Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 7

ในที่สุดก็ได้ชื่อเรื่องสักทีค่ะ (ควรจะได้ตั้งนานแล้วเอ็ง)

นอกจากนั้นก็ยังไล่ปรับบล็อกให้หาบทความง่ายขึ้นด้วย(มั้ง)ค่ะ  หวังว่าจะใช้ง่ายขึ้นนะคะ

แล้วก็ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์มากนะคะ :3

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**

เสียงกึง ๆ เหมือนอะไรบางอย่างกระทบกันตลอดเวลาเป็นสิ่งแรกที่พวกเขาได้ยินหลังจากไขกุญแจเปิดประตูห้องซักผ้า

“เหวอ!!”  คาวาคามิเผลอหลุดปากอุทาน  ประสบการณ์ถูกตะกร้าใส่ผ้าลอบโจมตีทำให้สัญชาตญาณป้องกันตัวทำงานง่ายกว่าปกติขึ้นมากทีเดียว

“ดังมาจากด้านในสุดนะครับ”  รุ่นน้องผมสีซากุระแทบไม่เปลี่ยนสีหน้า  เดินลิ่วเข้าไปด้านในด้วยความรวดเร็ว  คนสติแตกเมื่อครู่หลุดสบถในใจแต่ก็ต้องรีบตามไปเพราะไม่อยากถูกทิ้งอยู่คนเดียว

ฮารุอิจิหยุดเท้าอยู่ตรงหน้าเครื่องซักผ้าตัวหนึ่ง  ความมืดทำให้คนตามมาทีหลังมองเห็นไม่ชัดนักว่าตัวเครื่องมีหน้าตาเป็นอย่างไร  (เวลาปกติก็ไม่ค่อยได้สังเกตอยู่แล้ว)  แต่ไฟตามปุ่มที่ส่องแสงเป็นสีสันต่าง ๆ บ่งบอกว่าเครื่องนี้กำลังทำงานอยู่

“มีใครซักผ้าทิ้งไว้มั้งครับ”  คนค้นพบต้นตอของเสียงสันนิษฐาน  จริงอยู่ที่พอเดินเข้ามาใกล้  คาวาคามิก็ได้ยินเสียงกึง ๆ ดังมาจากเครื่องนี้อย่างชัดเจน

“แต่ปกติเวลาซักผ้าก็ไม่น่าส่งเสียงดังขนาดนี้เลยนะ  เครื่องเสียหรือเปล่า”  เขาหันสายตาไปยังเครื่องซักผ้าเครื่องอื่นบ้าง  ในเครื่องแทบทุกเครื่องมีผ้าที่ซักเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้เอาออกไปตากอยู่ข้างใน  สอดคล้องกับที่ก่อนหน้านั้นเขายกผ้ามาซักแต่เครื่องเต็ม  นอกจากนี้ยังมีตะกร้าใส่ผ้าของคนอื่น ๆ วางแอบไว้ตามพื้น  คงจะกะเอามาซักแต่พบว่าเครื่องเต็มเลยวางทิ้งไว้แบบเขา

“ผมเพิ่งเอาผ้ามาซักเมื่อเช้ารอบนึง  ก็ไม่เห็นว่ามีเครื่องไหนเสียนะครับ”  ฮารุอิจิพูดจบก็กดปุ่มอะไรบางอย่างจนเครื่องซักผ้าเครื่องนั้นส่งเสียงดังปิ๊บ ๆ ขึ้นมาทันที

“นะ–นายทำอะไรน่ะ!?”คาวาคามิลืมตัวกระโดดหนีไปหนึ่งก้าว

“แค่กดหยุดซักชั่วคราวน่ะครับ  ไม่งั้นก็เอาผ้าออกมาไม่ได้สิ”  รุ่นน้องกดปุ่มเพิ่มอีกปุ่มเพื่อระบายน้ำ  เครื่องซักผ้าส่งเสียงปิ๊บ ๆ อีกรอบแล้วก็เริ่มกระบวนการสูบน้ำออก  ใช้เวลาไม่นานนักน้ำในเครื่องก็ไหลออกหมด  เขาปิดฝาเครื่องซักผ้า  หยิบผ้าด้านในออกมากองในตะกร้าว่างที่หาได้แถวนั้นแล้วจัดการรื้อกองผ้านั้นทันที

“ดะ…เดี๋ยวสิโคมินาโตะ!!”อีกคนรีบกระโดดหนีเพิ่มอีกก้าว  “บะ…แบบนี้เดี๋ยวเจ้าของก็ว่าเอาหรอก!!”

