Ace of Diamond · Drama CD translation · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 2

ไม่รู้จะแบ่งลงยังไง  (เพราะปกติชอบแต่งยาวไปเลย orzll)

ขอแบ่งมาลงตรงนี้หน่อยละกันค่ะ orzll

Edit : แก้ชื่อเรื่อง+รายละเอียดนิยายค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“นี่กะจะฆ่ากันจริง ๆ หรือไง!!”

เอย์จุนยังโวยวายไม่เลิกหลังจากกินข้าวอาบน้ำเสร็จ  วันนี้พวกเขาถูกโค้ชสั่งให้พักเพราะวันพรุ่งนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก  และวันนี้ทุกคนก็เสียแรงทำความสะอาดครั้งใหญ่กันไปแล้ว  ถึงตอนแรกจะมีคนโวยวายไม่ยอม  (หลัก ๆ คือคน ๆ นี้และคู่แข่งหัวดื้อ  ฟุรุยะอีกคน)  แต่ก็โดนโค้ชกำชับว่าให้พักร่างกายไปเงียบ ๆ  ถ้าไม่ฟังเดี๋ยวจะไม่ให้ลงแข่ง  แถมโรงฝึกในร่มและโรงเก็บอุปกรณ์ก็ถูกล็อกทันทีที่ทำความสะอาดเสร็จอีก  ทั้งคู่เลยต้องยอมแต่โดยดี

“อะไรฟะ  แค่ล็อกคอนิดหน่อยทำเป็นโวยวายบ้านแตกไปได้”  คุราโมจิที่เพิ่งเก็บพรอบเตรียมรับน้องใหม่(?)ในวันพรุ่งนี้เสร็จชักรำคาญ  คิดในใจว่าจะเอาจอยเกมยัดปากรุ่นน้องดีไหม

“มีที่ไหนรุ่นพี่รังแกรุ่นน้องแบบนี้บ้างละครับ  แบบนี้เขาเรียกกลั่นแกล้งกันเกินไปแล้ว  ถ้าเรื่องถึงสมาคมผู้ปกครองละก็คุณโดนไล่ออกแน่”  รุ่นน้องเริ่มสู้กลับบ้าง

“คิดจะข่มขู่ฉันเรอะ”

“จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก”

หลังจากคุราโมจิยอมปล่อยตัวรุ่นน้องร่วมห้อง  และปล่อยผู้เคราะห์ร้ายหอบแฮ่ก ๆ ดึงออกซิเจนเข้าร่างกายตัวเองจนพอแล้ว  เขาก็พูดขึ้นเงียบ ๆ  “นายว่าไงกับสมุดนั่นน่ะ”

“สมุด?”  ดูเหมือนสติจะยังกลับมาหาเอย์จุนไม่มากพอ

“ไอ้ที่ฮารุอิจิเอาให้มิยูกิดูน่ะ”

“อ่อ…ก็คงเป็นสมุดของรุ่นพี่คนเก่า ๆ อย่างที่รุ่นพี่มิยูกิว่าละมั้งครับ”

“เอ่อ  มันก็ใช่อะนะ…”  คนเปิดประเด็นยกมือเกาหัว  เขามีเรื่องอยากจะพูดด้วยแต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี

“มีคนที่เป็นเหมือนรุ่นพี่คริสเยอะเหมือนกันสินะครับ  ชมรมเนี่ย”

กลับกลายเป็นตัวรุ่นน้องเองที่ดึงบทสนทนาเข้าประเด็นก่อน  คุราโมจิชะงักมือ  หันควับมามองเพื่อนร่วมห้องด้วยสีหน้าเกือบเรียกได้ว่าตื่นตระหนก  แต่เขาก็ลบอารมณ์นั้นออกไปทันที  “ก็นะ”

“ลำบากแย่น่าดูเลยนะครับ  คนที่เขียนสมุดเล่มนั้นน่ะ  เอย์จุนเหม่อมองโปสเตอร์ที่อยู่ในห้องขณะพูด  “แต่ผมก็…เห็นด้วยกับรุ่นพี่มิยูกินะ  ที่ว่าถ้าไม่พยายามแล้วเอาแต่บ่นก็ไม่มีอะไรดีขึ้นน่ะ”

คนฟังอดนึกอีกครั้งไม่ได้ว่าเจ้านี่โตขึ้นเยอะจริง ๆ

“แล้วรุ่นพี่คุราโมจิว่าไง”  คนพูดยิงคำถามกลับบ้าง

พอได้ยินคำถามนี้  คุราโมจิกลับชะงัก  ในหัวเขาเกิดความสับสน  นั่นสิ  แล้วทำไมเขาถึงนึกติดใจสมุดเล่มนั้นขึ้นมา

เพราะสิ่งที่อยู่ข้างในสมุดชวนนึกถึงรุ่นพี่คริสเหรอ?

