Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 12

ยังไงก็ไม่ค่อยถนัดเขียนฟุรุยะจริง ๆ ค่ะ ;___;

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**

  มาเอโซโนะใช้เวลาไม่นานก็ปีนรั้วข้ามกลับมาฝั่งหอพักสำเร็จ

“รีบตามไปเร็ว  ฟุรุยะ!!”

ทันทีที่เท้าแตะพื้น  เขาก็เรียกรุ่นน้องข้างตัวให้วิ่งไปยังทิศที่คาเนมารุถูกลากหายไป  ทั้งคู่รีบวิ่งไปทางระเบียง  ผ่านหน้าห้องพักและห้องอาบน้ำจนหลุดไปถึงทางไปโรงฝึกในร่ม  ก่อนรุ่นพี่ที่วิ่งนำหน้าจะชะงักเท้ากระทันหัน

“อะ…”

คนวิ่งตามมารีบเบรคไม่ให้ชนหลังอีกคน  แล้วส่งแววตาสงสัยถามมาจากด้านหลัง

“หายไปแล้ว…”

จริงอย่างที่มาเอโซโนะพูด  ร่างของคาเนมารุหายลับไปจากขอบเขตการรับรู้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้  ไม่ทิ้งแม้กระทั่งเบาะแสให้ตามหาด้วยซ้ำ

“เฮ้ย  คาเนมารุ!!  ได้ยินแล้วตอบที  คาเนมารุ!!!!”  รุ่นพี่ลองตะโกนเรียก  แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ กลับมา

“หายไปไหน…?”  คนด้านหลังพึมพำขึ้นบ้าง

“คาเนมารุ  คาเนมารุ!!!!”  มาเอโซโนะยังไม่ละความพยายามในการตะโกนต่อ  “ได้ยินแล้วตอบด้วย  คาเนมา–”

แก๊ง

“เฮ้ย!!!”

จู่ ๆ เขาก็ขึ้นเสียงจนทำอีกคนสะดุ้ง

“รุ่นพี่โซโนะ!?”  ขนาดมนุษย์ไร้อารมณ์อย่างฟุรุยะยังหลุดเสียงตกใจออกมา

“คะ…ใครทิ้งอะไรไว้เต็มพื้นเลยวะเนี่ย!!?”  พอเจ้าของเสียงตั้งสติได้ก็รีบโวยวาย  เอาเท้าเขี่ยของบางอย่างบนพื้นให้ออกห่างตัว

รุ่นน้องก้มมองพื้น  ของทรงกระบอกกลิ้งห่างจากเท้าคนเขี่ยไปตามพื้น  ความมืดทำให้มองเห็นไม่ชัดว่ามันคืออะไร  เขาเลยตัดสินใจก้มหยิบมันขึ้นมาเพ่งดูดี ๆ

มันคือกระป๋องน้ำแบบที่มีขายตามตู้กดน้ำ  เดาจากฉลากเท่าที่เห็นในความมืดแล้วน่าจะเป็นน้ำองุ่น  ตัวกระป๋องยังหนักเพราะมีน้ำบรรจุอยู่เต็ม

“กระป๋องน้ำครับ”  เขายื่นให้อีกฝ่ายดู

“ห้ะ”  ดูเหมือนมาเอโซโนะจะยังตกใจไม่หาย  เขาเพ่งมองกระป๋องน้ำในมืออีกฝ่ายราวกับช่างตรวจสอบรอยตำหนิบนเพชรแล้วก็สบถออกมา  “ใครมันเอากระป๋องน้ำมาทิ้งไว้ตรงนี้วะ  อย่าให้รู้ตัวนะเว้ย—”

แก๊ง

“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!”

