Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] On the Way Home

จู่ ๆ ก็นึกครึ้มอยากเขียนขึ้นมาหลังจากดูอนิเมจบค่ะ

แน่นอนว่ารายละเอียดนั้นนึกขึ้นเอาเองล้วน ๆ  แต่ชื่อรุ่นน้องกับเหตุการณ์ที่พูดถึงบางอย่างเอามาจากเนื้อเรื่องตอน act II ค่ะ  ดังนั้นขออภัยที่มีสปอยล์ด้วยนะคะ

ยังไงถ้าเนื้อเรื่องในเรื่องหลักดำเนินมาถึงจุดนี้จริงเราคงร้องไห้หนักมากแน่ ๆ ค่ะ

ฟีลของฟิคเอามาจากเพลง Kaeri Michi นะคะ


วันนี้เป็นวันพิธีจบการศึกษา

มิยูกิ  คาสุยะหยุดยืนอยู่หน้าสนามเบสบอล  เขาใช้เวลาหลังจบพิธีไปกับการร่ำลาโค้ชและผู้ใหญ่ในชมรมเสียนาน  พอผละตัวออกมาแล้วจึงพบว่าเพื่อนในระดับชั้นเดียวกันกลับกันไปหมดแล้ว  แม้แต่รุ่นน้องก็หายไปกันหมด

สงสัยแยกย้ายกันไปหมดแล้ว…

เขามองสนามเบสบอลอีกครั้ง  ถึงจะไม่ใช่คนอารมณ์อ่อนไหวแต่ก็อดรู้สึกโหวง ๆ ในใจลึก ๆ ไม่ได้เมื่อตระหนักว่าตนเองจะไม่ได้ใช้ชีวิตในที่แห่งนี้ทุกวันอย่างที่เคยเป็นมา

เขาเรียนจบจากที่นี่แล้ว

อากาศต้นฤดูใบไม้ผลิยังคงความหนาวไว้ไม่เปลี่ยนแม้จะอยู่ในเมืองหลวง  ดอกซากุระยังไม่ถึงช่วงบานเต็มที่  แต่ก็เริ่มเผยสีชมพูสดใสอยู่เต็มกิ่งก้าน  ดูแล้วคงใช้เวลาอีกไม่กี่วันกว่าจะบานเต็มที่

…กลับดีกว่า

บ้านของเขาอยู่ในโตเกียว  ผิดกับคนอื่น ๆ ที่ส่วนมากจะอยู่ตามจังหวัดอื่น ๆ  ข้าวของในหอนั้นเขาจัดการเก็บส่งกลับบ้านไปล่วงหน้าแล้ว  วันนี้จึงเหลือเพียงแค่พาตัวเองกลับบ้านเท่านั้น

ไม่ได้กลับไปอยู่บ้านนาน ๆ แบบนี้นานเท่าไรแล้วนะ…

แต่พอเข้ามหาฯลัยก็ต้องอยู่หออีกอยู่ดีนี่นา

เขายิ้มให้กับตัวเอง  ก่อนตัดสินใจก้าวเท้าออกเดินก่อนเวลาจะล่วงเลยไปมากกว่านี้

“…รุ่นพี่มิยูกิ?”

เสียงหนึ่งรั้งตัวเขาไว้จากด้านหลัง

พอหันกลับไป  เขาก็เห็นรุ่นน้องอายุอ่อนกว่าหนึ่งปี  ซาวามูระ  เอย์จุน  ยืนทำหน้าสงสัยอยู่ไม่ไกล

“…ซาวามูระ?”   มิยูกิทักกลับ  นึกแปลกใจที่เห็นคนตรงหน้ายืนอยู่คนเดียว

“ยังไม่กลับเหรอครับ”  รุ่นน้องถามขึ้นต่อ  ดวงตายังแดง ๆ จากการเสียน้ำตาตอนร่ำลากับพวกรุ่นพี่  วันนี้เขาแต่งตัวด้วยเครื่องแบบนักเรียนเต็มยศ  ดูเรียบร้อยผิดกลับยามปกติลิบลับ

