Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 11

หลัง ๆ เนื้อเรื่องเริ่มหลอนขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสินะคะ  (เหรอ)

ย้อนอ่านอีกทีก็อดคิดไม่ได้ว่าเนื้อเรื่องแอบอืดจริง ๆ  คือพอจะเขียนเก็บให้หมดมันก็เป็นแบบนี้ทุกที orzll

ส่วนใครที่รอบทมิยูกิอยู่ช่วยรออีกนิดนะคะ<3

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**

ในที่สุดทั้งสามคนก็มาหยุดตรงหน้าเพลย์ฮัพ

“ตอนนี้ก็เหลือปัญหาอยู่ข้อเดียว…”  คาเนมารุเปิดปากพูดเป็นคนแรก  “ถ้ากุญแจล็อกอีกจะทำยังไงดีครับ?”  เขาหันไปทางรุ่นพี่คนเดียวในกลุ่มเพื่อขอความเห็น

มาเอโซโนะทำหน้าครุ่นคิด  แล้วยกไม้เบสบอลที่เก็บได้เมื่อครู่ขึ้นมามอง  “…มาถึงขั้นนี้คงไม่มีทางเลือกแล้วล่ะ”

“เอาจริงเหรอครับ…”  คนถามย้ำอีกรอบ  แต่ตอนนี้ในใจเขาเริ่มเอนเอียงไปทางเห็นด้วยมากกว่าก่อนหน้านี้แล้ว

“ในฐานะรองกัปตัน  ฉันขอรับผิดชอบทั้งหมดเองแล้วกัน”  หนึ่งในเจ้าของตำแหน่งรองกัปตันยอมเปิดปากสาบานออกมา

“รุ่นพี่โซโนะ…”  คาเนมารุอดซาบซึ้งกับความรับผิดชอบของคนตรงหน้าไม่ได้  “ไม่เป็นไรครับ  ผมจะร่วมรับผิดชอบด้วยคน”

ฟุรุยะเองก็รีบพยักหน้ารับด้วยแววตาจริงจัง

“พวกนาย…”  รุ่นพี่รู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาจนต้องหันหน้าหลบเพราะไม่อยากให้เห็นน้ำตา  ก่อนจะรวบรวมสมาธิเอื้อมมือไปยังลูกบิดประตู  “ถ้าเปิดไม่ออกก็พังกระจก  ตกลงนะ”

“ครับ!!”  สองคนที่เหลือรับคำมั่นเหมาะ

“เอาละนะ…หนึ่ง…สอง…สาม!!”พอสุดคำสุดท้าย  เขาก็ออกแรงบิดลูกบิดเต็มแรง

พรึ่บ

เกิดเหตุผิดคาดขึ้น

ลูกบิดประตูที่น่าจะล็อกกลับหมุนตามแรงมือของมาเอโซโนะ  ส่งผลให้ประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย  และด้วยคนเปิดประตูเผลอใส่แรงตอนบิดลูกบิดมากไปหน่อย  ทำให้แรงบิดที่เหลือกลายเป็นแรงผลักประตูให้เปิดออก  ดึงร่างใหญ่โตของรุ่นพี่เอนเข้าไปด้านในตามกัน

“เฮ้ย!!!”

โครม!!!

“รุ่นพี่โซโนะ!!!?”  คาเนมารุรีบปราดเข้าไปหา  คนบนพื้นรีบยันตัวขึ้นนั่งพร้อมกุมหน้าผาก  “โอย…ทำไมวันนี้ฉันถึงล้มแล้วล้มอีกแบบนี้วะ!!!”  เขาอดสบถออกมาไม่ได้

“พวกผมก็ไม่ต่างกันหรอกครับ…”  รุ่นน้องถอนหายใจเบา ๆ  ช่วยดึงตัวคนล้มให้ลุกขึ้นมา

รุ่นน้องอีกคนเดินเข้ามาข้างในแล้วปิดประตู  อากาศในห้องอุ่นขึ้นทันตาเพราะไม่มีลม  ในห้องมืดพอ ๆ กับด้านนอก  แต่ก็ยังพอเห็นโต๊ะยาวตั้งเรียงติดหน้าต่างด้านหน้า  มีเก้าอี้วางทิ้งไว้สองสามตัว  ด้านหลังมีโซฟาตั้งไว้ตรงมุมห้อง  จากหน้าต่างพวกเขามองเห็นสนามยามค่ำคืนลาง ๆ