เพราะอ่านแล้วรู้สึกเหมือนไปเห็นความลับของใครบางคนเข้าเหรอ?

หรือเพราะอะไร?

“…ไม่รู้สิ  ฉันแค่…”  เขาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ  ความสงสัยในตัวเองก่อตัวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

“แค่?”  แววตาของรุ่นน้องเริ่มส่อแววสงสัย  “แค่อะไรละครับนั่น?”

“อย่าเซ้าซี้เซ่”  คนไว้ผมทรงแยงกี้ตวาด  ก่อนจะยกมือเกาหัวอีกครั้ง  “คือฉัน…รู้สึกแปลก ๆ ว่ะ”

เอย์จุนกะพริบตาปริบ ๆ  “นี่รุ่นพี่คุราโมจิไข้ขึ้นเรอะ”

“ใช่ซะที่ไหนเล่าไอ้บ้า!!”  เขาอดตวาดไม่ได้  “ก็แค่รู้สึกเหมือนมันไม่ได้มีอะไรแค่นั้นน่ะสิ”

“ไม่ได้มีอะไรแค่นั้น?”

“เหมือนแบบ…”  คนพูดทำสีหน้าไม่ถูก  ยังนึกสงสัยความรู้สึกแปลก ๆ ที่ตกตะกอนในจิตใจตัวเอง  “นายเห็นปะว่าสมุดมันถูกฉีกไป”

คนถูกถามกลอกตานึก  “อ๋อ  เห็นครับ ๆ”

“คือสมุดเล่มนั้นจะถูกฉีกกระดาษไปใช้อย่างอื่นนอกจากเป็นไดอารี่ก็เป็นไปได้  แต่ถ้าบอกว่าเป็นไดอารี่ก็ไม่น่าจะหยุดเขียนตั้งแต่วันแรก  ถึงจะเบื่อง่ายแค่ไหนมันก็ไวไปหน่อย”  คุราโมจิเข้าโหมดนักสืบ  เล่าสมมติฐานออกมาเป็นฉาก ๆ  “ยิ่งข้อความเป็นแนวนั้นด้วยอะนะ  แต่นี่พอเขียนข้อความหน้าแรกจบสมุดก็ถูกฉีกจนบางจ๋อย  นายว่าความเป็นไปได้สูงสุดที่เป็นแบบนี้คืออะไร?”  เขาลองโยนกลับให้เพื่อนร่วมห้องบ้าง

เอย์จุนยกมือกอดอด  เหลือบตาขึ้นมองเพดาน  “สงสัยไปเข้าห้องน้ำแล้วลืมกระดาษทิชชู่  เลยต้องฉีกไปใช้มั้งครับ”

คนถามสนองคำตอบให้ด้วยการคว้าจอยเกมปาเข้าใส่คนตอบเต็ม ๆ

“ใช้อะไรคิดฟะไอ้บ้า  ความคิดสร้างสรรค์เต็มสิบเลยนะเฟ้ย!!”  คุราโมจิว้ากลั่น  “ดูแบบนี้ยังไง ๆ ก็ต้องบอกว่าตอนแรกคนเขียนเขียนอะไรที่ไม่ควรเขียนไว้เต็ม  พอรู้สึกตัวอีกทีก็ต้องรีบฉีกไปทิ้งทำลายหลักฐานไงเล่า!!”

“รุ่นพี่คุราโมจิแหละครับอ่านนิยายมากไปแล้ว!!”  คนถูกประทุษร้ายโอดครวญกลับพร้อมยกมือกุมหัว  “เขาอาจจำเป็นต้องใช้กระดาษเปล่าในสมุดจริง ๆ ก็ได้นี่นา!!”

“…ก็จริงของนาย”   อีกคนกลับไปจมกับความคิดตัวเองอีกครั้ง

เอย์จุนกะพริบตาปริบ ๆ  “ทำไมรุ่นพี่ถึงดูติดใจอะไรขนาดนั้นละครับ”

พอถูกถามตรง ๆ ในใจเขาก็กลับมาเต็มไปด้วยความไม่สบายใจอีกครั้ง  “ก็…”

“ก็…?”

“รู้สึกลางไม่ดีเลยน่ะ…”

พรึ่บ

พอเขาพูดจบ  ในห้องก็มืดสนิทลงทันที

“ว้ากกกกกกกกกกกกก!!!!”