“เดี๋ยวผมใส่คืนให้น่า”  คนรื้อทำเสียงรำคาญอย่างไม่คิดปิดบัง  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงแปลกใจ  “มีใครลืมกุญแจไว้ในผ้าที่ซักน่ะครับ”  เขาหยิบกุญแจสีเงินดอกเล็กยื่นห้อีกคนดู  “เวลาซักกุญแจเลยคงไปกระทบถังด้านในจนเกิดเสียงเข้าน่ะ”

“อ้ะ…ไหน ๆ!!”  คราวนี้คาวาคามิรีบกระโจนกลับมาดูด้วยในใจหวังว่าจะเป็นกุญแจห้องตัวเองที่ตามหามานาน  ความมืดในห้องทำให้พวกเขาทั้งสองต้องเพ่งตัวหนังสือเล็ก ๆ บนแท็กพลาสติกอยู่สักพัก  ก่อนจะเห็นตัวหนังสือเล็ก ๆ เขียนไว้ว่า “ห้องพนักงาน”

“ห้องพนักงาน…”  จู่ ๆ คาวาคามิก็ขนลุกขึ้นมากระทันหัน

“ห้องพนักงานที่ว่า…หมายถึง…”  คนรื้อกองผ้าก็เริ่มหนาวขึ้นมาทั้งที่ก่อนหน้านี้เขารู้สึกตัวรุม ๆ จากการนอนสลบในห้องที่เต็มไปด้วยไอน้ำมาตลอด  “ห้องที่พวกโค้ช…ชอบไปนั่งประชุมกันเหรอครับ?”

ความเงียบเข้าปกคลุมในห้องซักผ้าทันที

“…โคมินาโตะ  รีบเอาผ้าลงถังซักเหมือนเดิมเถอะ”  คนเป็นรุ่นพี่กลั้นใจทำหน้าที่ของผู้อาวุโสกว่า  ออกคำสั่งให้รุ่นน้องทำตามโดยมีนัยะสำคัญแฝงไว้ในน้ำเสียงว่า ‘ถ้าความแตกว่าพวกเขามารื้อเสื้อผ้าที่โค้ชเอามาซัก  เขาจะเป็นคนรับผิดชอบให้เอง’

“คะ…ครับ”  คราวนี้อีกฝ่ายรีบทำตามอย่างว่าง่าย  จัดแจงใส่ผ้าลงเครื่องแล้วกดปุ่มให้มันซักดังเดิม  จะว่าไปผ้าที่เขารื้อออกมาก็เป็นพวกเสื้อคอปกแขนยาวกับกางเกงสแลกตัวโคร่ง ๆ เสียส่วนใหญ่  ตอนแรกฮารุอิจิรีบอยากรู้ว่าที่มาของเสียงกึงกังนั่นคืออะไร  เลยไม่ทันได้เอะใจว่าถ้าเป็นเสื้อผ้าของพวกเขาส่วนมากจะเป็นชุดเล่นเบสบอล  หรือถ้าเป็นชุดนักเรียนจริง  ไซส์ก็ถือว่าใหญ่สำหรับตัวเด็กม.ปลายไปโข

“ส่วนกุญแจ…เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยแอบเอาไปคืนหัวหน้าโอตะแล้วบอกว่าบังเอิญเก็บได้ละกันเนอะ”  คาวาคามิเสนอไอเดียพลางยิ้มแห้ง ๆ  หวังในใจว่าการเป็นคนโปรดของหัวหน้าโอตะจะช่วยให้อีกฝ่ายไม่ติดใจถามไถ่เรื่องราวมากนัก

ขอโทษนะครับ  หัวหน้าโอตะ

เขานึกขอโทษไว้ล่วงหน้าในใจ

ฮารุอิจิเก็บกุญแจดอกนั้นไว้ในกระเป๋ากางเกง  “แล้วรุ่นพี่โนริหากุญแจห้องตัวเองเจอหรือยังครับ”

