Ace of Diamond · Fiction

[DnA] The Forgotten Pages – Chapter 10

พาร์ทแถว ๆ นี้เนื้อเรื่องจะอืดหน่อยนะคะ  ไม่รู้ทำไมตอนแต่งสามคนนี้  จู่ ๆ บทพูดก็พรั่งพรูออกมาเหลือเกิน…(ทั้งที่ฟุรุยะออกจะเงียบตลอดด้วยซ้ำ)

แล้วก็ขอบคุณที่ยังตามอ่านกันนะคะ  (เห็นนะ)  สงสัยอะไรก็ถามมาได้นะคะ  ถ้าตอบแล้วไม่สปอยล์เนื้อเรื่องก็จะพยายามตอบค่ะ^_^

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


สนามเบสบอลยามปิดไฟช่างมืดมิด  ตอนนี้พวกเขาเห็นแค่เงาลาง ๆ ของเสาไฟสนามและตาข่ายเท่านั้น  พวกเขาทั้งสามคลำทางในความมืดมาถึงโรงเก็บอุปกรณ์สำเร็จ  ก่อนจะค้นพบความผิดหวังว่ามันล็อก

“ล็อกแบบนี้จะเอาไงดีเนี่ย”  คาเนมารุบ่นขึ้นหลังจากออกแรงที่มีทั้งหมดเขย่าประตูด้วยความหวังว่ามันจะเปิด

“กุญแจอยู่ไหนวะเนี่ย”  มาเอโซโนะกวาดตามองไปรอบ ๆ บ้าง

“ถ้าจำไม่ผิด  โค้ชเป็นคนล็อกกุญแจ  ถ้างั้นกุญแจก็อยู่กับโค้ชละสิครับ”  รุ่นน้องพยายามนึกย้อนความทรงจำ

“งั้นถ้าหาตัวโค้ชเจอละก็!?”  คนฟังแสดงท่าทียินดีอย่างเห็นได้ชัด

“ป่านนี้โค้ชคงอยู่ที่หอละครับ  ถ้าไปหาโค้ชได้ก็แปลว่าเราต้องอยู่ในหอแล้ว  แล้วถ้าอยู่ในหอตั้งแต่แรกเราก็ไม่จำเป็นต้องหาทางปีนรั้วข้ามไปหรอก”  น้ำเสียงอีกฝ่ายปิดความเอือมระอาไม่สำเร็จ

“อะ…เออใช่ ๆ!!”  ขนาดในความมืดยังเห็นชัดว่าหน้ามาเอโซโนะขึ้นสีเลือดเต็มที่

คาเนมารุลอบถอนหายใจก่อนจะเข้าสู่ห้วงความคิดต่อ  ตอนนี้หนทางเดียวที่น่าจะกลับไปฝั่งหอได้คือต้องปีนข้ามรั้วกลับไป  แต่ด้วยความสูงของรั้วทำให้พวกเขายังคงติดแหงกอยู่ด้านฝั่งสนาม  และโรงอุปกรณ์ซึ่งเป็นความหวังพาพวกเขากลับไปอีกฝั่งความหวังเดียวก็ดันล็อกประตูเสียได้

แล้วต่อจากนี้จะเอาไงดี

“หรือว่า…จะยอมพังกระจกเข้าไป…”  ในหัวเขาเริ่มก่อความคิดอันตรายขึ้นมา

“…สงสัยเราคงเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะ”  มาเอโซโนะก็พลอยเออออไปด้วย

“นั่นสินะ…ตอนนี้เป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินนี่นะ…”  คาเนมารุพึมพำ

“ถ้าอธิบายให้โค้ชกับอาจารย์ทาคาชิมะภายหลัง  พวกเขาคงเข้าใจแหละ…”  รุ่นพี่เริ่มกวาดสายตาหาวัตถุมาพังกระจกบ้าง