เสียงหวีดร้องของรุ่นพี่ดังขึ้นอีกครั้งทันทีที่เขาขยับขาไปอีกทาง

“…กระป๋องน้ำน่ะครับ”  ฟุรุยะทำเพียงแค่มองไปบนพื้นใกล้เท้าอีกฝ่ายด้วยใบหน้านิ่งเฉย

“นี่มันอะไรกันวะเนี่ย!!!!”  เจ้าของเสียงหวีดร้องบ่นออกมาอย่างอดรนทนไม่ไหว  เขาเงื้อเท้าเตะกระป๋องน้ำใกล้เท้าเต็มแรง  มันลอยกระเด็นหายลับไปกับความมืด  มีเพียงเสียงโลหะกระทบพื้นสองสามครั้งก่อนจะเงียบไป

“ตรงนี้ก็มีอีกครับ”  รุ่นน้องก้มเก็บกระป๋องน้ำใกล้เท้าขึ้นมาอีก  “ตรงนี้ด้วย…แต่ไม่มีน้ำแล้ว”

พอสงบสติอารมณ์ได้  มาเอโซโนะถึงมีเวลาพิจารณาพื้นรอบตัว  กระป๋องน้ำประมาณสี่ห้าใบกลิ้งกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น  พอลองเอาเท้าเขี่ยดูก็ทราบว่าบางกระป๋องยังมีน้ำอยู่เต็ม  ส่วนบางกระป๋องเบาโหวงไปแล้ว  ยิ่งพอสังเกตดูดี ๆ ก็เห็นแอ่งน้ำจากเนื้อในกระป๋องเจิ่งนองอยู่เป็นหย่อม ๆ ด้วย

“…เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”  เขาเริ่มไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดี

ฟุรุยะเดินไปทิ้งกระป๋องน้ำในมือตรงถังขยะใกล้ ๆ เครื่องขายน้ำ  แล้วหันมาหารุ่นพี่อีกคนแล้วพูดเปลี่ยนเรื่อง  “รีบไปหาตัวคาเนมารุกันเถอะครับ”

เสียงนั้นสะกิดรองกัปตันให้รู้สึกตัวขึ้นมา  “อะ…จริงด้วย…คาเนมารุ!!!”  เขาลองตะโกนเรียกอีกครั้ง  และครั้งนี้ก็ไม่มีเสียงตอบรับเช่นเคย

“…หายไปไหน……..”  ใจเขาตกวูบไปอยู่ตาตุ่ม

รุ่นน้องอีกคนหันไปมองรอบตัว  ความมืดมิดในเวลากลางดึกบดบังทัศนวิสัยของเขาไปหมดสิ้น  อย่าว่าแต่มองหาคนเลย  แค่มองหน้ารุ่นพี่ข้างตัวก็แทบไม่เห็นหน้าด้วยซ้ำ

“เอาไงดีครับ”  เขาลองหันไปถามรองกัปตันดู

มาเอโซโนะคิดหนัก

พวกเขาวิ่งไล่ตามหลังคาเนมารุไปติด ๆ  (อาจจะไม่ได้ทันทีทันใด  เพราะเสียเวลาตอนฟุรุยะกับตัวเองปีนรั้วกลับมา)  ถ้าถามว่าคลาดสายตาไปหน่อยไหมก็มี  แต่ก็ไม่นานถึงหนึ่งนาที  ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่คาเนมารุจะหายแบบไร้ร่องรอยเช่นนี้  ถึงจะบอกว่าอาจจะมองตกไปเพราะรอบข้างมืดก็ไม่น่าเป็นไปได้  เพราะพวกมาเอโซโนะส่งเสียงดังตลอดเวลา  อย่างน้อยถ้าคาเนมารุได้ยินก็น่าจะมีปฏิกิริยาตอบรับอะไรบ้าง

แต่ทุกอย่างกลับเงียบกริบ

คนข้างตัวเห็นอีกฝ่ายเงียบไปเลยลองเรียกชื่ออีกครั้ง  “รุ่นพี่โซโนะครับ?”

“โว้ย!!!!”  จู่ ๆ รุ่นพี่ก็สบถลั่นออกมาพร้อมยกมือกุมหัว

“…อ้ะ”  ฟุรุยะผงะถอยไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ

จะมามัวคิดตอนนี้ก็เสียเวลาเปล่า

มาเอโซโนะเงยหน้าขึ้น  แววตาเปลี่ยนจากสับสนเป็นหนักแน่น

เรื่องใช้ความคิดไม่ให้นิสัยของฉันซะด้วยสิ

“เดินหามันให้ทั่วนี่แหละ  เดี๋ยวก็เจอเองแหละน่า!!!”  พูดจบเขาก็วิ่งกลับไปทางระเบียงหอพัก  คนถามทำหน้างง ๆ จากท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปกระทันหันของอีกฝ่ายแต่ก็ทำได้แค่วิ่งตามไปให้ทัน

และแล้วมาเอโซโนะก็ทำเรื่องที่คงไม่มีใครคาดคิดว่ากล้าทำ

“คาเนมารู้!!!!!!!!!!!  ได้ยินแล้วตอบด้วย!!!!!!!!”