“อ้ะ”  คนโดนทักเกือบลืมจุดประสงค์ดั้งเดิมที่ทำให้เขาอยากเข้ามาในห้องนี้ไปเสียสนิท  “ยังเลยนะ  เอ…ฉันน่าจะวางผ้าไว้แถว ๆ นี้นี่นา…”  แล้วเขาก็เริ่มก้ม ๆ เงย ๆ ตามกองผ้าที่มีคนวางทิ้งไว้เพื่อหากุญแจต่อ

“เดี๋ยวผมช่วยนะครับ”  รุ่นน้องเสนอตัวแล้วช่วยหาบ้าง  ดูเหมือนจะกลับมาตั้งตัวใหม่จากที่เสียขวัญเรื่องกุญแจห้องพนักงานได้แล้ว

ผ่านไปไม่ถึงห้านาที  คาวาคามิก็ส่งเสียงดีใจขึ้นมา  “เจอแล้ว!!”

เขาชูกุญแจสีเงินดอกเล็กไว้ในมือ  มีแท็กพลาสติกเขียนหมายเลขห้องตัวเองไว้

“ดีใจด้วยนะครับ”  ฮารุอิจิก็อดยิ้มบ้างไม่ได้

คาวาคามิหันไปยิ้มตอบอีกฝ่ายด้วยความโล่งอกปนยินดี  “ในที่สุดก็หาเจอซะที  จะได้กลับเข้าห้อง–”

รอยยิ้มของฮารุอิจิซ้อนทับเข้ากับรอยยิ้มของใครอีกคนหนึ่งในความทรงจำ

ชิราสุ

จู่ ๆ ใบหน้าสุดท้ายของเพื่อนสนิทผู้หายตัวไปก็ลอยขึ้นมา

“…รุ่นพี่โนริ?”  อีกคนในห้องส่งเสียงทักเมื่อรุ่นพี่ก็เงียบไปกระทันหัน

“โคมินาโตะ”

ความสงสัยที่มีมาตลอดก่อนหน้านี้หลังจากเผชิญเหตุการณ์ประหลาดหายไปทันที

คาวาคามิหันกลับมามองหน้าอีกคน

“ช่วยมากับฉัน…อีกสักหน่อยได้ไหม”

.

.

.

.

.

.

.

ในห้องพักของคาวาคามิไม่มีเงาของมาเอดะ  เพื่อนร่วมห้องพักแต่อย่างใด  แต่คาวาคามิก็ไม่ได้แปลกใจอะไร  กลับกันแล้วเขากลับรู้สึกว่าเขาต้องประหลาดใจมากแน่หากเขาเจอมาเอดะอยู่ในห้อง

ฮารุอิจิผงกหัวเป็นเชิงขออนุญาตก่อนหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ของโต๊ะทำงาน  “ไม่มีใครอยู่จริง ๆ ด้วยนะครับ”

เจ้าของห้องนั่งบนเตียง  นึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมใจเขาถึงสงบได้ขนาดนี้  “ฉัน…มีเรื่องอยากให้นายช่วยหน่อย”

“อะไรเหรอครับ”  รุ่นน้องถามกลับ  แต่น้ำเสียงไม่มีความแปลกใจแฝงไว้แม้แต่นิดเดียว

“ช่วยฉันตามหา…ชิราสุที”

“ได้สิครับ”

กลับกลายเป็นคาวาคามิที่ตกใจแทน  “เอ๊ะ!?  จะ—จะดีเหรอ!?”

“รุ่นพี่เป็นคนขอเอง  ทำไมถึงตกใจล่ะครับ”  รุ่นน้องเอียงคอมองงง ๆ

“มะ…ไม่นึกว่านายจะตอบทันทีแบบนี้น่ะ”  คนถามต้องรีบกลับมาตั้งสติใหม่  “แต่…จะดีจริง ๆ เหรอ?”  เขาอดถามย้ำไม่ได้อยู่ดี

“ทำไมถึงคิดว่าไม่ดีล่ะครับ?”  อีกฝ่ายถามย้อน

“กะ…ก็มันอันตรายจะตาย”  คาวาคามิเริ่มขุดหาเหตุผลมาอ้าง  “ฉันเล่าให้ฟังแล้วนี่ว่าก่อนหน้านี้พวกฉันเจอตะกร้าใส่ผ้าโจมตีใส่นะ  แล้วนายก็สลบมาก่อนรอบนึงแล้ว  ร่างกายยังไม่น่าจะหายดีด้วย–”