คาเนมารุลองเอื้อมมือกดสวิตซ์ไฟ  แล้วถอนหายใจเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น  “ไฟไม่ติดจริง ๆ ด้วย”

ฟุรุยะทำหน้าเป็นสุขให้เห็นเมื่อเข้ามายืนในห้อง  คงเป็นเพราะก่อนหน้านี้พวกเขาต้องทนความหนาวจากลมต้นฤดูใบไม้ผลิมาตลอด  พอเข้ามาหลบในอาคารที่อากาศอุ่นกว่าเลยรู้สึกดีขึ้น  มาเอโซโนะเหลือบมองหน้าเอซประจำทีมเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น  “แล้วเอาไงต่อดี”

รุ่นน้องอีกคนมองเก้าอี้ที่ตั้งเรียงรายข้างโต๊ะยาวด้วยแววตาครุ่นคิด  “ผมว่า…เอาเก้าอี้นี้ไปต่อเป็นฐานปีนรั้วน่าจะพอไหวนะครับ”

“อ้ะ”  คนถามอุทาน  รีบก้มมองเก้าอี้ใกล้ตัว  “จริงด้วย…”

“แต่ก็ไม่แน่ว่าความสูงจะถึงไหม…”  คนเสนอความคิดยังพึมพำต่อ  “ถ้าจะให้ดีก็คงต้องเอาโต๊ะไปเลย”

“ฉันว่าเก้าอี้ก็พอแล้วน่า”  สีหน้ามาเอโซโนะดูร่าเริงขึ้นทันตา  “เอาโต๊ะไปก็หนักเปล่า ๆ  ปะ  รีบขนเก้าอี้กัน!!”

“…ครับ”  เจ้าของไอเดียยังทำท่าลังเลอยู่บ้าง  แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว  มาถึงขั้นนี้ทั้งทีจะลองซะหน่อยคงไม่เสียเปล่าอะไร  เขาเลยตัดสินใจเชื่อการตัดสินใจของรองกัปตันก่อน

“ตรงนี้มีรูปตกด้วยครับ”

ก่อนทั้งสองคนจะช่วยกันพับเก้าอี้ขนไปตรงรั้ว  เสียงจากคนที่เหลืออีกคนก็ดังขึ้นจากมุมห้อง

ทั้งสองคนหันไปเห็นฟุรุยะยืนถืออะไรบางอย่างอยู่ในมือ

“รูป?”  คาเนมารุผละจากเก้าอี้เดินเข้าไปหาเพื่อนร่วมชั้นที่ยืนอยู่ข้างโซฟา  อีกฝ่ายไม่พูดอะไรออกมาอีก  เพียงแต่ยื่นกระดาษไซส์รูปถ่ายทั่วไปมาให้แทน

เขารับรูปนั้นมาดู  ในรูปถ่ายมีคนในชุดเล่นเบสบอลยืนกับนั่งยอง ๆ เรียงแถวหน้ากระดานอยู่บนสนาม  มองเผิน ๆ ดูเป็นรูปถ่ายรวมคนในทีมเวลาแข่งเสร็จ  รูปนั้นเริ่มเก่าจนกระดาษเป็นสีออกเหลือง ๆ และสีในรูปก็เริ่มเพี้ยนตามกาลเวลา  คาดคะเนอายุรูปถ่ายได้ว่าน่าจะเกินสิบปี  แต่ก็ยังเห็นสีหน้าภาคภูมิใจของเหล่านักกีฬาได้ชัดเจน

เว้นแต่คน ๆ หนึ่งซึ่งยืนอยู่กลางภาพถูกปากกาเมจิคสีดำระบายหน้าจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร  และมีตัวหนังสือเขียนคำว่า ‘ไม่ให้อภัย’ พาดอยู่เต็มตัว

“…เหวอ”  คนรับรูปมาดูถึงกับพูดไม่ออก

“ไหน ๆ”  มาเอโซโนะพับเก้าอี้พิงกับโต๊ะเสร็จแล้วเลยเดินมาดูบ้าง  พอเขาเห็นรูปเพียงแค่แวบเดียวก็ถึงกับถลาถอยไปด้านหลังด้วยความตกใจ  “เฮ้ย!!”

