Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 4

ช่วงนี้กำลังนั่งไล่ดู 実況 ฮอเรอร์เกมเพื่อเอามาเป็นไอเดียในการเขียนอยู่ค่ะ  (ไม่ได้อู้นะ //ทำตาวิ้ง ๆ)

ความตั้งใจในฟิคเรื่องนี้คืออยากจะลองจับตัวละครหลาย ๆ ตัวที่ไม่ค่อยมีโอกาสมีบทสนทนาร่วมกันในเนื้อเรื่องหลักมาคู่กันค่ะ  อยากจะลองดูว่าถ้าอยู่ด้วยกันแล้วจะมีบทสนทนายังไง …แต่แต่งยากมากเลยค่ะ //น้ำตา

ยังไงก็จะพยายามต่อไปค่ะ  ฮึก…

ปล. ถ้าประโยคมันแบ่งคำแปลก ๆ ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ  เวิร์ดมันเป็นอะไรไม่รู้  ชอบลบเว้นวรรคเอง…

Edit : แก้ชื่อเรื่อง+รายละเอียดนิยายค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**



ทางเดินไปโรงฝึกในร่มจะผ่านห้องอาบน้ำออกไปด้านข้างหอ  ระหว่างทางพวกเขาแวะเคาะห้องพักห้องอื่น ๆ เผื่อมีใครอยู่  แต่ก็ไม่มีใครเปิดประตูออกมาเลย  แถมทุกห้องก็ล็อกกุญแจราวกับทุกคนพร้อมใจกันเข้านอนจนหมด
พอพวกเขาไปถึงโรงฝึกในร่ม  ก็ไม่พบใครอยู่อีก

“ไม่มีใครอยู่เลยเหรอ…”  โทโจกวาดไฟไปมาช้า ๆ น้ำเสียงฟังดูสิ้นหวัง

“เอาไงต่อดีล่ะ”  เจ้าของทรงผมแยงกี้เปรยขึ้นมา  ลองชะโงกหน้ามองลอดหน้าต่างเผื่อหวังจะเห็นอะไรข้างใน

“ก็คงต้องลองไปหาที่อื่นสินะครับ”  คนตอบเกาหัว  หันหลังจะเดินกลับไปทางเดิม

คุราโมจิหมดกำลังใจ  ถอนหายใจเบา ๆ แล้วละสายตาจะหันกลับตามอีกคนไป  แต่ทันใดนั้นหางตาเขาก็เห็นเหมือนอะไรบางอย่างขยับผ่านหน้าต่างด้านในไป

“เหวอ!!!”

เสียงอุทานกับเสียงบางอย่างตกกระแทกพื้นดึงความสนใจเพื่อนร่วมทางให้หันกลับมา  ทันทีที่รุ่นพี่เข่าอ่อนล้มลงไปนั่งกับพื้นก็รีบดึงตัวอีกฝ่ายให้ยืนขึ้น  “มีอะไรครับ!?”

คนหมดแรงยกมือขึ้นชี้ไปทางหน้าต่างสั่น ๆ  “ฉะ…ฉันว่าฉันเห็น…ใครอยู่ในนั้น…”

“หา!?”  อีกคนอุทานเสียงหลง  รีบหันไปมองหน้าต่างบ้าง  “จะ…จริงเหรอครับ!?”

“นะ…น่าจะใช่…”  ความตกใจทำผู้เห็นเหตุการณ์เสียสติกว่าที่คาด

โทโจรีบวิ่งไปเคาะหน้าต่าง  “มีใครอยู่บ้างไหม!!”

