Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 1

แต่งเล่นจากความว่าง…

ได้แรงบันดาลใจมากจากเกมฮอเรอร์ไฮคิวของนาโอะซังค่ะ  ทุกคนสมควรดูจริง ๆ นะ  สนุกมากกกกกกกก!!!

เซตติ้งในเรื่องจะเป็นช่วงหลัง Act II เล่มแรก  ก่อนที่พวกปีหนึ่งหน้าใหม่จะเข้าหอกันนะคะ  ดังนั้นคนที่ดูแต่อนิเมกับมังงะแปลไทยอาจจะเจอสปอยล์เต็ม ๆ…ต้องขออภัยอย่างแรงค่ะ (- -)(_ _)

รายละเอียดส่วนมากพยายามอิงกับออฟฟิเชียล  แต่บางอย่างขอเติมเข้าไปเองเพื่อเพิ่มอรรถรสค่ะ

ตอนแรกพยายามจะให้เป็นแนวฮอเรอร์  แต่แต่งไปแต่งมาเหมือนมันจะไม่น่ากลัวเลย..;__;  ส่วนชื่อเรื่องยังคิดไม่ออกค่ะ orzll

(อันที่จริงอาจจะแต่งไม่จบ  และอาจจะลบทิ้งภายหลัง  เหอ ๆๆ…)

ปล. ขี้เกียจแก้ฟ้อนท์…

Edit : แก้ชื่อเรื่อง+รายละเอียดนิยายค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**

โรงเรียนเซย์โดกำลังจะเข้าเทอมใหม่

วันนี้เป็นวันก่อนเปิดเทอม  การแข่งเซมบัตสึจบลงไปแล้ว  แต่สมาชิกชมรมเบสบอลต้องมารวมตัวกันพร้อมหน้าอีกครั้งเพื่อทำกิจกรรมครั้งใหญ่ร่วมกันแม้จะไม่เต็มใจนัก  โดยกิจกรรมนี้มีชื่อว่า “ทำความสะอาดครั้งใหญ่”

เนื่องด้วยตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป  จะมีสมาชิกเด็กปีหนึ่งหน้าใหม่ย้ายมาอาศัยในหอเซย์ชินเพิ่ม  อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังมีนักเรียนที่เรียนจบจากโรงเรียนแห่งนี้ย้ายออกหลังจบภาคการศึกษาปีที่แล้ว  ทำให้สมาชิกที่เหลือจำเป็นต้องจัดระเบียบห้องพักตัวเองเพื่อรับเด็กใหม่  และเก็บกวาดสิ่งของสัมภาระของอดีตรุ่นพี่ที่อาจหลงเหลืออยู่  และเมื่อพวกผู้ใหญ่ในชมรม (ประกอบด้วยโค้ช  อาจารย์ทาคาชิมะ  และหัวหน้าโอตะ) ตระหนักได้ว่าไหน ๆ ทุกคนก็ต้องมาจัดการห้องพักตัวเองกันแล้ว  ก็ทำความสะอาดห้องชมรม  โรงเก็บอุปกรณ์  โรงยิม  ห้องออกกำลังกายในร่ม ฯลฯ ไปทีเดียวเลยดีกว่า  คำสั่งสังคายนาสถานที่ครั้งใหญ่จึงตกใส่หัวนักเรียนตาดำ ๆ ทันที

“โอ้ย!!  เมื่อไรจะเสร็จเนี่ย!!  สำลักฝุ่นจนจะเป็นภูมิแพ้แล้วนะ!!”

ซาวามูระ  เอย์จุนบ่นอุบหลังจากเช็ดลูกเบสบอลเป็นลูกที่ห้าสิบ  พวกเขาอดีตเด็กปีหนึ่งโดนคำสั่งให้ทำความสะอาดอุปกรณ์เล่นเบสบอลและห้องออกกำลังกายในร่มซึ่งเป็นงานที่หนักและน่าเบื่อที่สุดด้วยเหตุผล  ‘อายุเด็กสุดในชมรมตอนนี้’    ขณะที่พวกอดีตปีสองได้หน้าที่เก็บกวาดห้องที่ตัวเองพักอยู่และบริเวณหอพักซึ่งถือว่างานเบากว่าเยอะ  แน่นอนว่าคนออกคำสั่งไม่ใช่ทั้งโค้ชหรืออาจารย์  แต่เป็นรุ่นพี่