เสียงร้องลั่นของเพื่อนร่วมห้องดังก้องทั่วห้อง  ก่อนที่อะไรหนัก ๆ จะกระแทกตัวคุราโมจิเต็มแรง

“ว้อยไอ้บ้าซาวามูระใครใช้ให้กระโจนทับฉันวะ!!!”  คนผมแยงกี้โวย  รีบผลักร่างของรุ่นน้องออกจากตัวให้เร็วที่สุด  หัวเขาหมุนเพราะแรงกระแทกนั้นผลักตัวเขาหัวฟาดพื้นเต็มรัก  รู้สึกเจ็บแปลบจนเกือบเห็นดาว

“ฟะฟะฟะฟะไฟดับ!!!”  คนกระโจนใส่ยังไม่ยอมปล่อยมือออก  รัดตัวอีกคนจนเกือบกระดูกหัก

“ก็แค่ไฟดับเองจะกลัวอะไรนักหนาฟะ!!”ในที่สุดรุ่นพี่ก็แกะตัวคนที่เกาะแน่นออก (ด้วยวิธีถีบ)  “โอ้ย  มันเจ็บนะเฟ้ยไอ้บ้า  ขืนหัวฉันเป็นอะไรไปขึ้นมาจะทำไง!!”

มีเสียงอะไรสักอย่างล้มครืนลงพื้น  ตามด้วยเสียงโวยวายกลับ  “ยังไงรุ่นพี่ก็ไม่มีทางหัวทื่อไปกว่านี้หรอกน่า”

“อยากโดนจับทุ่มอีกหรือไงห้ะ!!”

“ผมจะฟ้องสมาคมผู้ปกครองจริง ๆ ด้วย!!”

“ชิ”  คุราโมจิสบถ  แล้วกวาดสายตาไปรอบห้อง  สายตาเขาเริ่มชินกับความมืดขึ้นเรื่อย ๆ จนมองเห็นเฟอร์นิเจอร์ในห้องลาง ๆ  และเห็นหัวรุ่นน้องจอมโวยวายนั่งหัวโด่บนพื้นใกล้ ๆ ตัว

“ทำไมจู่ ๆ ไฟดับได้เนี่ย  ฝนก็ไม่ได้ตกอะไรซะหน่อย”  เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง  ค่อย ๆ ลุกเดินไปหาทีวีแล้วล้วงอะไรออกมาจากชั้นวางทีวี

แสงสว่างหนึ่งสายสว่างวาบขึ้นในห้อง  คุราโมจิถือไฟฉายที่เคยใช้เป็นอุปกรณ์หลอกรุ่นน้องเวลาเข้าหอใหม่สาดไฟไปรอบห้อง  แล้วหยุดลงตรงหน้าเอย์จุนที่ยังนั่งหน้าซีดอยู่ตรงพื้น

“โอ้ย  แสบตานะครับ!!”  คนโดนส่องยกมือขึ้นบังหน้า

“อะ ๆ โทษที”  อีกคนรีบหันไฟไปยังพื้นข้าง ๆ  “เหมือนจะไม่ใช่เพราะหลอดไฟขาดแฮะ  ข้างนอกก็มืดเชียว”  เขามองออกไปนอกหน้าต่าง  ด้านนอกมืดสนิทผิดกับปกติที่จะเห็นแสงไฟจากทางเดิน

“ทะ…ทำไมอะ…”  ดูเหมือนเพื่อนร่วมห้องจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์

“ใครจะไปรู้กันเล่า”  รุ่นพี่เดินไปทางประตูเปิดกล่องสะพานไฟดู  สะพานไฟทุกอันตกลงเหมือนเวลาไฟดับ  เขาลองยกสะพานไฟขึ้นแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  “ไม่แน่ตู้ไฟอาจจะเสียก็ได้  เดี๋ยวฉันจะออกไปดูซะหน่อย  นายนั่งรอในนี้ไปแล้วกัน”

“ผะ…ผมคนเดียวเนี่ยนะ!?”  เอย์จุนรีบร้องถาม

“ก็เออสิ  ทำไมอะ?”  อีกคนเลิกคิ้วมอง

“อึก…”  คนโวยวายกลืนน้ำลายแล้วเงียบไปเฉย ๆ

คุราโมจิหันกลับมามองอีกคนงง ๆ  เขาไม่ได้ฉายไฟไปทางรุ่นน้องร่วมห้องเลยมองเห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดนัก  แต่ก็พอจะเดาได้ว่าสีหน้าไม่มีเลือดเลย  “อย่าบอกนะว่า…กลัวผี?”

“กลัวผี?  ใคร  ใคร๊  ใครว่ากลัวผีกัน  กลัวซะที่ไหนให้ยาก”  คนโดนทายขึ้นเสียงสูงอย่างผิดวิสัย  พยายามหัวเราะหึ ๆ กลบเกลื่อนบางอย่างในน้ำเสียงตัวเอง

“อ่อเหรอ…”  คนไว้ผมทรงแยงกี้ทำหน้าอึน  ก่อนจะฉายไฟวาบไฟทางด้านหลัง  “อ้ะ  มีคนยืนอยู่หลังนายแหนะ”

“ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!”

คราวนี้คุราโมจิกระโดดหลบแรงโถมของเพื่อนร่วมห้องทัน  “ไหนบอกว่าไม่กลัวไงฟะ!!”