“อืม…กำลังจะกลับน่ะ”  อีกฝ่ายตอบ  “เพิ่งไปลาโค้ชกับพวกเรย์จังเสร็จเมื่อกี๊นี่เอง”

“อะ…ก็ว่าทำไมไม่เห็นคุณตอนพวกรุ่นพี่คนอื่น ๆ จะกลับ”  เอย์จุนทำหน้านึกขึ้นได้

ทั้งสองคนเงียบลง  ลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านเบา ๆ สร้างเสียงกิ่งไม้ไหว  ทันใดนั้นมิยูกิก็รู้สึกตัวขึ้นมาว่าเขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรต่อ

“…แล้วคุณจะกลับยังไงเหรอ”  จู่ ๆ รุ่นน้องตรงหน้าก็เปิดหัวข้อใหม่ขึ้นมาในจังหวะที่เขากำลังคิดหาคำพูดอย่างหนักพอดี

“อะ…”  คนถูกถามชะงักเล็กน้อย  “บ้านฉันอยู่ในโตเกียว  เลยกะจะเดินไปสถานีแล้วขึ้นรถไฟกลับน่ะ”  เขาพูดถึงสถานีรถไฟซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนในระยะเดินถึง

“อ่อ…”  เอย์จุนอุทานขึ้นเบา ๆ  “ขอผมเดินไปส่งด้วยได้ไหม”

มิยูกิชะงักอีกหนกับคำพูดและท่าทีไม่เป็นธรรมชาติของรุ่นน้องตรงหน้า  แต่แววตาของคนตรงหน้าทำให้เขาตอบรับข้อเสนอไป  “อืม…เอาสิ”

ยังไงวันนี้ก็คงเป็นวันสุดท้ายที่ได้คุยกับหมอนี่ด้วยน่ะนะ

เขาคิดในใจ  พลางออกเดินมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟกับรุ่นน้องอีกคน

.

.

.

.

.

.

จากโรงเรียนไปสถานีรถไฟต้องผ่านถนนเล็ก ๆ ขนาดรถสวนได้  ก่อนจะออกมาเจอถนนใหญ่  จากจุดนั้นต้องเลี้ยวขวาแล้วเดินเลียบถนนใหญ่ไปเรื่อย ๆ ก่อนจะข้ามสี่แยกไฟแดงแล้วถึงตัวสถานี  ระยะทางนั้นไม่ถือว่าไกลเกินกว่าคนเดินถึง  แต่ก็ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร  โชคดีที่ตอนนี้เริ่มบ่ายคล้อยมากแล้ว  แสงแดดจึงไม่แผดเผาทำร้ายคนบนทางเดินมากนัก

ทั้งสองคนเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ  ไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่อืดอาด  มีคนอยู่บนทางเดินแทบนับจำนวนได้  แต่ก็ใช่ว่าไม่มีเลยสักคน

“เดี๋ยวหลังจากนี้ก็จะแข่งเซ็มบาสึแล้วนี่  เป็นไง  คิดว่าจะไหวไหม?”  มิยูกิเปิดบทสนทนาเพื่อไม่ให้เกิดความเงียบมากเกินไป

“ไหวอยู่แล้วน่า  ก็ผมเป็นเอซนี่นา  วะฮะฮะฮ่า”  อีกฝ่ายตอบด้วยแววตาเป็นประกาย  แถมปิดท้ายด้วยการหัวเราะเสียงสูงโชว์ความมั่นใจออกมาอีก

เอย์จุนได้หมายเลข 1 ซึ่งเป็นหมายเลขของเอซครั้งแรกจากศึกโคชิเอ็งหน้าร้อนปีที่แล้ว  และเขาก็ใช้หมายเลขนั้นช่วยพาทีมไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ  และชนะในที่สุด

ถึงแม้ชัยชนะนั้นจะไม่ได้มาจากรุ่นน้องคนนี้เพียงคนเดียว  แต่ผลลัพท์และหมายเลขหลังเสื้อช่วยสร้างความมั่นใจกับเขาคนนี้เป็นอย่างมาก  จนบางทีมิยูกิก็อดหมั่นไส้เข้าเหมือนกัน