แต่อย่างน้อยพวกที่ไปทำความสะอาดห้องออกกำลังกายก็ยังมีดวงกว่ากลุ่มของพวกเอย์จุน  เพราะพวกเขาต้องหมกอยู่ในโรงเก็บอุปกรณ์สุดอุดอู้  เต็มไปด้วยอุปกรณ์เล่นเบสบอลอัดแน่นจนแทบไม่มีที่หายใจ  แถมอุปกรณ์พวกนั้นยังเปื้อนดินโคลนและฝุ่นเขรอะถึงจะทำความสะอาดหลังซ้อมเสร็จทุกวัน

“เงียบหน่อยเถอะน่า  เอย์จุนคุง”  โคมินาโตะ  ฮารุอิจิชักทนไม่ไหวจนต้องเปิดปากบ่น  หลังจากจบเซมบัตสึเขาคนนี้ตัดสินใจเปลี่ยนผมทรงใหม่จากหน้าม้าปิดหน้าปิดตาเป็นทรงเบิกเนตร(?)  เพิ่มทั้งความเท่และความเหมือนพี่ชายร่วมสายเลือด จนหลายคนแอบสงสัยว่าทรงผมนี้ทำให้นิสัยเขาเหมือนเรียวสุเกะขึ้นด้วยหรือเปล่า

“ก็เช็ดเท่าไร ๆ ก็ไม่หมดซะทีเนี่ย!!  ฮารุจจี้ก็ลองมาทำบ้างเซ่!!”  เอย์จุนยังคงประท้วง  โยนลูกเบสบอลที่เช็ดเสร็จใส่อีกตะกร้าหนึ่ง

“ผมก็เช็ดไม้เบสบอลอยู่น่า”  อีกฝ่ายโบกไม้ในมือให้เห็น  ก่อนจะชูแขนยืดแก้เมื่อยแล้วมองไปรอบห้อง  “แต่ก็ไม่น่าเชื่อเลยเนอะว่าชมรมเรามีอุปกรณ์เยอะขนาดนี้”

“ก็มีพอให้ทุกคนในชมรมใช้ซ้อมกันนี่นา”  โทโจ  ฮิเดอากิหันมาร่วมบทสนทนาบ้าง  เขากำลังปัดกวาดชั้นเก็บของอยู่ไม่ห่าง  บนหน้าของเขามีผ้าคาดปิดปากและโพกผ้ากันฝุ่นลงหัว  มองเผิน ๆ แล้วชวนนึกถึงแม่บ้านตามครัวเรือนทั่วไป

“จะว่าไปก็ไม่เคยขอใช้ของแล้วไม่มีให้นี่หว่า”  คาเนมารุ  ชินจิพูดเสริม  พลางรวบรวมของที่คนอื่นรื้อออกมาทำความสะอาดเก็บเข้าที่  “ถึงบางครั้งจะมีของเก่าซะจนกลัวพังคามือติดมาด้วยน่ะนะ”

“ถ้าเยอะจนต้องเก็บกวาดเท่าไรก็ไม่หมดแบบนี้ก็ไม่เอาด้วยหรอกน่า!!”  คนเช็ดลูกเบสบอลยังไม่หยุดโอดครวญ

“ก็เพราะเอย์จุนคุงใช้เสร็จแล้วไม่ยอมทำความสะอาดเองนั่นแหละ”  ฮารุอิจิพูดขัดเพราะชักรำคาญเต็มทน

“ใครมันจะมีเวลาไปทำกันเล่า!!”

“ทุกคนเขาทำกันทั้งนั้นน่า”  น้ำเสียงของคนผมสีซากุระชักเอือมระอา

“ไม่จริงน่า  คาเนมารุก็ทำด้วยเรอะ!?”  คนโดนว่าหันไปหาแนวร่วม  น่าเสียดายนักที่อีกคนดับความหวังของเขาทันควัน  “ฉันทำนา”

“ฉันก็ทำนะ”  โทโจร่วมมือสนับสนุนต่ออีก

“โว้ยยยยย  ไม่จริ๊งงงงงงง”  เอย์จุนขยี้ผมตัวเอง  “ทำไมพวกนายไม่ช่วยฉันบ้างเลย  นี่เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เรอะ!!”

