Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 15

ยิ่งเขียนมากเท่าไรเจ้าพวกนี้ก็ชอบคุยยืดยาวขึ้นทุกครั้ง…

เขียนสองคนนี้สนุกจริง ๆ ค่ะ :3

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**

————————————————————————————————————————–

ขายังไม่ทันจะพ้นธรณีประตูดี  รุ่นน้องจอมโวยวายด้านหลังก็แหกปากขึ้นมาก่อน  “เฮ้ย!!!!”

มิยูกิฉายไฟไปด้านหน้าตามสัญชาตญาณ  แล้วก็หันกลับมามองอีกคนเมื่อไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ  “อะไรของนายห้ะ”

“ทะทะทะทำไมมีไฟฉายอยู่ตรงพื้น!!?”  อีกคนชี้มือสั่น ๆ ไปยังบริเวณพื้นระเบียงหน้าห้อง

อีกคนหันกลับไปมองตาม  ก่อนจะเห็นไฟฉายกระบอกหนึ่งนอนนิ่งอยู่ตรงพื้น  สวิตซ์ไฟยังติดอยู่เหมือนมีคนวางทิ้งไว้  บริเวณนั้นจึงมีแสงไฟส่องสว่างให้มองเห็นรอบ ๆ ได้

“อ่อ…ไฟฉายนายไง”  มิยูกิเก็บไฟฉายกระบอกนั้นขึ้นมากดปิดสวิตซ์

“…เอ๊ะ?”  เจ้าของ(?)ทำหน้าเหลอหลา

“ก็ตอนที่ฉันเอาไม้ฟาดหัวนายไงเล่า  มันหล่นจากมือนายตอนนั้นแหละ”  คนอธิบายมองไฟฉายในมือครู่หนึ่งเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะเอายังไงดี  ก่อนจะยัดมันลงกระเป๋ากางเกงพอไม่ให้หล่น

“เอ๊ะ…?  อ๋อ”  เอย์จุนนึกออกจนได้ว่ามาจากไหน  แต่ก็ถามคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจใหม่  “เออ  แล้วทำไมตัวผมถึงไปนอนอยู่ในห้องรุ่นพี่ได้ล่ะ”

คนก่อเหตุยกมือเกาหัวเบา ๆ  “ฉันลากเข้าไปเองน่ะ”

“หือ?”

“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าตอนนั้นฉันควบคุมตัวเองไม่ได้”  รุ่นพี่เปิดปากเล่าอีกรอบ  “รู้ตัวลาง ๆ แค่ว่าได้ยินเสียงคนเดินอยู่นอกห้อง  แล้วจู่ ๆ ร่างกายก็หยิบไม้เบสบอลออกไป…”  เขาทำท่านึก  “ตอนนั้นเหมือนทุกอย่างมันมืด ๆ แล้วก็นึกอะไรไม่ออกเลย  มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เอาไม้ฟาดหัวนาย…ไม่สิ  ตอนกำลังจะฟาดต่างหาก”

“กำลังจะ?”  คนเจ็บทวนคำ

“พูดให้ถูกคือวินาทีที่ฟาดเข้าไปเลย”  แววตาของมิยูกิฉายความเจ็บปวดออกมาเล็กน้อย  “ฉันก็รีบยั้งมือแล้วแต่ก็ไม่ทัน  เห็นเพียงว่านายร้องออกมาแป๊บเดียวก่อนล้มไปนอนกับพื้น…มีเลือดไหลด้วย  ตอนนั้นฉันตกใจมาก  ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำร้ายนายเข้า  แต่ครั้นจะปล่อยนายนอนเจ็บอยู่ข้างนอกแบบนั้นก็ไม่ค่อยดีเท่าไร  ก็เลยตัดสินใจลากนายเข้าไปซ่อนไว้ในห้อง  แล้วก็เก็บไม้เข้ามาด้วย”  เขาหยุดเว้นวรรคครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ  “สงสัยตอนนั้นมัวแต่รีบเลยไม่ทันเห็นไฟฉายที่พื้น”

“คุณไม่รู้ตัวจริง ๆ เหรอครับตอนนั้นน่ะ”  เอย์จุนถามเพื่อความแน่ใจ  ยกมือขึ้นแตะแผลตัวเองเบา ๆ ด้วย