“เท่าที่ดูจากตอนแข่งฤดูใบไม้ร่วงกับหน้าหนาวก็น่าจะไปได้สวยนี่นา”  รุ่นพี่เอ่ยชมต่อ

แทนที่อีกฝ่ายจะแหงนหน้าหัวเราะ  เขากลับทำหน้าหงุดหงิดให้เห็นแทน  “ถ้าพวกรุ่นน้องไม่จู้จี้มากก็ดีไป”

“หืม?  นายหมายถึงใครน่ะ  ยุยเหรอ”  รุ่นพี่พูดถึงแคชเชอร์ตัวจริงคนใหม่  เจ้าของผลงานอดีตกัปตันและแคชเชอร์ตัวจริงประจำทีมชาติมัธยมต้น  “แต่หมอนั่นดูเข้ากับนายได้ดีนี่นา”

“ยุยน่ะว่าไปอย่าง  แต่โอคุมูระน่ะสิ…”  ยิ่งพูดหน้าของเอย์จุนก็ยิ่งบึ้ง

“นายยังทะเลาะกับเขาอีกเหรอไง?  ไม่ใช่ว่าเคลียร์จบกันไปตั้งนานแล้วเรอะ”  มิยูกิทำเสียงแปลกใจขณะนึกย้อนเหตุการณ์  เอย์จุนกับโอคุมูระ  โคชู  แคชเชอร์คนใหม่อีกคนเคยผิดใจกันในช่วงระหว่างแข่งฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว  แต่ตอนนั้นเขาก็ช่วยเคลียร์จนทั้งสองคนเข้าใจกันแล้ว  อีกอย่างเดิมทีรุ่นน้องคนนี้ก็ไม่ได้โกรธอีกฝ่ายจริงจัง  เรื่องมันก็แค่โอคุมูระไม่พอใจเอย์จุนเท่านั้นเอง

“ไม่ได้ทะเลาะหรอกครับ”  เอย์จุนตอบเสียงเซ็ง ๆ  “แค่ไม่รู้ว่าทำไมต้องพูดแทงใจผมตอนคุยกันทุกที  เมื่อเช้าก็ทีนึงละ  ไม่หาเรื่องกันสักวันจะได้ไหมห้ะ!?”

“ฮะฮะฮะ”  พอนึกภาพเหตุการณ์ขึ้นมาคนฟังก็อดขำไม่ได้  “นายเนี่ยทำยังไง ๆ ก็ไม่มีวันคืนดีกับโอคุมูระได้เลยสินะ”

“มันไม่ขำนะครับ  โดนรุ่นน้องทำร้ายทางคำพูดทุกวันเนี่ย!?”  อีกฝ่ายโวยวาย

“นายก็หัดทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ดีกว่านี้สิ”

“ก็ใครล่ะที่เป็นต้นแบบรุ่นพี่ให้ผม!?”

“หืม  นายหมายถึงใครเรอะ?  พวกโซโนะหรือไง  หรือหมายถึงพวกคุณเท็ตสึ?”

“ผมหมายถึงคุณนั่นแหละ!!”

“หา  ฉันเนี่ยนะ?  ฉันออกจะเป็นรุ่นพี่ที่รักรุ่นน้องจะตายไป”

“รุ่นพี่ที่รักรุ่นน้องที่ไหนหลอกให้รุ่นน้องวิ่งแทรกแถวแนะนำตัวเองแล้วโดนจับได้ตั้งแต่วันเข้าชมรมวันแรกเพื่อตัวเองจะได้เนียนไปต่อแถวบ้างห้ะ!?”

“นี่นายยังจำเรื่องนี้ได้อยู่อีกเหรอเนี่ย?  ผ่านมาตั้งสองปีแล้วนา”

“ใครจะไปลืมห้ะ!!?  ผมเกือบจะไม่ได้เข้าชมรมเลยนะ!!”

“ไหน ๆ ตอนนี้นายก็ได้เป็นเอซแล้วนี่หว่า  ลืม ๆ มันไปเถอะน่า”

“ให้ตายก็ไม่ลืมหรอก!!  อีกอย่างคุณยังไม่ได้ขอโทษผมอย่างเป็นทางการเลยนี่หว่า!!”