ก่อนที่ทั้งสองคนจะถูกความคิดชั่วร้าย(?)ครอบงำจนก่ออาชญากรรม(?)ขึ้นมา  บุคคลที่สามก็ส่งเสียงเรียกสติพวกเขาขึ้นมาก่อน

“ลองไปหาตรงนู้นไหมครับ”

ทั้งสองคนหลุดจากภวังค์  หันมองตามนิ้วฟุรุยะไปทางตาข่ายด้านหลังตำแหน่งแคชเชอร์ในสนาม  ณ ที่ตรงนั้นมีโรงอาคารเล็ก ๆ ตั้งอยู่  ความมืดทำให้พวกเขามองไม่ชัดนักว่ารูปร่างด้านหน้าเป็นยังไง  แต่ตำแหน่งของอาคารแห่งนั้นทำให้พวกเขาเดาออกว่าคืออะไร

“พะ…เพลย์ฮัพเหรอ”  มาเอโซโนะพูดออกมางง ๆ

“จริงด้วย…ห้องนั้นพวกโค้ชจะใช้เวลาชมการแข่งนี่นา”  อีกคนเริ่มมองเห็นประกายแสงแห่งความหวัง  “ถ้าเราเอาเก้าอี้จากในนั้นมาใช้เป็นแท่นปีนก็อาจจะข้ามรั้วพ้นก็ได้!!”

“นั่นสิ!!”  รุ่นพี่ทำท่าดีใจ  แต่ก็เปลี่ยนเป็นกังวลอย่างรวดเร็ว  “แต่ว่า…ถ้าประตูล็อกเหมือนที่นี่ล่ะ?”

“กะ…ก่อนอื่นก็ลองไปดูกันก่อนไหมครับ”  คาเนมารุรีบปัดคำพูดอีกฝ่ายทิ้งเพราะกลัวว่ายิ่งได้ยินความเป็นจริงมากเท่าไรจะยิ่งเสียกำลังใจมากเท่านั้น  เขาหันไปพยักหน้าเรียกเพื่อนร่วมชั้นเจ้าของไอเดียที่ยังยืนนิ่ง ๆ อยู่ด้านหลังให้ตามมา  ก่อนรีบสาวเท้าเดินไปทางเป้าหมายทันที

แต่ก่อนที่ฟุรุยะจะก้าวเท้าออกไป  สายตาเขาก็พลันเห็นอะไรบางอย่างกลิ้งตรงพื้นเสียก่อน

“อ้ะ…”

เสียงอุทานเบา ๆ ทำให้มาเอโซโนะหันกลับมามอง  “มีอะไรเรอะ  ฟุรุยะ”

“ตรงพื้น…”  เขาชี้ไปที่พื้นตรงหน้าคาเนมารุ  “มีอะไรอยู่น่ะครับ”

“เอ๊ะ?”  คาเนมารุหันกลับมามองเพราะได้ยินไม่ชัด  พร้อมกับเท้าของเขาก้าวไปบนของสิ่งนั้นพอดี

โครม!!

“โอ๊ย!!!”

ทันใดนั้นขาของคนเดินนำก็ลื่นไถลไปด้านหน้า  ส่งผลให้หัวด้านท้ายทอยฟาดลงกับพื้นเต็มแรง

“อะ…เฮ้ย  คาเนมารุ!!”รุ่นพี่รีบปราดเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง

“อะไรวะเนี่ย!!”  คนล้มบ่นออกมาอย่างทนไม่ไหว  ถ้าจำไม่ผิดวันนี้เขาล้มเป็นครั้งที่สองแล้ว  “นายก็หัดบอกให้มันเร็วกว่านี้หน่อยได้ไหมฟะฟุรุยะ!!!”  ความเจ็บทำให้เขาเริ่มพาลใส่คนอื่นบ้าง

“โทษที”  คนเตือนตอบด้วยใบหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“หัดทำเสียงเห็นใจหน่อยเซ่!!”  คาเนมารุชักอยากร้องไห้ขึ้นมาจริง ๆ