“ถ้ารู้ตัวจะทำไหมห้ะ”  อีกฝ่ายสวนกลับหน้าเซ็ง ๆ

“นึกว่าแค้นที่ผมขว้างลูกไม่ได้เรื่องซะอีก”  รุ่นน้องหรี่ตามอง

“ถ้าเป็นแบบนั้นคงมีข่าวพิชเชอร์ตายเป็นเบือแล้วมั้ง”  มิยูกิหรี่ตามองกลับ  ก่อนจะนึกทบทวนเหตุการณ์ในตอนนั้นอีกครั้ง  “ถามว่ารู้สึกอะไรไหม….น่ะเหรอ….”

“ไม่ให้อภัย”

“อึ๊ก!!!?”  จู่ ๆ หัวเขาก็ปวดจี๊ดขึ้นมา

“ระ…รุ่นพี่มิยูกิ!!!?”  เอย์จุนเห็นท่าอีกฝ่ายแย่ขึ้นมากระทันหันเลยรีบร้องถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัย”

เสียงใครสักคนดังก้องอยู่ในหัวเขา

“ถะ…ถอยไป!!!!”  กัปตันเค้นสติที่เหลืออยู่ไล่อีกฝ่ายให้ถอยไปห่าง ๆ  เหมือนรุ่นน้องจะจำได้ว่าเคยตกลงอะไรกันไว้  เพราะพอได้ยินแบบนั้นเขาก็รีบเว้นระยะห่างเกินกว่ามือของมนุษย์จะเอื้อมไปถึง  มิยูกิทรุดตัวลงพื้น  ยกมือกุมหัวพร้อมกัดฟัน  ตั้งสติเต็มที่ไม่ให้เสียการควบคุมตัวเองอีก

“ไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัย”

เสียงประหลาดดังกระหึ่มในหัวเหมือนมีคนเปิดลำโพงเร่งความดังสูงสุดล้อมรอบ  ภาพในหัวกลายเป็นสีขาวโพลน  ฉับพลันเขาก็สูญเสียการรับรู้  ตกสู่ห้วงแห่งความว่างเปล่าและมืดมิดในชั่วพริบตา

.

.

.

.

 “หมอวินิจฉัยว่าไหล่เจ็บน่ะ”

“หา  ไหล่เนี่ยนะ”

“แล้วแบบนี้จะขว้างลูกได้เหรอ”

“อีกไม่กี่อาทิตย์ก็เริ่มแข่งแล้วนะ  จะหายทันเร้อ”

“แบบนี้ตำแหน่งเอซก็คงเป็นหมอนั่นน่ะสิ”

“ก็นะ”

 “ช่วยไม่ได้นี่หว่า”

 “ดีไปที่ชมรมเรามีคนเยอะ  ถึงเป็นอะไรไปก็มีคนแทนได้อยู่ดี”

ทำไม

ทำไมถึงเป็นแบบนี้

ทำไม!!!!

.

.

.

.

“–กิ  รุ่นพี่มิยูกิ!!!!”

มิยูกิกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง  เสียงรุ่นน้องจอมแหกปากประจำทีมดังก้องทั่วทางเดินจนแทบหูแตก  เขากะพริบตาถี่ ๆ แล้วก็รับรู้ว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนพื้น

“เป็นอะไรหรือเปล่าคร้าบ!!!!”  เจ้าของเสียงดังเป็นพลุแตกยืนแอบอยู่ริมผนังทางเดินด้านหนึ่ง  เว้นระยะห่างมากพอหนีพ้นหากอีกฝ่ายนึกอยากทำร้ายตนขึ้นมา  “–เฮ้ย!!!”  แล้วก็ร้องลั่นอีกครั้งเมื่อเห็นคนบนพื้นค่อย ๆ ชันตัวขึ้นนั่ง

“…ซาวามูระ?”  รุ่นพี่ขยับแว่นเข้าที่  เอ่ยปากเรียกชื่ออีกคนสั้น ๆ

“อะ  ครับ!!”  เอย์จุนยกมือตะเบ๊ะ  (ทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไปทำไม)  แล้วรีบถามต่อ  “มะ  ไม่อยากบีบคอผมแล้วใช่มะ!?”