“ผมเห็นมันตกอยู่ข้างโซฟาน่ะ”  คนเก็บรูปได้พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  ราวกับรอยปากกาเมจิคเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉากถ่ายรูปธรรมดา

“ขะ…ข้างโซฟาเรอะ…”  รุ่นพี่ยังเรียกสติตัวเองกลับมาไม่ค่อยได้  “ละ…แล้วนายเก็บมันขึ้นมาทำไม!!?”

ฟุรุยะกะพริบตางง ๆ  “ก็ผมเห็นมันตกอยู่”

“แล้วนายไม่รู้สึกอะไรกับรอยปากกาเมจิคนี่เลยเรอะ!!?”

เขาเอียงคอด้วยท่าทีสงสัย  “คงมีคนวาดเล่นมั้งครับ”

“ใครมันจะวาดของพรรค์นี้ลงไปในรูปเล่น ๆ วะ!!!!!!!”

“ใจเย็นลงก่อนสิครับ  รุ่นพี่โซโนะ”  คาเนมารุกลายเป็นฝ่ายตั้งตัวได้ก่อน  “นายเองก็หัวทื่อไปแล้วเฟ้ย  ฟุรุยะ”

“เหรอ?”  เพื่อนร่วมชั้นยังทำท่าไม่เข้าใจ

นายนี่มัน…

คาเนมารุนึกอยากจะบ่นออกมา  แต่ก็ตัดสินใจหุบปากไว้ก่อนดีกว่า

“ระ…รีบเอารูปวางไว้ที่เดิมดีกว่าน่า…”  มาเอโซโนะยังทำเสียงสั่น  เขยิบตัวถอยออกห่างสองคนที่เหลือไปอีกเล็กน้อย  “ยะ…อย่าไปยุ่งกับมันเลย…”

“…ทำไมล่ะครับ?”  คนถือรูปอยู่จับความผิดปกติในน้ำเสียงอีกฝ่ายได้

สีหน้าของรุ่นพี่เริ่มซีดขึ้นถึงขนาดมองเห็นได้ในความมืด  “กะ…ก็ไม่ควรไปหยิบของ ๆ คนอื่นไม่ใช่เหรอ…อีกอย่างจะถูกสาปไหมก็ไม่รู้”  เสียงของเขาในประโยคสุดท้ายเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน

“หืม?”  แต่เสียงนั้นก็ไม่เล็ดรอดหูของคาเนมารุไป  “อย่าบอกนะว่า…รุ่นพี่กลัวถูกรูปนี้สาปน่ะ”

“ไอ้โง่ใครบอกว่าฉันกลัววะ!!!!”

“คะ…คร้าบ…”  คนถามรีบตัดบทก่อนที่แก้วหูพวกเขาจะแตกเพราะระดับเสียงเต็มขีดความดังของมาเอโซโนะ  เขาก้มมองรูปในมืออีกครั้ง

รูปถ่ายที่มีรอยปากกาเมจิคขีดฆ่าหน้าคนในรูป…เหรอ

ดู ๆ ไปก็เหมือนรูปถ่ายต้องสาปตามหนังผีจริง ๆ แหละนะ

คาเนมารุหัวเราะขื่น ๆ ให้กับความคิดตัวเอง  เริ่มชักอยากโยนรูปนี้ทิ้งแล้วสิ

…หรือว่าถ้าโยนทิ้งก่อนถึงจะถูกสาปหว่า

“ทำไมมาอยู่ตรงนี้”

เสียงของฟุรุยะที่ดังขึ้นกระทันหันทำเขาสะดุ้งเฮือก  “อ้ะ!!…อะ…อะไรนะ?”