“ว่าแต่นายเหยียบอะไรนั่น”  พอรุ่นพี่ช่วยดึงคนบนพื้นให้ลุกขึ้นยืนสำเร็จก็เปลี่ยนเป้าสายตาไปตรงวัตถุบนพื้น  ความมืดทำให้เขามองเห็นไม่ชัดนักในแวบแรก  แต่พอเพ่งนาน ๆ ถึงรู้ว่าเป็นอะไร

ไม้เบสบอล

ไม้เบสบอลแบบที่พวกเขาใช้ในการซ้อมและแข่งกลิ้งอยู่บนพื้นจากแรงเหยียบของคาเนมารุ  มาเอโซโนะเก็บมันมาไว้ในมือแล้วหันมามองทางรุ่นน้องทั้งสอง  “ทำไมไม้มาหลงอยู่ตรงนี้ได้ห้ะ”

“พวกผมเก็บของทุกชิ้นเข้าที่หมดแล้วนะ!!”  คนรับ(หรือควรเรียกว่าโดนโบ้ย)หน้าที่เก็บกวาดโรงเก็บอุปกรณ์รีบแย้ง  “มีใครเอาออกมาใช้หลังจากนั้นแล้วไม่เก็บเองหรือเปล่า”

“จะเป็นไปได้ยังไง  พวกนายกลับมาทีหลังสุดไม่ใช่เรอะ”  รุ่นพี่เถียงกลับ  “ตอนพวกนายกลับมาที่โรงอาหารทุกคนก็มากันหมดแล้ว  จะมีใครเอาออกมาไว้ข้างนอกได้อีกล่ะ!!”

“ก็อาจมีคนกินข้าวอาบน้ำเสร็จแล้วออกมาเอาไม้ไปซ้อมก็ได้นี่ครับ!!”  คาเนมารุยกสมมติฐานมาสู้

“อ้ะ…จริงด้วย…”  คราวนี้ฝ่ายตั้งข้อสงสัยเริ่มเขว

“ทำไม่ได้หรอก”

คนที่สามในกลุ่มโพล่งขึ้นมา

“หือ  ทำไมเรอะ?”  มาเอโซโนะหันไปมองหน้าอีกคน

ฟุรุยะหันกลับไปมองทางโรงเก็บอุปกรณ์  “โค้ชมาล็อกประตูหลังจากพวกเราเก็บของเสร็จแล้วนี่นา”

“นะ…นั่นสินะ…”  ฝ่ายผู้ต้องสงสัยทำเสียงอ้ำอึ้งเพราะนึกขึ้นได้  จะว่าไปเขาก็เห็นตอนโค้ชเอากุญแจมาล็อกเหมือนกัน  แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้  “ตะ…แต่ว่าอาจจะมีคนขอกุญแจจากโค้ชมาไขหลังจากนั้นก็ได้นี่นา!!”

“โค้ชสั่งพวกเราว่าห้ามซ้อมไม่ใช่เรอะ  แล้วเขาจะยอมให้กุญแจมาง่าย ๆ ได้ไงเล่าไอ้โง่!!”  มาเอโซโนะรีบยกทฤษฎีมาสู้กลับ  “แล้วฉันก็ไม่เห็นใครออกมาที่สนามหลังกินข้าวเสร็จนอกจากฟุรุยะด้วย  ฟุรุยะ”  เขาหันกลับไปหาตัวต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาออกมาฝั่งสนามด้านนี้  “นายเห็นคนอื่นมาทางสนามนี้บ้างไหม”

คนถูกถามตอบด้วยการส่ายหน้า

“เห็นมะ  ถ้าไม่ใช่พวกนายลืมเก็บเองแล้วจะเป็นใครไปได้ห้ะ”  คนตั้งข้อสงสัยทำตัวยืด  ยิ้มร่าเพราะหาจุดโจมตีรุ่นน้องสำเร็จ