“เรื่องนี้ไม่เห็นเกี่ยวกับความเป็นเพื่อนสักหน่อย…”  ฮารุอิจิอดตบมุกไม่ได้

“จะว่าไป…”  คนทำความสะอาดชั้นตัดสินใจเปลี่ยนประเด็น  เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ห้อง  “ฟุรุยะ…หายไปไหนของเขากันนะ”

ประโยคนี้ทำให้ทุกคนละสายตาจากเอย์จุน  หันไปมองรอบห้องพร้อมกัน  จริงอย่างที่โทโจพูด  ในห้องนี้ไม่มีแม้แต่เงาสูง ๆ ของเอซประจำชมรม  ฟุรุยะ  ซาโตรุอยู่เลย

“หรือว่าหมอนั่นจะโดดหนีไปแล้ว!!?” เอย์จุนโวยขึ้นทันที  เขาโยนลูกเบสบอลในมือลงตะกร้าแล้วลุกขึ้นทำท่าจะวิ่งออกไปนอกห้อง  “หนอยแน่ไอ้เจ้าฟุรุย้า!!!”

“เอย์จุนคุงจะไปไหน!!”  ฮารุอิจิรีบร้องห้าม  ไม่รู้ว่าเพราะตกใจหรือกลัวว่าอีกฝ่ายจะทิ้งงานหนีเอาตัวรอดกันแน่

“ก็ไปหาไอ้เจ้าฟุรุยะสิ  หนอย  บังอาจทิ้งพวกฉันตกระกำลำบากหนีไปสบายซะได้!!”  อีกฝ่ายตะโกนกลับมาตอนที่ตัวไปถึงหน้าประตูแล้ว

“ใช้คำว่าไปสบายคงไม่ดีมั้ง…”  คนห้ามยังไม่วายอดพูดขัดอีกรอบ

สองคนที่เหลือกวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อตามหาร่องรอยเพื่อนร่วมทีมอีกคน  ก่อนที่คาเนมารุจะอุทานออกมา  “เฮ้ย!!”

“มีอะไรเหรอ  ชินจิ!?”  โทโจตกใจเสียงของอีกฝ่ายจนเผลอขึ้นเสียงตาม

แทนคำตอบ  คนถูกถามยกมือสั่นระริกชี้นิ้วไปมุมหนึ่งของโรงเก็บของด้วยความเงียบงัน

พอคนถามหันตาม  เขาก็เผลออุทานขึ้นมา  “อ้ะ!!”

“มีอะไรน่ะ  โทโจคุง!?”  ฮารุอิจิหันกลับไปมองบ้างด้วยความตกใจ

มุมหนึ่งของโรงเก็บอุปกรณ์ซึ่งวางยางรถยนต์  อดีตคู่หู(?)ของเอย์จุนซ้อน ๆ เอาไว้ปรากฎเงาดำมืด ๆ เงาหนึ่งสั่นไหวน้อย ๆ ด้วยความเงียบงัน

ทุกคนปิดปากตัวเอง  จ้องมองไปยังเงามืด ๆ นั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“นะ…นี่มัน…”  คนผมสีซากุระเปิดปากช้า ๆ

“มะ…ไม่น่าเชื่อ…”  โทโจเอามือปิดปาก

“อะ…อะ…”  แม้แต่คนเสียงดังที่สุดยังพูดอะไรไม่ออก

“…ไอ้เจ้าฟุรุยะ!!!”

คาเนมารุตวาดลั่น  ก้าวพรวดไปเขย่าตัวฟุรุยะ  ซาโตรุ  ผู้นั่งพิงกองยางรถยนต์หลับเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่มุมโรงเก็บอุปกรณ์คนเดียว  “มานั่งหลับตรงนี้ได้ไงวะ!!”

ร่างของเจ้าของตำแหน่งเอซโยกตามแรงเขย่า  ก่อนดวงตาจะลืมขึ้นช้า ๆ  มองหน้าคนคว้าคอเสื้อตัวเองด้วยความเงียบครู่หนึ่ง  แล้วเลื่อนสายตามามองอีกสามคนที่เหลือ  “…อรุณสวัสดิ์”

“อรุณสวัสดิ์อะไร  ดวงอาทิตย์จะตกอยู่รอมร่อแล้ว!!”  คู่แข่งในตำแหน่งโวยลั่นอย่างอดไม่ได้  รีบสาวเท้ากลับเข้ามาใกล้ ๆ  “ใครใช้ให้แกมาหลับเอาแรงคนเดียวเนี่ย  หัดช่วยงานซะบ้างเซ่!!”