“…เออ”  มิยูกิตอบรับสั้น ๆ  ก่อนพยายามลุกขึ้นยืน  แต่ก็ทรุดลงไปอีกรอบเพราะขาไม่มีแรง

“เฮ้ย!!?”  รุ่นน้องรีบวิ่งรี่เข้ามาพยุงตัว  “เป็นอะไรหรือเปล่า!?”

“…หมดแรงนิดหน่อย”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงหอบ  แรงเขายังไม่ค่อยกลับมาเท่าไร  แต่หัวสมองก็แจ่มใสกว่าก่อนหน้านี้มากแล้ว  “ขอบใจที่ช่วยพยุง”

“เอ๊ะ…”  เอย์จุนอดอุทานไม่ได้  เขาไม่เคยเห็นรุ่นพี่จอมกวนประสาทคนนี้เผยท่าทีอ่อนแอขนาดนี้ให้เห็นมาก่อน  ปกติอีกฝ่ายมักจะกลบเกลื่อนบอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแบบตอนที่เจ็บจากการแข่งกับเซย์โค  แต่รอบนี้กลับยอมบอกมาตรง ๆ

แถมยังขอบคุณอีก

“หะ…หัวฟาดพื้นที่ล้มเมื่อกี๊จนเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย!!?”  ความเป็นห่วง(?)กัปตันทีมตัวเองทำเขาโวยลั่น  รีบถือวิสาสะยกมืออีกข้างเลิกผมหน้ารุ่นพี่ข้างตัวเพื่อหาแผลทันที

“ใช่ที่ไหนเล่าไอ้บ้า”  มิยูกิตอกกลับให้  รีบปัดมืออีกฝ่ายให้พ้นหัวตัวเอง

“ก็ปกติคุณขอบคุณคนเป็นซะที่ไหน!!?”

“พูดอย่างกับฉันเป็นเด็กไร้มารยาท”  คนถูกใส่ความอดส่ายหัวหน่าย ๆ ไม่ได้  ยิ่งเถียงกับเจ้านี่ก็ยิ่งปวดหัวหนักขึ้นอีก  เขาเลยตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องดีกว่า  “ฉันไม่เป็นไรแล้ว  ปล่อยเถอะน่า”

“แน่นะ?”  รุ่นน้องหรี่ตาเตรียมจับผิด

เขาจ้องตากลับ  “ก็เออสิ”

เอย์จุนหลบตา  ปล่อยตัวอีกฝ่ายออกแล้วยืนเว้นระยะห่างตามเดิม  มิยูกิลอบถอนหายใจ  นึกเสียดายที่ต้องเสียพลังงานกับการเถียงรุ่นน้องหัวดื้อทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังไม่สมบูรณ์ดี  พอเขาตั้งตัวยืนนิ่ง ๆ ได้สำเร็จก็ถอนหายใจอีกหน  แล้วนึกย้อนถึงสิ่งที่ได้ยินในหัวเมื่อครู่

“ไหล่เจ็บเหรอ…”  กัปตันพึมพำเบา ๆ

“อะไรนะครับ?”  คนข้าง ๆ ถามขึ้นเพราะได้ยินไม่ถนัด

“…เมื่อกี๊ตอนฉันเกือบควบคุมตัวเองไม่ได้”  เขาตัดสินใจเล่าให้รุ่นน้องฟังเพราะขี้เกียจทนโดนเซ้าซี้  “ในหัวฉันเหมือนได้ยิน…คนคุยกันเรื่องไหล่เจ็บน่ะ  เลยคิดว่ามันคุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินหรือเห็นที่ไหนมาก่อน…”

“ไม่ใช่เรื่องอาจารย์เหรอครับ”  เอย์จุนยกรุ่นพี่คริสมาพูด

“ไม่ใช่หรอก  เหมือนคนที่ไหล่เจ็บจะเป็น…”  มิยูกินิ่งไปแวบหนึ่ง  “พิชเชอร์…อะนะ”

“เอ๊ะ…”  อีกฝ่ายชะงักไปบ้าง  แล้วยกมือกอดอกทำท่าครุ่นคิด  “แต่เท่าที่ผมรู้จัก  ไม่มีใครไหล่เจ็บตอนนี้นะครับ”