“ถ้ารุ่นพี่ไม่อยากให้ผมไปด้วยขนาดนี้  แล้วจะถามผมทำไมครับ”

แววตาฮารุอิจิไม่มีเค้าของความล้อเล่น

คนถามกลืนน้ำลาย

เขาชักไม่อยากให้ฮารุอิจิทำผมเปิดตาแบบนี้ซะแล้วสิ

ดูเหมือนคนพูดจะรู้ตัวว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเงียบไป  เขาจึงขยับยิ้มบนใบหน้า   กลับมาเป็นฮารุอิจิ  รุ่นน้องผู้น่าเอ็นดูคนเดิม  “ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ  ผมสบายดีแล้วจริง ๆ”

“ตะ…แต่ก็”คนถามกลับมาพูดอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อีก  “มันก็อันตรายอยู่ดีนั่นแหละ…”

“รุ่นพี่ชิราสุบอกให้รุ่นพี่โนริพาผมออกมาจากห้องอาบน้ำตอนที่ถูกตะกร้าโจมตีใช่ไหมครับ”  จู่ ๆ อีกฝ่ายก็พูดขัดขึ้นมาก่อน

“อะ…ใช่”  คาวาคามิพยักหน้า

“แปลว่ารุ่นพี่ชิราสุเสียสละตัวเองช่วยผมไว้  แล้วถ้าผมไม่ไปช่วยรุ่นพี่ชิราสุก็ถือว่าผมอกตัญญูสิครับ”  รุ่นน้องพูดด้วยใบหน้าจริงจัง  แววตาแฝงความเจ็บใจไว้นิด ๆ

“มะ…ไม่มีใครว่านายเรื่องนั้นหรอกน่า”  คนฟังเริ่มรู้สึกไม่ดีเลยพยายามปลอบ  “ตอนนั้นความปลอดภัยของนายมาก่อนแหละ”

“ถ้าผมไม่สลบอยู่  รุ่นพี่ชิราสุก็คงไม่หายตัวไป”  อีกคนสวนกลับ

“มะ…ไม่ใช่อย่างนั้นนะ…”

“จะไม่ใช่ได้ยังไงครับ”  เสียงฮารุอิจิเริ่มแข็งขึ้น

คาวาคามิชะงัก  ก่อนจะก้มหน้าลงเงียบ ๆ

“อะ…” คนเผลอขึ้นเสียงรู้สึกตัว  “ขะ…ขอโทษนะครับ”

“อันที่จริง…ฉันก็คิดเหมือนนายนั่นแหละ”

ทีแรกฮารุอิจินึกว่าตัวเองตาฝาดเมื่อเห็นรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้ารุ่นพี่

“ตอนแรกฉันก็…โทษตัวเองเหมือนกันว่าเพราะฉันลืมกุญแจห้องไว้ที่ห้องซักผ้า  ชิราสุเลยต้องเจอเรื่องแบบนั้น”  เขาพูดออกมาช้า ๆ เหมือนค่อย ๆ ระบายสิ่งที่อัดอั้นไว้ในใจ  “ถ้าฉันไม่ลืมกุญแจ  ชิราสุก็ไม่ต้องมาช่วยฉันหาจนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอก…น่ะ”

“รุ่นพี่โนริ…”  อีกคนพูดอะไรไม่ออก

“นอกจากนั้น  ก่อนหน้านี้ฉันก็สงสัยมาตลอด…ว่าทำไมตอนที่ชิราสุถึงยิ้มตอนที่ช่วยฉันไว้”  คาวาคามิพูดต่อ  “แต่เมื่อกี๊…ฉันก็นึกเหตุผลออกขึ้นมาแล้วน่ะ”

แววตาของคาวาคามิแผ่ประกายแรงกล้า

“ชิราสุคงโล่งอกที่เห็นฉันกับนายปลอดภัย…เลยยิ้มออกมาละมั้ง”

ใช่แล้ว

บางอย่างบอกเขาว่าต้องเป็นแบบนี้แน่

ชิราสุไม่ได้ช่วยพวกเขาด้วยเหตุผลพิเศษอันใด  เขาแค่อยากช่วย  แค่อยากเห็นเพื่อนสนิทกับรุ่นน้องร่วมทีมปลอดภัยเท่านั้นเอง

