Ace of Diamond · Interview translation

[DnA] แปล : บทสัมภาษณ์ของอาจารย์เทราจิมะปี 2008

เจอโดยบังเอิญจากลิงก์ที่บก.เรื่องนี้แปะในทวิตค่ะ

เป็นบทสัมภาษณ์ตั้งแต่ปี 2008 แล้วดังนั้นเนื้อหาอาจจะเก่าไปหน่อยนะคะ

พวกชื่อโรงเรียนที่มีอยู่จริงในนี้ขออนุญาตไม่อธิบายนะคะ

(ถ้าอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจตรงไหนบอกได้นะคะ  อาจารย์ชอบพูดงง ๆ จริง ๆ orzll)


อาจารย์เทราจิมะสมัยม.ปลายเป็นผู้เล่นแบบไหนเหรอครับ?

ผมถนัดซ้ายเลยเล่นเป็นเฟิร์สเบสมาจนถึงตอนม.ห้า  แต่พอขึ้นม.หกก็เล่นในตำแหน่งเอาท์ฟิลด์เป็นเซนเตอร์ฟิลด์ไม่ก็ไรท์ฟิลด์  แล้วก็อยู่ไลน์อัพลำดับห้าครับ  เวลาซ้อมแข่งก็เล่นเป็นพิชเชอร์ด้วย

 

มีเรื่องราวอะไรหลงเหลือในความทรงจำสมัยอยู่ม.ปลายสามปีบ้างไหมครับ?

สมัยนั้นถ้าจะให้พูดก็เป็นช่วงที่แสดงความแน่วแน่ออกมาเซ่!  เวลาแข่งแพ้โรงเรียนอื่น ๆ พวกคนที่โค้ชเห็นว่าไม่ได้ตั้งสมาธิกับการแข่งจะถูกสั่งไม่ให้ลงแข่งแต่ให้ไปวิ่งแล้วกลับบ้านตอนแข่งนัดที่สองแทน  โค้ชจะพูดเสมอว่าถ้าไม่ตั้งใจกับการแข่งก็ไปวิ่งซะเสมอเลยครับ  (หัวเราะ)  ผมก็ถูกสั่งให้วิ่งมาเหมือนกัน~

มีอยู่ครั้งหนึ่งทุกคนถูกสั่งให้วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย  แต่พอเริ่มคิดว่าไม่ไหวแล้วโค้ชก็บอกว่าจะออกจากแถวไปก็ได้…ถึงจะออกจากแถวไปได้แต่หลังจากนั้นจะมีอะไรรออยู่หนอ  (ยิ้มขื่น ๆ)

พอมาถึงตอนนี้แล้วก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงออกจากแถวไป  แต่ตอนนั้นมีม.หกออกจากแถวไปคนสองคนด้วยครับ  ผมในตอนนั้นเพิ่งอยู่ม.สี่เลยคิดว่ายังออกไปไม่ได้จนกว่าม.หกจะออก  แต่พอม.หกออกแล้วก็เลยไปตามเขาด้วยครับ  เพิ่งอยู่ม.สี่แท้ ๆ

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครออกจากแถวเลย!  แล้วโค้ชก็บอกว่า “ดีมาก  พอแค่นี้!”  แล้วก็จบลงทั้งอย่างนั้น  ผมถึงกับเอ๋อไปเลย…

เพราะผมเอาแต่คิดว่าไม่ไหว ๆ เลยออกจากแถวไป  ทั้งที่คนส่วนมากวิ่งกันครบแท้ ๆ แหละครับ

– วิ่งไปประมาณกี่ชั่วโมงเหรอครับ??

อืม~  คงประมาณชั่วโมงเดียวครับ  วิ่งเรียงเป็นแถวเดียวกันเหมือนตอนฝึกวิ่งก่อนซ้อม  ไม่ใช่วิ่งแยกกันไป  ต้องวิ่งด้วยจังหวะแบบ~เดียวกันน่ะครับ

– งั้นคนที่ออกจากแถวไปก็เด่นมากเลยสิครับ

แต่ก็เผลอออกจนได้สินะครับ  พอมาคิดดูทีหลัง  สำหรับผมแล้วกลับตกใจที่ทุกคนไม่ออกกันไปมากกว่า  ทุกคนตั้งใจน่าดูเลยน้า~  (หัวเราะ)

 

เหตุผลในการเลือกเรียนต่อม.ปลายคือ??