เอซประจำทีมมองรูปถ่ายในมือเขาด้วยท่าทางแปลกใจ  “ทำไมรูปมาอยู่ตรงนี้น่ะ”

“อะ…เอ่อ…”  สมองของคาเนมารุพยายามทำความเข้าใจคำถามของเพื่อนร่วมชั้นใหญ่  “จะไปรู้เรอะ…มันคงตกมาจากไหนสักแห่งละมั้ง”

คนถามมองไปยังบริเวณโซฟา  “แต่ในห้องนี้ไม่มีชั้นวางของหรืออย่างอื่นที่ใช้เก็บรูปพวกนี้นี่นา”

อะ…

พออีกฝ่ายเริ่มเกริ่นเช่นนั้น  เขาก็ชักรู้สึกผิดปกติขึ้นมาด้วย

“นะ…นั่นสินะ…”  เขาลองเดินไปดูใกล้ ๆ บ้าง  จริงอย่างที่พูด  บริเวณที่ฟุรุยะเก็บรูปได้มีแต่โซฟา  โต๊ะและเก้าอี้เท่านั้น  ซึ่งไม่ใช่ที่ ๆ มีคนจะเก็บรูปถ่ายแบบนี้ไว้จนมันหล่นลงมาเอง

“แล้วมันหล่นมาตั้งแต่ตอนไหน”  ยังไม่ทันคิดหาคำตอบได้  ฟุรุยะก็ยกประเด็นใหม่ขึ้นมาอีก

“ห้ะ?”  มาเอโซโนะส่งเสียงอุทานบ้าง

“วันนี้ทุกคนในชมรมช่วยกันทำความสะอาดครั้งใหญ่ใช่ไหม”  เอซประจำทีมยังร่ายต่อไป  “แต่ไม่เห็นมีใครพูดถึงรูปถ่ายนี้เลย”

“เอ๊ะ  พวกนายไม่ได้มาเก็บกวาดห้องนี้กันเหรอ”  รุ่นพี่ถามขัดขึ้นมา

คาเนมารุส่ายหน้าช้า ๆ  “กลุ่มผมทำแต่โรงเก็บอุปกรณ์น่ะครับ  ห้องนี้…คงเป็นพวกปีหนึ่ง…ปีสองคนอื่นน่ะ”  เขาลังเลเล็กน้อยตอนพูดถึงชั้นปีตัวเอง  ในเมื่อตั้งแต่พรุ่งนี้ไปพวกเขาก็จะกลายเป็นปีสองกันแล้ว

“นายรู้ไหมว่าใคร”  มาเอโซโนะถามต่อ

“…ไม่รู้ครับ”  คนตอบทำสีหน้าเสียใจเล็กน้อย  “พอรุ่นพี่มิยูกิสั่งผมกับคนอื่น ๆ ว่าให้มาทำความสะอาดที่โรงเก็บอุปกรณ์เสร็จพวกผมก็ออกมากันเลย  ไม่ทันได้ฟังว่าใครมาทำที่นี่น่ะ”

“มิยูกิ…เรอะ…”  คนถามลากเสียงยาว

“รุ่นพี่โซโนะไม่รู้เหรอครับ”  รุ่นน้องลองถามกลับบ้าง

“ตอนนั้นฉันไปเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดกับพวกผู้จัดการน่ะ  กลับมาอีกทีหมอนั่นกับคุราโมจิก็แจกงานเสร็จหมดแล้ว”  รองกัปตันทำสีหน้าเจ็บใจเล็กน้อยระหว่างพูด  คงเป็นเพราะรู้ตัวว่าพลาดเห็นคำตอบของปริศนาครั้งนี้ไปเสียแล้ว

“แต่ถ้าไม่มีใครพูดถึงก็แปลว่าตอนนั้นยังไม่มีคนเจอสินะ…”  คาเนมารุค่อย ๆ คิดหาคำตอบไปเรื่อย ๆ  “งั้นรูปก็น่าจะมาอยู่ที่นี่ในช่วงหลังจากทุกคนทำความสะอาดเสร็จจนถึงก่อนพวกเรามาละสิ”

“จะมีคนอื่นมาได้ยังไง!?”  มาเอโซโนะรีบแย้ง  “นอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีใครอยู่ฝั่งสนามนี้นี่–”

เสียงของเขาขาดลง  พร้อมกับสองคนที่เหลือก็นึกบางอย่างออก

แล้วพวกเขาสามคนก็หันไปมองยังจุดหนึ่งพร้อมกัน

ไม้เบสบอลที่พวกเขาเจอระหว่างทางมาถึงเพลย์ฮัพยังวางพิงกำแพงข้าง ๆ เก้าอี้ที่มาเอโซโนะพับไว้เพื่อเตรียมเอาไปใช้เป็นฐานปีนรั้ว

