Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 3

ตอบคอมเม้นท์  ฟิคนี้…ไม่ได้ตั้งใจแต่งเป็นฟิควายนะคะ  ดังนั้นใครหวังว่าจะได้เห็นโมเม้นท์คู่ไหนก็จะขอตอบเลยว่า  ไม่มีค่ะ :3

ส่วนเรื่องเลขห้อง  ในเนื้อเรื่องจริงมีปรากฎเลขห้องพักของคนในชมรมแค่ห้องเดียวคือห้องหมายเลขห้าของเอย์จุนค่ะ  เลขห้องอื่น ๆ ที่ปรากฎในฟิคเรื่องนี้เกิดจากการพิจารณาผังหอพักในออฟฟิเชียลไกด์บุ๊คแล้วมโน(?)ลำดับเลขห้องเอาค่ะ

เรื่องวิธีเก็บกุญแจก็มโนขึ้นมาเหมือนกันค่ะ

Edit : แก้ชื่อเรื่อง+รายละเอียดนิยายค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


หัวใจของคุราโมจิเต้นรัว

ทำไมไอ้บ้านั่นไม่อยู่?

“ซาวามูระว้อย  อย่ามาเล่นตอนนี้เซ่  ออกมาเดี๋ยวนี้!!”  เขาตะโกนเสียงดังลั่น  ใจหนึ่งเพื่อปลอบตัวเองให้สงบลง  แต่ก็ไม่ได้ผล  รุ่นน้องร่วมห้องยังไม่ยอมปรากฎตัวออกมา  แม้แต่เสียงก็ไม่ได้ยิน

“ไอ้บ้าซาวามูระ!!”  เขาตะเบ็งเสียงดังจนเจ็บคอ  แต่ก็ยังดังกลบเสียงหัวใจไม่ได้  ทุกอย่างยังคงเงียบ  ไม่ว่าจะกวาดตามองยังไงก็ไม่เห็นเงาของเพื่อนร่วมห้องอีกคนแม้แต่นิด

คุราโมจิยกมือกุมหัว  สะกดจิตตัวเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่านไปกว่านี้

ไม่เป็นไร

ไม่เป็นไรน่า  ไอ้บ้านั่นอาจจะแค่วิ่งตามเขาไม่ทันเลยยังยืนเอ้อระเหยอยู่ชั้นสองก็ได้

ใช่แล้ว  ไอ้บ้านั่นต้องอยู่ชั้นสองแน่ ๆ

ขาของเขาไวเท่าความคิด  เพียงแป๊บเดียวร่างของเจ้าของทรงผมแยงกี้ก็กลับขึ้นมาอยู่ชั้นสองดังเดิม

“เฮ้ยซาวามูระ  มัวแต่โอ้เอ้อะไรอยู่  ตามมาได้แล้ว!!”  เขาตะโกนทันทีที่เท้าก้าวแตะพื้นระเบียงชั้นสอง  แต่ทุกอย่างก็ยังคงเงียบ  เงียบเสียจนใจหวิว

ไม่จริงน่า…

บนระเบียงชั้นสองว่างเปล่า  ไม่มีร่างของรุ่นน้องอยู่เลย

คราวนี้หัวใจของคุราโมจิแทบจะหยุดเต้น

…ซาวามูระ…หายไปไหน?

เข่าของเขาแทบทรุด  ไฟฉายในมือร่วงหล่นลงพื้น  กลิ้งไปกับพื้นช้า ๆ ก่อนจะหยุดตรงหน้าเขา

หายไป…ไหน?