ผมไม่ได้เลือกโรงเรียนด้วยเหตุผลด้านเบสบอลเป็นหลักหรอกครับ  ถึงจะเล่นเบสบอลตั้งแต่ตอนประถมถึงม.ต้น  แต่ก็รู้สึกว่ามันโหดเกินไปเลยไม่ชอบน่ะครับ  ตอนขึ้นม.ปลายช่วงแรกก็ไม่คิดอยากจะเล่น  แต่มีรุ่นพี่สมัยตอนม.ต้นมาชวนเลยเข้าร่วมการซ้อมตั้งแต่ตอนหยุดฤดูใบไม้ผลิครับ

 

ความแตกต่างกับโรงเรียนมีฝีมือในแบบที่อาจารย์เทราจิมะคิด

โรงเรียนนั้นเรียกได้ว่าไม่ได้เก่งถึงขั้นนั้น  ผมเลยมีโอกาสได้ลงเป็นกำลังหลักทั้งที่อยู่ม.สี่เหมือนกันครับ  แต่กับโรงเรียนที่มีชื่อจะสามารถสร้างพลังกายตอนอยู่ม.สี่ได้เป็นอย่างดี  โรงเรียนของพวกผมทำแบบนั้นไม่ได้  พอขึ้นม.หกแล้วร่างกายของทุกคนเลยเละเทะผิดคาดเลยครับ  ทุก ๆ คนมีอาการเจ็บกันจริง ๆ นะครับ

 

ตั้งใจจะเป็นนักวาดการ์ตูนตั้งแต่เมื่อไรครับ??

ผมมีตัวเลือกเป็นการ์ตูนเพียงนิดเดียวตอนเลือกหนทางเรียนต่อครับ  แต่จำได้ว่าผมไม่รู้วิธีวาดรูปเลย  เลยซื้อแค่กระดาษวาดรูปมาวาดภาพปกแค่แผ่นเดียวเหมือนกันครับ

– มีความรู้สึกอยากเล่นเบสบอลต่อไหมครับ??

ตอนถอนตัวจากเบสบอลม.ปลายผมรู้สึกพึงพอใจกับมันอย่างมาก  แต่ก็รู้สึกว่าผมถูกรุ่นพี่พามาตอนเข้าชมรม  เลยรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ทำนิดหน่อยครับ  เลยคิดว่าต่อจากนั้นผมอยากจะค้นหาอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง  ไม่ใช่เพราะถูกสั่งให้ทำน่ะครับ

แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปเรียนมหาฯลัยทำไมด้วย  แต่ก็พูดไม่ได้ด้วยว่าจะวาดการ์ตูน  แค่รู้สึกไม่อยากไปเฉย ๆ  พอปรึกษากับพ่อแม่แล้วท่านก็บอกว่า “ถ้าไม่รู้เหตุผลว่าไม่อยากเรียนมหาฯลัยทำไมก็ไปเรียนแบบเล่น ๆ ก็ได้นี่นา”  ผมเลยนึกขึ้นได้ว่า “คิดแบบนั้นก็ได้นี่นา” จึงเรียนต่อครับ  แต่พอเรียนจนจบแล้วก็คิดอยากเป็นนักวาดการ์ตูนขึ้นมาครับ

ตอนปรึกษาเรื่องเรียนต่อช่วงม.ปลายผมยังไม่รู้เรื่องอะไรในโลกของการ์ตูนเลยครับ  ผมเล่นแต่เบสบอลมาตลอด  แล้วก็อยู่บ้านนอกเลยไม่รู้ว่ามีโรงเรียนเฉพาะทางด้านการ์ตูนด้วย  ยิ่งกว่านั้นที่ปรึกษาดันเป็นหัวหน้าชมรมเบสบอลอีก  ยังไงผมก็…บอกคน ๆ นั้นว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูนไม่ได้น่ะครับ  (หัวเราะ)