“มะ…ไม่ได้กลัว!!  แค่ตกใจ!!!!”  อีกคนยังพยายามเถียงยกมือลูบหน้าตัวเองที่ฟาดพื้นเต็มแรง

รุ่นพี่ชักปลง  เขาเดินกลับไปบริเวณทีวีแล้วควานหาไฟฉายอีกกระบอกมาโยนให้  “อะ  งั้นนายถือนี่แล้วตามฉันมาด้วยแล้วกัน”

“มะ…แหม…พอคิดว่าจะไปคนเดียวก็เลยกลัวขึ้นมาเองละสินะคร้าบ~”  เอย์จุนพยายามแซวกลับบ้าง

“เดี๋ยวปล่อยทิ้งไว้เลยนี่”  คนยื่นข้อเสนอถลึงตามอง  ก่อนจะเดินกลับไปเปิดประตู  ด้านนอกมืดกว่าที่คิดเพราะไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว  ลมหนาวฤดูใบไม้ผลิพัดวาบเข้ามาในห้องจนคนในห้องอีกคนถึงกับขนลุก

“หนาวกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย…”  คนผมแยงกี้ทำหน้าคิดหนัก

“อะ…เอาไงดีอะ…”  รุ่นน้องเริ่มกลับเข้าโหมดกระต่ายตื่นตูมอีกครั้ง

“นายไปดูตรงชั้นเก็บของสิ  ฉันซื้อถุงร้อนเอาไว้ใช้เผื่อซ้อมตอนกลางคืนน่ะ  หยิบมาเผื่อฉันด้วย”  คุราโมจิตั้งตนเป็นหัวหน้าชั่วคราว  ออกคำสั่งให้ลูกน้องจอมปอดแหกร่วมมือด้วย  คราวนี้คนถูกออกคำสั่งรีบหยิบถุงร้อนมาอย่างว่าง่าย  หลังจากทั้งคู่แปะถุงร้อนบนเสื้อและรอจนมันเริ่มแผ่ไออุ่นแล้วก็ก้าวออกไปนอกห้องอีกครั้ง

คราวนี้ลมหนาวไม่ได้สร้างความทรมาณมากเท่าเดิม  คุราโมจิฉายไฟไปตามระเบียง  ทุกอย่างยังคงมืด  และเขารับรู้ถึงสิ่งผิดปกติอย่างที่สองหลังจากไฟดับได้ในเวลาไม่นาน

“ทำไมทุกคนถึงเงียบแบบนี้?”  เขาขมวดคิ้วสงสัย  ปกติถ้าไฟดับนานแบบนี้ก็น่าจะมีคนอื่น ๆ ออกมาโวยวายกันบ้าง  แต่นี่ทุกคนกลับเงียบ  ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบกัน  ที่สำคัญคือยังไม่เห็นวี่แววโค้ชซึ่งพักอยู่ในหอนี้ด้วยซ้ำ

“คนอื่น ๆ ไปอยู่ที่อื่นกันหรือเปล่าครับ”  เอย์จุนที่เดินตามมาข้างหลังในอากัปกิริยาแทบจะเรียกได้ว่าเกาะหลังมา
ติด ๆ พูดขึ้นบ้าง

“อาจจะเป็นไปได้…”  คนฟังพึมพำ  แม้ในใจจะไม่รู้สึกเห็นด้วย  เขาลองยกมือเคาะประตูห้องข้าง ๆ พร้อมกับส่งเสียงเรียก  “เฮ้ย  มีใครอยู่ไหม”

เงียบ

แม้เขาจะเคาะแรงขึ้นอีกก็ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ ทั้งสิ้น

สัญชาตญาณระวังภัยของเขาส่งเสียงเตือนระดับสุดยอด  แต่เขาก็รีบเก็บความไม่สบายใจนั้นไว้เพราะไม่อยากให้รุ่นน้องผู้เกาะชายเสื้อไม่ยอมปล่อยนึกกลัวขึ้นมา

“…ก่อนอื่นลองไปดูตู้ไฟก่อนละกัน”  คุราโมจิกระซิบกับรุ่นน้อง  เขาไม่ทันได้หันไปมองว่าอีกฝ่ายว่าไงบ้าง  แต่การที่มือข้างที่เกาะชายเสื้อยังคงจับแน่นเหมือนเคยก็แปลว่าอีกคนเห็นด้วย  เขาเลยเริ่มออกเดินไปทางบันไดขึ้นหอทันที

บันไดขึ้นหออยู่ไม่ใกล้จากห้องเขามากนัก  เขาฉายไฟวาบเข้าไปห้องเล็ก ๆ ไม่มีประตูซึ่งซุกอยู่ในมุมต่ำกว่าทางเดินลงไปหน่อย    ตรงนั้นมีตู้สีขาว ๆ ตั้งแอบติดผนัง  หลอดไฟเล็ก ๆ ที่มักจะส่องแสงสีเขียวดับลง