หากซาวามูระวิ่งตามเขาลงมา  เขาก็น่าจะเห็นเจ้านั่นยืนอยู่ด้านหลังแล้ว  หรือถึงจะยังไม่เห็นก็ต้องได้ยินเสียงชวนรำคาญดังมาแต่ไกล  แต่เขากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยตั้งแต่เขากระโจนลงบันไดมา  จะบอกว่าซาวามูระลงบันไดตามเขามาแต่หลงไปทางอื่นก็ไม่น่าใช่  เพราะเขาแทบจะหยุดอยู่ตรงหน้าบันไดอยู่แล้ว

ถ้าอย่างนั้นก็มีอีกทางคือรุ่นน้องร่วมห้องคนนั้นยังอยู่บนชั้นสอง  แต่นี่เขากลับขึ้นมาชั้นสองก็ไม่เห็นใคร  ตะโกนเท่าไรก็ไม่มีเสียงตอบ  ถึงอีกฝ่ายจะลงบันไดสวนทางตอนเขาวิ่งกลับขึ้นมาก็เป็นไปไม่ได้อีก  เพราะบันไดหอมีแค่ที่เดียวคือจุดที่เขาใช้เท่านั้น

แปลว่าไอ้บ้านั่น…หายตัวไปเหรอ?

หายไปเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ยังไม่ยอมปรากฎตัวให้เห็นเหรอ?

ความรู้สึกคลื่นไส้แล่นเข้าตัวคุราโมจิอย่างแรงจนเขาเกือบอาเจียน  แต่เขาก็รีบกดอาการนั้นลงไปพร้อมกับสูดหายใจลึก ๆ  ไม่เป็นไร  อย่าเพิ่งแตกตื่นไป  จะเป็นไปได้ยังไงที่ทุกคนหายไปอย่างไร้สาเหตุ  นั่นมันมีแต่ในหนังชัด ๆ

…มีแต่ในหนังเท่านั้น?

“…โธ่เว้ย…”  คุราโมจิเหวี่ยงหมัดเข้ากำแพงเต็มแรง  แรงกระแทกสะท้อนเข้ามือจนชา  แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม  ยิ่งตอกย้ำความจริงให้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีก

ไอ้บ้านั่น…หายตัวไป…

“…บ้าเอ๊ย!!!”

ในที่สุดสติของคนทำผมทรงแยงกี้ก็ขาดผึง  เขาเตะไฟฉายบนพื้นเต็มแรงจนไฟฉายกลิ้งหลุน ๆ ไปหยุดบริเวณหน้าห้องมิยูกิ  แสงไฟส่องขนานกับพื้นให้พอเห็นระเบียงราง ๆ  อะไรบางอย่างสะท้อนแสงแวบวับอยู่บนพื้น

“…หือ?”

ความสงสัยกลบความโกรธจนหมดสิ้น  คุราโมจิรีบเดินไปหยิบไฟฉายแล้วฉายลงบนพื้นตรงที่เห็นวัตถุสะท้อนแสง  มองเห็นกุญแจดอกเล็ก ๆ ดอกหนึ่งวางนิ่งอยู่ตรงนั้น

“…กุญแจมาอยู่ตรงนี้ได้ไง?”  เขาเก็บมันขึ้นมาดู  เท่าที่จำได้  เขาไม่เคยเห็นว่ากุญแจดอกนี้อยู่ตรงนี้มาก่อน  ถึงแม้ตอนแรกที่เขาขึ้นมาหามิยูกิจะไม่ค่อยสังเกตรอบตัวมากเพราะมัวแต่ทะเลาะกับเอย์จุน  แต่ระหว่างนั้นเขาก็เอาไฟฉายส่องพื้นกันล้มตลอด  ถ้ามีประกายแสงขนาดนี้เขาย่อมเห็นแน่

กุญแจมีแท็กพลาสติกเล็ก ๆ เขียนเลข ‘4’ ห้อยไว้  เป็นกุญแจห้องในหอเซย์ชินที่พวกเขาพักอาศัยอยู่

ห้องหมายเลข 4…

คุราโมจิสลัดหัวแรง ๆ  กำกุญแจในมือแน่นแล้ววิ่งลงบันไดอย่างไม่ลืมหูลืมตา

เขายังไม่รู้ว่าสถานการณ์ทั้งหมดนี้คืออะไรกันแน่   แต่ในเมื่อในมือเขามีเบาะแสใหม่  ก็มีแต่ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น

.