เขาเค้นเสียงจากท้อง  ตะเบ็งให้ดังที่สุดเท่าที่ทำได้ขณะวิ่งไปทั่วระเบียงหอพัก  ไล่ทุบประตูห้องพักตรงชั้นล่างจนครบ  และวิ่งพรวดพราดเข้าไปในโรงอาหาร  ไล่ก้ม ๆ เงย ๆ ตามพื้นขณะส่งเสียงเรียกรุ่นน้องผู้หายสาบสูญไปด้วย

“อะ…รุ่นพี่…”  คนที่ตามมาข้างหลังทำได้แค่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ห่าง ๆ ด้วยอาการไม่รู้ว่าควรทำอะไรดี

พอรองกัปตันก้มมองตามใต้โต๊ะทานข้าวครบทุกตัวจนแน่ใจว่าคาเนมารุไม่ได้อยู่ในโรงอาหารแล้วก็ยืดตัวขึ้น  แล้วตะโกนออกมาเหมือนคนสิ้นหวัง  “ไม่เห็นมีใครอยู่เลย!!!”

“เอ่อ…”  ฟุรุยะถึงกับไปต่อไม่ถูก

“แบบนี้แปลว่าคาเนมารุไม่ได้อยู่ที่นี่”  เสียงของคนพูดยังสูงปรี๊ด  “งั้นก็ต้อง!!!”

แล้วเขาก็เงียบไป

รุ่นน้องเอียงคอมองด้วยแววตาสงสัย  “ต้อง?”

“เอ่อ…ต้อง!!!”  มาเอโซโนะรวบรวมเสียงพูดอีกครั้ง

“ต้อง?”  ขนาดคนไร้อารมณ์อย่างฟุรุยะยังอดลุ้นตามไม่ได้

“…ต้อง!!!”  รุ่นพี่ตะโกนซ้ำอีกครั้ง

คราวนี้อีกคนเริ่มจับความผิดปกติได้  “ต้องอะไรครับ”

คนเกริ่นอ้าปากพะงาบ ๆ  “เอ่อ…”

“…ยังนึกไม่ออกเหรอครับ”  น้ำเสียงของรุ่นน้องแฝงความผิดหวังไว้เล็กน้อย

“อะ…เออน่า!!!!”  หน้าของมาเอโซโนะแดงแจ๋  แต่ก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด  เขามัวแต่มุ่งมั่นกับเรื่อง ‘ตามหาคาเนมารุ’ มากเกินไปจนลืมคิดเผื่อว่าถ้าหาตัวไม่เจอขึ้นมาจะทำยังไงต่อ  แล้วที่หลุดปากพูดเป็นเชิงว่าน่าจะต้องทำอะไรต่อออกมานั้นก็เป็นเพราะแรงคึกล้วน ๆ

ฟุรุยะไม่ได้ถอนหายใจ  เพียงแต่กะพริบตา  ปรับสีหน้าเป็นหน้าตาย ๆ แบบปกติ  เขากวาดตามองไปรอบตัวช้า ๆ  ก่อนจะหันไปมองยังทิศ ๆ หนึ่งราวกับนึกอะไรออก

“อะ…”

“มีอะไรเรอะ”  มาเอโซโนะเอามือที่กุมหัวตัวเองลง  หันมามองหน้ารุ่นน้องร่วมทีมด้วยความแปลกใจ

อีกฝ่ายยังไม่ตอบ

“หืม?  อะไรเล่า?”  คนถามเริ่มหงุดหงิดที่รุ่นน้องไม่ยอมพูดอะไรสักที

“เรายังไม่ได้ขึ้นไปชั้นสองเลยนี่ครับ”

แวบแรกมาเอโซโนะยังทำความเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายไม่ทัน  แต่ก่อนที่เขาจะอ้าปากกถาม  สมองก็ประมวลผลเสร็จพอดิบพอดี

“นะ…นั่นสินะ”  ความหวังเริ่มกลับมาอีกครั้ง  “รีบไปชั้นสองกันเร็ว!!”