“แบบนี้ท่าจะเรื่องใหญ่แล้วแฮะ”  คุราโมจิพูดเสียงเครียด

“ยังไงเหรอครับ?”  รุ่นน้องถามด้วยความสงสัย

“เป็นไปได้ว่าสายไฟในตู้อาจจะขาด  หรือไม่ก็ไฟดับทั้งเมือง…”  คนไว้ผมทรงแยงกี้แจกแจงทฤษฎี  “ถ้าไฟดับทั้งเมืองก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว  ส่วนสายไฟในตู้ขาดนี่ก็…ลำพังเด็กม.ปลายอย่างพวกเราก็ซ่อมไม่ได้อยู่ดี  ขืนทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าคงโดนไฟช็อตตายแน่”

“แล้วเอาไงดีครับ”  เสียงเอย์จุนชักสั่น

คุราโมจิเกาแก้ม  “ที่จริงไฟดับแบบนี้โค้ชน่าจะออกมาแล้วนี่นา  แล้วทำไมถึง…” เขาเงียบลงเพราะกลัวว่าพูดอะไรไปแล้วไอ้บ้าที่เกาะหลังเขาจะสติแตกขึ้นมา  “ลองไปหาโค้ชที่ห้องดูไหม”

อันที่จริงที่หอเขามีคนดูแลหออยู่  ซึ่งคนดูแลหอจะช่วยดูแลเรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในห้องพักและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสาธารณะอื่น ๆ  อีกทั้งยังช่วยรับจดหมายและของจากไปรษณีย์อีกด้วย  เสียแต่ว่าคนดูหอไม่ได้พักอยู่ที่นี่ตลอดเวลา  หลังจากซ้อมช่วงบ่ายเขาก็กลับไปเสียแล้ว  หน้าที่ดูแลนักเรียนในหอช่วงกลางคืนจึงตกอยู่กับโค้ชไป

“นั่นสินะ!!  บอสอาจจะรู้วิธีแก้ก็ได้!!”  เอย์จุนเริ่มกลับมาใจชื้น  รุ่นพี่แอบถอนหายใจที่ได้ยินเสียงดัง ๆ จากปากจอมโวยวายอีกครั้งก่อนจะเอ่ยเร่ง  “ห้องโค้ชอยู่ชั้นสอง  รีบไปกันเถอะ”

ทั้งสองคนฉายไฟไปตามขั้นบันไดเพื่อไม่ให้ตัวเองก้าวพลาดระหว่างไต่บันไดขึ้นไปเรื่อย ๆ  ชั้นสองก็ยังเงียบกริบไม่แพ้ชั้นแรก  สร้างความไม่สบายใจแก่คุราโมจิมากขึ้นอีก  เขารีบสาวเท้าตรงไปยังห้องพักของโค้ช  ประตูหน้าห้องปิดเงียบ  ไม่มีเสียงอะไรดังเล็ดรอดออกมาเลย

คุราโมจิลงมือเคาะประตู  “โค้ชครับ”

เงียบ

เขาเคาะแรงขึ้น  และเพิ่มระดับเสียงอีก  “โค้ชอยู่ไหมครับ!?”

ทุกอย่างยังเงียบ

ใจของเขาเต้นแรงขึ้น  ความเป็นไปได้ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดแล่นผ่านหัว  “โค้ชครับ!!”

“รุ่นพี่คุราโมจิ”  เอย์จุนกระตุกชายเสื้ออีกฝ่ายเบา ๆ

“หา!?”  อีกคนเผลอหันไปขึ้นเสียงใส่เพราะอารมณ์ยังไม่คงที่

“ดูเหมือนว่า…ประตูจะไม่ได้ล็อกนะครับ”

รุ่นน้องพูดแล้วบิดลูกบิดประตูให้ดู  ลูกบิดหมุนเก้าสิบองศาตามแรงมือ  บ่งบอกให้เห็นว่าไม่ได้ล็อกกุญแจ  คุราโมจิรีบเงียบเสียงลง  เปลี่ยนเป็นกระซิบกับอีกคนแทน  “…นายลอง…เปิดเข้าไปดูสิ”

และรุ่นน้องคนนี้ก็ทำเรื่องที่ไม่ผิดความคาดหมาย(ซึ่งเรียกได้ว่าความกลัว)ของเขาเลย

“บอสคร้าบ!!!”

แทนที่อีกฝ่ายจะเปิดประตูเข้าไปเงียบ ๆ  ไอ้เด็กปีหนึ่งจอมเพี้ยนคนนี้กลับกระแทกประตูเข้าห้องดังโครม  พรวดเข้าไปพร้อมตะโกนเสียงดังไร้ความเกรงใจอย่างยิ่ง

“ไอ้บ้าซาวามูระแกจะบ้าหรือไง!!”  คนมาด้วยรีบกระโดดรัดตัวตะครุบปากรุ่นน้องด้านหน้า  เกิดเสียงอู้อี้ ๆ ดังเล็ดรอดออกมาจากปากพร้อมกับแขนขาอีกฝ่ายปัดป่ายไปมาเพื่อหาทางเอาชีวิตรอด  “เวลาเข้าห้องคนอื่นหัดมีมารยาทบ้างสิวะ!!”