.

.

.

.

.

ประตูห้องหมายเลข 4 ล็อกไว้ตามคาด  แต่คราวนี้คนมีกุญแจในมือไม่รอช้า  รีบไขกุญแจแล้วเปิดประตูพรวดเข้าไปแบบไม่กลัวคนในห้องจะตกใจ

ในห้องพักมืดสนิทเหมือนห้องของเขา  พอเห็นเงาราง ๆ ของเฟอร์นิเจอร์ในห้อง  สภาพข้างในไม่ต่างจากห้องที่เขาอาศัยอยู่มาเป็นเวลาสองปีเต็มมากนัก  คุราโมจิรีบฉายไฟไปทั่วห้อง  มองหาใครสักคนหรือของอะไรสักอย่างที่จะเป็นเบาะแสให้กับปริศนาไฟดับครั้งนี้ได้

ก่อนที่ใจเขาจะตกวูบไปอยู่ตาตุ่มทันทีที่เห็นร่างของใครสักคนนอนขดอยู่บนเตียง

“เหวอ!!”  อารามตกใจ  คนฉายไฟเผลอกระโดดถอยหลังไปหนึ่งก้าว  ก่อนจะกลับมาตั้งสติได้แล้ววิ่งเข้าไปเขย่าร่างนั้นเต็มแรง

“โทโจ!!  เป็นอะไรหรือเปล่า!?  ตื่นเซ่โทโจ!!”  เจ้าของทรงผมแยงกี้ออกแรงเขย่าพลางเรียกชื่อเจ้าของร่างนั้นไปด้วย  ตัวของอีกคนเย็นเฉียบจากอากาศหนาวยามค่ำคืนของฤดูใบไม้ผลิพลอยให้คนเขย่าใจเสียหนักขึ้นอีก  ไม่นานนักรุ่นน้องเจ้าของตำแหน่งเซนเตอร์ฟิลด์  อดีตพิชเชอร์มือดีก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วเหม่อมองคนตรงหน้าเหมือนยังตื่นไม่เต็มตา

“รุ่นพี่…คุราโมจิ?”

“เออ  ฉันเอง!!  นายเป็นอะไรหรือเปล่า  ทำไมมานอนอะไรเอาตรงนี้!?”  อีกฝ่ายยังตะเบ็งเสียงดังด้วยความตกใจปนโล่งอก

“ตรงนี้?…ก็นี่มันห้องผม…”  รุ่นน้องส่งเสียงงัวเงีย

“เออก็ใช่…”  คนโวยวายชะงักไปวูบหนึ่ง  เขาลืมไปสนิทว่าห้องหมายเลข 4 คือห้องนอนของโทโจ  “แล้วนายเห็นคนอื่น ๆ ไหม!?  รู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ไฟดับอยู่!?”

“ไฟดับ…?”  โทโจเริ่มได้สติ  “ตะ…ตอนนี้ไฟดับเหรอครับ!?”  พูดจบเขาก็ลุกพรวดขึ้นมาแล้วยกมือกุมหัว

“อึ๊ก!”

“เฮ้ย!!  เป็นอะไรไหม!?”  คนเป็นรุ่นพี่รีบก้มหน้ามาดูใกล้ ๆ เพราะเป็นห่วง

“เอ๊ะ…ตอนนี้ไฟดับเหรอครับ?…แล้วผมหลับไปตั้งแต่เมื่อไร…?”  เจ้าของห้องมีท่าทางเหมือนตกอยู่ในภาวะสับสน  คุราโมจิรีบวางมือลงบนไหล่อีกฝ่ายเพื่อปลอบให้เขาสงบลง  “เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น  เอาเป็นว่านายไม่เป็นไรใช่ไหม”

รุ่นน้องเงยหน้ามองงง ๆ  “ผมสบายดีครับ…แต่ชักหนาวแล้วแฮะ”  ระหว่างพูดเขาก็เอามือถูกันเองไปด้วย