ทุกอย่างยังคงเงียบเหมือนเคย

“เราลองหาทางเข้าไปข้างในกันเถอะครับ!!”  อีกฝ่ายคงเห็นว่าขืนเอาแต่เคาะหน้าต่างเรียกไปก็คงไม่มีประโยชน์  เลยรีบข้ามไปยังขั้นตอนต่อไป

“แต่ว่าประตูมันล็อกอยู่นี่  เราไม่มีกุญแจนะ”  คุราโมจิกลับมาตั้งตัวได้แล้ว  “ขืนทุบหน้าต่างบุกเข้าไปรับรองพรุ่งนี้โดนดุหูชาแน่”

“ปกติถ้าใช้โรงฝึกในร่มเสร็จแล้วโค้ชหรือคนอื่น ๆ ยังไม่กลับ  เราก็จะเอากุญแจไปเก็บไว้ในห้องคนดูแลหอสินะครับ”  รุ่นน้องรีบออกความเห็น  “ส่วนถ้าไม่มีใครอยู่แล้วก็จะหย่อนกุญแจไว้ในกล่องหน้าห้อง  แล้วตอนเช้าโค้ชจะมาไขกล่องเอากุญแจไปเปิด…ว่าง่าย ๆ คือยังไงก็ต้องไปห้องคนดูแลหอเหรอ”

“ไม่นะ…วันนี้โค้ชเป็นคนล็อกโรงฝึกในร่มกับห้องเก็บอุปกรณ์  อีกทั้งปกติถึงทุกคนจะเอากุญแจไปหย่อนห้องคนดูแลหอสุดท้ายโค้ชก็ไปเก็บกุญแจจากกล่องมาไว้กับตัวก่อนจะนอนอยู่ดี  ยังไงกุญแจก็อยู่กับโค้ชแหละ”  คุราโมจิแย้ง

อีกฝ่ายเริ่มลนลาน  “แต่โค้ชไม่อยู่นี่ครับ  แล้วจะเอาไงดี!?”

รุ่นพี่ขมวดคิ้ว  “ไม่แน่ว่ากุญแจจะอยู่กับตัวโค้ชซะหน่อย”

“เอ๊ะ?”

“จำที่ฉันเล่าได้ไหม  ห้องพักของโค้ชไม่ได้ล็อกนะ…”  เขายกความจริงหนึ่งข้อขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

“ระ…หรือว่า…”  คนฟังกลืนน้ำลาย  “รุ่นพี่จะไป…ค้นห้องโค้ชเหรอครับ!?”

ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งคู่

จริงอยู่ที่ตอนนี้การบุกรุกห้องโค้ชแล้วหยิบของไปโดยไม่บอกกล่าวอาจเป็นเรื่องควรทำในตอนนี้จริง ๆ  แต่ทั้งคู่ต่างก็ทราบซึ้งถึงความน่ากลัวของโค้ชจนถึงทรวง  พวกเขาไม่อยากคิดเลยว่าถ้าโค้ชรู้เรื่องนี้เข้า  พวกเขาจะมีชะตากรรมแบบไหน

“…ตะ…แต่ยังไงก็คงต้องลอง…สินะครับ”  โทโจรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นมา

“นะ…นั่นสิ…ไอ้เจ้าซาวามูระก็เข้าไปรื้อมารอบนึงแล้ว…คงไม่เป็นไรหรอก”  คุราโมจิกลบความหวาดหวั่นในเสียงตัวเองไม่หมด  ตอนนี้เขารู้สึกดีมากพอเอ่ยชื่อรุ่นน้องร่วมห้องที่หายสาบสูญออกมาได้แล้ว  แต่ความกลัวว่าโค้ชจะรู้ว่าเด็กในชมรมรื้อห้องตัวเองยังทำเขาใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ อยู่ดี

“งะ…งั้นก็รีบไปกันเถอะ…”  รุ่นน้องเอ่ยเร่ง  ไม่รู้เป็นเพราะกลัวว่าถ้าช้าแล้วจะพลาดโอกาสรู้ว่าโรงฝึกในร่มมีอะไร  หรือกลัวว่าโค้ชจะกลับมาเจอว่าพวกเขาคิดทำอะไรอยู่กันแน่  ทั้งที่ตอนนี้ถ้าเจอโค้ชได้จะน่ายินดีกว่าอีก

กลุก

เสียงบางอย่างดังมาจากด้านหลัง

ทั้งคู่หันไปมองพร้อมกัน  ตรงทางเดินด้านหลังหออีกด้านหนึ่งปรากฎเงามืดของตู้ขายน้ำผุดในอากาศ  ไฟในเครื่องดับเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้  ตู้ขายน้ำตรงนี้เป็นแหล่งซื้อน้ำดื่มชั้นดีสำหรับทุกคนในหอ  คุราโมจิเองก็เคยใช้งานเอย์จุนให้มาซื้อน้ำไปปรนนิบัติเขาบ่อย ๆ