“ฉันก็ไปวิ่งกับนายด้วยนี่นา?  หยวน ๆ ให้เถอะน่า”

“ไม่ต้องมาเนียนเลย!!  ถ้าตอนนั้นโค้ชไม่เห็นคุณก็ลอยนวลไปแล้ว!!”

เสียงทั้งสองคนเถียงกันเริ่มดึงความสนใจของคนผ่านทางให้หันมามองทั้งคู่มากขึ้น  เหมือนคนเสียงดังที่สุดจะรู้สึกตัว  เขาเลยรีบลดเสียงลง  เปลี่ยนเป็นจ้องหน้ารุ่นพี่ด้วยแววตาไม่ยอมแพ้แทน  มิยูกิเองก็สังเกตเห็นว่าคนบนทางเดินเริ่มเยอะขึ้น  คงเป็นเพราะพวกเขาเดินออกมาถึงริมถนนใหญ่แล้ว  จึงลดเสียงลงแล้วเปลี่ยนเรื่องพูดแทน

“แล้วไง?  คิดว่าจะไหวจริง ๆ ไหม  เซ็มบาสึรอบนี้”

อีกฝ่ายก้มหน้าลงเล็กน้อย  “ไหวอยู่แล้วละครับ  ยุยนี่ไม่ต้องพูดถึง  โอคุมุระถึงจะปากเสียไปหน่อยแต่ก็เก่งใช้ได้  น้องคุณเท็ตสึก็แทบจะถอดแบบคุณเท็ตสึมาชัด ๆ  ส่วนคนอื่น ๆ ก็ไว้ใจได้ไม่แพ้พวกรุ่นพี่เลย”

“เจ้าพวกเด็กปีหนึ่งมีแต่คนเก่ง ๆ ทั้งนั้นเลยนี่นะ”  มิยูกินึกหน้ารุ่นน้องแต่ละคนผู้พัฒนาตัวเองจนเข้าทีมหนึ่งได้  “เผลอ ๆ จะเก่งกว่าพวกรุ่นนายซะอีก”

“ยังไงพวกผมก็ไม่ยอมแพ้รุ่นน้องหรอกน่า”  เอย์จุนฉีกยิ้มออกมาให้เห็น

“นั่นสินะ”  รุ่นพี่ขยับยิ้มตาม  “ฟุรุยะเองก็ดูพร้อมลุยไม่น้อยเลยนี่หว่า  เพราะเจ็บใจที่โดนนายแย่งตำแหน่งเอซไปด้วยหรือเปล่า”

“ถึงตาผมเอาคืนแล้วไง”  เจ้าของหมายเลข 1 คนใหม่หัวเราะหึ ๆ

“มัวแต่เหลิงแบบนี้  ระวังไว้เหอะว่าจะถูกชิงหมายเลขคืนโดยไม่รู้ตัว”  มิยูกิเอ่ยปากขู่

“ผมไม่ยอมง่าย ๆ หรอก”  แววตาของอีกฝ่ายฉายความหนักแน่นออกมา  “ผมใช้เวลาตั้งนานกว่าจะไล่ตามหมอนั่นจนแซงหน้าได้  ยังไงก็ไม่ยอมผ่อนฝีเท้าจนถูกแซงอีกหนหรอก”

อีกฝ่ายลอบมองหน้ารุ่นน้อง  มุมปากผุดรอยยิ้มบาง ๆ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

หมอนี่ก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

“ถ้ามีเวลาฉันจะไปดูการแข่งแล้วกัน”  เขาให้คำสัญญาไว้

“อ้ะ  จริงเหรอ!?”  รุ่นน้องมีทีท่าดีใจกว่าที่คิด

“ถ้ามี  น่ะนะ”  เขาพูดย้ำ  “ชีวิตเด็กมหาฯลัยไม่ได้ว่างอย่างที่นายคิดหรอก  ยิ่งเพิ่งเข้าใหม่ด้วย  กว่าจะปรับตัวได้คงอีกสักพักน่ะ”