“เดี๋ยวสิรุ่นพี่คุราโมจิดูก่อนสิคร้าบ!!”  คนโดนรัดรีบยกมือแกะมือของอีกฝ่ายออก แล้วชี้นิ้วเข้าไปในห้อง  “บอสไม่เห็นอยู่เลยอ้ะ”

“หา?”

ด้วยความตกใจ  คุราโมจิเผลอปล่อยรุ่นน้องกระทันหันจนร่างเขาเกือบร่วงไปกองกับพื้น  จริงอย่างที่เอย์จุนพูด  ในห้องของโค้ชเงียบกริบ  เต็มไปด้วยความมืด  และไม่มีร่างสูง ๆ ท่าทางน่าเกรงขามของบอสอยู่เลย

นี่มันเกิดอะไรขึ้น

จู่ ๆ ไฟก็ดับ…ปกติถ้าแค่ไฟดับก็ไม่น่ามีอะไรน่าตกใจเลยสักนิด  แต่พอหลังจากไฟดับพวกเขาสองคนก็ไม่พบใครอีกเลยทั้ง ๆ ที่ทุกคนน่าจะอยู่ในห้องตัวเองแล้ว  ยิ่งพอตามหาตัวโค้ชจนมาถึงห้องก็พบแต่ความว่างเปล่า

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่น่าเป็นไปได้ด้วยซ้ำ

คุราโมจิใช้สมองคิดอย่างหนัก  เขารู้สึกเหมือนโดนค้อนหนัก ๆ ทุบหัวอย่างแรงจนเบลอ  ไม่อาจทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้เลย

“บอสคร้าบบบบบ  อยู่ที่ไหนเหรอคร้าบบบบบ”  แต่เพื่อนร่วมทางกลับไม่รอช้า  ถือวิสาสะเข้าไปพลิก ๆ เตียงนอนและรื้อค้นของในห้องทันที

“เฮ้ยไอ้บ้าซาวามูระ!!”  รุ่นพี่ร้องเสียงหลง  คว้าคอเสื้อด้านหลังของอีกคนยกขึ้นจนตัวอีกคนลอย  “จู่ ๆ จะไปรื้อห้องคนอื่นได้ไงวะ!!”

“เอ้า  ก็เผื่อบอสนอนอยู่ไง”  คนโดนหิ้วหันมามองหน้าตายใส่

“จะเป็นไปได้ไงวะไอ้บ้านี่!!”  คนด่าแทบอยากจะเอาหัวโขกพื้น  แต่ไม่รู้ว่าเพราะการกระทำเกินคาดเดาของรุ่นน้องร่วมห้องหรือเปล่าทำให้เขากลับมาหัวโล่งอีกครั้ง

“แล้วบอสจะหายไปไหนได้ละครับ!?”  เอย์จุนสลัดตัวเองจนหลุดได้สำเร็จ  เขายืนลูบคอพลางบ่นงึมงำขณะกวาดตามองรอบห้อง

“ไม่แน่ว่าตอนที่ไฟดับ  โค้ชอาจจะลงไปดูตู้ไฟเลย”  คุราโมจิยกมือแตะคางแบบนักสืบในหนังชอบทำ  “แล้วพอเห็นว่าตู้ไฟดับก็เลยออกไปหาอุปกรณ์ซ่อมต่อ”

“แปลว่าสวนกับพวกเราเหรอ”  คนฟังเงยหน้านึกภาพตาม”อ้าว  แล้วถ้าไฟดับทั้งเมืองอย่างที่รุ่นพี่คุราโมจิเดาไว้ล่ะ?”

“อืม…ถ้าอย่างนั้นโค้ชอาจจะไปตามคนอื่น ๆ ที่อยู่โรงอาหาร  ไม่ก็แอบซ้อมตามที่ต่าง ๆ ก็ได้มั้ง”  อีกคนเสนอความเห็น  ถึงแม้ตัวคนพูดเองจะรู้สึกแปลก ๆ อยู่ก็ตาม  “เอาเป็นว่าอาจจะสวนกับพวกเราแหละ”

“แล้วจะเอาไงต่อดีอะครับ?”