“ไม่ใช่ว่านายแอบปิดบังไว้ใช่ไหม”  กัปตันหรี่ตากลับบ้าง

“ใช่ซะที่ไหนเล่า!!”คนโดนใส่ความกลับรีบแก้ตัว  “อ๊ะ  หรือว่าไอ้เจ้าฟุรุยะ!!?”  แล้วก็รีบยกชื่อคู่แข่งมาเป็นผู้ต้องสงสัยแทนทันที

“ไม่น่าใช่หรอก  ตอนนั้นความรู้สึกมันเหมือน…ฉันไปได้ยินคนคุยกันจากความทรงจำคนอื่นมากกว่า”  มิยูกิรีบพูดต่อก่อนโดนรุ่นน้องหัวบื้อยิงคำถามว่าเขากำลังพล่ามอะไรอยู่  “เพียงแต่คุ้น ๆ ว่าฉันเคยได้ยินว่าใครพูดถึงไหล่เจ็บที่ไหนเร็ว ๆ นี้เฉย ๆ…”

เอย์จุนยังคงกอดอก  เค้นความทรงจำที่มีในสมองเต็มที่  แล้วก็ร้องอ๋อออกมา  “เมื่อเย็นไงครับ!!”

“หือ”  อีกฝ่ายยังตามไม่ทันว่าพูดเรื่องอะไร

“สมุดที่พวกผมเจอตอนทำความสะอาดไง  คนเขียนพูดถึงไหล่เจ็บด้วยไม่ใช่เหรอ”

อะ…

เขานึกเนื้อหาในสมุดออกทันที

“เอ๊ะ  แล้วแบบนี้หมายความว่าไงหว่า…”  รุ่นน้องกลับไปทำท่าครุ่นคิดตามเดิม

บนใบหน้าของกัปตันผุดรอยยิ้มเหมือนกำลังหัวเราะเยาะตนเองขึ้นมา  “….เอาคืนกันแบบนี้เลยเหรอเนี่ย”

“หา?”  อีกคนได้ยินไม่ชัดว่าพูดว่าอะไร

“ดูเหมือนว่าที่พวกเราตกอยู่ในความซวยแบบนี้เพราะพวกนายไปขุดเจอซากความแค้นของใครสักคนขึ้นมาน่ะสิ”  มิยูกิขยับรอยยิ้มเป็นเจ้าเล่ห์  มองหนึ่งในตัวต้นเหตุด้วยอารมณ์กึ่งขำกึ่งสมน้ำหน้า

“หา!!?”  คนโดนโยนความผิดร้องลั่น  รีบหันควับมาเถียง  “อยู่ ๆ มาโทษกันแบบนี้ได้ไ—คุณจะบอกว่าสมุดเล่มนั้นเป็นต้นเหตุเรอะ!!?”  ก่อนจะเบรคเอี๊ยดแล้วหันไปตีอีกประเด็นหนึ่งด้วยความเร็วจนแทบหัวทิ่ม

“ดูยังไง ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นก็มาจากความแค้นของเจ้าของสมุดชัด ๆ”  รุ่นพี่ยังคงยั่วไม่เลิก  “เขาอุตส่าห์หลับอยู่ดี ๆ พวกนายก็ดันไปปลุกขึ้นมาได้  ไม่ได้เรื่องเลยน้า~”  ท้ายประโยคเขาลากเสียงเพิ่มความกวนประสาทขึ้นอีก

“กะ–ก็ใครจะไปรู้เล่าว่าจะเป็นแบบนี้อ้ะ!!!”  เอย์จุนพยายามอ้าปากเถียงสุดกำลังแต่ก็นึกคำพูดไม่ทัน

“ที่เกือบตายไปก็เพราะตัวเองทำตัวเองนา  อย่ามาโทษฉันล่ะ”

“อย่ามาหนีคดีกันแบบนี้เซ่!!!”

มิยูกิอดหัวเราะออกมาไม่ได้  และสัมผัสได้ว่านี่เป็นครั้งแรกหลังเกิดเรื่องขึ้นที่เขาหัวเราะได้จากใจจริง

“หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะเฟ้ย  มิยูกิ  คาสุยะ!!”  อีกฝ่ายเริ่มเข้าโหมดลามปาม

“เฮ้ย ๆ  ฉันรุ่นพี่นา”  เขาเอ่ยปรามขำ ๆ

“แบบนี้ไม่ขอนับเป็นรุ่นพี่หรอก!!!”