“อ๋อ…นั่นสินะ  คุณมีปัญหาเรื่องเข้าสังคมด้วยนี่นา”  เอย์จุนได้ทีเอาคืน

“นายว่าใครห้ะ”  คนถูกย้อนรีบปฏิเสธ  ถึงแม้ในใจจะแอบยอมรับคำพูดของอีกฝ่ายเงียบ ๆ  “มีเรื่องชมรมด้วยน่ะนะ  กว่าจะไต่เต้าตัวเองขึ้นเป็นตัวจริงได้คงลำบากน่าดู”

“เห็นฮารุจจิบอกว่าม.ที่คุณไปเก่งน่าดูด้วยนี่ครับ”  เอย์จุนนึกย้อนคำพูดของเพื่อนสนิท

มิยูกิได้เข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านเบสบอลในระดับต้น ๆ ผ่านผลดราฟท์  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักเพราะทีมของเขาชนะเลิศโคชิเอ็งตอนหน้าร้อนมา  ดังนั้นย่อมมีคนต้องการตัวเขาผู้เป็นทั้งกัปตันและแคชเชอร์ตัวจริงของทีมชนะเลิศอยู่แล้ว

“จะใช้ผลงานตอนม.ปลายตัดสินความเป็นไปในมหาฯลัยไม่ได้…คงเป็นแบบนั้นแหละ”  มิยูกิเปรยขึ้นต่อ  “เหมือนตอนม.ปลายที่ใช้ผลงานตอนม.ต้นวัดไม่ได้น่ะ”

“เผลอ ๆ จะไม่ได้ถูกเลือกเข้าทีมหนึ่งด้วยซ้ำนา”  เอย์จุนออกปากขู่พลางหัวเราะหึ ๆ

“ไม่ว่ายังไงก็จะเข้าให้ได้”  แววตาหลังกรอบแว่นของคนพูดส่องประกายจาง ๆ  “ขืนทำไม่ได้ก็ไม่ได้โชว์ฝีมือสักทีสิ”

เอย์จุนลอบมองสีหน้ารุ่นพี่เงียบ ๆ

“ถ้าได้เจอพวกคุณเท็ตสึตอนแข่งบ้างก็คงดี”  อีกฝ่ายพูดต่อด้วยรอยยิ้ม  “ถึงจะเจอในแบบคู่แข่งก็ตาม”

“คงเหมือนตอนแข่งทีมขาวแดงใช่ไหมครับ”  คนฟังนึกภาพตาม

“คงเป็นแบบนั้นแหละ”  มิยูกินึกภาพ  “แต่พวกคุณเท็ตสึคงเก่งขึ้นเยอะเลย…เดิมทีคนพวกนั้นก็เป็นปีศาจกันอยู่แล้ว  ยิ่งอยู่ระดับมหาฯลัยคงพัฒนาถึงขั้นจอมมารแล้วแหง”

“จอมมาร…”  ในหัวรุ่นน้องมีภาพอิซาชิกิ  จุนเป็นปีศาจร่างยักษ์มีเขางอก  กับโคมินาโตะ  เรียวสุเกะใส่เสื้อคลุมสีดำยาวหัวเราะเสียงหลอนอยู่ข้างกัน

“ได้สู้กับคนพวกนั้นในฐานะคู่แข่ง…แค่นึกก็ตื่นเต้นแล้วล่ะ”  เสียงของคนพูดปิดความดีใจไว้ไม่มิด

“ไม่รู้ว่าพวกรุ่นพี่เป็นไงบ้างเหมือนกันนะครับ  พอจบออกไปแล้วก็แทบไม่ได้เจอกันเลย”  เอย์จุนลดเสียงลงเล็กน้อย

“ก็คงยุ่งกับหลาย ๆ เรื่องนั่นแหละ…บางคนก็ไม่ได้เล่นเบสบอลต่อด้วย”

“ยังดีที่บางคนยังกลับมาเยี่ยมโรงเรียนอยู่นะครับ”  รุ่นน้องนึกย้อนอดีต  “ได้ข่าวว่าไหล่รุ่นพี่คริสก็ดีขึ้นมากแล้วด้วย”