คุราโมจิเข้าสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง  ก่อนจะเปิดปากพูดช้า ๆ  “…ตามหาตัวมิยูกิกัน”

แม้ทิฐิของเขาจะไม่อยากหวังพึ่งเพื่อนร่วมชั้นคนนี้มากเท่าไร  แต่เขาก็อดยอมรับความสามารถในการแก้ปัญหาและความน่าเชื่อถือสมฐานะกัปตันไม่ได้

“โอ้  นั่นสินะ  กัปตันน่าจะพอรู้อะไรแน่”  เอย์จุนเห็นด้วย  คุราโมจิอดเหลือบมองหน้ารุ่นน้องไม่ได้  ก็ปกติแล้วไอ้เด็กนี่ชอบเถียงมิยูกิจะตาย

แต่ก็ใช่ว่าไม่ฟังนี่นะ

“งั้นก็รีบไปกันดีกว่า”  รุ่นน้องพูดแค่นั้นก็เดินออกไปนอกห้อง  เจ้าของทรงผมแยงกี้ยกมือเกาหัวนิด ๆ ก่อนจะหันไปมองในห้องโค้ชอันว่างเปล่าอีกรอบแล้วปิดประตูออกมา  ทิ้งความสงสัยหนึ่งอย่างไว้ในใจ

ถ้าเป็นแบบที่คาดจริง…ทำไมโค้ชถึงไม่ล็อกห้องล่ะ?

.

.

.

.

.

.

ห้องของมิยูกิอยู่ชั้นสองเหมือนโค้ช  ทั้งคู่เลยไม่ต้องเดินลงบันไดไปอีกรอบ  ระหว่างเดินไปห้องของกัปตันทั้งคู่ก็ไม่พบเจอใครเช่นเคย  บรรยากาศเงียบและวังเวงทำให้คุราโมจิร้อนใจขึ้นมาอีกหน  ไฟก็ยังดับ  แถมตัวก็เริ่มหนาวจากอากาศด้านนอกโดยไม่รู้ว่าถุงร้อนที่พวกเขาแปะเสื้อไว้เริ่มสูญเสียความร้อนหรือคิดไปเองกันแน่

หน้าห้องมิยูกิยังคงปิดสนิท  คราวนี้เอย์จุนไม่รอช้า  หมุนลูกบิดประตูรัว ๆ ทันที  “รุ่นพี่มิยูกิคร้าบ!!!”

เงียบ

คนบิดประตูขมวดคิ้ว  “ล็อกห้องแฮะ”

“จะบอกว่าหลับก็ไม่น่าเป็นไปได้นี่หว่า”  เพื่อนร่วมชั้นกัปตันลองเคาะประตูบ้าง”เฮ้ย  มิยูกิ  อยู่ไหม”

เงียบ

“หรือว่าจะไปกับบอส”  อีกคนหันมาปรึกษา

“ให้ตายซี่  นี่มันอะไรวะเนี่ย”  คนผมแยงกี้ชักอารมณ์เสีย  ยกมือทุบประตูแรง ๆ อีกรอบ  ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบรับอะไรมาจากอีกด้านของบานประตูเช่นเคย  “โค้ชก็ไม่อยู่  ไอ้มิยูกิก็ไม่อยู่  หายไปไหนกันหมดวะ”

“จะว่าไป  คนอื่น ๆ ก็หายไปไหนหมดเนี่ย”

ในที่สุดรุ่นน้องก็เปิดปากพูดสิ่งที่คุราโมจิพยายามซ่อนความไม่สบายใจออกมา  เขารีบหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมทางด้วยความเป็นห่วง  แต่พอเห็นสีหน้าสงสัยแบบที่เจ้านี่ชอบทำให้เห็นก็แอบถอนหายใจ

ดีไปที่มันไม่สติแตก

เขาตัดสินใจแชร์ข้อสงสัยด้วย  “นายก็คิดเหมือนกันใช่ไหมว่ามันเงียบแปลก ๆ”

“ปกติน่าจะเห็นคนอื่น ๆ ออกมาแล้ว…”  เอย์จุนขมวดคิ้ว  สาดไฟไปรอบ ๆ แบบไร้จุดหมาย

“นั่นน่ะสิ  แต่นี่ตั้งแต่ออกมาจากห้องก็ยังไม่เจอใครเลย”  คุราโมจิพูดต่อ  “ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ชัด ๆ”

“หรือว่าทุกคนจะ…”  จู่ ๆ อีกคนก็ทำเสียงหลอนออกมา

สัญญาณเตือนภัยของรุ่นพี่ดังลั่นทันที

ไม่จริงน่า  หรือว่าไอ้บ้านี่จะ…นึกในสิ่งที่เขาไม่อยากให้นึกมากที่สุดจนได้แล้ว!!?

“หนีไปหาที่อุ่น ๆ กันหมดแล้ว!?  อากาศหนาวขนาดนี้!!”  คนเสนอความเห็นพูดเสียงแตกตื่น  ยกมือกอดตัวเองที่สั่นกึก ๆ ประกอบด้วย

“…”  คุราโมจิไม่เคยนึกอยากหาอะไรตบหัวเพื่อนร่วมทางมากขนาดนี้มาก่อน

“หนอย  ทุกคนนี่ก็แย่จริง ๆ  ทิ้งพวกเราให้หนาวตายอยู่ข้างนอกกันแค่สองคน  เจอหน้าต้องโวยซะหน่อย”  เอย์จุนแหกปากโวยวาย  ดูจากสีหน้าแล้วท่าทางจะโกรธจริง ๆ ด้วยสิ