“…ผมร้อน”  คนโดนว่ายังทำตาปรือ ๆ เหมือนตื่นไม่เต็มตา

“อากาศหน้าใบไม้ผลินี่มันร้อนตรงไหน!!”

“ห้องนี้แคบจัง  หายใจไม่ออก”  คนพูดทำท่าจะหลับต่อ

“ไอ้เจ้าชายฮอกไกโด!!!”

ฮารุอิจิถอนหายใจ  ตัดสินใจปล่อยฉายาประหลาดที่เพื่อนเขาตั้งให้อีกคนผ่านหูไป  “ออกไปรับอากาศข้างนอกหน่อยก็ได้มั้งฟุรุยะคุง  ขืนนอนในนี้เดี๋ยวก็หายใจไม่ออกเข้าจริง ๆ หรอก”

“อืม  ถ้าเหนื่อยก็พักเถอะ”  โทโจพยักหน้าเห็นด้วย  “ถ้านายเป็นอะไรไปเดี๋ยวก็ส่งผลต่อทีมหรอกนะ”

“เอ๋!!?  ทำไมทุกคนเข้าข้างหมอนี่อ้ะ  ทีฉันไม่เห็นจะให้พักบ้างเลย!!”  เอย์จุนรีบเรียกร้องสิทธิของตัวเองบ้าง

“ซาวามูระยังดูมีแรงเหลือนี่นา”  บุคคลผู้ใจดีที่สุดในปีหนึ่งปฏิเสธคำขออย่างไร้เยื่อใย

“โทโจ~!!!”

คาเนมารุส่ายหัวปลง ๆ  เปลี่ยนท่าทีตัวเองเป็นช่วยดึงคนที่นั่งอยู่ให้ลุกขึ้น  “เอ้า  ลุกได้แล้ว”

ฟุรุยะกะพริบตาปริบ ๆ พลางยันตัวขึ้น  แต่เนื่องจากเขาเพิ่งตื่นจากห้วงนิทรา  ขาเลยสูญเสียแรงกระทันหันจนตัวเขาเซไปชนกองยางรถยนต์  ส่งผลให้กองยางนั้นล้มลงมาดังครืน

“ว้าก!!!”

คนช่วยฉุดโดนลูกหลง  ล้มลงไปกองกับพื้นอีกราย

“ชินจิ!!”

“ฟุรุยะคุง!!”

“คู่หูของช้าน!!!!”

โทโจกับฮารุอิจิรีบปรี่เข้ามาช่วยดึงทั้งคู่ให้ลุกขึ้น  ขณะที่คนเป็นห่วงคู่หูยังยืนค้างอยู่ที่เดิม  คาเนมารุไอค่อก
แค่กจากฝุ่นปนความตกใจ  พอตั้งสติได้ก็โวยขึ้นทันที  “ยืนดี ๆ หน่อยสิวะฟุรุยะ!!”

“ขอโทษ”  คนโดนว่าตอบเสียงเรียบตามแบบฉบับของเขา  แต่ก็จับรับสีได้ว่าเขารู้สึกผิดจริง ๆ

“เอาน่า ๆ  ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ”  โทโจรีบห้ามทัพ

“ก็แบบนี้แหละน้า  เพราะมัวแต่อู้ไงเลยกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง  แค่ลุกขึ้นยืนก็ไม่ไหวละ”  เอย์จุนเดินเข้ามาร่วมวงด้วย  ฮารุอิจิมองคนพูดด้วยแววตา ‘ไม่เห็นจะเกี่ยวตรงไหน’ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเป็นห่วงคนล้มมากกว่า

“แล้วนี่ดูสิ  นายทำร้ายคู่หูฉันจนลงไปนอนกับพื้นกันหมดแล้ว  ถ้าคู่หูฉันเป็นอะไรขึ้นมาแล้วใครจะรับผิดชอบ!!”  จอมโวยวายยังไม่เลิกเป็นห่วงคู่หู  เขาย่อตัวลงพยายามยกยางขึ้นซ้อน ๆ กันดังเดิม

“หัดห่วงพวกฉันบ้างเซ่…”  คาเนมารุชักเริ่มประสาทกิน

เอย์จุนพยายามยกยางเก็บ  ก่อนที่สายตาเขาจะพบกับอะไรบางอย่างที่กระเด็นออกมาตอนกองยางล้ม  “เอ๊ะ?”

