Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 9

ฟุรุยะเขียนยากจริง ๆ…

ส่วนคาเนมารุเขียนง่ายมากค่ะ  เพราะเป็นคนปกติมั้ง(?)

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


ย้อนเวลากลับไป

“ก็บอกแล้วไงว่าวันนี้โค้ชห้ามซ้อม  ยังจะหนีออกมาวิ่งอีก!!”

เสียงโวยวายดังขึ้นท่ามกลางความเงียบยามค่ำคืน

“…วันนี้ไม่ได้ทำอะไรเยอะนี่นา”

เสียงบ่นแบบไม่ค่อยพอใจของชายอีกคนดังขึ้นเบา ๆ

“ก็แหงสิ  นายเอาแต่นอนอู้ตอนทุกคนทำความสะอาดกันนี่หว่า!!”

“เลิกเถียงกันได้แล้วน่า  กลับหอได้แล้ว”  เสียงผู้ชายคนที่สามดังขึ้นขัดด้วยความรำคาญ  “พรุ่งนี้มีพิธีเปิดการศึกษาอีกนะ  ขืนหลับระหว่างพิธีละโดนโค้ชฆ่าตายแน่”

“อึก…”

“เฮ้อ  ให้ตายสิ  ทำให้ลำบากอยู่เรื่อยเล้ย…”

คาเนมารุ  ชินจิบ่นพร้อมยกมือจับคอแก้เมื่อย  มองฟุรุยะ  ซาโตรุ  เพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนร่วมทีมที่เดินอยู่ข้างหน้าด้วยสายตาเหนื่อยใจ  เขาเป็นคนเห็นฟุรุยะแอบเดินออกจากหอไปทางสนามเบสบอลหลังจากอาบน้ำกินข้าวกันเสร็จแล้ว  เลยรีบตามมาเพื่อจะลากตัวกลับหอ

“อากาศหนาวขนาดนี้ยังจะออกมาวิ่งอีก  พวกนายนี่มันบ้าซ้อมจริง ๆ”  มาเอโซโนะ  เคนตะ  รุ่นพี่ในทีมเจ้าของตำแหน่งรองกัปตันคู่กับคุราโมจิเอ่ยขึ้นบ้าง  บังเอิญเขาเอ่ยทักคาเนมารุตอนกำลังจะออกมาลากตัวฟุรุยะกลับพอดี  เลยอาสาตามมาด้วยตามหน้าที่รองกัปตันที่ดีด้วย  “ไอ้บ้านั่นก็เหมือนกัน  ดึก ๆ ดื่น ๆ ยังกล้าออกมาวิ่งคนเดียวอยู่เรื่อย”  เขาอดพาดพิงถึงไอ้บ้าอันดับหนึ่งประจำทีมไม่ได้

“ไม่แพ้หรอก…”  พอได้ยินอีกคนพูดถึงคู่แข่งตนเอง  ออร่าก็แผ่พุ่งออกจากตัวเอซประจำทีมทันที

“ปิดออร่าก่อนเซ่!!”  คาเนมารุรีบตวาด  ถึงในใจจะแอบยินดีเพราะออร่าของอีกฝ่ายทำอากาศรอบข้างอุ่นขึ้นมาบ้าง

“รีบ ๆ เดินกันเถอะน่า”  รุ่นพี่เริ่มหมดความอดทน  เงยหน้ามองไฟสนามเหนือหัวที่สาดแสงสีขาวนวลให้ความสว่างรอบ ๆ บริเวณ  “ไม่รีบเดี๋ยวยิ่งหนาวกว่านี้อีกหรอก  ปีนี้อากาศหนาวนานจริง ๆ–”

พรึ่บ

ยังไม่ทันขาดคำ  ไฟสนามทั้งหมดก็ดับวูบลง

“เฮ้ยยยย!!!”

“เหวอออ!!!”