มาเอโซโนะสาวเท้าด้วยความเร็วเกือบเทียบเท่าวิ่งตรงไปยังบันไดขึ้นตึกก่อนวิ่งขึ้นไปอย่างไม่รอช้า  คนเสนอความเห็นมองตามตาปริบ ๆ แต่ก็ทำได้แค่รีบเดินไล่หลังให้ทัน  แต่ไม่ทันที่ฟุรุยะจะก้าวเท้าขึ้นขั้นบันไดตามไป  เสียงอุทานเกือบไม่เป็นภาษาจากคนล่วงหน้าไปก่อนก็ดังก้องทั่วบริเวณ

“เหวออออออออ!!!?”

คนไล่ตามหลังเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจ  รีบเพิ่มสปีดตัวเองก้าวขึ้นบันได  ชั่วอึดใจเดียวสายตาเขาก็เห็นรองกัปตันประจำทีมย่อตัวอยู่กับพื้น  มีแสงไฟส่องขนานกับพื้นไปกระทบกับอะไรบางอย่างจนเห็นเป็นเงาดำ ๆ นอนอยู่บนพื้น

“ทะ…โทโจ!!!?”

ในที่สุดรุ่นพี่ก็เค้นเสียงออกมาสำเร็จ

โทโจ!!?

พอได้ยินชื่อเพื่อนร่วมรุ่น  แม้แต่คนหน้าตายอย่างฟุรุยะเองก็อดเบิกตากว้างออกมาไม่ได้  เขารีบปราดเข้าไปใกล้เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

โทโจ  เพื่อนร่วมรุ่นและร่วมทีมนอนนิ่งอยู่กับพื้น  ใกล้ ๆ มีไฟฉายกลิ้งอยู่สองกระบอก  ลำแสงจากไฟฉายส่องไปคนละทิศละทางเป็นต้นไฟ  ใบหน้าของโทโจดูไม่ค่อยดีเท่าไร  แต่เท่าที่มองคร่าว ๆ ก็ไม่เห็นว่าตัวมีบาดแผลอะไร

“โทโจ!!  เฮ้ยโทโจ!!!”  พอมาเอโซโนะตั้งสติได้ก็รีบเขย่าตัวเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างไม่รอช้า  “เป็นอะไรหรือเปล่า!!?  ตอบเซ่  โทโจ!!!”

รุ่นน้องอีกคนได้แต่ย่อตัวมองด้วยความเป็นห่วง  ก่อนจะเบิกตากว้างอีกครั้งเมื่อเห็นคนนอนบนพื้นเริ่มขยับเปลือกตา

“อะ…อืม…”  คนสลบครางออกมาเบา ๆ แล้วหยีตา  ทั้งตัวออกอาการเกร็งน้อย ๆ ก่อนตาจะลืมขึ้นช้า ๆ

“ทะ…โทโจ!!!!”  รุ่นพี่ตะเบ็งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห้นอีกคนฟื้น

“…หืม?…”  โทโจขยับหัวหันมาทางเสียง  เขากะพริบตาสองสามครั้งก่อนจะเรียกชื่อคนตรงหน้า  “ระ…รุ่นพี่โซโนะ?”

“ทะ…ทำไมนายมานอนตรงนี้!!?”  ความตกใจหั่นความสามารถในการรับรู้ของมาเอโซโนะไปครึ่งหนึ่ง

“…ผม…”  คนบนพื้นพยายามยันตัวขึ้นช้า ๆ

“นะ…นี่ลุกไหวไหม!!!?”  คนเป็นรุ่นพี่เริ่มลนว่าควรจะทำอะไรก่อนดี

“…อึ่ก!”  โทโจยกมือกุมหัว  แล้วเงยหน้าขึ้น  “นี่ผม…สลบไปเหรอ?”