คาเนมารุถึงกับกุมหัว  “จะเป็นไปได้ยังไง…พวกผมไล่เก็บอุปกรณ์ตามสนามที่มีคนวางทิ้งไว้ละเอียดทุกซอกทุกมุมหมดแล้วนี่นา…”  เขาหันไปถามเพื่อนร่วมชั้นอีกครั้ง  “นายแน่ใจนะว่าไม่เห็นใคร”

คราวนี้อีกฝ่ายพยักหน้า

“อืม…”  คนถามจมลงในความคิดทันที  เขาแน่ใจว่าไม่มีอุปกรณ์เล่นเบสบอลของชมรมเล็ดรอดสายตาของพวกเขาหลงเหลืออยู่ตามสนามแบบนี้แน่  ถึงแม้ในทีมทำความสะอาดจะมีไอ้บ้าเอางานเอาการไม่ได้  และเอซจอมอู้งานอยู่สองคน  แต่เขาเชื่อว่าฮารุอิจิและโทโจไม่น่าเก็บงานสะเพร่าเช่นนี้

แต่ตอนนี้พวกเขากลับเจอไม้เบสบอลกลิ้งอยู่บนพื้นบริเวณสนาม

หมายความว่าไง?

“…พวกนายแน่ใจนะว่าไม่ได้ลืมเก็บไม้นี้จริง ๆ?”  มาเอโซโนะชักสับสนเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของคาเนมารุ  ตอนแรกเขากะจะโวยไปงั้น ๆ  พอรุ่นน้องรับผิดแล้วก็จะช่างมันไป  แต่พอเห็นอีกฝ่ายยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้ลืมและพยายามคิดหาสาเหตุอย่างหนักขนาดนี้  เขาก็ชักจะเชื่อขึ้นมาแล้วว่าพวกรุ่นน้องไม่ได้พลาดจริง ๆ

“…ก็…ไม่คิดว่าหลงเลยนะครับ”  ตัวแทนทีมเก็บกวาดของตอบด้วยท่าทีลังเลอยู่บ้าง

“ถ้าพวกนายบอกว่าเก็บครบเรียบร้อย  แล้วไม้นี้มาอยู่ตรงนี้ได้ไงล่ะ”  อีกฝ่ายย้อนถาม

“…หรือว่า…จะไม่ใช่ของในโรงเก็บของ?”

จู่ ๆ คาเนมารุก็นึกความเป็นไปได้อย่างหนึ่งออก

“ห้ะ?”  มาเอโซโนะอุทานเสียงสูง

“ก็ถ้าพวกผมเก็บของสำหรับใช้ซ้อมเข้าที่หมดแล้ว  แล้วจะมีไม้เบสบอลมากลิ้งตามสนามได้ไงครับ”

“ฉันถึงถามไงว่าพวกนายไม่ได้ลืมจริง ๆ หรือเปล่า…”  คนฟังทำเสียงลังเล

“ถ้าไม้นี้ ‘เป็นของในโรงเก็บของ’ ก็ไม่น่ามาอยู่ตรงนี้  ถ้างั้นในเมื่อไม้ ‘มาอยู่ตรงนี้’ ได้  ก็แปลว่ามันต้องไม่ใช่ของจากโรงเก็บของไงครับ!!”  สีหน้าของคนพูดดูตกใจมากกว่าจะดีใจที่หาเหตุผลสนับสนุนฝ่ายตนเองออก

มาเอโซโนะขมวดคิ้ว  “ก็แล้วถ้าไม่ใช่ของในโรงเก็บของ  แล้วไม้นี่มันจะมาจากไหนได้ห้ะ!?”

เจ้าของทฤษฎีมองหน้าคนถามตรง ๆ  “ก็ของใช้ส่วนตัวไงครับ”

ของใช้…ส่วนตัว?

