสมาธิกับรุ่นน้องอีกคนที่ยังไม่ได้สติต่อ

“ซาวามูระ…”  เขาลองเรียกชื่ออีกหน  พร้อมกับวางมือที่ค้างไว้บนไหล่

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ลองเขย่าดู…อาจจะดีก็ได้นะครับ”  โอคุมูระเปิดปากขึ้นบ้าง  “ถ้าแค่นิดเดียวคงไม่เป็นไรมากหรอก…”

…….ก็คงต้องเป็นแบบนั้นละนะ….

เขาถอนหายใจ  ทำใจยอมรับความเสี่ยงก่อนจะออกแรงใส่มือที่วางบนไหล่เบา ๆ พร้อมกับเร่งเสียงขึ้นเล็กน้อย  “เฮ้ย…ซาวามูระ…ได้ยินไหม….”

ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ความร้อนรนกลับมาหาเขาอีกรอบ  “ซาวามูระ…ตื่นเถอะน่า…ซาวามูระ….นี่  ซาวามูระ…”

สีหน้าของรุ่นน้องอีกคนเริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับเสียง

“ซาวามูระ!!!  ตื่นขึ้นมาสักทีเซ่!!!  ซาวามูระ!!!  ปกตินายไม่ได้เป็นคนเงียบแบบนี้ไม่ใช่เรอะ!!!  ตื่นมาโวยวายให้ได้ยินสักทีเถอะน่าซาวามูระ!!!!!!!!”

“หนวกหู…..”

เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินดังขัดขึ้นมา

“….อะ  ฉันตะโกนดังไปเหรอ”  มิยูกิชะงัก  เขาแปลกใจที่ตัวเองเผลอส่งเสียงดังถึงขนาดโอคุมูระต้องพูดห้ามขึ้นมา  “โทษทีนะ…โอคุมูระ”

แต่อีกคนกลับเบิกตากว้าง

“…โอคุมูระ?”  มิยูกิทำเสียงสงสัย

“เมื่อกี๊…ไม่ใช่ผมนะ”  คนตรงข้ามปฏิเสธ

ห้ะ

ถ้างั้นเสียงเมื่อกี๊…

แล้วเขาก็ต้องยิ่งตกใจขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างบนพื้นพลิกตัวหันไปอีกทางกระทันหัน

“คนจะนอน…..”

พร้อมกับส่งเสียงเหมือนคนละเมอดังขึ้นมาอีกรอบ

เกิดความเงียบขึ้นครู่หนึ่ง

“ไอ้–บ้า–ซา–วา–มู–ระ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

คราวนี้มิยูกิเค้นแรงทั้งหมดที่มีในตัวเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนกรอกหูคนบนพื้นเต็ม ๆ

“ว้ากกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

เอย์จุนสะดุ้งพรวดแรงเสียจนโอคุมูระผงะถอยไปด้านหลัง  เขาเบิกตากว้างพร้อมกับยกมือกุมหัวเหมือนวิงเวียนศีรษะ  ก่อนหันมาโวยวายกลับด้วยเสียงดังไม่แพ้กันใส่คนตะโกน  “ถ้าแก้วหูผมแตกจะทำไงห้ะ!!!!”

“ก็ปล่อยแตกไปเลยเซ่!!”  อีกฝ่ายขึ้นเสียงกลับอย่างไม่รามือ  “รู้ไหมว่านายทำคนเป็นห่วงมากขนาดไหน!!!!”

“เป็นห่วง!!?  หา!!?”  คนถูกตะคอกใส่กะพริบตางง ๆ  ยังไม่ยอมยกมือลงจากหัว  “รุ่นพี่เคยเป็นห่วงผมกับเขาด้วยเรอะ  เห็นแต่แกล้งเอา ๆ!!!!”

“ก็ตอนนี้ไงที่กำลังเป็นห่วงอยู่น่ะไอ้บ้า!!!!!!”

เอย์จุนนิ่งไปสักพัก  ก่อนจะเบิกตากว้างจนลูกตาแทบถลน  “รุ่นพี่…มิยูกิ……..เป็นห่วงผม……..รุ่นพี่มิยูกิเป็นห่วงผม!!!?  พรุ่งนี้โลกแตกแล้วแน่ ๆ!!!!!!!!!!!!”