“เอาน่า  ฉันล้อเล่น”  กัปตันพูดด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ แต่แววตาแฝงความจริงจังมากขึ้น  “ที่จริงฉันเองก็มีส่วนผิดเหมือนกันแหละ”

“ห้ะ!?”  รุ่นน้องอุทานเพราะนึกว่าหูฝาด

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ”  มิยูกิกลับเข้าสู่โหมดเป็นงานเป็นการ  “ถ้าเป็นอย่างที่คิดจริง ๆ  ก็แปลว่าสมุดเล่มนั้นเป็นต้นเหตุทุกอย่างละสิ”

“ถะ…ถ้างั้นก็รีบเอาไปทิ้งเร็ว ๆ ดีกว่า!!”  อีกคนรีบเสนอความเห็น  “ตอนนี้สมุดอยู่ที่คุณไม่ใช่เหรอ!!?”

“ปัญหามันอยู่ตรงนั้นไง”  คนเก็บสมุดไว้ทำหน้าเครียด

“หา?”

“ตอนนี้สมุดมัน—”

เงาดำของใครบางคนตัดผ่านด้านหลังเอย์จุนลงไปทางบันได

“—ใครน่ะ!!!?”  เขาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นตะคอกจนคนตรงหน้าสะดุ้งสุดหัว  “เหวอ!!?”

ถึงรอบข้างจะมืดจนแทบมองไม่เห็น  แต่เขาแน่ใจเกือบร้อยเปอร์เซ็นว่าเมื่อครู่มีใครบางคนเดินมาจากระเบียงอีกด้านลงบันไดหอไป

“ชิ”  มิยูกิเดาะลิ้น  รีบวิ่งตามไปทันที

“อะ—เฮ้ย!! รอด้วยเซ่!!!”  รุ่นน้องอีกคนทำหน้าเลิ่กลั่กเพราะตกใจที่จู่ ๆ คนตรงหน้าก็วิ่งผ่านตัวเองไปไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย  คราวนี้เขาไม่อยากถูกทิ้งให้เผชิญโชคชะตาคนเดียวอีกแล้วเลยรีบวิ่งตามไปสุดกำลัง

คนออกตัวนำมาก่อนวิ่งมาถึงบันได  เขาแน่ใจว่าเงาดำ ๆ นั้นเพิ่งเดินผ่านหน้าพวกเขาไปไม่ถึงนาที  แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นเงาคนอีกต่อไปแล้ว  เขารีบวิ่งลงบันไดตามลงไปดูข้างล่างด้วยเพื่อความชัวร์  แต่ก็ไม่เห็นใครอยู่เลย

ไม่น่าเป็นไปได้…

แปลว่าเงานั้น…หายไปแล้ว…?

“ระ…รอด้วย…”  รุ่นน้องที่วิ่งตามหลังมาหยุดยืนหอบอยู่ด้านบน  แผลจากหัวทำให้ร่างกายยังขยับได้ไม่เต็มร้อย  “จะ…จู่ ๆ เป็นบ้าอะไร…ขึ้นมาเนี่ย….”

“ไม่ต้องมาเนียนหลอกด่าเลยน่า”  กัปตันเดินไต่บันไดกลับขึ้นมา  ในใจยังเต็มไปด้วยความสงสัย  “…หายไปไหน…”

“คะ…ใครหาย…?”  คนถามยังไม่หยุดหอบ

“เมื่อกี๊ฉันเห็นเงาใครบางคนเดินลงบันไดไปน่ะสิ”

“หา!!?”  คราวนี้เอย์จุนรีบเงยหน้าขึ้นแล้วทำตาโต  “มีใครอยู่ด้วยเหรอครับ!!?  ไหน!!!?”