รุ่นพี่รุ่นน้องสองคนประสานเสียงตกใจขึ้นมาพร้อมกัน

“ถะ…ถึงเวลาปิดไฟแล้วเรอะ!?”  มาเอโซโนะเป็นคนแรกที่เรียกสติกลับมาได้  เขาเงยหน้าหันไปมองรอบทิศทาง  รอจนกว่าดวงตาจะเริ่มปรับให้ชินกับความมืด  “พวกนายเป็นไรไหม!?”

“มะ…ไม่เป็นไรหรอกครับ…”  คาเนมารุตอบช้า ๆ  ลูบอกตัวเองปลอบให้ใจสงบลง

“…ผมไม่เป็นไรครับ”  คนพูดน้อยเอ่ยตามขึ้นมา  เขาเป็นเพียงคนเดียวที่แทบไม่มีปฏิกิริยากับไฟดับครั้งนี้

“แต่ว่า…ปกติผมจำได้ว่าไฟสนามจะปิดดึกกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ?”

รุ่นน้องอีกคนเปิดประเด็นขึ้นมา

“หือ?  จะว่าไปก็ใช่…”  รองกัปตันทำท่านึก  “ปกติจะปิดหลังสี่ห้าทุ่มไปเลยไม่ใช่เหรอ…นี่น่าจะยังไม่สามทุ่มเลยนี่…”

“อะ”  ฟุรุยะส่งเสียงออกมาเบา ๆขณะมองไปทิศหนึ่ง

“หือ?  อะไรรึ”  เพื่อนร่วมชั้นเลิกคิ้วสงสัย

แทนคำตอบ  คนพูดน้อยชี้นิ้วไปทางเข้าหอที่เชื่อมกับตัวสนามเบสบอล  จากตรงนี้ปกติพวกเขาจะมองเห็นหอพักชัดเจนจากแสงไฟในตึก  แต่ตอนนี้อาคารสองชั้นนั้นกลายเป็นเงาสลัวดำ ๆ เท่านั้น

“เอ๊ะ…ทำไมไม่มีไฟ…”  คาเนมารุยกมือขยี้ตาตัวเองเพราะนึกว่าตายังไม่ชินกับความมืด  แต่ถึงจะหยุดขยี้ตาแล้ว  ภาพหอพักของตัวเองก็ยังคงเป็นเงาดำ ๆ อยู่ดี

“หรือว่า…ไฟดับ?”  คนที่เหลือตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นมา

“ไฟดับเนี่ยนะครับ?”  คาเนมารุทำเสียงไม่เชื่อ  “โตเกียวไม่ได้ไฟดับมาตั้งนานแล้วนะครับ  แถมตอนนี้ก็ไม่ได้มีลมพายุหรือฝนตกหนักหรือแผ่นดินไหวอะไรด้วยนะ”

“ตึกมืดตึ๊ดตื๋อขนาดนั้นถ้าไม่ใช่ไฟดับแล้วจะเป็นอะไรล่ะ”  รุ่นพี่ย้อน

“…มันก็ใช่นะครับ…”  คนสงสัยเงียบลงเพราะเขาก็รู้สึกว่าเรื่องที่อีกฝ่ายพูดมามีเหตุผลเหมือนกัน

“…เย็นจัง”

ฟุรุยะพูดขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบของสองคนที่เหลือ

พอได้ยินเอซประจำทีมพูดเช่นนี้  คาเนมารุก็สัมผัสถึงความหนาวของฤดูใบไม้ผลิได้ชัดเจน  แม้ตอนนี้ตัวเขาใส่เสื้อคลุมและกางเกงขายาวอยู่  ประสาทรับสัมผัสบนผิวหนังก็ยังรับรู้ลมหนาวเหมือนกับไม่ได้ใส่เสื้อผ้าปิดบังอะไร  ยิ่งตอนนี้แสงไฟเหนือหัว  แหล่งพลังงานความร้อนก็หายไปอีก  ความหนาวเลยทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

เขาเหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นก่อนจะรีบสาวท้าวไปยังประตูทางเข้าหอ  “รีบไปกันเถอะ  อย่างน้อยไปรอในห้องน่าจะอุ่นกว่าข้างนอกอยู่”

“อืม”  มาเอโซโนะพยักหน้ารับแล้วเร่งความเร็วตาม  คนรั้งท้ายมองสองคนเบื้องหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะเพิ่มความเร็วในการเดินตามของตนเองขึ้นมานิดหน่อย

ทั้งสามคนใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหน้าทางเข้าหอ  คาเนมารุเงยหน้ามองป้ายชื่อหอเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้  “ไม่เห็นมีใครอยู่ด้านนอกกันเลยแฮะ—โอ๊ย!!”

จู่ ๆ เขาก็ผงะถอยหลังออกมา

“เป็นอะไรไปน่ะ  คาเนมารุ!?”  รุ่นพี่คนเดียวในกลุ่มร้องทักขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“เอ๊ะ?”  คนล้มยกมือแตะหน้าผากตัวเอง  “ผม…ชน…?”

“หา?”  คนถามเปลี่ยนเป็นทำหน้าสงสัย  “ชน?  ไม่ใช่ว่านายสะดุดลื่นอะไรเรอะ”

“ผมเปล่า…นะครับ…”  คาเนมารุยังไม่หายจากความสับสน  “เมื่อกี๊…เหมือนผมชน…อะไรแข็ง ๆ ตอนจะเดินเข้าไปเลย…”

“อะไรแข็ง ๆ?”  มาเอโซโนะทวนคำเสียงสูง  “นายพูดบ้าอะไรน่ะคาเนมารุ  ไม่เห็นมีอะไรขวางทางเข้าเลยซะหน่อย”  เขาพูดพลางชี้นิ้วไปยังประตูทางเข้า  จากตรงนี้พวกเขามองไม่เห็นวัตถุอะไรที่ตั้งขวางไม่ให้ใครเข้าไปทั้งสิ้น  และยังเห็นภาพหอด้านหลังในเงามืดสลัว ๆ ได้ชัดเจนอยู่

“แต่…”  คนล้มยังคงตั้งสติไม่ได้  มือยังคลำหน้าผากตัวเอง“…แล้วเมื่อกี๊…ผมชนอะไร…”

“มีอะไรขวางอยู่จริง ๆ ครับ”

เสียงฟุรุยะขัดบทสนทนาของทั้งสองคน  พอหันไปก็เห็นเจ้าตัวหยุดยืนตรงหน้าทางเข้า  ยกมือข้างหนึ่งแตะอะไรบางอย่างกลางอากาศตรงกลางระหว่างเสาทั้งสอง

“หา!?”  รุ่นพี่ตะโกนขึ้นอีกครั้ง  “มันจะมีอะไรได้ยังไงเล่าฟุรุยะ!!?  นายเพี้ยนแล้วหรือเปล่า!!?”

“มีจริง ๆ นะครับ”  อีกฝ่ายยังยืนยัน  ยกมืออีกข้างแตะข้าง ๆ ด้วยท่าทางเหมือนนักมายากลทำท่าแตะกระจกล่องหน

“มันจะเป็นไปได้ยังไง”  คนเถียงยังคงไม่เชื่อ  รีบเดินเข้าไปจับตัวฟุรุยะให้ถอยหมายจะเดินลอดป้ายเหนือหัว  “—โอ๊ย!!”

คราวนี้เขาล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นเต็มแรง

“รุ่นพี่โซโนะ!?”  ถึงตาคาเนมารุร้องทักด้วยความเป็นห่วงมาก

“มะ…ไม่จริงน่า…”  คนล้มมองไปยังประตูด้วยสีหน้าช็อกสุดขีด  “มะ…มีใครเอากระจกมาตั้งขวางไว้เรอะ!?”