“…มีใครอยู่หรือเปล่า!?”  โทโจลองตะโกนถาม  แต่ก็ได้ความเงียบเป็นคำตอบคืนมา

“…หูฝาดมั้ง”  คนไว้ผมทรงแยงกี้ตัดบท  รีบปฏิเสธความคิดบางอย่างที่แวบเข้ามาในส่วนลึกของจิตใจ

“นั่นสินะครับ…”  ดูเหมือนรุ่นน้องจะคิดแบบเดียวกัน  ทั้งคู่เลยหันกลับไปทางเดิม

กลุก

เสียงแบบเดิมดังขึ้นอีกครั้ง  แต่เร่งระดับความดังมากกว่าเดิม  เสียงนั้นดังมากพอกระตุ้นสัญชาตญาณของทั้งคู่ให้หันกลับมามองอีกครั้ง

กระป๋องน้ำผลไม้กระป๋องหนึ่งกลิ้งเข้าในวงลำแสงไฟฉาย

“…กะ…กระป๋องน้ำมาจากไหน…”  รุ่นน้องปีหนึ่งค่อย ๆ ก้าวเท้าถอยหนี  เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เห็นว่ามีกระป๋องน้ำกลิ้งอยู่กับพื้นเลย  และยิ่งพิจารณาจากเสียงเมื่อครู่ก็นึกได้อย่างเดียวว่าน่าจะหล่นมาจากตู้ขายน้ำ
แต่ตู้ขายน้ำนั้นไม่น่าใช้การได้เพราะไฟดับ

“…รีบไปกันเถอะ”  คุราโมจิสัมผัสถึงลางไม่ดี  เขาส่งเสียงเร่งแล้วค่อย ๆ หันหลังกลับช้า ๆ

อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนจะรีบสาวเท้ากลับไปทางเดิม

ทันทีที่โทโจหันกลับไปด้านหลัง  หางตาของคนผมแยงกี้ก็จับภาพอะไรบางอย่างพุ่งเข้าหารุ่นน้องทันควัน

“โทโจ!!!”

ไวเท่าความคิด  คุราโมจิโถมตัวเข้าบังคนข้าง ๆ เต็มแรง  คนโดนกระโดดใส่ร้องเสียงหลง  ร่างของทั้งคู่กระแทกพื้นเต็มแรงพร้อมกันเสียงดัง ‘กึง!’ ดังมาจากบนเพดาน

“โอ๊ย!”โทโจล้มไหล่กระแทกพื้น  เขายกมือกุมไหล่ตัวเองแล้วหันมามองอีกฝ่ายด้วยความตกใจ  “รุ่นพี่คุราโมจิ!?”

เจ้าของชื่อเรียกหันควับไปมองทางเสียงบนเพดาน  ก่อนจะอ้าปาก  “อะ…อะไรวะเนี่ย…”

คนโดนกระแทกล้มหันไปมองตาม  พอเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเขาก็หน้าถอดสีทันที  “อะ…”

กระป๋องน้ำบนพื้นเมื่อครู่ปักอยู่บนเพดานทางเดินตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ  น้ำในกระป๋องไหลตามรอยแตกหยดบนพื้นจนเจิ่งนอง  มีเศษอิฐโปรยลงมาเป็นระยะ

“กระป๋องน้ำ…มัน…”  รุ่นน้องอ้าปากค้าง

“นี่มันเกิดอะไรวะเนี่ย!!!”  คนทันเห็นเหตุการณ์สบถพรืดออกมา  ถ้าเขาไม่ทันเห็นว่าจู่ ๆ กระป๋องน้ำบนพื้นก็ลอยขึ้นพุ่งเข้าใส่รุ่นน้องแล้ว  ป่านนี้โทโจคงเจ็บหนักแน่

