Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 5

มาแปะก่อนเพราะเดี๋ยวจะไม่อยู่ยาว  (ยังมีคนอ่านอยู่ไหมเนี่ย)

แน่นอนว่าชื่อเพื่อนร่วมห้องคาวาคามิก็มโนขึ้นมาเองนะคะ  เพราะในเนื้อเรื่องไม่ได้กล่าวถึง…ส่วนตำแหน่งห้องพักนั้นอ้างอิงจากออฟฟิเชียลไกด์ค่ะ

Edit : แก้ชื่อเรื่อง+รายละเอียดนิยายค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**

สุดท้ายทั้งคู่ก็กลับมายังห้องพักของโค้ชจนได้

คุราโมจิยืนจ้องประตูห้องเพื่อทำใจอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะกลืนน้ำลายเอื๊อก  ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปอีกรอบ  “ขอโทษจริง ๆ นะครับ”

ในห้องยังมืดสนิทและไม่มีใครอยู่เช่นเคย  ทั้งสองคนยืนอยู่กลางห้อง  ทำใจสวดภาวนา(?)กันครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันหากุญแจโรงฝึกในร่มให้เสร็จ ๆ ไปเสียที

“ขอให้เจอเร็ว ๆ เถอะ…”  รุ่นน้องอีกคนพึมพำกับตัวเองขณะรื้อโต๊ะทำงานในห้อง  เขาพยายามวางทุกอย่างไว้ที่เดิมโดยหวังว่าเจ้าของห้องจะจับพิรุธไม่ได้

เพื่อนร่วมทางไม่พูดอะไร  หยิบกุญแจที่ห้อยบนกำแพงบริเวณประตูห้องดูทีละดอก

เวลาผ่านไปไม่ถึงนาที  คนรื้อโต๊ะก็อุทานออกมา  “เจอแล้ว!!”

“ไหน!?”  อีกคนรีบตามมาดู  ในลิ้นชักชั้นที่สองของโต๊ะมีกุญแจสองดอกวางไว้  ดอกหนึ่งห้อยแท็กเขียนว่ากุญแจโรงเก็บอุปกรณ์  ส่วนอีกดอกห้อยแท็กเขียนว่ากุญแจโรงฝึกในร่ม

“เฮ้อ”  คุราโมจิอดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้  “เจอแล้วก็ดี  รีบไปแล้วรีบเอากลับมาคืนเหอะ”

คนเจอหย่อนกุญแจดอกนั้นลงกระเป๋าเสื้อคลุมกันหนาวของตัวเอง  ตอนแรกเขาลังเลว่าจะหยิบกุญแจอีกดอกติดไปด้วยดีไหม  แต่พอคิดถึงเรื่องถูกโค้ชดุแล้วก็เปลี่ยนใจ  อย่างน้อยโค้ชน่าจะว่าเรื่องเอากุญแจไปแค่ดอกเดียวน้อยกว่าสองดอกแหละ

จู่ ๆ คนข้างตัวก็อุทานขึ้นมา  “หืม?”

“มีอะไรเหรอครับ?”  รุ่นน้องถามงง ๆ

“อย่างกับเคยเห็นกระดาษแบบนี้ที่ไหนสักแห่ง…”

โทโจมองตามแสงไฟฉายในมืออีกคน  ข้างใต้กุญแจโรงเก็บอุปกรณ์มีกระดาษเก่า ๆ สีเหลืองวางรองไว้  เขาลองหยิบมันขึ้นมาดู  ก่อนจะนึกออกทันทีเมื่อเอามาดูใกล้ ๆ  “กระดาษนี้มัน…”

“อะ…”  พอเห็นตัวกระดาษชัด ๆ  คุราโมจิก็นึกออกเหมือนกันว่าคืออะไร  “แบบเดียวกับกระดาษในสมุดบันทึกที่พวกนายเจอเมื่อตอนเย็นเลยนี่หว่า”

“ถูกฉีก…ออกมาเหรอครับ”  อีกคนพึมพำ  เขาจำได้ว่าสมุดเล่มนั้นมีรอยฉีกกระดาษอยู่หลายแผ่น  กระดาษแผ่นนี้คงจะเป็นหนึ่งในนั้น

ข้อสันนิษฐานของฉันไม่ผิดเหรอ…

เจ้าของทรงผมแยงกี้อดนึกถึงบทสนทนากับเอย์จุนก่อนไฟดับไม่ได้  ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกแย่ขึ้นอีก  แต่เขาก็รีบสลัดเรื่องนั้นทิ้งไปแล้วลองส่องไฟอ่านดู

บนกระดาษมีข้อความเขียนด้วยลายมือแบบเดียวกันกับในสมุด

.