ถ้าบอกอาจารย์ไปคงพูดว่า “พูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย??”  แล้วก็บอกว่าให้ใช้เรื่องเล่นเบสบอลเป็นจุดเสริมให้เข้ามหาฯลัยได้ไม่ใช่เหรอ  สำหรับหัวหน้าชมรมแล้วคงเห็นว่าผมจะเรียนต่อมหาฯลัยแล้วก็เล่นเบสบอลด้วยน่ะครับ  ซึ่งความจริงการเล่นเบสบอลเป็นข้อได้เปรียบเวลาสัมภาษณ์ด้วยครับ  ถึงผมจะคิดว่าก็คงแค่นั้นแหละ  เลยโกหกว่าจะเล่นเบสบอลตอนสัมภาษณ์ไปด้วยครับ  (หัวเราะ)

แน่นอนว่าผมไม่ได้เข้าชมรมเบสบอลครับ

– เริ่มกำหนดแนวทางได้ระหว่างเรียนมหาฯลัยใช่ไหมครับ

ผมคิดอยากจะทำอะไรตรงกันข้ามกับตอนม.ปลายสุด ๆ เลยเข้าชมรมดนตรีครับ  มีคนบอกว่าผมต้นขาใหญ่ด้วย  พี่ชายผมมีวงดนตรี  ส่วนผมโกนหัวเล่นเบสบอลมาตลอด  พอมองพี่แล้วเลยคิดว่าดีจังนะ~น่ะครับ  พอลองจริง ๆ แล้วก็ค้นพบว่าชมรมเล่นกันแบบเหมือนเป็นงานแข่งกีฬาเลยคิดว่ามันไม่ใช่  แล้วก็รู้สึกด้วยว่าที่นี่ก็เป็นสังคมแบบแบ่งชนชั้นเหมือนกันเรอะ (หัวเราะ)

– แบบนี้นี่เอง  พวกรุ่นพี่ปีหนึ่งปีสองพอเลิกเล่นเบสบอลแล้วก็ไว้ผมกันสุดยอดเหมือนเป็นการต่อต้านเลยนี่นะครับ  (หัวเราะ)

ผมคิดว่าคงจะอัดอั้นจากการที่ตอนม.ปลายต้องโกนหัวมาตลอดอยู่หน่อยแหละครับ  แต่ถ้าคิดว่าลองเข้าชมรมดนตรีแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ได้เนี่ยก็ดีแล้วที่เข้าไปครับ  ผมเลิกเล่นตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งทันที  แต่ก็เคยฝึกแบบสุด ๆ แล้วออกงานอยู่ครั้งหนึ่ง  ตอนนั้นคิดว่าผมทำพอแล้ว  แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางไปได้ไกลกว่านั้นด้วยน่ะครับ  แต่ตอนนั้นผมก็สนิทกับใครหลาย ๆ คน  แล้วพวกเขาก็ช่วยบอกความคิดน่าสนใจอย่างเล่นหนังเรื่องนี้สนุกดีให้ด้วยครับ  ผมคิดว่าเพราะเป็นแบบนั้นเลยส่งผลมาถึงการ์ตูนด้วยครับ

– ถ้าจะพูดให้ชัดแล้ว  อาจารย์ตั้งใจจะเป็นนักวาดการ์ตูนตั้งแต่เมื่อไรครับ??

ผมตัดสินใจตอนอยู่ประมาณปีสามครับ

ผมชอบการ์ตูนเรื่องเรียกเขาว่าอีกา  แล้วก็เคยพูดไม่ก็เคยเขียนว่าผมกลายเป็นนักวาดการ์ตูนเพราะการ์ตูนแถมของการ์ตูนเรื่องนั้นด้วยนะครับ  ที่บอกไว้ว่า  “เอาไปให้สำนักพิมพ์ดูก็พอ”  ผมเลยวาดการ์ตูนแล้วก็เอาไปส่งสำนักพิมพ์ซ้ำไปซ้ำมาน่ะครับ  ผมตั้งใจจะไปโตเกียวอยู่แล้วเลยไม่หางานเลยแม้แต่นิดเดียว  คนรอบข้างเลยเห็นความมุ่งมั่นเข้าน่ะครับ

– เพื่อนสมัยมหาฯลัยคงนึกภาพในตอนนี้ไม่ออกสินะครับ

ผมบอกคนอื่นไปบ้างเหมือนกันว่าจะเป็นนักวาดการ์ตูน  แต่นอกจากนั้นคงไม่รู้เรื่องนี้ละมั้งครับ

 

ทำไมถึงคิดจะเขียนการ์ตูนเบสบอลครับ??