กลุก  กลุก  กลุก

เสียงแบบเดิมดังขึ้นอีกครั้ง  แต่คราวนี้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าเดิม  ทั้งคู่หันไปฉายไฟใส่ด้านหลัง  แล้วก็ใจหายทันทีเมื่อเห็นกระป๋องน้ำกลิ้งหล่นออกมาจากตู้ขายน้ำไม่หยุด

“ระ…รุ่นพี่คุราโมจิ…”  รุ่นน้องร่วมทางกระตุกเสื้ออีกฝ่ายเบา ๆ ด้วยความกลัว

“นะ…นี่ฉันฝันไปเหรอเนี่ย…”  อีกคนยังไม่อาจทำความเข้าใจกับภาพตรงหน้าได้ลุกขึ้นยืนช้า ๆ มองปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติตรงหน้าไม่กะพริบตา

กระป๋องน้ำบางกระป๋องค่อย ๆ ลอยจากพื้นช้า ๆ  ขยับเข้าใกล้ทั้งคู่ด้วยท่าทีไม่เป็นมิตร

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”

เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังก้องในความมืด  จับทิศทางไม่ได้ว่ามาจากไหน  เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้นพร้อมกับกระป๋องน้ำที่ลอยเข้าใกล้เรื่อย ๆ

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”

เสียงนั้นดังเหมือนมีลำโพงเปิดเสียงจากทุกทิศทาง  คุราโมจิยกมือข้างหนึ่งอุดหู  มืออีกข้างดึงรุ่นน้องอีกคนให้ลุกขึ้นตาม  สายตายังจับภาพกระป๋องน้ำลอยกลางอากาศไม่วางตา

“ไม่ให้อภัย!!!”

สิ้นเสียงตะโกนปริศนา  กระป๋องน้ำทุกกระป๋องก็พุ่งใส่ทั้งสองคนทันที

“วิ่ง!!!”  เจ้าของทรงผมแยงกี้ตะโกนเป็นสัญญาณ  แล้วทั้งคู่ก็หันหลังออกวิ่งเต็มกำลัง  เลี้ยวไปทางระเบียงหน้าห้องโดยหวังว่ากระป๋องน้ำจะพุ่งหลุดไปอีกทาง

แต่ไม่เป็นไปตามคาด  เหล่ากระป๋องน้ำหักเลี้ยวด้วยความเร็วสูงไล่ตามมาติด ๆ

“นายเป็นอะไรมากไหม  โทโจ!!”  คุราโมจิตะโกนถามขณะวิ่ง  ฝีเท้าดั้งเดิมของเขาเร็วพอจะสลัดกระป๋องน้ำหลุดได้  แต่เพราะความเป็นห่วงเพื่อนร่วมทางอีกคนที่วิ่งไม่เร็วเท่ากันเลยทำให้เขาต้องชะลอฝีเท้าเอาไว้

“ตะกี๊เจ็บแขนนิดหน่อย  แต่ไม่เป็นไรแล้วครับ!!”  อีกคนตอบกลับ  เริ่มมีเสียงหอบปนเป็นระยะ  “นี่ผมกำลังฝันอยู่
เหรอเนี่ย!?”

“ถ้านายบอกว่าเจ็บก็ไม่ได้ฝันแล้วน่า!!”  คนวิ่งนำหน้าเอ่ยแก้ให้  ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นทิศทางที่พวกตนกำลังวิ่งไป

“ออกไปทางเข้าหอกัน!!”

“ครับ!!”

ทั้งคู่เร่งฝีเท้าไปตรงทางเข้าหอ  กระป๋องน้ำนับสิบยังคงพุ่งตามมาอย่างไม่ลดละ  ตาของคุราโมจิเป็นประกายขึ้นเมื่อเห็นว่าตนกำลังจะวิ่งผ่านทางออกแล้ว

แต่พอเขากำลังจะวิ่งทะลุออกไป  ก็กระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างด้านหน้าเต็มแรงจนตัวเขาล้มลง

“รุ่นพี่คุราโมจิ!!?”  คนที่วิ่งตามมาชะงักเท้าพลางร้องเสียงหลง

“อะไรวะ!!”  คนล้มรีบยันตัวขึ้นยืน  เอื้อมมือจะยื่นออกไปนอกทางเข้าหอแต่ก็ชนกับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น

“ทำไมออกไปไม่ได้!!?”