.

.

.

โค้ชปลดฉันออกจากทีมตัวจริง

ถึงเขาจะบอกว่า “แค่ให้พักรักษาตัวจนกว่าจะหายดีเท่านั้น”

แต่เขาก็รู้ดีไม่ใช่เหรอว่ากว่าจะหายมันใช้เวลาแค่ไหน

แบบนี้คือปลดฉันออกจากทีมถาวรเลยสิ

แถมเผลอ ๆ แค่ซ้อมแข่งก็ลงไม่ได้ด้วย

ส่วนหมอนั่นก็เข้ามาแทนที่ฉันตามคาด

จำไว้เลย…สักวันฉันจะต้องชิงมันกลับคืนมาให้ได้

ฉันไม่มีทางให้อภัยนายหรอก!!

.

.

.

.

“ดูแย่…ขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ”  โทโจตัดสินใจเปิดปากหลังอ่านจบ

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ”  รุ่นพี่กลับเปลี่ยนเรื่อง  “ทำไมโค้ชถึงมีกระดาษจากสมุดบันทึกเล่มนั้นได้”

“อ้ะ  จริงด้วย…”  ดูเหมือนอีกฝ่ายจะคิดตามทัน

“โค้ชเก็บกระดาษแผ่นนี้ไว้  แปลว่าเขาต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรสักอย่างกับสมุดบันทึกเล่มนั้นเหรอ”  คุราโมจิเข้าโหมดใช้ความคิด  ลางสังหรณ์เริ่มส่งเสียงเตือนขึ้นอีกครั้ง

“รุ่นพี่ว่า…มันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไหมครับ?”  เพื่อนร่วมทางถามขึ้น

เจ้านี่ก็คิดเหมือนกันเหรอ

คนถูกถามพยักหน้า  “ถึงจะเป็นแค่เซนส์ก็เถอะนะ”

“ถ้าอย่างนั้น…ขอโทษนะครับ”  โทโจก้มหัวนิด ๆ แม้จะไม่มีใครเห็น  แล้วพับกระดาษเก็บเข้ากระเป๋าบ้าง  “ตอนนี้รีบไปโรงฝึกในร่วมก่อนดีกว่า”

“เออ”  คุราโมจิไล่ความกังวลในใจออก  ตั้งสมาธิกับเรื่องกลับไปโรงฝึกในร่มอย่างเดียว  พวกเขาทั้งสองออกจากห้อง  ลงบันไดเพื่อจะไปชั้นล่าง

ตึก  ตึก  ตึก

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านบน

“คะ…ใครน่ะ!?”คนเดินตามหลังเผลออุทาน  หันกลับมาส่องไฟวาบสวนกลับไป

“ห้ะ!?”  คนเดินนำหน้าลงบันไดนำหันกลับมาด้วย

แสงไฟฉายให้เห็นกำแพงตรงระเบียง  ด้านบนยังไร้เงาผู้คนและมืดสนิทเช่นเคย  “เอ๊ะ…”  คนได้ยินลดไฟฉายลง  ทำหน้าไม่เชื่อหูตัวเอง

“…นายหูฝาดเหรอ”  คนด้านล่างลองถาม

“ไม่น่านะ…ผมขอกลับขึ้นไปดูหน่อยแล้วกัน”  โทโจไม่รอความเห็นอีกฝ่าย  เดินกลับขึ้นบันไดไปทันทีที่พูดจบ

“เฮ้ย!!”  อีกคนรีบร้องห้าม  แต่ก็ไม่ทันเพราะรุ่นน้องปีนบันไดกลับไปแล้ว

ทันใดนั้นเอง  เงาดำ ๆ ของใครสักคนก็โผล่มาจากด้านข้างของทางเดิน

“เหวอ!!”