“ฉันอยากให้เขากลับมาลงแข่งเต็มตัวได้เร็ว ๆ จริง ๆ”  มิยูกิพูดต่อ  ในใจหวังไว้ว่าอีกไม่นานจะได้ประมือกับแคชเชอร์เพียงคนเดียวที่เขาคิดว่าตัวเองไม่มีวันชนะได้เสียที

“ผมยังจำตอนอยู่ทีมสองกับอาจารย์ได้อยู่เลย”

“นั่นสิ  ตอนนั้นนายเสียมารยาทกับเขาชะมัด”

“ก็ผมไม่รู้นี่นา!!  เออใช่  ตอนนั้นคุณโกรธผมเรื่องนี้ด้วยนี่หว่า”

“หือ?  ฉันเคยโกรธนายเรื่องนี้ด้วยเหรอ?”

“หา!?  จำไม่ได้เหรอ!?”

“อะ…จะว่าไปก็นะ…”

“…แต่ตอนนั้นผมก็ผิดจริง ๆ นั่นแหละ  ผมไม่น่าพูดแบบนั้นกับอาจารย์เลย”

“…ตอนนั้นคนอื่น ๆ ในชมรมที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็เข้าใจรุ่นพี่คริสแบบนั้นแหละ  ไม่ใช่ว่ามีแค่นายคนเดียวซะหน่อย”

“แต่ยังไง ๆ ก็รู้สึกผิดพอกลับมานึกถึงอยู่ดี…”

มิยูกิเหลือบมองหน้ารุ่นน้องข้างตัว  “เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้วน่า”

“…นั่นสินะครับ”  ใบหน้าด้านข้างของเอย์จุนแฝงความเหงาอย่างน่าประหลาด  “ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาจะผ่านมานานขนาดนี้แล้วน่ะ”

“ฉันเองก็…ยังไม่ค่อยเชื่อตัวเองเลยว่าเรียนจบแล้ว”  รุ่นพี่ขยับกระเป๋าบนไหล่  กระบอกใส่ใบจบการศึกษาโผล่พ้นซิปออกมาให้เห็นตามแรงขยับ

“ผมน่ะ…ยังจำวันที่เจอคุณครั้งแรกได้อยู่เลย…”  จู่ ๆ คนข้างตัวก็ยกเรื่องนี้ขึ้นมา

“อ่อ…ตอนที่นายหาเรื่องคุณอาสุมะน่ะนะ?”  มิยูกิยิ้มขำ ๆ  “ตอนนั้นนายมันไม่รู้จักกลัวตายจริง ๆ”

“ผมหาเรื่องเขาอยู่ดี ๆ คุณก็โดดมาแจมเฉย”

“ก็มันน่าสนุกนี่หว่า…โอกาสแกล้งคุณอาสุมะไม่ได้หาได้ง่าย ๆ นี่หว่า”  พอนึกย้อนถึงเหตุการณ์ตอนนั้นเขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้อีก  “ว่าแต่ตอนนั้นนายมาเยี่ยมชมเซย์โดเพื่อจะได้ตัดสินใจว่าจะมาเรียนที่นี้ใช่ไหม”

“อะ”  เอย์จุนชะงักเมื่อถูกย้อนถามเรื่องนี้เข้า  “เอ่อ…ก็…ใช่…”

“มาเพราะเรย์จังชวนมาน่ะสิ”  รุ่นพี่นึกถึงอาจารย์ทาคาชิมะ  เรย์  ผู้มีบทบาทสำคัญในการชักชวนนักเรียนให้มาเรียนต่อยังเซย์โด  และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาเลือกมาเรียนที่นี่ด้วย

“ก็…อืม…”  จู่ ๆ รุ่นน้องก็เงียบลง

“แล้วอะไรทำให้นายตัดสินใจเรียนที่นี่ล่ะ”  เขาลองถามดู

อีกฝ่ายไม่ตอบ  น่าแปลกที่ท่าทางของเขาดูเลิ่กลั่ก  แถมไม่ยอมสบตากลับด้วย

“มีอะไรเรอะ?”