“—หว่า”  รุ่นพี่จบประโยคตัวเองสำเร็จในอึดใจต่อไป

“…จะว่าไป…เพลย์ฮัพนี่ก็ไม่ได้ล็อกกุญแจอยู่ด้วย…”  คาเนมารุเอ่ยเสียงเบาหวิวตามมาอีก

ในหัวของทั้งสองคนเรียกได้ว่าเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องหวาดกลัวของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

“…ละ…แล้วนายจะเอาไงกับรูปนั่นล่ะ”  รุ่นพี่เป็นคนแรกที่เปิดปากออกมาสำเร็จ  หลังจากพูดอะไรไม่ออกไปเกือบนาที

“…ยังไงก็…เอากลับไปก่อนดีกว่าไหมครับ”  คนถือรูปลองถามความเห็น

“นายไม่กลัวถูกสาปเรอะ!!?”

สุดท้ายก็กลัวถูกสาปไม่ใช่เหรอครับ

คาเนมารุคิดเงียบ ๆ ในใจ  ก่อนจะพับรูปในมือเป็นขนาดเล็กพอใส่กระเป๋าเสื้อตัวเองได้  “ยังไงก็รีบขนเก้าอี้ไปที่รั้วก่อนดีกว่า  เผื่อจะกลับไปฝั่งหอได้นะครับ  เรื่องรูปค่อยเอาไว้ถามคนอื่นทีหลังเถอะ”  เขาตัดสินใจออกคำสั่งแทนคนอื่นไปเลย

“อะ…เออ”  มาเอโซโนะพยักหน้ารับ  ถึงจะยังมีทีท่าสับสนอยู่บ้าง  ส่วนฟุรุยะที่ยืนเงียบฟังทุกคนคุยกันก็ทำเพียงพยักหน้าเบา ๆ  ก่อนทั้งสามคนจะช่วยกันขนเก้าอี้ออกจากห้องไป

‘ไม่ให้อภัย’….เหรอ

ความคิดของคาเนมารุผุดขึ้นมาจากความเงียบงัน

เหมือนจะเคยเห็นอะไรบางอย่างที่ชวนนึกถึงคำนี้เมื่อไม่นานมานี้เลยแฮะ…

.

.

.

.

.

.

.

ทั้งสามคนใช้เวลาไม่นานนักก็เดินย้อนมาถึงรั้วกั้นระหว่างสนามเบสบอลและหอ  แน่นอนว่าพวกเขาลองยื่นมือผ่านประตูหอดูเผื่อกำแพงล่องหนจะหายไปแล้ว  แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม  พวกเขายังผ่านประตูบานนั้นไม่ได้เช่นเคย

“ที่เหลือก็แค่มาลุ้นกันว่าเราจะปีนรั้วผ่านเข้าไปได้ไหม…สินะ”  คาเนมารุแหงนคอมองรั้วตรงหน้า  ความหนาวในอากาศที่เพิ่มขึ้นตามเวลาที่ไหลผ่านไปดึงเรี่ยวแรงในตัวให้หายไปทุกขณะ

“แล้วถ้าบนรั้วนั่นก็มีกำแพงที่มองไม่เห็นอีกล่ะ”  มาเอโซโนะถามต่อ

“…คงต้องกลับไปรอในเพลย์ฮัพจนกว่าจะเช้ามั้งครับ”  เสียงของคนตอบฟังแล้วรู้เลยว่าอยู่ในโหมดปลงสุดขีด

“…คงหนาวน่าดู…”  อีกคนที่เหลือพึมพำด้วยท่าทางขยาด

คาเนมารุยกมือเกาหัว  ลงมือกางเก้าอี้ที่ขนมาก่อนหันมามองหน้าสองคนที่เหลือ  “ใครจะลองปีนคนแรกครับ?”

“นายเป็นคนนึกไอเดียนี้ออก  นายลุยคนแรกเลย”  รุ่นพี่ยกสิทธิ์ให้ทันที

เจ้าของไอเดียอดหรี่ตามองอีกฝ่ายไม่ได้  “…ไม่ใช่ว่าจะเอาผมเป็นหนูทดลองนะ”

“คะ…ใครว่างั้นกัน!!?”