คนด้านล่างร้องเสียงหลง  เผลอก้าวเท้าถอยหลังลงไปอีก  เขามองไม่เห็นหน้าของเงาปริศนาชัดนักจากมุมที่ยืนอยู่  แต่ลางสังหรณ์ก็รีบเตือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“อ้ะ!!”  เสียงของโทโจดังขึ้นตาม  ก่อนน้ำเสียงจะเปลี่ยนเป็นดีใจ  “รุ่นพี่–”

แล้วเสียงรุ่นน้องก็เงียบลง

ภาพทุกอย่างเหมือนถูกปรับให้ช้าลง  ร่างของคนด้านบนคอย ๆ ร่วงลงมาราวกับถูกผลัก  บดบังการมองเห็นของคุราโมจิจนเกือบหมด

แสงไฟจากไฟฉายของโทโจฉายให้เห็นใบหน้าของเงานั้นแวบหนึ่ง

“เฮ้ย!!”

คุราโมจิส่งเสียงได้แค่นั้น  ก่อนจะถูกน้ำหนักของรุ่นน้องกระแทกเข้าเต็มแรง  ร่างของเขาเอนล้มไปด้านหลัง  ก่อนความเจ็บจะแล่นเข้าบริเวณหลังหัวจนการรับรู้ของเขาขาดลง

.

.

.

.

.

.

.

ย้อนเวลากลับไป

“จู่ ๆ ไฟก็ดับ  ตกใจหมดเลย~”

คาวาคามิ  โนริฟุมิ  พิชเชอร์ปิดม่านมือชั้นอ๋องแห่งทีมบ่นพลางเดินกลับไปยังห้องตัวเอง  มือกอดตัวเองไว้หลวม ๆ จากอากาศหนาวยามฤดูใบไม้ผลิ

“นายตกใจจนเกือบตกจากเก้าอี้ด้วยนี่นะ”  ชิราสุ  เคนจิโร่พูดพลางยิ้มนิด ๆ  พวกเขาสองคนอยู่คุยเรื่องวงดนตรีที่เพิ่งจัดคอนเสิร์ตใหญ่ไปเมื่อไม่นานในห้องอาหารจนลืมเวลา  พอรู้ตัวอีกทีไฟก็ดับลง  แถมคนอื่น ๆ ต่างก็กลับห้องไปหมดแล้วอีก

“ปกติโตเกียวไฟดับบ่อยซะที่ไหนเล่า”  คนโดนแซวรีบแย้งกลับ  ไต่บันไดกลับขึ้นไปชั้นสองอย่างระมัดระวังเพราะความมืดทำให้มองไม่เห็นขั้นบันได

“นั่นสินะ  ฝนก็ไม่ได้ตกด้วย”  อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“ไฟรีบ ๆ ติดเร็ว ๆ หน่อยเถอะน้า  ถ้ายังดับอยู่แบบนี้คงนอนไม่หลับแน่ ๆ”  พูดแล้วคาวาคามิก็ออกแรงกอดตัวเองมากกว่าเดิม  ถึงพวกเขาจะใส่เสื้อคลุมกันหนาวและตากฮีทเตอร์มาหมาด ๆ แต่ลมหนาวที่พัดวูบเป็นระยะก็เสียดแทงเกราะป้องกันที่ทำจากผ้าเข้ามาอย่างไม่ยากเย็นมากนัก

“แต่ว่า…”  คนเดินตามมาทีหลังโพล่งขึ้น  “ทำไมถึงเงียบแบบนี้นะ  ปกติถ้าไฟดับแบบนี้ก็น่าจะมีคนออกมาตามทางเดินบ้างแล้วนี่นา”

“หลับกันไปหมดแล้วมั้ง  หรือไม่ยิ่งออกมาข้างนอกก็ยิ่งหนาว  เลยเลือกหมกตัวอยู่ในห้องมากกว่า”  คนเดินนำยังไม่ติดใจอะไร  ก้าวเท้าขึ้นทางเดินแล้วตรงไปยังห้องพักของตัวเอง  “เฮ้อ  พรุ่งนี้ก็ต้องเริ่มเรียนแล้วเหรอเนี่ย”

“อยากเห็นหน้ารุ่นน้องเร็ว ๆ เหมือนกันนะ”  ชิราสุตัดสินใจไม่คิดมาก  เปลี่ยนบทสนทนาเป็นเรื่องอื่นแทน

“ถ้ามีคนเก่ง ๆ เข้ามาคงแย่น่าดู…”  พิชเชอร์ปิดม่านประจำทีมอดกังวลไม่ได้

“หัดมั่นใจในตัวเองกว่านี้หน่อยเถอะ”  เพื่อนคอดนตรีตบบ่าเขาเบา ๆ  คาวาคามิอดรู้สึกขอบคุณไม่ได้  ก่อนจะลงมือบิดลูกบิดประตูห้อง

“เอ๊ะ?”