“ชะ…ช่างมันเถอะน่า!!  เรื่องมันตั้งกี่ปีแล้วนี่  มาถามเอาป่านนี้จะได้อะไรไปเล่า!!”  อีกฝ่ายรีบปัดหัวข้อนี้ทิ้งด้วยท่าทีลุกลน

“เอ๊าะเหรอ…”  คนถามนึกเสียดายที่รุ่นน้องไม่ยอมเล่าให้ฟัง  แต่เขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรเลยยอมปล่อยไป

คนบนทางเดินเพิ่มมากขึ้นจนทั้งคู่ต้องเดินติดกันและพูดด้วยเสียงเบาลง  ระยะทางก่อนถึงสถานีรถไฟเหลืออีกไม่ไกลมาก  เดินไปอีกไม่ถึงห้านาทีก็จะถึงสี่แยกไฟแดงแล้ว

เรื่องมันตั้งกี่ปีแล้ว…เหรอ

ความรู้สึกแปลก ๆ เข้าจู่โจมทั้งคู่อีกครั้ง

มิยูกิมองเหม่อไปตรงหน้า  ภาพผู้คนมากมายบนทางเดินสะท้อนอยู่บนเลนส์แว่น  “เวลาผ่านไปไวจริง ๆ แหละนะ”

“…ครับ”  คนข้างตัวตอบสั้น ๆ

“ต่อจากนี้ฉันจะไม่ได้อยู่กัดกับนายแล้ว  คงเหงาปากน่าดูเลยสิ”  เขาเอ่ยแซวหวังให้บรรยากาสครึกครื้นขึ้น

“ผมไม่ได้อยากกัดกับคุณอยู่แล้วน่า  คุณนั่นแหละที่หาเรื่องทะเลาะใส่อยู่เรื่อย!!”  รุ่นน้องไม่ยอมแพ้  ยังพยายามเถียงกลับในระดับที่ไม่ทำให้คนรอบข้างหันมามอง

“แล้วก็อย่าไปหาเรื่องรุ่นน้องให้มากนักล่ะ  ฉันไม่อยู่ห้ามให้แล้วนา”

“ผมเปล่าซะหน่อย  ตอนโอคุมูระนั่นอีกฝ่ายเริ่มก่อนชัด ๆ!!”

“อยู่ปีสามแล้วก็หัดทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ดีด้วยล่ะ”

“ผมทำได้ดีกว่าคุณอยู่แล้วน่า  อย่ามาดูถูกกันสิ”

“ฮะฮะฮะ”  มิยูกิหัวเราะ  “เสียดายจริงที่ไม่ได้เห็น”

อีกฝ่ายเงียบลง  ความเงียบนั้นทำให้คนพูดรู้สึกแปลก ๆ จนต้องเงียบลงอีกที

นั่นสินะ

ต่อจากนี้เขาจะไม่ได้อยู่เซย์โดแล้ว

ต่อจากนี้เขาจะไม่ได้พูดคุยกับรุ่นน้องคนนี้แบบนี้แล้ว

ต่อจากนี้เขาจะไม่ได้อยู่เล่นเบสบอลกับรุ่นน้องคนอื่น ๆ อีกต่อไปแล้ว

จะไม่ได้เจอกับโค้ช  เรย์จัง  หัวหน้าโอตะอีกแล้ว

…แม้จะไม่ถึงกับไม่ได้เจอกันตลอดชีวิต  แต่ก็จะไม่ได้เจอกันทุกวันอย่างที่เคยแล้ว

พอคิดถึงตรงนี้  ความรู้สึกโหวง ๆ ในใจก็ขยายใหญ่ขึ้นจนเขาต้องกลืนก้อนบางอย่างในคอลงไปอุดมัน

ทั้งสองคนเดินมาถึงสี่แยกไฟแดง  ไฟทางคนข้ามยังขึ้นเป็นสีแดงอยู่  มิยูกิขยับสายกระเป๋าบนไหล่อีกครั้ง  แล้วพูดกับรุ่นน้องข้างตัวโดยไม่หันหน้าไปมอง  “นายมาส่งฉันแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ  ไม่ต้องเดินไปถึงสถานีหรอก”

“ครับ”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ

“ไว้ฉันจะหาทางไปดูการแข่งแล้วกันนะ  จะหาทางชวนคุราโมจิไม่ก็โซโนะไปด้วย”

“ครับ”