“นายซื้อถุงร้อนไว้หรือเปล่า  ถ้ามีก็เก็บไว้ที่ไหน  เดี๋ยวฉันหยิบมาให้”  คนถามผละตัวออกห่างแล้วฉายไฟไปรอบห้อง

เจ้าของห้องยังดูสับสนว่าทำไมจู่ ๆ รุ่นพี่ก็โผล่พรวดเข้ามาในห้องแล้วเอาแต่ถามอะไรประหลาด ๆ  “ผมเก็บไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าน่ะครับ”

คุราโมจิรีบปราดไปยังตู้เสื้อผ้า  ลงมือค้นลิ้นชักโดยไม่ขอคำอนุญาตจากเจ้าของเลยแม้แต่นิด  พอเขาเจอถุงร้อนก็รีบแกะซองออก  เขย่า ๆ ให้สารเคมีข้างในทำปฏิกิริยา  แล้วยัดใส่มือคนเพิ่งตื่นทันที

ความอุ่นทำให้สีหน้าโทโจเริ่มดีขึ้นมาบ้าง  คนบุกรุกห้องนั่งลงข้าง ๆ แล้วรีบเปิดประเด็น  “แปลว่านายไม่รู้เหรอว่าไฟดับ?”

“ไม่เลยล่ะครับ…”  คนถูกถามส่ายหัว  “ผมจำได้แค่ว่าผมกลับมาที่ห้องคนเดียว  ระหว่างนั่งฟังเพลงรอรุ่นพี่กลับมาจู่ ๆ ก็เหมือนวูบไป…มารู้สึกตัวอีกทีตอนรุ่นพี่คุราโมจิปลุกเนี่ยแหละ”  พอพูดถึงตรงนี้ตาเขาก็เบิกขึ้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้  “แล้วรุ่นพี่เข้ามาห้องผมได้ไงเนี่ย!?”

“เดี๋ยวฉันจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง”  อีกฝ่ายตอบด้วยสีหน้าจริงจัง  “นายอย่าเพิ่งตกใจไปล่ะ”

.

.

.

.

.

.

คุราโมจิเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ไฟดับ  จนถึงตอนเขาเจอกุญแจของห้องนี้ตรงหน้าห้องมิยูกิ  โทโจนั่งฟังโดยไม่พูดอะไรเลยระหว่างอีกฝ่ายเล่าเรื่องจนจบ  สีหน้าเขาดูเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะเผลอตะโกนอย่างตกใจตอนที่รุ่นพี่เล่าว่าเอย์จุนหายตัวไป

“ซาวามูระน่ะเหรอครับ!?  “เพื่อนร่วมรุ่นของเอย์จุนตะโกนสุดเสียงแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไร

“ก็เออสิ”  คนเล่ากัดปาก  เจ็บใจที่ตัวเองไม่จับตามองรุ่นน้องร่วมห้องดี ๆ  “ฉันดันรีบเกินตอนได้ยินเสียงใครเอาอะไรลากพื้น  เลยไม่ทันหันไปดูว่าไอ้บ้านั่นไม่ได้วิ่งตามฉันมา”

“…”  โทโจอ่านบรรยากาศออกว่าคนตรงหน้ากำลังโกรธตัวเอง  แต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเลยทำได้แต่เงียบ

“…แล้วฉันก็เพิ่งมาเจอนายเป็นคนแรกเนี่ยแหละ”  คุราโมจิดูออกว่าคนฟังเป็นห่วงเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง  “นายพอมีความเห็นอะไรเกี่ยวกับไฟดับครั้งนี้ไหม”

“…มัน…ผิดปกติเกินไปแล้วครับ”  รุ่นน้องทำหน้าเครียด  “หอเรามีคนพักอยู่เยอะ  เลยไม่น่าเป็นไปได้ที่รุ่นพี่จะวิ่งเกือบรอบหอแล้วไม่เจอใครเลย  แถมโค้ชก็ไม่อยู่ในห้องอีก…”