“มีอะไรเหรอ?”  คนด้านหลังถามงง ๆ

“ห้องล็อกอยู่เหรอเนี่ย”  เจ้าของห้องพยายามเปิดประตูห้องแต่ก็ไม่สำเร็จ

“ปกตินายไม่ล็อกห้องเวลาออกจากห้องหรือไง”  ชิราสุถามกลับ

“ถ้าไม่มีคนอยู่ก็ล็อกนะ  แต่นี่มาเอดะน่าจะอยู่ในห้องแล้ว  ถ้าฉันยังไม่กลับมาปกติเขาไม่ล็อกห้องนี่นา”  คาวาคามิพูดถึงเพื่อนร่วมห้องอีกคน  เขาลองยกมือขึ้นเคาะประตู  “เฮ้  มาเอดะ  เปิดประตูให้หน่อย”

หลังประตูยังคงเงียบกริบ

“หลับไปแล้วหรือเปล่า”  คนรอด้านหลังชะโงกหน้ามามอง

“แปลกจังแฮะ…”  เจ้าของห้องเอียงคองง ๆ  แล้วเคาะประตูอีกรอบ  ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม  ไม่มีวี่แววว่ามีคนอยู่ในห้องเลย

“อื้ม…”  คาวาคามิมือล้วงกระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงเพื่อหาอะไรบางอย่าง  แต่หลังจากตบ ๆ กระเป๋าอยู่ได้สักพักก็หันมามองอีกคนด้วยใบหน้าแตกตื่น  “กุญแจห้องหายไปไหน!?”

“นายทำกุญแจห้องหายเหรอ!?”  ขนาดมิสเตอร์มั่นคงผู้ไม่ค่อยแสดงสีหน้าอะไรมากยังอดตกใจไม่ได้

“หายไปตอนไหนเนี่ย…แล้วฉันจะกลับเข้าห้องยังไง”  เจ้าของห้องเข้าโหมดซึมอย่างรวดเร็ว

“ลองนึกดี ๆ สิว่าทำหายตอนไหน”  อีกคนไม่อยากเสียเวลารับมืออารมณ์จิตตกของเพื่อนนักเลยรีบถามให้ตรงประเด็น  เจ้าของห้องฟื้นจากโหมดดราม่า  ขมวดคิ้วนึกย้อนอดีต  “อืม…อ้ะ!!”  แล้วเขาก็ร้องออกมาเหมือนนึกอะไรออก

“ว่าไง?”

“กุญแจอาจจะติดอยู่ในกระเป๋าเสื้อที่ใส่ตอนกลางวันก็ได้”  ใบหน้าของคนลืมของเริ่มสว่างไสวขึ้น  “ก็หลังกินข้าวเสร็จเราต้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดกันใช่ไหมล่ะ  สงสัยคงลืมหยิบออกจากเสื้อตัวเก่าแหละ”

“แล้วเสื้อตัวนั้นตอนนี้อยู่ไหน”  ชิราสุถามต่อ

“อืม…”  คนถูกถามยกมือกอดอก  ทำท่าครุ่นคิดอีกครั้ง  “น่าจะอยู่ที่ห้องซักผ้านะ…”

คนฟังขมวดคิ้ว  “น่าจะเหรอ?”