ผมใช้เวลาประมาณสิบปีตั้งแต่คิดอยากเป็นนักวาดการ์ตูนจนเขียน “Ace of Diamond” ระหว่างนั้นผมก็เรียนอะไรมาหลายอย่าง  และรู้สึกตัวขึ้นมาว่าผมเนี่ยไม่มีอะไรเลยนะน่ะครับ  พอลองถามตัวเองในท้ายที่สุดว่านายเขียนอะไรได้บ้าง  ก็เหลือแค่(ตัวผม)เล่นเบสบอลมาเท่านั้นเองครับ  ผมเหลือแต่สิ่งนั้นจริง ๆ นะครับ  เหลือแค่เบสบอลเป็นอย่างสุดท้ายเท่านั้น

 

เหตุผลที่คิดเขียนเรื่องโรงเรียนมีชื่อ

ผมอยากเขียนเรื่องตัวเอกที่บุกเข้าไปในดินแดนแห่งใหม่เพียงตัวคนเดียวน่ะครับ  การ์ตูนเบสบอลนั้นมีอยู่มากมายตั้งแต่ก่อนหน้านี้  ถ้าวางโครงเรื่องแบบนี้คงสร้างความแตกต่างได้  มันเลยเชื่อมไปถึงเรื่องเรียนต่อด้านเบสบอล  ไปถึงโรงเรียนดังในที่สุดครับ  ผมไม่ได้เล่นเบสบอลในโรงเรียนดังมาก่อนเลยไม่รู้เหมือนกันว่าประสบการณ์ที่ตนเองมีมาจะใช้ได้มากแค่ไหน  แต่นักเบสบอลมืออาชีพที่เคยเจอมาบอกว่า “เข้าใจ”  ผมเลยดึงความเป็นตัวเองออกมาได้ตรง ๆ ครับ

 

เกี่ยวกับจิตใจของผู้เล่น

– ซาวามูระมีสภาพจิตใจแข็งแกร่งจริงนะครับ

คงเป็นเพราะเป็นกัปตันสมัยม.ต้นมาน่ะครับ  ถึงจะไม่เคยชนะ  แต่ผมก็คิดว่าเขาเป็นคนรวบรวมทีมมาดังนั้นสภาพจิตใจย่อมแข็งแกร่งอยู่แล้วเลยกลายเป็นแบบนั้นครับ

– นักกีฬาเซย์โดคนอื่น ๆ ก็สภาพจิตใจแข็งแกร่งเหมือนกันครับ

นั่นเป็นความชื่นชมของผมเลยครับ  อยากให้เป็นแบบนี้น่ะ

– เบสบอลม.ปลายเกิดเรื่องที่ผู้เล่นย่ำแย่ลงจากสภาพจิตใจเยอะเป็นพิเศษนี่ครับ

ในตอนนี้การฝึกฝนจิตใจก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมเหมือนกันครับ  มันสำคัญประมาณนั้นแหละ  แต่ก็ใช้เวลากว่าสิบปีกว่าจะคิดแบบนั้นกันน่ะครับ  สมัยผมเล่นอยู่ก็รู้สึกว่าถึงคาดหวังทั้งหมดไปก็ยังยากอยู่ดี  โค้ชที่เพิ่งมีโอกาสคุยด้วยก็บอกว่า “ถึงจะสอนทฤษฎีไป  แต่ถ้าไม่ตั้งใจทำสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็แย่อยู่” เหมือนกัน  ได้ยินว่ามีคนที่ใช้แต่สมองจนเคลื่อนไหวตามใจไม่ได้อยู่ด้วย  กลับกันแล้วถ้าไม่จำกัดข้อมูลให้ก็จะแตกตื่นเข้าเหมือนกัน

– เข้าใจแล้ว  ทำความเข้าใจกับข้อมูลไม่ได้สินะครับ

นั่นสินะครับ  เพราะแบบนั้นผมเลยวาดการ์ตูนจากสายตาของผู้ฝึกสอนมากกว่าจากสายตาของผู้เล่นครับ  ผมตั้งใจทำเป็นการ์ตูนที่ผมอยากสอนเรื่องนี้ให้ผู้เล่น  แล้วถ้าพวกเขาโต้ตอบกลับมาแบบนี้จะดีใจมากอะไรแบบนี้ครับ