เขาถอนหายใจยาว  ถึงสีหน้าของมาเอโซโนะจะบอกชัดเจนว่าเขาเดาถูกเผง  แต่ในตอนนี้เขาก็ขี้เกียจหาข้อโต้แย้งกลับ  “ก็ได้ครับ  ฟุรุยะ  ช่วยจับเก้าอี้ให้ที”

คนถูกออกคำสั่งพยักหน้ารับเงียบ ๆ  ยื่นมือจับพนักเก้าอี้ไว้แน่น

คาเนมารุก้าวขึ้นยืนบนเก้าอี้  ตัวของเขาเซเล็กน้อยตอนยืดตัวขึ้นตรง  แต่ด้วยแรงจับของเพื่อนร่วมทีมช่วยให้อุ่นใจมากขึ้น  เขาแหงนหน้ามองรั้วด้านบนอีกครั้งเพื่อตั้งสมาธิ  แล้วยื่นมือคว้าท่อนเหล็กด้านบนสุดไว้

เก้าอี้ช่วยให้เขาไม่ต้องเขย่งตัวมาก  แต่ด้วยความสูงของรั้วทำให้เขาต้องออกแรงที่มือเพื่อดึงตัวเองขึ้น  ไม่นานนักครึ่งตัวของเขาก็พาดขึ้นบนรั้วด้านบนสำเร็จ

“แฮ่ก…แฮ่ก…”  คนปีนหยุดหอบเล็กน้อย  แล้วถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก  “โชคดีไป…ไม่มีกำแพงล่องหน…”

“คาเนมารุ!!”  มาเอโซโนะตะโกนมาจากด้านล่าง  “เป็นไงบ้าง!!?”

“น่าจะปีนข้ามไปได้ครับ!!”  เขาตะโกนกลับโดยไม่หันไปมอง

“โอ้  เยี่ยมเลย!!”  เสียงคนด้านล่างดีใจจนสัมผัสได้”งั้นรีบปีนข้ามไปเร็ว  พวกฉันจะได้ตามไปบ้าง!!”

“คร้าบ ๆ…”  คาเนมารุรับคำเซ็ง ๆ  เขาออกแรงดึงตัวเองเพื่อจะได้ก้าวขาข้ามรั้วให้พ้น  ความหนาวในอากาศสูบแรงเขาไปมากกว่าที่คิด  กว่าเขาจะดึงขาตัวเองให้ก้าวข้ามไปอีกฝั่งของรั้วได้ก็เล่นเอาหอบแทบแย่

ทันใดนั้น  ลมบางอย่างก็พัดวูบผ่านหน้า

เขาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ

ก่อนจะเห็นดวงตาของใครบางคนจ้องเขม็งอยู่ตรงหน้า

“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!”

สิ้นเสียงร้องจากความตกใจ  ร่างของเขาก็เหมือนมีมือล่องหนคว้าคอเสื้อด้านล่าง  ลากตัวเขาให้ตกจากรั้วด้านบนลงพื้นเต็มแรง

“คาเนมารุ!!!?”

หูของรุ่นน้องทันได้ยินเสียงมาเอโซโนะดังมาจากอีกฟากของรั้ว  โชคดีที่ตัวเขาพลิกตีลังกากลางอากาศทำให้ก้นเขากระแทกพื้นแทนที่จะเป็นหัว  แต่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงตอบหรือร้องเพราะความเจ็บ  ตัวเขาก็ถูกแรงปริศนาฉุดบริเวณคอเสื้อด้านหลังลากกับพื้นไปทันที

“คะ…คาเนมารุ!!!!?”

มาเอโซโนะที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเรียกชื่อรุ่นน้องสุดเสียง  ความตกใจทำให้เขานึกอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

เมื่อกี๊มัน…เกิดอะไรขึ้น!!?

ทำไมจู่ ๆ คาเนมารุถึงตกจากรั้ว  แล้วถูกลากไปบนพื้นแบบนั้น

แล้วใคร…เป็นคนลากเขากันแน่!!!?