“อ้ะ”  พอได้ยินดังนั้น  อีกฝ่ายก็อุทานลั่นออกมา

“อย่างโคมินาโตะที่มีไม้แบบทำจากไม้เป็นของตัวเอง  คนในชมรมเราซื้อไม้เบสบอลเอาไว้ใช้ซ้อมส่วนตัวกันเยอะเลยไม่ใช่เหรอครับ”  คาเนมารุได้ทีร่ายออกมาอย่างรวดเร็ว  “รุ่นพี่โซโนะเองก็มีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

“เออ…มันก็…ใช่…”  คราวนี้เป็นฝ่ายรุ่นพี่พูดอ้อมแอ้ม  หน้าแดงเพราะความอายที่โดนฝ่ายผู้ต้องสงสัยย้อนเข้าได้  จริงอย่างที่คาเนมารุพูด  เขาเองก็มีไม้ประจำตัวเอาไว้ฝึกซ้อมหวดลมตอนกลางคืนเก็บอยู่ที่ห้องเหมือนกัน

“แปลว่ามีใครสักคนต้องลืมไม้ไว้ที่นี่หลังจากที่พวกเราเก็บของกลับไปที่หอเรียบร้อยแล้วแน่ ๆ!!”  คนหาข้อสรุปได้พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น  “เห็นไหมล่ะ  พวกผมไม่ได้ลืมซะหน่อย!!”  แล้วก็ไม่วายได้ทีแขวะฝ่ายตั้งข้อสงสัยอีกหนึ่งที

“อะ…แล้ว…ใครเอามาทิ้งไว้ตรงนี้ล่ะ”  มาเอโซโนะยังไม่หายหน้าแดงเท่าไร  แต่ก็หาทางเปลี่ยนหัวข้อ  “ตั้งแต่ตอนพวกนายกลับมากินข้าวที่โรงอาหารจนถึงตอนที่ออกมาตามฟุรุยะ  ฉันก็ไม่เห็นใครมาที่สนามเลยนะ”

“นั่นน่ะสิ…”  คาเนมารุกลับสู่โหมดครุ่นคิดอีก  เขาลองหันไปถามเพื่อนข้างตัว  “ฟุรุยะ  นายแน่ใจนะว่าตอนนายออกมาที่สนามน่ะนายไม่เห็นใครจริง ๆ”

“ผมออกมาที่สนามคนเดียว”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ

“ไม่มีแม้แต่เดินสวนกลับมาตอนนายกำลังออกไปนะ?”  มาเอโซโนะถามบ้าง

“ไม่มีนะครับ”  เขาส่ายหัวช้า ๆ

“นั่นสินะ  ผมกับรุ่นพี่โซโนะก็รีบตามฟุรุยะไปทันทีที่เห็นเขาเดินออกจากโรงอาหาร  ถ้ามีใครสวนมาพวกเราก็ต้องเห็นบ้างแหละ”  รุ่นน้องอีกคนพูดเสริม

“หมายความว่าไงวะเนี่ย”  สมองของรุ่นพี่ชักใกล้ระเบิดเต็มทน

“แปลว่า…อาจมีใครบางคนออกมาที่นี่ในช่วงหลังจากพวกผมกลับมาที่หอจนถึงก่อนฟุรุยะออกมาที่สนาม  แล้วก็ลืมไม้เบสบอลอันนี้ทิ้งไว้เหรอ…”  คาเนมารุยังทำหน้าเคร่งเครียดเหมือนเดิม

“น่าจะใช่”  ฟุรุยะพยักหน้าน้อย ๆ

“แต่ฉันก็ไม่เห็นใครออกมาในช่วงระหว่างนั้นจริง ๆ นะ”  มาเอโซโนะยังยืนยันเสียงแข็ง  “หรือจะเป็นตอนที่ฉันไปอาบน้ำ?”