ไอ้บ้าก็ยังคงเป็นไอ้บ้าไม่เปลี่ยนแปลง

แต่ความบ้านี้กลับทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกสบายใจได้ทุกครั้งไป

“…เออ  เจอหน้าแล้วต้องโวยเยอะ ๆ เลย”  คราวนี้รุ่นพี่เออออไปด้วย  ก่อนจะเงียบลง  จมสู่ห้วงความคิดอีกครั้งว่าควรทำยังไงต่อ

แกรก

เสียงโลหะลากไปกับพื้นดังแหวกความเงียบขึ้นมา

“หือ?”  เอย์จุนหยุดการระบายชั่วคราว  เงี่ยหูฟังเสียงประหลาดที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้น

แกรก

“เสียงอะไรน่ะครับ”  เขาโพล่งขึ้นมา  เรียกสติอีกคนให้ตั้งใจฟังด้วย

แกรก

“ดังมาจากชั้นล่างนี่!?”  คุราโมจิพูดจบก็พุ่งตัวลงบันไดอย่างไม่รอช้า

“อ้ะ!!รอด้วยสิคร้าบ!!  เฮ้ยท่านชีต้าห์อย่าเพิ่งออกวิ่งตอนนี้ซี่!!!”

คนถูกทิ้งอยู่ด้านหลังตะโกนไล่ตาม  แต่ก็ไม่เข้าหูอีกฝ่ายซะแล้ว  ร่างสูง ๆ ของรุ่นพี่ร่วมห้องหายวับไปทันทีที่กะพริบตา  ทิ้งเขายืนหัวโด่อยู่คนเดียวบนระเบียง

“โอ้ยยยยยยย  ท่านชีต้าห์หัดรอมนุษย์ตาดำ ๆ อย่างผมหน่อยเห้อ~”  เอย์จุนบ่นอุบ  ก้าวเท้าจะรีบวิ่งตามอีกคนลงไปข้างล่าง

แกรก

เสียงประตูข้าง ๆ ตัวหมุนเปิดออกดังขึ้น

คนได้ยินเสียงหันไปมองตามสัญชาตญาณ  สายตาพลันเห็นเงาดำ ๆ ร่างหนึ่งเดินออกมาจากห้อง  เขาขยับยิ้มทันทีที่เห็นว่าเป็นใครแล้วอ้าปากจะทัก

ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง

.

.

.

.

.

.

เจ้าของฉายาชีต้าห์ระเบิดฝีเท้า  ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีวิ่งจากหน้าห้องมิยูกิลงบันไดมาถึงข้างล่าง  เขากวาดไฟฉายไปรอบตัวเพื่อหาที่มาของเสียงแต่ก็ไม่เห็นเงาของใครเลย

หูฝาดเหรอ?

ไม่น่าเป็นไปได้  เพราะคนที่ได้ยินก่อนคือซาวามูระ  และเขาเองก็มั่นใจว่าตัวเองก็ไม่ได้หูเพี้ยนไปแน่ ๆ  แต่ว่าเขาก็ใช้เวลาแค่แป๊บเดียววิ่งลงบันไดลงมา  จึงเป็นไปไม่ได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นจะไปทางอื่นแล้ว

ถึงกวาดไฟฉายหาเท่าไรก็ไม่เจอใครสักที  เขาเลยตัดสินใจตะโกนขึ้น  “เฮ้ย  มีใครอยู่ไหม!?”

ความเงียบคือคำตอบ

“ถ้ามีคนอยู่ก็ส่งเสียงหน่อย!!”  เขาตะเบ็งเสียงขึ้น  แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  อารมณ์ของเขาเปลี่ยนจากดีใจเป็นหงุดหงิด  “อะไรกันอีกวะเนี่ย!!  เฮ้ยซาวามูระนายเองก็ช่วยหาหน่อยเซ่!!”

เงียบ

คราวนี้ความรู้สึกเย็นวาบแล่นเข้าช่วงท้องของคุราโมจิจนขนลุก

เขาค่อย ๆ หันกลับไปด้านหลังช้า ๆ  ในใจหวังว่าจะเห็นรุ่นน้องจอมโวยวายยืนทำหน้าน่ารัดคออยู่เบื้องหลัง  แต่ระเบียงทางเดินกลับว่างเปล่า  เงียบสนิท  มีเพียงตัวเขาเขายืนนิ่งบนทางเดินคนเดียว

“…ซาวามูระ?”

ในวินาทีต่อมา  คุราโมจิก็ตระหนักได้ว่ารุ่นน้องร่วมห้องหายตัวไป

Advertisements

One thought on “[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 2

  1. โอ๊ะ นี่มันเกิดเหตุอันใดกัน
    ชอบคุราโมจิกับซาวามูระม๊ากมาก น่ารักดีรุ่นพี่รุ่นน้องคู่นี้

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s