– เพราะแบบนี้เซย์โดเลยเก่งใช่ไหมครับ

แต่ก็สร้างวิกฤตให้ยากพอดู (หัวเราะ)  พอตกอยู่ในสภาวะลำบากแล้วเหล่าผู้เล่นก็ดันแก้ไขปัญหากันไปเอง  โค้ชเลยไม่มีเรื่องให้ทำเข้า  ถึงผมจะรู้ว่าเบสบอลม.ปลายขึ้นอยู่กับโค้ชก็ตาม

– นั่นสินะครับ

ความจริงแล้วผมคิดว่าสภาพจิตใจของผู้เล่นจะเป็นยังไงนั้นขึ้นอยู่กับโค้ชทั้งหมด  แบบกระตุ้นในจุดสำคัญ ๆ น่ะครับ  ยังไงเด็กม.ปลายก็ยังเด็กอยู่  แล้วผู้ใหญ่จะคอยช่วยด้านที่ยังไม่สมบูรณ์ยังไงดี

– โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิยูกิคุงเนี่ยตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรอบคอบจริง ๆ นะครับ  พวกผมเองเคยดูการแข่งมาหลายสิบนัดแล้ว  เวลาโรงเรียนเก่ง ๆ แพ้ก็มักจะแย่ลงจากด้านจิตใจจริง ๆ  เพราะลนเข้าว่ามันไม่น่าเป็นแบบนั้นนี่นาน่ะ

โรงเรียนผมเคยไปถึงสี่ทีมสุดท้ายตอนผมอยู่ม.ห้า  ในตอนนั้นการแข่งนัดแรกพวกผมเจอกับทีมรองชนะเลิศตอนฤดูใบไม้ผลิเข้า  พวกผมเองก็คิดว่า “จบแล้วล่ะ” เหมือนกัน  โค้ชก็สั่งให้เอซที่ไหล่เจ็บลงเป็นพิชเชอร์ตั้งต้นแล้วจะได้แยกย้ายกันอย่างงดงามไป  เรียกได้ว่าไม่มีความลังเลในความหมายหนึ่งเลยครับ  กลายเป็นทางนั้นตีลูกสุดเอื่อย~~-ของเอซที่ไหล่เจ็บไม่ได้  ดันทำตัวเองตายเองด้วยจนพวกผมชนะเฉยเลยครับ  เพราะผมเคยมีประสบการณ์แบบนั้นมาเลยคิดเข้า  หรือจะเรียกว่ารู้สึกเข้าว่าความปั่นป่วนแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้เพราะเป็นเบสบอลม.ปลายครับ  อย่างช่วงครึ่งหลังผมสัมผัสถึงความรู้สึกของแบตเตอร์ฝ่ายตรงข้ามว่า “ทำไมถึงตีไม่ได้” ได้เลย  แบบกำลังหงุดหงิดอยู่น่ะครับ  ส่วนทางนี้ก็ไล่ต้อนได้จนคิดมาว่า “เอ๊ะ??  ก็ไหวนี่หว่า” เลยยิ่งฮึกเหิมขึ้นใหญ่ครับ  ในตัวผมแล้วความรู้สึกมีส่วนกำหนดผลแพ้ชนะเยอะอยู่  แล้วสิ่งนั้นก็ออกมาทางการ์ตูนเหมือนกันสินะครับ

 

ความสมจริงของ Ace of Diamond

โดยพื้นฐานแล้วผมเขียนตามความชื่นชมของตัวเอง  แต่ก็คิดว่าใส่ความสมจริงเข้าหน่อยก็ดีเหมือนกันน่ะครับ

– ตัวละครมีจำนวนมากอยู่  แล้วอาจารย์กำหนดตัวละครแต่ละคนยังไงครับ??