“ใครมันจะทำอย่างนั้นกันครับ!!”  รุ่นน้องเอ่ยท้วง  แต่ในใจก็ชักเห็นด้วยกับสิ่งที่อีกคนพูด

ฟุรุยะหันกลับไปยกมือแตะวัตถุล่องหนระหว่างเสาทั้งสองอีกครั้ง  “แบบนี้ก็เข้าไปข้างในไม่ได้สิครับ”

“…นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย”  มาเอโซโนะลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ  ดูเหมือนเขาจะหายเจ็บหน้าผากจากตอนชนแล้ว  “…ฮึบ!!”  เขาลองเหวี่ยงหมัดใส่ตรงกลางประตู  แต่ก็ต้องรีบชักมือกลับ  “ชิ…แข็งชะมัด”

“ไหนผมขอลองบ้าง”  คาเนมารุตั้งท่าเตรียมพร้อม  สูดลมหายใจเข้าออกยาว ๆ แล้วกระโดดเตะเต็มแรง  “โอ๊ย!!”  แรงสะท้อนทำเขารีบกระโดดถอยหลังหนีด้วยความเจ็บ  “ไม่สำเร็จแฮะ”

“หรือต้องใช้แรงกว่านี้”  คนอาวุโสที่สุดในกลุ่มออกความเห็น

“คนที่แรงเยอะสุดตอนนี้ก็ต้อง…”  คาเนมารุไล่สายตาไปยังเพื่อนร่วมทีมอีกคน  แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร  เจ้าตัวก็กำหมัดเดินเข้าไปใกล้ประตู  แล้วก็เหวี่ยงหมัดใส่ก่อนที่ใครจะห้ามทัน

“เฮ้ย!!!!!!!??”

ตึง!!

เกิดเสียงดังเหมือนมีบางอย่างระเบิดกลางอากาศ  สองคนที่เหลือสัมผัสถึงแรงกระแทกอันรุนแรงที่แผ่ออกมาตามอากาศได้อย่างชัดเจน  แต่นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คนต่อยชักมือกลับ  ก้มมองหลังมือตัวเองที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ ๆ จากแรงสะท้อนกลับ  “…เจ็บ”

“ดะ…เดี๋ยว!!  มือนายเป็นอะไรหรือเปล่า!?”  มาเอโซโนะรีบปราดเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง

“…เจ็บนิดหน่อยครับ”  ฟุรุยะพึมพำเบา ๆ

“อะ…ไอ้บ้านี่ใครบอกให้นายชกกันฟะ!!!”  คนที่เหลือโวยวายเสียงหลง

คนชกส่งแววตาแปลกใจกลับมา  “เหลือผมคนเดียวที่ยังไม่ได้ลองนี่”

“ถ้ามือนายเป็นอะไรเดี๋ยวทีมก็เละกันพอดีสิวะ!!!!”  คาเนมารุอดยกมือกุมหัวไม่ได้  “…ถ้ารุ่นพี่มิยูกิรู้ละก็โดนเฉ่งเละแน่…”

“แต่สุดท้าย…ก็ฝ่าเข้าไปไม่ได้เหรอ”  รุ่นพี่หนึ่งเดียวในกลุ่มหันไปมองทางประตูหลังจากดูอาการมือพิชเชอร์ประจำทีมแล้วเห็นว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไร

“คงต้องหาทางอื่นแล้วมั้งครับ”  คาเนมารุเอามือลง  กวาดตาไปรอบ ๆ บ้าง

“ฝั่งนั้นก็ไม่เห็นมีใครเลย”  อีกคนพยายามชะเง้อมองเข้าไปทางฝั่งหอ  เท่าที่สายตาจะมองเห็นในความมืดได้  พวกเขาไม่เห็นใครอยู่ในหอสักคน  “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย…”

“อ้ะ”