ไอ้บ้านี่หัดรับความเป็นห่วงไปตรง ๆ ไม่เป็นหรือไงฟะ

มิยูกิแทบอยากเอาหัวโขกกำแพง

“ผมก็เป็นห่วงนะครับ”  โอคุมูระที่เงียบไปนานได้โอกาสเลยพูดขึ้นบ้าง

เป้าหมายความเป็นห่วงหันควับไปมองหน้ารุ่นน้องอีกคน  คราวนี้เขาทำปากสั่นเหมือนเจอเรื่องช็อกจนพูดไม่ออก  “มะ…มะ…เมื่อกี๊นายว่าอะไรนะ….ไอ้หนูโอคุมูระ…?”

“ผมเป็นห่วงรุ่นพี่ไม่ได้หรือไงครับ?”  อีกฝ่ายทำหน้าเฉยชา

ร่างของคนฟังนิ่งไปจนมิยูกิต้องส่งเสียงทัก  “เป็นอะไรไปห้ะ”

“ระระระระรุ่นพี่มิยูกิช่วยผมด้วยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!”  เอย์จุนถลาเข้ามาเกาะไหล่เขาด้วยความแรงจนเกือบไหล่หลุด  “ไอ้หนูหมาป่าคิดจะกินผมแล้ววววววววววววว!!!!!!!!!!!!!!!”

“เบา ๆ หน่อยเซ่ซาวามูระ!!!  ขืนไหล่ฉันหลุดขึ้นมาจะทำยังไง!!!”  คนโดนเกาะรีบร้องห้ามพลางเอามือดันอีกฝ่ายออก

“อะ  ไม่ได้สิไม่ได้”  รุ่นน้องรีบปล่อยมือออก  “ขืนรุ่นพี่ไหล่หลุดขึ้นมาก็เป็นได้แค่ตัวก่อกวนเพื่อนร่วมทีมเท่านั้นนี่นะ”

“นี่นายเป็นห่วงฉันจริง ๆ เรอะ”  มิยูกิชักปวดหัวขึ้นมาตงิด ๆ

เขาอยากถอนคำพูดตัวเองที่ว่าอยากได้ยินหมอนี่โวยวายขึ้นมาอีกรอบจริง ๆ

ดูเหมือนโอคุมูระจะคิดเหมือนกัน  เขาถอนหายใจเบา ๆ ด้วยสีหน้ารำคาญก่อนถามเข้าประเด็น  “ว่าแต่รุ่นพี่ซาวามูระไม่ได้เจ็บตรงไหนเหรอครับ”

“…เจ็บ?”  คนถูกถามเอียงคอทำหน้าสงสัย  ก่อนจะนิ่งไปเหมือนนึกอะไรออก  “…อะ…”

“มีอะไรอีกละ”  กัปตันถามเสียงเหนื่อยหน่าย

“ฟุรุยะ”

แต่คำที่หลุดจากปากคนเพิ่งฟื้นทำเขาสะดุ้ง

เอย์จุนรีบผุดลุกขึ้นยืน  แต่ก็ทรุดลงมานั่งกับพื้นทันทีพร้อมกับยกมือกุมท้อง

“ซาวามูระ!?”  มิยูกิรีบเข้าไปประคองตัวไว้

อีกฝ่ายหันมาทำหน้าตื่นตระหนกใส่ทั้ง ๆ ที่ยังสูดปากเหมือนเจ็บตรงไหนสักแห่งอยู่  “รุ่นพี่มิยูกิ…..ฟุรุยะ…แย่แล้วครับ!!!!!!!!”

ฟุรุ…ยะ…………?

ทันใดนั้นหัวของเขาก็ย้อนประโยคหนึ่งของเซโตะขึ้นมา

“พวกรุ่นพี่ซาวามูระแย่แล้วครับ!!!  รีบไปกันเร็ว!!!!!!”

ใจของเขาร่วงไปอยู่กับพื้นอีกครั้ง

พวกที่ว่าหมายถึง….ฟุรุยะหรอกเรอะ!!!!?

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 5]

  1. ใจหายใจคว่ำกลัวน้องเอย์จะเป็นอะไรไป
    ปรบมือดังๆ ให้ฮารุจจิเลย ห่วงเพื่อนเป็นที่หนึ่ง แถมตัดสินใจได้รวดเร็ว
    ขณะกัปตันยังละล้าละลัง ส่วนน้องเอย์พอออกมาปุ๊บ เรื่องสยองเลยจะกลายเป็นตลกซะนี่
    สมกับเป็นซันไชน์บอยจริงๆ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s