ถ้าจะให้พูดก็คือเน้นด้านสมดุลครับ  ไม่ให้ไปซ้ำกันเวลาเอาทุกคนมาเรียงกัน  ที่เหลือนั้นผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้นไป  แต่ก็กำหนดอะไรหลาย ๆ อย่างเช่นให้ทัมบะรับมือกับมิยูกิไม่ถูกไป  พอทำแบบนี้แล้วผมเองก็รู้ว่าทำให้การวาดการ์ตูนมันยุ่งยากขึ้น  แต่เพราะรู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่าพรรคพวกอยู่จากประสบการณ์ตอนอยู่ชมรมเบสบอลของผมเอง  เลยใส่ความเป็นจริงเล็ก ๆ น้อย ๆ ลงไปเพื่อให้รู้ว่าความจริงก็มีแบบนี้ด้วยนะ  หลังจากนั้นถึงจะรู้ว่าดำเนินเรื่องยากหน่อย  แต่ก็วาดดราม่าลงไปว่ากลับกันแล้วจะเข้าหายังไงเหมือนกันครับ  พอตั้งใจวาดไปแบบนี้แล้วเหล่าตัวละครก็เริ่มเคลื่อนไหวไปเองครับ

– ตัวละครทุกตัวมีแฟนคลับเลยนะครับ

ขนาดตัวละครที่มีบทเพียงเล็กน้อยก็มีคนคิดต่อให้ว่าหลังจากนั้นจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ให้เหมือนกัน…ผมดีใจจริง ๆ ครับ

 

ต้นแบบของโรงเรียนเซย์โดคือ?

– มีต้นแบบของโรงเรียนที่ต้องเผชิญหน้ากันไหมครับ?

มีครับ  ถ้ามีต้นแบบแล้วภาพลักษณ์จะไม่แกว่งไปเวลาลังเลครับ  ถึงจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเปลี่ยนไปบ้างแต่ผมจะกำหนดจุดหลักเอาไว้อยู่แล้ว  และผมก็ทำไปเพื่อคนที่อ่านการ์ตูนจะนึกสงสัยขึ้นมาว่าหรือว่า??แล้วรู้สึกยินดีน่ะครับ  อย่างเช่นทีมสายตีลูกอย่างโรงเรียนยาคุชิได้อิมเมจมาจากโคโตฮะคิคุกาวะครับ  (หัวเราะ)

– แล้วโรงเรียนเซย์โดล่ะครับ?

ในตอนนี้เรียกได้ว่าไม่มีครับ  ตัวละครมีการเคลื่อนไหวมากเกินไปจนพูดไม่ได้ว่ามาจากโรงเรียนนี้เข้าน่ะ  แต่ถ้ามองผิวเผินแล้วจะเป็นโรงเรียนที่มีพิชเชอร์สี่คน  เอาชนะด้วยการส่งไม้ต่อ  พอมองแบบนั้นแล้วก็พอมีโรงเรียนที่เหมือนอยู่บ้างครับ  (หัวเราะ)  ความสนุกในการดูเบสบอลม.ปลายในช่วงนี้คือเห็นว่าโรงเรียนนี้คล้ายกับทีมนั้นที่ตัวเองเขียนน่ะครับ  อย่างพอเห็นพิชเชอร์ปีหนึ่งสองคนของวาเซดะจิกเกียวแล้วนึกไปถึงฟุรุยะกับซาวามูระของเซย์โดเข้า  (หัวเราะ)

– เขาลือกันว่าเป็นไซตามะซาคาเอะน่ะครับ

เพราะผมใช้สนามเป็นต้นแบบน่ะครับ  สนามเลยเป็นไปตามนั้นเลย  แต่ว่าไม่มีต้นแบบหรอกครับ  ต้นแบบของยูนิฟอร์มคือไซบิของเอฮิเมะครับ  ไซบิก็เป็นทีมสายตีลูกเหมือนกัน  ช่วงแรกเลยได้ไอเดียมานิดหน่อยน่ะครับ  แต่เซย์โดในตอนนี้ไม่คล้ายกับโรงเรียนไหนเลยครับ

 

สุดท้ายนี้ช่วยพูดอะไรกับคนที่เล่นเบสบอลม.ปลายหน่อยครับ

ผมใช้ชีวิตช่วงม.ปลายมาในแบบพอทุกอย่างสิ้นสุดแล้วก็มาคิดว่าเฮ้อ~น่าจะทำแบบนั้นไปซะ  เลยอยากให้สนุกกับสิ่งที่ตัวเองทำได้ตั้งแต่ตอนก่อตั้งทีมใหม่จนเหลือเวลาอีกหนึ่งปีน่ะครับ  ถ้าโลภมากเกินไปเดี๋ยวจะไม่ดีเข้า  เพราะฉะนั้นอยากให้พยายามในสิ่งที่ทำได้ให้ดีเข้านะครับ

– ขอบคุณครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s