ในหัวของรุ่นพี่ปั่นป่วนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก  เขาเกือบจะเป็นลมไปแล้วถ้าไม่ได้ยินเสียงของฟุรุยะร้องเรียก  “รุ่นพี่โซโนะครับ!!”

“ฟะ…ฟุรุยะ…?”  แม้จะหันไปมองอีกฝ่ายเขาก็ยังไม่มีแรงพอ

“รีบปีนรั้วตามไปเถอะครับ”  เอซประจำทีมพูดแค่นั้นก็รีบปีนขึ้นเก้าอี้  ยื่นแขนดึงตัวเองให้ข้ามรั้วไปโดยไม่รอความเห็นของอีกฝ่าย

“ฮะ…เฮ้ย!!!”  สติของเขากลับมาหลังเห็นการกระทำสุดบ้าบิ่นของรุ่นน้อง  “นะ…นายจะทำอะไรห้ะ!!?”

“ไปช่วยคาเนมารุไงครับ”  ฟุรุยะปีนข้ามไปอีกฝั่งสำเร็จ  เขากระโดดย่อตัวลงพื้น  ลุกขึ้นยืนเซเล็กน้อยแล้วหันกลับมามองหน้าคนอีกฝั่งด้วยแววตาแปลกใจ

“ดะ…เดี๋ยวก็เป็นอะไรไปหรอก!!!”  รองกัปตันรีบห้าม  “นายไม่เห็นเรอะว่าคาเนมารุถูกอะไรก็ไม่รู้พาตัวไป  ขืนนายทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าก็แย่สิ!!!”

“แล้วรุ่นพี่จะปล่อยเพื่อนร่วมทีมให้หายไปทั้งแบบนี้เหรอครับ”

แววตาของฟุรุยะเปลี่ยนเป็นจริงจัง

คนถูกถามย้อนถึงกับสะอึก  จริงด้วย  ทำไมเขาถึงไม่คิดจะช่วยคาเนมารุ  แต่กลับนึกขึ้นมาแวบหนึ่งว่าจะหนีเอาตัวรอดเองล่ะ

หนีเอาตัวรอด

ทำไมเขาถึง…ขี้ขลาดแบบนี้

และแล้วมาเอโซโนะก็ทำเรื่องชวนผิดคาดออกมา

“โว้ย!!!”

ตึง!!

“รุ่นพี่…!?”  คนอีกฝั่งเผลออุทานเพราะตกใจที่จู่ ๆ คนตรงหน้าก็ทำร้ายตัวเองด้วยการเอาหัวโขกรั้ว

“อูย…”  แรงกระแทกทำหัวรุ่นพี่ชาวาบ  สติเกือบหลุดลอยไปชั่วขณะ  แต่พอความเจ็บแล่นกลับเข้ามาได้ไม่นานหัวเขาก็กลับโล่งอย่างน่าประหลาด

“เออ…ฉันมันโง่จริง ๆ แหละ”  มาเอโซโนะพูดพลางสลัดหัวเบา ๆ  “เป็นรองกัปตันที่ไม่ได้เรื่องจริง ๆ”

ฟุรุยะไม่ได้พูดอะไร  เพียงแต่มองหน้าอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง

“ฟุรุยะ”  แววตาของรองกัปตันทีมเซย์โดเปลี่ยนเป็นหนักแน่น  “ไปช่วยคาเนมารุกัน”

.

.

.

.

.

.

.

หายใจไม่ออก

คาเนมารุใช้มือรั้งคอเสื้อไว้ไม่ให้ถูกดึงไปด้านหลังมากจนรัดคอตัวเอง

นี่มันเกิดอะไรขึ้น

ความเจ็บบริเวณคอและบั้นท้ายทำให้สมองของเขาไม่อาจประมวลผลอะไรได้  ตอนนี้เขารู้แค่ว่าตัวเองถูกใครบางคนคว้าคอเสื้อลากไปบนพื้นด้วยความเร็วจนระบมไปหมด

“ปะ…ปล่อย…เซ่…!!!”