“อะไรอีกล่ะเอย์จุนคุง”  คนผมสีซากุระเอ่ยปลง ๆ ด้วยความขี้เกียจพูดขัดเต็มทน

“ฮารุจจิ  ดูนี่สิ”  แทนคำตอบ  อีกฝ่ายเก็บอะไรบางอย่างขึ้นจากพื้นแล้วยื่นให้ดูแทน

ฮารุอิจิทำหน้าสงสัยแต่ก็รับมาดู  ในมือของเขาคือสมุดโน๊ตแบบที่ใช้ในโรงเรียนเล่มหนึ่ง  หน้าปกไม่มีอะไรเขียนไว้  ดูจากสภาพปกที่ยับเยินและสีกระดาษที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทำให้พอเดาได้ว่าอายุน่าจะเกินสิบปี  คนรับเอียงคอมองด้วยความสงสัย  ก่อนจะลงมือเปิดดูเนื้อหาข้างใน

หน้าแรกมีลายมือใครสักคนเขียนหวัด ๆ ไว้ด้วยปากกา

.

.

.

.

เพิ่งเปิดเทอมไปได้ไม่เท่าไร  ก็ดันเกิดอุตบัติเหตุจนเจ็บไหล่ซะได้

หมอบอกว่าถ้าทำกายภาพบำบัดก็จะหาย  แต่ระหว่างนั้นก็ห้ามลงแข่งหรือซ้อมหนัก ๆ เด็ดขาด

พูดแบบนี้ก็เหมือนกับจะห้ามเล่นเบสบอลตลอดชีวิตน่ะสิ!!

มันไม่ใช่ความผิดฉันนะที่กลายเป็นแบบนี้!!!

…แล้วจะทำไงดี  ต่อจากนี้ชีวิตฉันจะเป็นยังไง…

.

.

.

.

ฮารุอิจิลองพลิกกระดาษไปหน้าอื่น  แต่ก็เห็นเพียงกระดาษว่าง ๆ สีเหลืองกรอบจากความเก่าเหลืออยู่สองสามหน้า  ระหว่างหน้าแรกกับหน้าอื่น ๆ มีร่องรอยกระดาษถูกฉีกออกไปจนตัวสมุดบางลงกว่าที่ควรจะเป็น

“…หวาย”  โทโจที่ยื่นหน้ามาอ่านด้วยทำหน้าปั้นยากหลังอ่านจบ

“รู้สึกเหมือน…เจออะไรที่ไม่ควรเจอเข้าให้แล้วสิเนี่ย”  คนถือสมุดเกาแก้ม  คาเนมารุดึงสมุดจากมือออกไปอ่านบ้างโดยมีเอย์จุนชะเง้ออ่านตาม  สีหน้าคาเนมารุเปลี่ยนจากสงสัยเป็นขนลุกระหว่างอ่าน  ส่วนเอย์จุนถึงกับเงียบลงจนสัมผัสได้

ฟุรุยะเป็นคนสุดท้ายที่เอาสมุดไปอ่าน  ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยหลังจากอ่านจบ  “สมุดไดอารี่เหรอ”

“คงจะเป็นอย่างนั้นแหละ…”  คาเนมารุพูดงึมงำในลำคอ  “แต่เนื้อหามัน…ก็นะ…”

“…มีคนแบบนี้เยอะจริง ๆ ด้วยสินะ”

ทุกคนหันไปหาจอมโวยวายที่ดูสงบเสงี่ยมลงกระทันหัน  ก่อนจะนึกออกว่าทำไม

เพราะคนที่เอย์จุนเคารพมากที่สุดก็เป็นแบบนี้เช่นกัน

ฮารุอิจิอ่านสีหน้าของเพื่อนสนิทออก  เลยตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อ  “เดี๋ยวผมเอาสมุดเล่มนี้ไปให้รุ่นพี่มิยูกิแล้วกัน  เผื่อจะได้คุยกันว่าเอาไงต่อ”  แล้วก็ดึงสมุดออกจากมือฟุรุยะโดยไม่ถามความเห็นก่อน  “มาทำงานให้เสร็จกันเถอะ  นะ”