“น่าจะใช่…”  มาเอโซโนะพึมพำเบา ๆ

“ทำไมถึงมานอนตรงนี้เหรอ”  ฟุรุยะถามขึ้นบ้าง  เขาอดโล่งอกไม่ได้พอเห็นเพื่อนกลับมาได้สติแล้ว

“ฟุรุยะ…?”  ดูเหมือนคนสลบจะยังสับสนกับเหตุการณ์อยู่บ้าง  “ฉัน…โดนผลัก…รุ่นพี่คุราโมจิ!!!?”  แล้วเขาก็เกือบลุกขึ้นพรวดจากความตกใจ  แต่อาการเจ็บทั่วทั้งตัวหยุดการกระทำเอาไว้  “อึ๊ก!!!”

“คุราโมจิ!!!?  คุราโมจิอยู่ด้วยเรอะ!!!?”  รองกัปตันเผลอขึ้นเสียงเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนร่วมตำแหน่งอีกคน  แต่ก็รีบยิงอีกคำถามหลังจากสมองประมวลความหมายประโยคเมื่อครู่จบ  “ละ…แล้วถูกผลักหมายความว่าไง!!!?”

“ผมถูกผลักตกบันได…ตอนนั้นรุ่นพี่คุราโมจิน่าจะถูกผมทับ…”  โทโจเล่าให้ฟัง  สีหน้ายิ่งซีดขึ้นกว่าเดิม  “…ไม่เห็นรุ่นพี่คุราโมจิกันเหรอครับ”

“พะ…พวกฉันเพิ่งเจอนายเป็นคนแรกหลังจากกลับเข้ามาในหอนะ…”  มาเอโซโนะเล่าความจริงให้ฟัง

“มะ…ไม่จริงน่า…”  คนเพิ่งฟื้นจากอาการสลบรีบหันไปมองรอบตัว

“แล้วใครผลักนาย”  ฟุรุยะที่เงียบมานานถามคำถามสำคัญขึ้นมาทันที

พอโดนคำถามนี้  สีหน้าของโทโจก็ย่ำแย่หนักกว่าเดิม  “ระ…รุ่นพี่—”

“ไม่ให้อภัย…”

เสียงชายปริศนาดังขึ้นจากความเงียบงัน

“ห้ะ!?”  รุ่นพี่หนึ่งเดียวในกลุ่มหันควับ

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”

“มะ…มาอีกแล้ว!!!”  โทโจสะดุ้งเฮือกสุดตัว

“พิชเชอร์เซย์โด….ไม่ให้อภัย….ไม่ให้อภัย…”

เสียงนั้นดังก้องขึ้นรอบตัวทั้งสามคน  เหมือนมีคนยืนล้อมพวกเขาไว้เป็นวงกลมแล้วพูดออกมาพร้อมกัน  หนึ่งในพิชเชอร์ประจำทีมลุกขึ้นยืน  กวาดสายตาไปยังความว่างเปล่ารอบตัวเพื่อหาที่มาของเสียง  ส่วนสองคนที่เหลือยังขดตัวอยู่กับพื้นเพราะตกใจ

“อะ…อะไรวะเนี่ย…!!?”  รองกัปตันตกอยู่ในอาการแตกตื่นสมบูรณ์แบบ

ทันใดนั้น  เสียงปริศนาก็ดับวูบลงเหมือนมีเวลาปิดลำโพง  อีกวินาทีต่อมาเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง  แต่คราวนี้ไม่ก้องสะท้อนเหมือนดั่งเคย

เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านหน้าของพวกเขา  เหมือนมีใครสักคนยืนพูดอยู่ตรงหน้า

“เอซแห่งเซย์โด”

เจ้าของเสื้อหมายเลขหนึ่งสัมผัสถึงความเย็นยะเยือกได้ทันที

“เจอตัวแล้ว…เอซแห่งเซย์โด”

.

.

.

.

.

.

“อะ…เอซ…?”  มาเอโซโนะพึมพำ  “หมายถึงฟุรุยะ…?”