“ฉันหวังว่าโค้ชน่าจะแค่ออกไปตาคนมาซ่อมไฟเฉย ๆ  แต่เวลาผ่านมาขนาดนี้ไฟก็ยังไม่ติด  แล้วคนอื่น ๆ ก็หายหน้าหายตาไปกันหมด  แบบนี้มันไม่ใช่แล้วล่ะ”  คนเล่าถอนหายใจหนัก

“…อ้ะ!  ให้ผมลองโทรหาโค้ชไหม!?”  จู่ ๆ โทโจก็นึกอะไรขึ้นได้  รีบควานหาของบางอย่างบนเตียงนอนตัวเอง

“นายมีเบอร์โค้ชเหรอ!?  “คุราโมจิยิ้มออกเป็นครั้งแรก

“เอ๊ะ?  รุ่นพี่ไม่มีเหรอครับ?”  รุ่นน้องหันกลับมาทำหน้างง  “รุ่นพี่เป็นรองกัปตันไม่ใช่เหรอ?”

“เอ่อ…ฉันไม่ได้หยิบมือถือมาด้วยตอนมาจากห้องน่ะ…”  คนถูกถามเกาหัวพลางยิ้มแห้ง  ตอนนั้นเขามัวแต่สงสัยเรื่องไฟดับ  และคิดไปเองว่าแค่เดินออกไปดูไฟเฉย ๆ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เลยไม่ได้หยิบมือถือติดมาด้วย

“อ๋อ…”  คนสงสัยไม่ได้ว่าอะไรต่อ  คงเป็นเพราะเข้าใจสถานการณ์ด้วย  ในที่สุดเขาก็หามือถือเจอ  เพลงที่ฟังก่อนเผลอหลับไปยังคงเล่นอยู่  เขากดปิดเพลงแล้วดึงหูฟังออก  กดหาเบอร์โค้ชก่อนจะลองยกขึ้นแนบหู

อีกคนนั่งจ้องตาแทบไม่กะพริบ  เวลาผ่านไปท่ามกลางความเงียบครู่หนึ่งก่อนคนโทรจะถอนหายใจ  “ไม่มีคนรับสายน่ะครับ”

“ลองโทรใหม่สิ”  อีกคนออกปาก

ครั้งที่สองก็จบลงด้วยความเงียบ  สวนกับความกลัวที่พองตัวขึ้นเรื่อย ๆ

“…ยังไม่มีคนรับ”  เสียงรุ่นน้องเริ่มเบาหวิว

“ลองโทรหาคนอื่นสิ  มิยูกิก็ได้!!”  อีกคนรีบเสนอความเห็น

เจ้าของมือถือทำตาม  เขาไล่กดเบอร์ทุกคนในทีมเท่าที่ทำได้แต่ก็คว้าน้ำเหลวหมด  ไม่มีใครรับโทรศัพท์เลยแม้แต่คนเดียว

“…”  โทโจหันมามองหน้าอีกคนพลางส่ายหัว  เป็นสัญญาณว่าโทรหาทุกคนไม่สำเร็จ

“…โธ่เว้ย!!”  คนผมแยงกี้ระบายความโกรธด้วยการกำหมดชกเตียงเต็มแรง

รุ่นน้องจ้องมองมือถือเงียบ ๆ  หน้าของเขาเริ่มซีดขึ้นเมื่อตระหนักได้ว่าเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่น่ากลัวขนาดไหน  “…เอาไงต่อดีครับ”

คุราโมจิเหลือบมองรุ่นน้องร่วมทีม  เดิมทีโทโจเป็นคนเข้มแข็งและอดทน  บนใบหน้าของเขามักจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับความลำบากมากแค่ไหน  แต่ครั้งนี้รุ่นน้องกลับแสดงแววตาสิ้นหวังให้เห็น  แปลว่าเขาช็อกกับเรื่องที่เกิดมากพอดู

คนไว้ผมทรงแยงกี้อ้าปากจะปลอบ  แต่ก็พูดอะไรไม่ออก  เพราะเขาเองก็รู้สึกย่ำแย่ไม่แพ้กัน