เขาพยายามดิ้นรนสุดแรงเพื่อจะหลุดเป็นอิสระ  แต่ก็สู้แรงของบุคคลปริศนาไม่ได้  ตอนนี้แค่จับคอเสื้อไม่ให้รัดคอจนหายใจไม่ออกก็เต็มกลืนแล้ว

ภาพรอบข้างแล่นผ่านเข้าคลองจักษุเร็วเหมือนนั่งรถ  ในสมองคาเนมารุจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าตัวเองถูกลากไปไหน  เพียงแต่เดาได้ลาง ๆ ว่าเขากำลังอยู่ในเขตหอพัก

“อะ…ไอ้–”

ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากด่าคนที่ลากตัวเขามา  จู่ ๆ ร่างของเขาก็ลอยขึ้นจากพื้น  คอเสื้อยิ่งบีบรัดคอจนพูดไม่ออกเพราะหายใจไม่ออกยิ่งกว่าเดิม

ยังไม่ทันจะได้เค้นแรงเอาตัวรอด  คาเนมารุก็ถูกมือปริศนาจับเหวี่ยงออกไปกลางอากาศ

“…!!”

ตัวของรุ่นน้องลอยกลางอากาศไม่ถึงหนึ่งวินาที  ก่อนจะตกลงสู่พื้นเต็มแรง

“อั่ก!!!”

ความเจ็บแล่นกลับเข้าประสาทสัมผัสอีกครั้ง  คราวนี้ยิ่งรุนแรงกว่าเดิมเพราะซ้ำจุดเจ็บจุดเดิม

ทะ…ที่นี่ที่ไหน…?

คาเนมารุกัดฟันกลั้นความเจ็บ  พยายามลืมตามองไปรอบตัว  ความมืดลดวิสัยในการมองลงไปมากพอควร  แต่พอเพ่งมองได้ไม่นานนักเขาก็พอเดาได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน

โรงฝึก…ในร่ม?

ตึก

เสียงฝีเท้าดึงสติของคนถูกลากไปจนหมด

“คะ…ใครน่ะ!?”

เสียงของเขาสั่นกว่าที่คิด  คาเนมารุพยายามชันตัวขึ้นนั่ง  แต่แรงเจ็บจากตอนตกกระแทกพื้นและอากาศขาดออกซิเจนจากตอนถูกลากตัวมายังรบกวนจิตใต้สำนึกจนไม่อาจทำความเข้าใจสถานการณ์ได้หมดจด

ตึก  ตึก

หูด้านซ้ายของเขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ  พอหันไปดูก็เห็นเท้าของใครบางคนเดินจากมุมมืดด้านหนึ่งเข้ามาใกล้

“อะ…อะไรวะ!!?”  เขาพยายามถอยหนีด้วยการถีบตัวไปกับพื้น

ตึก  ตึก  ตึก

เสียงฝีเท้าดังขึ้นเรื่อย ๆ  พร้อมกับร่างของใครบางคนฉายลงบนแก้วหน้า  ความมืดทำให้เห็นหน้าได้ไม่ชัดนัก  ร่างนั้นเดินผ่านตัวไปเหมือนไม่คิดจะสนใจ

“เฮ้ย  ตอบมาเซ่!!!–“ความหงุดหงิดที่ถูกลากตัวมากลบความกลัวไปจนหมด  เขาเผลอขึ้นเสียงและเอี้ยวตัวหันกลับไปหา

ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

นะ…นี่มัน…

“…ไม่จริง…น่า…”

สิ่งที่เห็นทำเอาเขาพูดไม่ออก

ตึก  ตึก  ตึก

ร่างนั้นเดินกลับมาหาอีกครั้ง  แล้วย่อตัวลงมาหาใกล้ ๆ

แวบแรกคาเนมารุนึกว่าตัวเองตาฝาด

“ระ…”

ไม่จริงน่า

ทำไมคน ๆ นี้ถึง

“รุ่นพี่…”

คุณเป็นกำลังหลักของทีมไม่ใช่เหรอ

ทำไม

คนตรงหน้าทำสีหน้าเรียบเฉย  ความมืดบดบังเค้าหน้าไปเล็กน้อย  แต่ก็สัมผัสถึงแรงอาฆาตได้อย่างชัดเจน

แรงอาฆาต

แล้วปากของคนตรงหน้าก็ขยับ

เสียงนั้นเยือกเย็นจนเสียดแทงเข้าแก้วหู

“…ยอมรับฉันที…”

แล้วภาพในหัวของคาเนมารุก็ดับมืดลง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s