“ตอนรุ่นพี่ไปอาบน้ำกัน  พวกผมปีหนึ่งยังอยู่ในโรงอาหารนะ  ตอนนั้นก็ไม่เห็นใครออกมาทางนี้เลยด้วย”  คาเนมารุเล่าความทรงจำของตัวเองออกมาบ้าง  มีคนอยู่ร่วมในเหตุการณ์พยักหน้าหงึก ๆ สนับสนุนอยู่ข้างหลัง

“แปลว่าเจ้าของไม้นี้ออกมาที่นี่ในจังหวะที่พวกเราสามคนไม่ทันได้มองเหรอ…”  คิ้วของรุ่นพี่ยิ่งขมวดเป็นปมหนักอีก ก่อนจะยกมือกุมหัวอย่างคนสิ้นหวัง  “นี่มันเป็นยังไงกันแน่เนี่ย  ไม่เห็นเข้าใจเลยว้อย!!”

“แล้วก็ไม่รู้ว่ากลับไปตอนไหนอีก…”  รุ่นน้องอีกคนชักปวดหัวตามขึ้นมาบ้าง

“อาจจะยังไม่กลับก็ได้”

ทันใดนั้น  เอซปากหนักประจำชมรมก็เปิดปากออกมา

“ห้ะ?”  สองคนที่เหลือประสานเสียงพร้อมกัน

ฟุรุยะหันกลับไปทางรั้วกั้นระหว่างหอกับสนามเบสบอล  “ตอนนี้พวกเราเข้าไปที่หอไม่ได้ใช่ไหม”

“ก็…ใช่  ไม่งั้นจะต้องฝ่าลมหนาวเดินย้อนมาถึงนี่ทำไม”  มาเอโซโนะถามย้อนด้วยแววตาสับสน

“ถ้ามีใครสักคนอยู่ฝั่งนี้เหมือนกัน  เขาก็กลับไปที่หอไม่ได้เหมือนกันสิครับ”

เหมือนฟ้าผ่าสองคนที่เหลือพร้อม ๆ กัน

“ปะ…แปลว่าที่สนามฝั่งนี้ยังมีคนอื่นนอกจากเราอีกเรอะ!!!!?”  คาเนมารุตกใจมากจนเผลอตะโกนสุดเสียง

เจ้าของทฤษฎีใหม่หรี่ตาลงเล็กน้อย  แม้สีหน้าจะไม่เปลี่ยนมากแต่ก็สัมผัสได้ว่าเขารู้สึกหนวกหู  “แต่ก็อาจจะกลับไปก่อนพวกผมจะมาที่สนามก็ได้”

“แต่ก็ไม่แน่ว่ายังมีคนอื่นอยู่อีก…”  ดูเหมือนรุ่นพี่จะติดใจความเป็นไปได้ข้อนี้มากกว่า  “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็น่าจะเจอตัว  ไม่ก็ออกมาแล้วนะ  พวกเราก็อยู่ฝั่งนี้กันมานานแล้วด้วย  แถมยังส่งเสียงดังกันขนาดนี้อีก”  เขาลองหันไปรอบ ๆ เผื่อจะเห็นคนอื่นอยู่อีก

“สนามโรงเรียนเรามันกว้างอยู่นะครับ  แถมมีตั้งสองฝั่ง”  คาเนมารุพูดขึ้นบ้าง  “เขาอาจจะหาทางกลับไปที่หอเหมือนกัน  เลยเดินหาวิธีอยู่อีกสนามก็ได้  มืด ๆ แบบนี้มองไม่เห็นตัวกันหรอก”

“อืม…”  มาเอโซโนะครางในลำคอ

ทั้งสามคนเงียบไปพักหนึ่ง  ก่อนคาเนมารุจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นมา  “เอาเป็นว่ารุ่นพี่โซโนะเก็บไม้นี้ไว้ก่อนแล้วกัน  ไว้กลับไปที่หอเมื่อไรได้ค่อยถามว่าของใคร  ก่อนอื่นเราลองไปตรงเพลย์อัพก่อนดีกว่า”

“อะ  เออ”  คนได้รับมอบหมายหน้าที่รับคำเบา ๆ  กำไม้เบสบอลในมือไว้แน่น  ส่วนคนที่เหลือก็พยักหน้ารับน้อย ๆ  แล้วทั้งสามคนก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s