“ระ…ระวังตัวด้วย!!”  ผู้มีประสบการณ์รีบร้องเตือน  พยายามยันตัวลุกขึ้นจากพื้น

“เอซแห่งเซย์โด”

“เอซแห่งเซย์โด”

“เอซแห่งเซย์โด”

เสียงประหลาดดังขึ้นติดต่อกัน  เหมือนมีคนยืนล้อมพวกเขาแล้วสลับกับพูด  เสียงนั้นเริ่มเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบพูดได้ว่าต้นเสียงยืนประชิดอยู่ตรงหน้า  มาเอโซโนะลุกขึ้นยืนสำเร็จ  เขารีบดันตัวรุ่นน้องที่ยังไม่กลับมาอยู่ในสภาพดีให้หลบอยู่ด้านหลัง

เจ้าของตำแหน่งเอซจ้องเขม็งไปด้านหน้า  แสดงทีท่าไม่หวาดกลัวกับเรื่องเหนือธรรมชาติใด ๆ ทั้งสิ้น

“ไม่ให้อภัย…เอซแห่งเซย์โด”

“ไม่ให้อภัย”

“เอซแห่งเซยโด…ไม่ให้อภัย”

“ไม่ให้อภัย”

“ไม่ให้อภัย”

“เอซแห่งเซย์โด”

“ไม่ให้อภัย”

เสียงชายปริศนาดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีคนหมุนปุ่มเร่งเสียง  สองคนด้านหลังยกมืออุดหูเพราะแสบแก้วหูไปหมด  ส่วนฟุรุยะทำเพียงหยีตาเท่านั้น

“อะ…อะไรวะเนี่ย!!!!??”  รุ่นพี่อดโวยวายไม่ได้

“ระ…รีบหนีเร็ว…”  โทโจพยายามเตือนเพื่อนตรงหน้าเท่าที่คอเขาจะสู้เสียงรอบข้างไหว  เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ เสียงปริศนาถึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาเจ้าของเสื้อหมายเลขหนึ่ง  แต่จากประสบการณ์ที่พบมาก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงนั้นไม่มีความประสงค์ดีอยู่แน่

“ไม่ให้อภัย”

“ไม่ให้อภัย”

“เอซแห่งเซย์โด”

“ไม่ให้อภัย”

“คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอ”

เสียงของฟุรุยะดังขึ้น

เสียงรอบข้างดับวูบ  ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบซึ่งคราวนี้ดูจะเงียบงันจนขนลุก

คนพูดทำเพียงมองตรงไปด้านหน้า  แววตานั้นมั่นคงไร้ความหวั่นไหว

“ฮะ…เฮ้ย…”  มาเอโซโนะคิดจะห้ามแต่เสียงกลับไม่ยอมออก

“…เอซแห่งเซย์โด…”

เสียงปริศนาดังขึ้นอีกครั้ง  แต่คราวนี้กลับแผ่วเบาลงเหมือนลังเล

“ผมคือเอซแห่งเซย์โด”

คำพูดจากปากเจ้าของตำแหน่งดังก้องไปทั่วบริเวณ

“ถ้าอยากพูดอะไรกับผม  ก็บอกมาตรง ๆ เถอะครับ”

เงียบ

คราวนี้เสียงนั้นเงียบหายไปนานจนแม้แต่โทโจเองยังอดทำหน้างงไม่ได้  เขามองไปรอบ ๆ ด้วยแววตาเลิ่กลั่ก  ก่อนจะกระซิบกับรุ่นพี่ที่ยืนบังอยู่เบา ๆ ด้วยความสับสน  “ปะ…ไปจากตรงนี้กันเถอะครับ”

“อะ…เออ  นั่นสินะ”  รองกัปตันรวบรวมสติที่แตกกระเจิงกลับมา  ก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดคนตรงหน้า  “ฟุรุ—”

“อะ”

เสี้ยววินาทีต่อมา  ทั้งสามคนก็ต้องยกมืออุดหูอีกครั้ง

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

ทันใดนั้นรอบตัวทั้งสามคนก็สั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว

“วะ…เหวอ!!!”  มาเอโซโนะอุทานลั่น  “แล้วคราวนี้เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย!!!?”

“ไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัย—“

“ฟะ…ฟุรุยะ!!!”  โทโจรวบรวมเสียงที่มีอีกครั้ง  “รีบหนีเร็ว!!!”

“แต่–”

รุ่นน้องกัดฟันกรอด  คว้าแขนเพื่อนร่วมทีมและรองกัปตันไว้แน่นก่อนจะฉุดให้วิ่งลงบันไดตามมาด้วยกัน

“เอาเถอะน่า  หนีก่อนเร็ว!!!”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s