“คือตอนไปอาบน้ำฉันมัวแต่ตั้งใจฟังอาโซกับฮิงาสะคุยเรื่องเมนูฟิตกล้ามเนื้อของโค้ชโอจิไอน่ะสิ  เลยไม่แน่ใจว่าเอาไปไว้ที่ห้องซักผ้าแล้วหรือยัง”  คาวาคามิตอบด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ

ชิราสุอดถอนหายใจไม่ได้  เพื่อนเขาคนนี้ชอบแอบฟังคนอื่นคุยกันจริง ๆ

“ไม่ใช่ว่านายเอากลับมาเก็บไว้ที่ห้องแล้วไปโรงอาหารทั้งอย่างนั้นเลยนะ”  เขายกความเป็นไปได้ที่น่ากลัวที่สุดขึ้นมา

“ไม่น่าใช่  เดิมทีฉันตั้งใจจะเอาเสื้อผ้ามาซักวันนี้อยู่แล้ว  แต่เผอิญตอนขนผ้าไปไว้ที่ห้องซักผ้าเครื่องซักผ้ามันเต็มพอดี  ฉันขี้เกียจแบกกลับเลยวางกองผ้าทิ้งไว้ในนั้นน่ะ”

“งั้นก็เป็นไปได้ว่ากุญแจอยู่ในกองผ้าที่จะซักสินะ”  คนฟังเริ่มปะติดปะต่อจุดหมายได้  “ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปกันเถอะ  ขืนอยู่นอกห้องนานกว่านี้เดี๋ยวป่วยแน่”

“อะ  อืม”  คาวาคามิพยักหน้าเห็นด้วย  แต่ก็อดเปรยขึ้นไม่ได้อีกครั้ง  “ไฟก็ยังไม่มาสักที  แถมทุกคนก็เงียบจัง…”

พอเพื่อนยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีกรอบ  ความกังวลก็เริ่มก่อตัวในใจชิราสุทันที

แต่คงไม่มีอะไรมั้ง

เขาปลอบตัวเอง  ก่อนจะโยนความรู้สึกนั้นทิ้งไป

ทั้งคู่เดินลงบันไดกลับไปยังห้องซักผ้าชั้นหนึ่ง  ระหว่างทางก็ยังไม่พบใครตามเคย  แล้วยิ่งกว่านั้น  พวกเขาก็ค้นพบว่าห้องซักผ้าล็อกประตูไว้ด้วย

“ไม่จริงน่า”  คาวาคามิโอดครวญ  หมุนลูกบิดประตูไปมาหลายรอบหวังว่ามันจะปลดล็อกตัวเองให้แต่ก็ไม่สำเร็จ

“โค้ชคงมาล็อกห้องแล้วสิ”  อีกคนที่ตามมาด้วยสันนิษฐาน

“แล้วฉันจะเข้าห้องยังไง…”  ผู้ประสบปัญหาทำคอตก

เพื่อนร่วมทางรีบปลอบใจ  “ลองไปดูที่ห้องอาบน้ำดูไหม  กุญแจอาจจะตกตอนที่นายอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อเสร็จก็ได้”

“เหรอ…”  อีกคนยังไม่ยอมเงยหน้า

“ลองไปดูก่อนเถอะน่า  ถ้าหาไม่เจอจริง ๆ ค่อยลองกลับไปเคาะห้องอีกรอบ  มาเอดะอาจจะตื่นแล้วด้วย”  ชิราสุพยายามปลอบอีกฝ่ายให้ใจชื้นขึ้น

“แล้วถ้าไม่ล่ะ…?”  รอบนี้คนซึมยังไม่ฟื้นง่าย ๆ

คนปลอบลอบถอนหายใจ  “ก็นอนห้องฉันแล้วกัน  พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน”

เหมือนข้อเสนอนั้นจะได้ผล  เพราะคาวาคามิยอมเงยหน้าขึ้นมาผงกหัวหงึกหงัก  แล้วย่างเท้าเดินไปยังห้องอาบน้ำข้าง ๆ คว้าลูกบิดประตูเปิดเข้าไปทันที

“เหวอออออออออ!!!”

แต่ยังไม่ทันไรเขาก็ตะเกียกตะกายออกมาข้างนอก  กระแทกประตูกลับที่เดิมเสียงดังลั่น

“โนริ!?”  เพื่อนร่วมทางรีบปราดเข้าไปหา  คนโวยวายยังไม่ละสายตาไปจากประตู  สีหน้าซีดจนเห็นได้ชัด  “ทำไมข้างในร้อนจี๋เลย!?”