คาเนมารุอุทานเบา ๆ เรียกให้สองคนที่เหลือหันมาทางเขา

“นึกอะไรออกแล้วเรอะ”  มาเอโซโนะรีบถามด้วยความดีใจ

คนอุทานชี้นิ้วไปยังรั้วเหล็กที่ตั้งกั้นระหว่างเขตหอพักกับสนามเบสบอลเอาไว้  “ถ้าลองปีนรั้วนี้ดูอาจจะเข้าไปข้างในก็ได้นะครับ”

“…จริงด้วย!!”  บนใบหน้ารุ่นพี่มีรอยยิ้มปรากฎขึ้นมา  แต่เขาก็หุบยิ้มลงในเวลาไม่นาน  “แต่สูงขนาดนี้คงปีนไม่ไหวแหง…”

“ถ้ามีบันไดก็คงดี…”  คาเนมารุรีบใช้ความคิดอย่างหนัก  และแล้วเขาก็นึกบางอย่างออก  “เออใช่  ฟุรุยะ!!”  เขาหันไปมองเพื่อนร่วมทีมที่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ  “ถ้าลองขี่หลังนายก็อาจจะปีนไหวก็ได้นะ”

“…ผมเหรอ”  อีกฝ่ายทำหน้างง ๆ

“ใช่ ๆ ก็นายสูงสุดในกลุ่มตอนนี้นี่”  คนเสนอแผนการยิ้มออกมาได้บ้าง

“อึก…”  คนตัวสูงที่สุดแสดงทีท่าไม่ค่อยอยากทำเท่าไรแต่ก็หาเหตุผลมาเถียงไม่ออก  เลยทำได้แค่ยืนเฉย ๆ รับชะตากรรมไปเท่านั้น

“งั้นนายต้องเป็นคนขี่นะ  คาเนมารุ”  คนที่เหลือเสนอขึ้นมาบ้าง  “นายตัวเบากว่าฉันไม่ใช่เหรอ”

“อะ  คงต้องอย่างนั้นสินะครับ”  เจ้าของแผนการเกาหัวแกรก ๆ ก่อนหันไปมองหน้าคนเป็นฐานเงียบ ๆ

“…”  ฟุรุยะไม่อาจอุทธรณ์อะไรได้  ยอมย่อตัวลงให้คาเนมารุขึ้นขี่หลังแต่โดยดี  ขาของเขาสั่นกึก ๆ ตอนลุกขึ้นยืนเนื่องจากน้ำหนักบนหลังที่หนักกว่า  ก่อนจะทนต้านไม่ไหวล้มลงไปกับพื้นทั้งคู่

โครม!!

“โอ๊ย!!”  คนบนหลังกลิ้งหลุน ๆ ไปบนพื้นก่อนจะกลับมายันตัวนั่ง  “…ไม่ไหวเหรอเนี่ย…”

“หนัก…”  คนแบกพูดงึมงำอยู่กับพื้น  ดูหน้าซีด ๆ ชอบกล

“แผนล้มเหลวเหรอ”  คนเฝ้าดูเหตุการณ์อดถอนหายใจไม่ได้

คาเนมารุลุกขึ้นยืน  มองรุ่นพี่กับเพื่อนร่วมชั้นสลับไปมา  “อะ…ไม่สิ  ถ้าเปลี่ยนเป็นผมลองขี่หลังรุ่นพี่โซโนะดูละครับ  ดูไปดูมารุ่นพี่ก็สูงน้อยกว่าฟุรุยะนิดเดียวเอง”

“ฉันเรอะ?”  มาเอโซโนะชี้ตัวเองงง ๆ  ก่อนจะทำหน้านึกขึ้นได้  “จริงด้วย  ฉันอาจจะรับน้ำหนักพวกนายไหวก็ได้”

“แล้วใครจะเป็นคนขี่หลังดีล่ะ…”  คนดำเนินแผนการหันไปถามเพื่อนร่วมชั้นที่กลับมาลุกขึ้นยืนได้แล้ว  “ฟุรุยะ  นายหนักเท่าไรนะ”

“…65”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ

“อะ…ฉัน 68…”  ความรู้สึกผิดเข้าถาโถมคนถามทันที  “โทษทีที่ทำนายล้ม”

อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร  แต่ดูจากสีหน้าแล้วเขาก็ไม่ได้ติดใจอยากเอาผิด  “งั้นให้ผม…ขี่หลังรุ่นพี่โซโนะเหรอ?”