“…อืม”  โทโจเข้าใจเจตนาคนพูดดีเลยรีบพยักหน้าเห็นด้วย  ส่วนคาเนมารุก็ยกมือเคาะหัวคนที่ยังเงียบอยู่เบา ๆ แล้วช่วยยกกองยางขึ้นเก็บแทน  “รีบ ๆ เก็บกวาดกันเถอะน่า  นี่มันก็เย็นมากแล้วนะเฟ้ย  เดี๋ยวไม่ได้กินข้าวกันพอดี”

ฟุรุยะมองไปมาเหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร  แต่ก็พยักหน้าน้อย ๆ แล้วเดินตามฮารุอิจิกลับไปช่วยเช็ดไม้ดังเดิม

“…โอย  อยากซ้อมขว้างลูกแล้ว!!”  เอย์จุนกลับมาโวยวายดังเดิม  แล้วก็กลับไปคว้าลูกบอลกับผ้ามาเช็ดแรง ๆ เหมือนหงุดหงิด  ปล่อยให้เพื่อนปีหนึ่งที่เหลือสามคนลอบถอนหายใจ

.

.

.

.

.

.

กว่าทั้งหมดจะทำความสะอาดอุปกรณ์และเก็บกวาดของเข้าที่เสร็จก็เกือบทุ่มนึงแล้ว  ตอนนี้เป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ  อากาศตอนกลางคืนจึงหนาวพอทำคนแข็งได้  โรงอาหารประจำหอจึงเปิดฮีตเตอร์รอรไว้อยู่แล้ว

“กลับกันมาแล้วเรอะ  นานจริงนะพวกนาย”  ทันทีที่ทั้งห้าคนเข้ามาในห้อง  เสียงของกัปตันประจำทีม  มิยูกิ  คาสุยะก็ดังแหวกอากาศขึ้นมาทันที

“ไม่ลองมาทำเองจะรู้ไหมล่ะครับ  ที่พวกคุณนะเอาแต่งานง่าย ๆ สบาย ๆ ไปกันหมด  คอยดูให้ดีเถอะ  เดี๋ยวผมจะฟ้องกรมแรงงาน!!”  เอย์จุนไม่รอช้าเปิดฉากปะทะฝีปากทันที

“เอ๊าะเหรอ  โทษทีนะแต่เผอิญฉันไม่ใช่เจ้าของโรงงานซะด้วยสิ”  เจ้าของใบหน้าสวมแว่นหัวเราะหึ ๆ

“ไอ้กัปตันใจดำ!!!”

“เอย์จุนคุง  พูดสุภาพหน่อย”  ฮารุอิจิทำหน้าที่ประจำวันด้วยการหันไปเตือนเพื่อน

“ก็ดูสิฮารุจจิ!!  ไม่ให้เรียกว่าใจดำแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?  ปีศาจ? ทานุกิ?  แว่น?”

“หนวกหูเฟ้ย  หยุดแหกปากได้แล้ว”  คุราโมจิ  โยอิจิที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับมิยูกิทนไม่ไหวลุกขึ้นมาล็อกคอรุ่นน้องร่วมห้องนอนทันที

“ว้ากกกกกกกกก!!  กีฟอัพ  ไอกีฟอัพ  พลีสเลสมีโก!!!!!!!!!”  คนโดนทารุณแหกปากลั่นอีกครั้งพร้อมยกมือตบ ๆ แขนอีกฝ่ายให้ปล่อย

“ทำตัวเองเองนี่”  คาเนมารุยืนดูหน้าตาย  ส่วนโทโจได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ

คนผมสีซากุระส่ายหัวเหนื่อยใจ  ก่อนจะหันกลับไปหากัปตันประจำทีม  “รุ่นพี่มิยูกิครับ  ช่วยดูนี่หน่อยได้ไหม”