ทันใดนั้นรุ่นน้องตรงหน้าก็ลุกขึ้นยืน  หย่อนมือถือตัวเองลงกระเป๋าเสื้อ  ก่อนควานหาอะไรบางอย่างตรงหัวนอนแล้วหยิบไฟฉายมาไว้ในมือ  “ไปตามหาทุกคนกันเถอะครับ”

“ห้ะ”  รุ่นพี่ทำได้แค่อุทานเพราะตกใจกับความเปลี่ยนแปลงของอีกคน

“ไม่ใช่ว่าทุกคนจะหายตัวไปดื้อ ๆ นี่ครับ”  โทโจหันมายิ้ม  “ก็รุ่นพี่ยังหาผมเจอนี่นา”

โทโจ…

คุราโมจิมองหน้าอีกฝ่าย  ก่อนจะอมยิ้มมุมปาก

นายนี่มันเป็นคนไม่เคยยอมแพ้จริง ๆ

“เออ  จริงอย่างที่ว่าละนะ”  คนผมแยงกี้ลุกขึ้นยืน  กำหมัดชกมือตัวเองเบา ๆ เรียกกำลังใจ  “แล้วนายว่าเราควรเอาไงต่อดีล่ะ”

“จากที่รุ่นพี่คุราโมจิเล่า  รุ่นพี่แค่เดินไปมาระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสองใช่ไหมครับ”  เจ้าของห้องเปิดไฟฉาย  ก้มลงหยิบถุงร้อนที่เหลือออกมาจากลิ้นชักแล้วแบ่งให้คุราโมจิ  “แปลว่ารุ่นพี่ยังไม่ได้ไปโรงอาหารหรือโรงฝึกในร่มเหรอ”

“ก็ใช่นะ…”  คนถูกถามเหลือบตานึกย้อนอดีต  “แต่ฉันจำได้ลาง ๆ ว่าตอนออกมาจากห้องตัวเองก็เห็นโรงอาหารไฟดับอยู่แล้วน่ะ”

“แล้วแถวโรงฝึกในร่มล่ะครับ?”  โทโจถามพลางแปะถุงร้อนลงบนเสื้อ

“…ยังไมได้ไปดูแฮะ”

“งั้นลองไปดูกันเถอะ  ไม่แน่อาจเจอใครสักคนก็ได้”  รุ่นน้องเสนอความเห็น  ถึงเขาจะเลือกใช้คำว่า ‘เจอ’ แทนคำว่า ‘มีใครอยู่’  แต่อย่างน้อยความเห็นนี้ก็ทำให้อีกฝ่ายใจชื้นขึ้นมาบ้าง

“อ้ะ!!” ก่อนที่คนฟังจะนึกอะไรออก  “แต่วันนี้โค้ชไล่ล็อกหมดแล้วนี่  คงไม่มีใครเข้าไปซ้อมหรอกมั้ง” เขาแย้งกลับซึมลงเล็กน้อยพอเห็นความหวังดับวูบลงไป

“ถึงจะเข้าไปข้างในไม่ได้  แต่ด้านนอกก็น่าจะมีคนแอบซ้อมอยู่ดีนี่ครับ”  รุ่นน้องพูดยิ้ม ๆ  “คุณก็รู้ดีนี่ว่าทุกคนในทีมเราเป็นพวกบ้าซ้อมกันขนาดไหน”

“จริงด้วย…บางทีโซโนะกับฮารุอิจิก็ไปฝึกหวดไม้อยู่แถวนั้นเหมือนกันนี่หว่า”  ความเห็นนั้นทำคนฟังใจพองโตขึ้น  เขารีบแกะถุงร้อนอันเก่าที่เริ่มหายร้อนออกแล้วแปะอันใหม่แทน  กำไฟฉายในมือแน่นก่อนจะเปิดประตูห้องออกมา

“รีบไปกันเถอะ”

“ครับ!!”  โทโจพยักหน้าแล้วเดินตามออกมา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s