“เพราะงั้น…โคมินาโตะ”  คนพูดมองหน้าเพื่อนร่วมทางตรง ๆ  “ฉันอยากขอให้นายช่วยชิราสุ…ไม่ใช่เพราะชดใช้ที่ชิราสุช่วยนายไว้  แต่เพราะนายอยากช่วยเขาจริง ๆ…”

คาวาคามิหยุดหายใจ

“เพราะฉัน…ฉันก็จะช่วยเขาด้วยความรู้สึกแบบนี้แหละ”

ฮารุอิจิมองรุ่นพี่ตรงหน้า  ทุกคนมักมองว่าคาวาคามิเป็นคนอ่อนแอ  เทียบกับเอย์จุนหรือฟุรุยะแล้วเขาดูเป็นพิชเชอร์ขี้ขลาด  ไม่กล้าปะทะกับแบตเตอร์ตรง ๆ ไป

แต่ที่จริงแล้ว  เขากลับเข้มแข็งกว่าที่คิด

เป็นคนที่แปรความอ่อนโยนเป็นความเข้มแข็ง

รุ่นพี่โนริ…

อีกฝ่ายก้มหน้าลง  ก่อนจะเงยหน้าแล้วพูดชัดถ้อยชัดคำ

“ผมจะช่วยรุ่นพี่ชิราสุด้วยครับ”

พร้อมกับรอยยิ้มบนหน้า

“โคมินาโตะ…”  คาวาคามินึกขอบคุณรุ่นน้องในใจ  ก่อนจะพูดต่อ  “แต่ถึงอย่างนั้น  เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าชิราสุหายไปไหน…แล้วก็ใครเป็นคนทำร้ายพวกเราด้วย”

“จะเรียกว่า ‘คน’ คงไม่ได้แล้วมั้งครับ”  คนผมสีซากุระออกความเห็น  สีหน้ากลับมาจริงจัง  “ตั้งแต่ไฟดับ  รุ่นพี่ยังไม่เจอใครนอกจากรุ่นพี่ชิราสุแล้วก็ผมใช่ไหมครับ”

“อืม”  คนถูกถามพยักหน้า

“แล้วก็มีเรื่องตะกร้าอีก”  ฮารุอิจิพูดต่อ“ไม่มีทางที่ ‘คน’ ธรรมดาจะทำเรื่องแบบนั้นได้หรอกครับ”

“ที่ว่าไม่ใช่คน  หรือนายหมายถึง…”  อีกคนเริ่มหน้าซีด  “ผี?”

“ก็อาจเป็นไปได้ครับ”  รุ่นน้องพยักหน้า  ไม่มีเค้าความล้อเล่นแม้แต่นิดทั้งที่เรื่องที่กำลังพูดถึงอยู่นั้นไม่มีทางเป็นจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ได้เลย  “แต่ปัญหาตอนนี้คือเรายังไม่รู้เลยว่า ‘เขา’ มีแรงจูงใจอะไรในการทำแบบนี้”  เขาเลือกใช้คำว่า ‘เขา’ ในการเรียกแทนตัวสิ่งปริศนานั้น

“แรงจูงใจ?”

“ผมก็ไม่เชี่ยวชาญด้านนี้ซะด้วย  แต่จากนิยายที่พี่อ่าน…”  คนพูดนึกถึงนิยายแนวลึกลับที่พี่ชายของตน  เรียวสุเกะชื่นชอบ  “การที่วิญญาณคนหรือสัตว์ตายไปแล้วกลายเป็น ‘ผี’ หรือพวกวิญญาณอาฆาตนั้นต้องมีแรงจูงใจหรือเหตุฝังใจขั้นรุนแรงมากพอทำให้พวกเขาไม่อาจไปสู่สุคติได้น่ะครับ”

“ไม่ให้อภัย…”

ในหัวคาวาคามินึกย้อนถึงเสียงปริศนาได้ทันที

“แปลว่า ‘เขา’ มีความแค้นอะไรสักอย่างกับพวกเราเลยไม่คิดจะ ‘ให้อภัย’ งั้นเหรอ!?”เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว

“น่าจะใช่นะครับ”  คนสันนิษฐานตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้  ยกมือแตะคางทำท่าครุ่นคิด  “เพียงแต่ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลมากพอว่า ‘เขา’ แค้นอะไรพวกเรา…แล้วก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่า ‘เขา’ ทำให้รุ่นพี่ชิราสุหายไปทำไมด้วย”

“อ้าว  ไม่ใช่เพราะว่าแค้นเหรอ?”  คนฟังแย้งงง ๆ

“ก็อาจจะใช่นะครับ”  ฮารุอิจิผงกหัว“แต่จนถึงตอนนี้การกระทำของ ‘เขา’ มีอยู่สองรูปแบบนะครับ”

คนผมสีซากุระมือขึ้นชูนิ้วชี้

“แบบแรกคือใช้วัตถุโจมตี  อย่างเช่นที่รุ่นพี่โนริเจอตะกร้าพุ่งเข้าใส่”  พอพูดจบเขาก็ยกนิ้วกลางขึ้นตามจนเหมือนกำลังชูนิ้วถ่ายรูป  “แบบที่สองคือทำให้คน ๆ หนึ่งหายไป  อย่างที่รุ่นพี่ชิราสุเจอ”  แล้วเขาก็ลดมือลง  “ถ้าทำไปเพราะความแค้นจริง ๆ แค่ทำร้ายจนบาดเจ็บแบบในรูปแบบแรกก็พอแล้วนี่ครับ”

“จริงด้วย…”  ในหัวคนฟังเหมือนมีเสียงคลิ๊กดังขึ้นเบา ๆ

“แต่นี่ ‘เขา’ กลับจงใจทำให้คน ๆ หนึ่งหายตัวไป  ซึ่งการทำแบบนี้มันเหมือนกับ…จะกักตัวคน ๆ นั้นไว้เลยน่ะครับ”เจ้าของทฤษฎียังพูดต่อ  แววตาเริ่มฉายความไม่สบายใจ  “ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่า ‘เขา’ ทำแบบนั้นไปทำไม…เราก็อาจจะหาตัวรุ่นพี่ชิราสุไม่เจอนะครับ”

ความสิ้นหวังเข้าจู่โจมคาวาคามิอีกครั้งจนเขาเผลอทำคอตก  “แล้วจะเอาไงดีล่ะ”

“ก็คงต้องหาเบาะแสเพิ่มน่ะครับ”  พูดจบอีกคนก็ล้วงกระเป๋ากางเกง  หยิบกุญแจที่พบในห้องซักผ้าออกมา

ความเย็นยะเยือก (ในอีกความหมายหนึ่ง) เข้าจู่โจมอีกฝ่ายทันที

“โคมินาโตะ…”  เสียงเขาถึงกับสั่น  “อย่าบอกนะว่า…นายจะเข้าไปในห้องพนักงานเหรอ”

“มีทางนี้ทางเดียวแล้วนี่ครับ”  อีกคนทำหน้าราวกับไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

คาวาคามินึกอยากจะค้าน  แต่ก็หาเหตุผลไม่สำเร็จเลยทำได้แค่พึมพำเบา ๆ  “ถ้าโค้ชรู้นี่แย่แน่…”

“นี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินนะครับ  โค้ชคงเข้าใจแหละ”  รุ่นน้องยืนกราน  ไม่รู้ว่าทำเพื่อปลอบให้เขาหายกลัวหรือสร้างขวัญกำลังใจให้ตัวเองกันแน่

“อะ…อืม  นั่นสินะ”  อีกฝ่ายกลั้นใจกลืนความกลัวลงไป  กำหมัดแน่นเพื่อเรียกความกล้ากลับมา

เอาล่ะ  เป็นไงเป็นกัน

คาวาคามิหยิบไฟฉายประจำห้องแจกให้ตัวเองและเพื่อนร่วมทางคนละกระบอก  พวกเขากดสวิตซ์ไฟ  ฉายไฟบนพื้นเพื่อเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าประตู  เจ้าของห้องสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อตั้งสมาธิและสงบอารมณ์ในใจ  แล้วก็เอื้อมมือหมุนลูกบิดประตู

“เอาล่ะ  ไปกันเถอะ”

เขาฉายลำแสงออกไปยังระเบียง  แล้วก้าวเดินออกจากห้องด้วยใจปลอดโปร่งกว่าเคย

รอก่อนนะ  ชิราสุ  พวกฉันจะไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ!!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s