“รุ่นพี่ระวัง!!”

คนได้ยินเสียงเตือนเอี้ยวหัวหลบตาม  น้ำกระป๋องหนึ่งพุ่งเฉียดหูตรงเข้าใส่ทางเข้าหอก่อนจะหยุดชะงักกลางอากาศระหว่างเสาประตูเหมือนชนกับกำแพงล่องหน  เกิดเสียงเปรี๊ยะดังลั่นพร้อมกับกระป๋องน้ำบุบบู้บี้  น้ำกระฉอกออกจากกระป๋องเป็นสาย  ซึมลงดินหายไปอย่างรวดเร็ว

“ไอ้กระป๋องน้ำเวรนี่!!”  คนเกือบตกเป็นเป้าโจมตีเปลี่ยนทิศทางวิ่งกลับไปยังหน้าห้องพัก  ดึงแขนรุ่นน้องให้วิ่งตามมาติด ๆ  ด้านหลังมีเสียงดังกึงอีกประมาณสองสามครั้งดังไล่หลังมา  คงมาจากกระป๋องน้ำที่ตามมาด้านหลังเปลี่ยนทิศทางตามพวกเขามาไม่ทันเลยชนเข้ากับกำแพง

“มันยังตามมาอยู่ไหม!?”  คุราโมจิตะโกนตาม  เขาไม่อยากหันกลับไปดูเองเพราะกลัวเสียสมาธิในการวิ่ง

“ยังตามมาอยู่ครับ!!”  คนด้านหลังหันไปดูแล้วตอบให้สปีดในการวิ่งเริ่มตกลงจนคนลากยังรู้สึก  อันที่จริงความเร็วในการวิ่งของตัวคุราโมจิเองก็เริ่มตกลง  เพราะอันที่จริงเขาถนัดในการวิ่งเต็มสปีดตอนออกตัวครั้งแรกมากกว่า  หากวิ่งติดต่อกันนาน ๆ เขาก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนอื่นมากนัก

เอาไงดีวะ

สมองของคุราโมจิเดินเครื่องหาคำตอบเต็มกำลัง  แต่ด้วยสถานการณ์หน้าสิ่งหน้าขวานจึงทำให้เขาไม่อาจนึกอะไรออกมาได้ตามต้องการเลย

แต่ทันใดนั้น  มือที่กุมแขนรุ่นน้องด้านหลังก็สัมผัสถึงแรงต้าน

โทโจหยุดวิ่งกระทันหัน  แล้วสะบัดมือของอีกฝ่ายออกเต็มแรง

“เฮ้ย!?”  คนวิ่งนำหยุดหันกลับมาร้องเสียงหลง  ตอนนี้พวกเขาอยู่บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นชั้นสองของหอ  ด้านหลังยังเห็นกระป๋องน้ำสี่ห้ากระป๋องตามมาไม่ห่าง

“รุ่นพี่ก้มหัวลง!!”

รุ่นน้องตะโกนลั่น  คว้าอะไรบางอย่างจากริมกำแพงมาไว้ในมือ

คุราโมจิไม่มีเวลาพอคิด  เขาก้มตัวลงยกมือกุมหัวตามคำสั่งเพื่อนร่วมทางทันที

ก่อนจะทันเห็นว่าสิ่งของนั้นคือถังดับเพลิงที่วางไว้ข้างกำแพงใกล้ ๆ กับตู้ไฟ

“ย้ากกกกกกก!!!”

โทโจรวบรวมแรงทั้งหมด  เหวี่ยงถังดับเพลิงในมือฟาดปะทะกับกระป๋องน้ำที่เหลืออย่างไม่ลังเล

แก๊ง!!!