“เออ  เข้ามาเลย!!”  คนเป็นฐานกวักมือเรียกพร้อมส่งเสียงดังเรียกกำลังใจ

ฟุรุยะหรี่ตาลง  ดูท่าทางไม่ค่อยอยากร่วมวงด้วยเท่าไร  (คงเป็นเพราะเพิ่งล้มมาเมื่อครู่)  แต่ก็ยอมขี่หลังคนเป็นรุ่นพี่โดยไม่โวยวายอะไร

มาเอโซโนะตั้งสมาธิรวมกำลังจากทั้งร่างกายยกตัวฟุรุยะขึ้นอย่างไม่ยากเย็นนัก

“โอ้วว”  คนที่เหลืออดส่งเสียงดีใจออกมาไม่ได้  “ฟุรุยะ  นายปีนขึ้นบนรั้วไหวไหม!?”

คนบนหลังพยายามเอื้อมมือขึ้นเพื่อจะคว้าท่อนเหล็กด้านบนสุด  แต่ถึงเขาขี่หลังคนอื่นอยู่ก็ยังเอื้อมมือไม่ถึงอยู่ดี  “…อึก…”

“ยะ…ยังไม่ถึงอีกเหรอ…”  คนเป็นฐานถามเสียงสั่น  ขาของเขาเริ่มต้านน้ำหนักคนบนหลังไม่อยู่จนยืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่ไหว

“…ไม่ถึง…”  ฟุรุยะพยายามจะยืดตัวขึ้นไปจับแต่ก็คว้าน้ำเหลว

คาเนมารุเห็นทีท่าเริ่มไม่ดีเลยรีบร้องห้าม  “พอแค่นี้เถอะครับ  เดี๋ยวก็ล้มอีกรอบพอดี”

“ฟู่ว…”  มาเอโซโนะถอนหายใจยาว  ค่อย ๆ ย่อตัวปล่อยคนบนหลังลงพื้น  ในใจนึกแอบโล่งอกที่จบแผนการได้โดยไม่ลงไปล้มกลิ้งเหมือนสองคนนี้ตอนก่อนหน้า  “แล้วจะเอาไงดีล่ะ?”

เจ้าแผนการกลับสู่โหมดครุ่นคิดอีกครั้ง  “คงต้องลองหา…อุปกรณ์มาช่วยแล้วสิ”

“อุปกรณ์?”  เพื่อนร่วมชั้นทวนคำเบา ๆ

“อย่างเช่นบันไดเพื่อปีนรั้ว  ไม่ก็อะไรสักอย่างที่ทำลายไอ้กำแพงล่องหนนั่นได้ไง”  คาเนมารุพยักเพยิดหน้าไปทางประตูเข้าหอ

“แล้วจะหาจากไหนล่ะ?”  รุ่นพี่ถามขึ้นบ้าง

“เรื่องนั้น…”  คนเสนอทำหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปทางสนามเบสบอลที่มืดสนิท  “คงต้อง…ลองหาจากทางโน้นแล้วล่ะครับ”

สองคนที่เหลือหันไปมองตามงง ๆ  ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจเมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งที่อีกคนพูดหมายถึงอะไร

“ยะ…อย่าบอกนะว่า…”  มาเอโซโนะทำเสียงสั่น

คาเนมารุจ้องหน้าเขาตอบด้วยแววตาจริงจัง  “หวังว่าจะเจออะไรใช้การได้ก่อนจะหนาวตายนะครับ”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s