  “หืม?”  มิยูกิเลิกคิ้วงง ๆ  แต่ก็รับสมุดเก่า ๆ ในมืออีกฝ่ายมาดู

“พวกผมเจอตอนทำความสะอาดโรงเก็บอุปกรณ์น่ะครับ  คือไม่รู้จะทำไงดีก็เลยเอาให้มารุ่นพี่ดูก่อนดีกว่า…”  ฮารุอิจิทำหน้าลำบากใจขณะพูด  มีฟุรุยะยืนพยักหน้าหงึกหงักอยู่เบื้องหลัง

“ไหน ๆ”  คนทำผมทรงแยงกี้ชะโงกหน้ามาดูด้วย  แขนยังล็อกคอรุ่นน้องปากดีอยู่  เลยมีเสียงครวญครางดังเป็นแบ็คกราวน์ประกอบเป็นระยะ

คนใส่แว่นเปิดสมุดอ่าน  พอเขาอ่านจบก็ปิดสมุดลง  หันมองหน้าคนยื่นสมุดให้ด้วยแววตาไม่ทุกข์ร้อน  “แล้วไง?”

“เอ๊ะ?”เกือบทุกคนในที่นั่นอุทาน

“ก็แค่สมุดไดอารี่เก่า ๆ ไม่ใช่เรอะ”  มิยูโบกสมุดไปมา  “จะทิ้งไปก็ไม่เห็นเป็นไรนี่  ไหน ๆ ก็เก่าจนกระดาษจะหลุดติดมือแบบนี้แล้ว  คงไม่ใช่ของรุ่นพวกฉันหรอก”

“แต่…เอ่อ…เนื้อหาข้างในมัน…”  คาเนมารุพยายามจะอธิบายเหตุผล  แต่ก็ทำได้แค่พูดอ้ำอึ้งเพราะไม่รู้จะพูดยังไง

“เนื้อหาข้างใน?”  ดูเหมือนรุ่นพี่อีกคนจะยังงงว่าพวกรุ่นน้องต้องการจะสื่ออะไร

“ก็แค่บ่นเรื่องที่ตัวเองเจ็บไม่ใช่หรือไง”  กัปตันยังพูดหน้าตาย

“เอ๊ะ!?”  คนผมสีซากุระเผลอส่งเสียงอุทาน

“บ่นที่ตัวเองเจ็บแล้วมันทำไมเหรอ?”  มิยูกิถามกลับ

พวกรุ่นน้องหันไปมองหน้ากัน  ก่อนคาเนมารุจะกลืนน้ำลายแล้วเปิดปากพูดช้า ๆ  “คือ…อ่านแล้ว…รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร…”

“รู้สึกไม่ค่อยดี?”  คนถือสมุดส่งสายตาไม่เข้าใจกลับมาเต็ม ๆ

“ก็แบบ…อ่านแล้วรู้สึกเห็นใจ…เลยไม่กล้าทิ้ง”  เขาตอบพลางยกมือโบกไปมาเหมือนพยายามใช้มืออธิบาย

“แล้วทำไมถึงเห็นใจ?”

  “เอ้อ…”  คราวนี้รุ่นน้องอับจนคำพูดของจริง  “ก็เห็นเขียนว่าเจ็บไหล่…ถ้าเจ็บไหล่ก็เล่นเบสบอลไม่ได้ด้วยสิ…”

คนถือสมุดมองหน้าเหล่ารุ่นน้องตรง ๆ  ก่อนจะวางสมุดเล่มนั้นลงบนโต๊ะ  “ฉันไม่เห็นเข้าใจเลยว่าพวกนายจะแคร์อะไรกับเจ้าของสมุดโทรม ๆ เล่มนี้ในเมื่อดูจากสภาพแล้วน่าจะผ่านมาเป็นสิบชาติละ  ป่านนี้คนเขียนคงเรียนจบทำงานมีลูกมีเมียสบายใจเฉิบไปแล้วมั้ง  ถึงนายจะรู้สึกร่วมกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปก็เสียเวลาเปล่าน่า”

“มิยูกินี่นาย…!!”  คุราโมจิชักเริ่มว่าอีกฝ่ายพูดเกินไปแล้ว

พวกรุ่นน้องมองหน้ากัน  ก่อนโทโจจะรวบรวมความกล้าถามขึ้น  “รุ่นพี่มิยูกิ…ไม่รู้สึกอะไรเวลาอ่านเลยเหรอครับ?”