“อย่าแพ้ตั้งแต่รอบแรก ๆ เชียวล่ะ  เสียชื่อทีมชนะเลิศโคชิเอ็งหมด”

“ครับ”

“อย่ามัวทะเลาะกับรุ่นน้องด้วยล่ะ”

“นี่คุณสั่งผมยิ่งกว่าแม่อีกนะ”

รุ่นพี่อดขำออกมาไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายรำคาญคำฝากฝังของเขาจนต้องเปิดปากเถียงออกมาในที่สุด

ไฟข้ามถนนเปลี่ยนเป็นสีเขียว  คนยืนด้านหน้าพวกเขาเริ่มก้าวเท้าข้ามถนนไปพร้อมเพียงกัน

“ไหน ๆ ก็ได้ตำแหน่งเอซมาแล้ว  พยายามปกป้องให้ถึงที่สุดด้วยล่ะ”

เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วก้าวเท้าออกเดินไปข้างหน้า  ทิ้งร่างของอีกคนไว้ด้านหลังโดยไม่หันไปมอง

ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตเบสบอลม.ปลายของฉันสนุกขนาดนี้ด้วยล่ะ  ซาวามูระ

สองปีที่ผ่านมาฉันสนุกมากเลย

นายเป็นพิชเชอร์ที่เยี่ยมยอดจริง ๆ

แน่นอนว่าเขาไม่พูดมันออกไป  ไม่รู้ว่าเพราะกลัวเสียเซลฟ์หรืออะไร  แต่เขาก็ตัดสินใจไม่พูดมันออกไป

ขอบคุณมาก

ไว้เจอกันใหม่เมื่อเวลานั้นมาถึง

.

.

.

.

.

.

.

“รุ่นพี่มิยูกิ!!!”

เสียงเรียกชื่อเขาดังมาจากข้างหลังขณะเดินไปจนถึงกลางถนน

เจ้าของชื่อหันหลังกลับไปมองพร้อมกับคนรอบตัว  สายตาเห็นรุ่นน้องยืนหอบจากการตะโกนสุดเสียง  คนรอบข้างถอยออกห่างต้นเสียงเล็กน้อยพลางมองด้วยแววตาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

“ซาวามูระ…?”  มิยูกิพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง

เอย์จุนสูดหายใจเข้าลึก ๆ  ก้มหน้ากำหมัดไว้แน่น  ปากขยับน้อย ๆ สองสามครั้งก่อนจะหยุดนิ่ง  เขากลืนน้ำลายอีกหนแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาตรง ๆ

“ผม…มีเรื่องอยากจะบอกคุณ…”

เหมือนเวลาหยุดนิ่ง

มิยูกิได้แต่มองหน้ารุ่นน้อง  ผู้คนรอบข้างราวกับจะเลือนหายไปจากขอบเขตการมองเห็น

ปากของรุ่นน้องขยับหลังจากนิ่งเป็นเวลานาน

“ผม”

แล้วเวลาก็ขยับเดิน

Advertisements

2 thoughts on “[DnA Fic] On the Way Home

  1. เอย์จังพูดอะไรอะ?
    ประโยคสุดท้ายอะ
    งื้ออยากรู้ บอกได้ไหม?
    น๊าาาา//ส่งสายตาสือความนัยประกายปิ้งๆ

    Liked by 1 person

  2. มีต่อไหม? อยากรู้จริงๆว่าเอย์จุนจะบอกมิยูกิไหมว่าที่เลือกมาเข้าเซย์โดเพราะมิยูกิ บอกตรงๆถ้าจบเเบบฟิคมีน้ำตาซึมเเน่เลย โดยเฉพาะประโยคต่อจากนี้เขาจะไม่ได้อยู่เซย์โดแล้ว

    ต่อจากนี้เขาจะไม่ได้พูดคุยกับรุ่นน้องคนนี้แบบนี้แล้ว

    ต่อจากนี้เขาจะไม่ได้อยู่เล่นเบสบอลกับรุ่นน้องคนอื่น ๆ อีกต่อไปแล้วเๆล่นทำเอาน้ำตาซึมเลย เเบบสงสารมิยูกินิดๆอ่ะ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s