“หา?”  ชิราสุอุทาน  “จะเป็นไปได้ยังไง”

“จริง ๆ นะ  ลองเปิดดูสิ!!”  อีกคนยังยืนกรานเสียงแข็ง

คนฟังโคลงหัวไม่เชื่อ  ก่อนเอื้อมมือเปิดประตู

ไอร้อนปริมาณมหาศาลพัดวูบออกมาจากในห้อง  ปะทะเข้าตัวพวกเขาเต็ม ๆ  ชิราสุรีบก้าวเท้าถอย  ยกมือขึ้นบังหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติ  ส่วนอีกคนที่ยังไม่หายตกใจดีถึงกับขึ้นเสียง  ถอยกรูดจนหลังชนกำแพงระเบียงฝั่งตรงข้ามทันที

ไอร้อนนั้นลดความรุนแรงลง  ลอยออกจากประตูอย่างอ้อยอิ่งตามหลักวิทยาศาสตร์  เปลี่ยนอากาศบริเวณประตูให้เหมือนเวลาอยู่ในห้องอบซาวน่า

“นะ…นี่มันอะไรเนี่ย…”  คาวาคามิพึมพำขณะที่ยังเอาหลังติดกำแพงอยู่

“แบบนี้…อาจจะแย่แล้วสิ”  คนที่ยืนขวางทางประตูขมวดคิ้ว  ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อผุดจากความร้อนและความชื้น  “อาจจะมีใครเปิดน้ำร้อนทิ้งไว้จนความร้อนมันขังอยู่ในห้อง  ต้องรีบไปปิดแล้วสิ”

“นายจะเข้าไปข้างในเหรอ!?”  เพื่อนร่วมทางร้องถามเหมือนจะห้าม

ชิราสุกำหมัดแน่น  แล้วก็เดินเข้าไปข้างในโดยไม่สนคนข้างหลัง  ปล่อยคาวาคามิร้องเสียงหลงอีกรอบแล้วรีบตามเข้ามาติด ๆ

ในห้องอาบน้ำจะแบ่งเป็นโซนเปลี่ยนเสื้อผ้ากับโซนอาบน้ำ  ขนาดของห้องกว้างพอ ๆ กับหนึ่งห้องเรียนเพราะต้องรองรับคนจำนวนมากในการอาบน้ำแต่ละครั้ง  แต่ถึงกระนั้นไอน้ำก็ถมอากาศในห้องจนเต็ม  ทำให้พวกเขามองด้านในที่มืดอยู่แล้วแทบไม่เห็น  ชิราสุรีบเดินตัดผ่านโซนเปลี่ยนเสื้อผ้าไปยังโซนอาบน้ำ  ก่อนจะหยุดเท้าตรงปากทางเข้า

“นี่มันอะไรเนี่ย…”

ภาพตรงหน้าทำให้เขาถึงกับช็อก  น้ำร้อนปริมาณมหาศาลไหลนองเต็มพื้น  สร้างไอน้ำปกคลุมห้องจนแทบหายใจไม่ออก  เขาพยายามมองฝ่าไอน้ำหาต้นตอ  ก่อนจะเห็นว่าน้ำร้อนถูกปล่อยจากฝักบัวและก็อกน้ำที่ใช้ล้างตัว  เขากัดฟันกรอด  รีบเดินย่ำลงไปในน้ำร้อนที่ไหลนองเต็มพื้นเพื่อจะไล่ปิดน้ำให้หมด

“ชะ…ชิราสุ!!”

ขณะกำลังปิดก็อกน้ำตัวที่สอง  เสียงคนเดินตามมาด้านหลังก็ฉุดสติของคนได้ยินให้กลับไปยังโซนเปลี่ยนเสื้อผ้า  คนถูกเรียกรีบย่ำน้ำร้อนกลับไปหาด้วยความร้อนรน  “มีอะไร!?”

คาวาคามินั่งยอง ๆ อยู่กับพื้นมุมหนึ่งของห้อง  มือกำลังเขย่าร่างใครสักคนบนพื้น  “มาช่วยหน่อยเร็ว!!”

อีกคนเพ่งมองในความมืด  พออีกคนเห็นว่าคนที่นอนอยู่เป็นใครเขาก็เผลออุทานเสียงดังแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน

“คะ…โคมินาโตะ!?”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s