“รู้สึกอะไร?”

“ก็…”  เขาทำท่าอึกอัก  “คน ๆ นี้เขาเป็นแบบเดียวกับรุ่นพี่คริส…”

ในที่สุดกัปตันก็เข้าใจสิ่งที่รุ่นน้องตรงหน้าต้องการสื่อซะที

เขาถอนหายใจยาว  ยกมือเกาหัวก่อนมองหน้าทุกคนตรง ๆ อีกครั้ง

“ฉันเข้าใจดีว่าพวกนายอ่านแล้วรู้สึกยังไง  แต่อย่างที่ฉันบอก  ดู ๆ แล้วเจ้าของสมุดเล่มนี้คงจะอายุห่างกับเราไปเป็นสิบ ๆ ปีจนถึงพวกนายจะนึกสงสารแค่ไหนก็คงไม่มีประโยชน์อะไรแล้วน่า”

“นั่นสิ…นะครับ”  ฮารุอิจิเกาแก้ม

“แล้วก็อีกอย่างนะ…”

คราวนี้ดวงตาหลังกรอบแว่นดำไม่มีเค้าล้อเล่นแม้แต่นิด

“คนที่เอาแต่โทษโชคชะตาว่าทำไมถึงทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้แทนที่จะลงมือหาทางแก้น่ะ  ความเห็นใจจากคนอื่นไม่ช่วยให้เขาดีขึ้นเองหรอก”

น้ำเสียงของกัปตันทำให้คนที่ได้ยินกลืนน้ำลายพร้อมกัน

  …แบบนี้เองสินะ

คุราโมจิถอนหายใจ  แล้วเปิดปากทำลายความเงียบ  “ฉันว่าเอาไป.shโค้ชดูก่อนดีกว่าไหม  ไหน ๆ ก็เจอในชมรมทั้งที    จะทิ้งไปก็คงไม่ค่อยดีเท่าไรมั้ง”

“…ผมก็เห็นด้วยนะครับ”  โทโจเสริมขึ้นเป็นคนแรก  ตอนนี้เขาเข้าใจความคิดกัปตันแล้ว  แต่ก็คิดว่าถ้าทิ้งสมุดไปดื้อ ๆ มันออกจะไร้น้ำใจไปหน่อย  ความเห็นคุราโมจิเลยฟังดูเข้าทีเหมือนกัน

“…นายว่าไง”  มิยูกิหันมาถามฮารุอิจิอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  เล่นเอาคนโดนถามสะดุ้งโหยง  รีบตอบเสียงละล่ำละลัก  “อะ…ผมว่าแบบนั้นก็ดีเหมือนกันครับ…”

คนใส่แว่นยกมือเกาหัวด้วยสีหน้าปั้นยากหน่อย ๆ  ก่อนจะเอานิ้วเคาะสมุดอีกที  “เดี๋ยวฉันเก็บไว้ถามเรย์จังแล้วกัน  โค้ชคงกลับห้องไปแล้ว  ไปรบกวนตอนนี้คงไม่ดีเท่าไร”

คนไว้ผมทรงแยงกี้แอบยิ้ม  แล้วหันไปมองพวกปีหนึ่ง  “เอ้าพวกนาย  รีบ ๆ กินข้าวกันได้แล้วจะได้อาบน้ำกันซะที  เหม็นเหงื่อจะตายอยู่แล้วเนี่ย”

“เอ่อ…”  จู่ ๆ ฟุรุยะที่เงียบมานานก็ยกมือขึ้น

“มีอะไรเรอะ”  คาเนมารุเหลือบตามองงง ๆ

เอซชี้มือเงียบ ๆ ไปทางคุราโมจิ  “เงียบไปแล้วน่ะครับ…”

“หา?”  คนถูกชี้ขมวดคิ้ว

“ซาวามูระน่ะ…”

ทุกคนเงียบ  หันไปมองทางคุราโมจิแวบหนึ่ง  ก่อนจะแหกปากขึ้นมาเกือบพร้อมกันพอเห็นจอมโวยวายตาเหลือกน้ำลายฟูมปากในอ้อมแขนรุ่นพี่ไปเรียบร้อยแล้ว

“เฮ้ย!!!!!!!!!!!!!”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s