กระป๋องน้ำเหล่านั้นถูกแรงกระแทกเข้าเต็มที่จนกระเด็นไปด้านหลัง  สายน้ำหลากรสพุ่งออกจากตัวกระป๋องเป็นสาย  เจิ่งนองบนพื้นเป็นทาง  ตัวกระป๋องเองก็บุบบี้จากแรงอัด  ตกลงบนพื้นแล้วแน่นิ่งไป

คนหลบอยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้นมอง  ก่อนจะอดเอ่ยปากชมไม่ได้  “ไนซ์แบต”

“ไม่ใช่ตีลูกเบสบอลซะหน่อยครับ”  แบตเตอร์จำเป็นอดขำออกมาไม่ได้  แต่ก็ต้องเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดขึ้นเมื่อเห็นน้ำกระป๋องอีกสองกระป๋องพุ่งตามมาทีหลัง

“ระวัง!!”  คราวนี้คนหลบร้องเตือนบ้าง

โทโจกระชับถังดับเพลิงในมือ  ตั้งท่าเตรียมจะฟาดกลับไปอีกหน

ทันใดนั้นกระป๋องน้ำทั้งสองกระป๋องก็ลดความเร็วลงจนหยุดอยู่นิ่ง ๆ ตรงหน้าพวกเขา  ตัวกระป๋องสั่นน้อย ๆ เหมือนไม่มีแรงประคองให้ตนลอยอยู่ในอากาศได้อีกแล้ว

“ฝากไว้ก่อนเถอะ…ฝากไว้ก่อนเถอะ…!!”

เสียงผู้ชายคนเดิมดังแหวกอากาศขึ้นมาอีกครั้ง  เสียงนั้นทั้งดังและโหยหวนจนทั้งสองคนต้องยกมืออุดหู  แต่ในอีกพริบตาเดียวเสียงนั้นก็เงียบไปเหมือนถูกสูบ  แล้วกระป๋องน้ำทั้งสองก็ร่วงหล่นบนพื้น  กลิ้งเงียบ ๆ มาหยุดแทบเท้าโทโจ

“…ห้ะ?”   คุราโมจิได้แต่อุทาน

“…เงียบ…ไปแล้ว?”  คนถือถังดับเพลิงก็ลดมือลงบ้าง

ทั้งคู่รีบมองไปรอบ ๆ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์  แต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่ากระป๋องน้ำปริศนาจะบุกโจมตีมาอีก

“เมื่อกี๊มัน…อะไรครับเนี่ย?”  รุ่นน้องหันมาถามอีกคนด้วยสีหน้าอับจนคำตอบ

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน…”  คนผมแยงกี้ยกมือปัดเสื้อตัวเอง  ตอนนี้ตัวเขาเหงื่อแตกพลั่กจากการออกแรงเมื่อครู่  กลบความหนาวในฤดูใบไม้ผลิจนหมดสิ้น  แต่อีกไม่นานพอเหงื่อเริ่มแห้งเขาต้องกลับมาหนาวหนักกว่าเก่าแน่ ๆ  เขาเลยตัดสินใจขยำถุงร้อนอันเก่าทิ้งแล้วหยิบถุงร้อนที่ติดมาก่อนออกจากห้องโทโจแปะไปใหม่

โทโจวางถังดับเพลิงลงที่เดิม  “ตกลงนี่ผม…ไม่ได้ฝันไปจริง ๆ ใช่ไหมครับ?”

คนถูกถามมองหน้าอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยเหงื่อผุดพราย  “แล้วนายยังคิดว่านายฝันอยู่ไหมล่ะ?”

“…นั่นสินะครับ”

คุราโมจิเกาแก้ม  ก้มลงหยิบกระป๋องน้ำที่หวังโจมตีพวกเขาเมื่อครู่ขึ้นมาดู  พบว่ากระป๋องหนึ่งเป็นคาลพิสแลต
โตะ  ส่วนอีกกระป๋องเป็นกาแฟ

“…ดื่มไหม?”  เขานึกสนุก  ยื่นกระป๋องคาลพิสแลตโตะให้อีกคนด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

รุ่นน้องมองกระป๋องน้ำในมือแล้วยิ้มแห้ง ๆ  “ใจหนึ่งผมอยากดื่ม  แต่อีกใจผมก็ไม่อยากเลยครับ”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s