“ฉันเห็นเงานั้นเดินลงบันไดนี้ไป  แต่พอลงไปดูก็ไม่เห็นแล้ว”  คนเห็นลองกวาดแสงไฟฉายไปรอบ ๆ ระเบียง  แต่ก็ไม่เห็นเงาคนหรือสิ่งผิดปกติอย่างอื่นอีก

“เอ๊ะ?…อะ…หรือว่า……..ผี…?”  คราวนี้อีกฝ่ายหน้าซีดลงจนเห็นได้ชัด

“ไม่แน่”  ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงพูดว่าเจ้านี่พูดบ้า ๆ  แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับทำให้คำพูดนั้นฟังดูมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากขึ้น  “หรือถ้าสรุปจากที่เราคุยกันมาก็ต้องบอกว่าวิญญาณในสมุดละสิ”

“เอ๋………”  หน้าของเอย์จุนตอนนี้เรียกได้ว่าไร้เลือดแล้ว

มิยูกิยืนใช้ความคิดอยู่พักหนึ่ง  แล้วฉายไฟกลับไปทางที่เขาเห็นเงาดำเดินจากมา  “…ลองไปดูทางนั้นก่อนแล้วกัน”  แล้วก็ออกเดินนำไปโดยไม่สนใจเพื่อนร่วมทาง  ทิ้งให้รุ่นน้องอุทานลั่นรีบเดินตามมาติด ๆ แทน

หลังจากเดินย้อนเส้นทางของเงาปริศนามาได้ไม่กี่ก้าว  สายตามิยูกิก็จับความผิดปกติได้ทันที

“…อะ!?”

เขาหยุดเท้ากระทันหันเมื่อปลายแสงไฟฉายส่องกระทบวัตถุบางอย่างบนพื้น

“เฮ้ย!!…อยู่ ๆ จะหยุดทำไมเนี่ย!!” รุ่นน้องข้างหลังแหกปากโวยวายขึ้นมาเพราะเกือบชนคนข้างหน้าเข้า  “ละ…แล้วตรงนั้นมันมีอะไรอ้ะ!!?”แล้วก็ยังอุทานต่อเมื่อหันตามแสงไฟไปเจอแสงอะไรแวบ ๆ อยู่บนพื้น

“หนวกหูน่า  ซาวามูระ”  กัปตันปรามให้อีกฝ่ายเงียบลง  ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้วัตถุประหลาดเพื่อดูให้ชัด ๆ ว่าคืออะไร

“อ้าว…เฮ้ย!!? รุ่นพี่คร้าบ!!?  เดี๋ยวก่อน!!!”  เอย์จุนรีบตะโกนห้าม  แต่ก็ไม่ทันแล้ว

มิยูกิฉายไฟใส่พื้นอีกครั้ง  ก่อนจะหยีตาเพราะแสงสะท้อนจากของบนพื้นวาบขึ้นมา  เขารีบเปลี่ยนองศาของไฟฉายในมือให้ลำแสงเบี่ยงไปข้าง ๆ  แล้วก้มมองบนพื้นอีกครั้ง

“เหวอ!!?  เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!!?”  คนด้านหลังร้องออกมาทันทีเมื่อเดินตามมาเห็น  เขายกมือขยี้ตาตัวเองแล้วมองของบนพื้นอีกครั้ง  “เศษกระจก…กับโล่รางวัล…?”

“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้”  คนเจอคนแรกฉายไฟไปรอบ ๆ  เพื่อหาที่มา  ก่อนจะหยุดลำแสงบนประตูข้างตัว  “มาจากในห้องนี้เหรอ…?”

“ห้องนี้มัน…”  รุ่นน้องหันไปมองตาม  “ห้องพนักงานนี่นา”

มิยูกิยืนตัดสินใจอยู่ไม่นานก็เอื้อมมือไปเปิดประตูห้อง  “ลองเข้าไปด้านในกัน”

“อะ…เอ๊ะ!?”  อีกคนอุทานงง ๆ แต่ก็รีบตามเข้าไป  ด้านในห้องมืดกว่าด้านนอกเพราะไม่มีแสงไฟจากดวงจันทร์และดาว  แต่พอรุ่นพี่ฉายแสงไฟเข้าไป  เขาก็ร้องออกมาลั่นห้อง  “เย้ย!!!?”

ในห้องอยู่ในสภาพหายนะ  มีเศษกระจกร่วงหล่นเต็มพื้น  พร้อมทั้งโล่รางวัลนอนกระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่าง ๆ  กระจกตู้วางของในชั้นแตกจนแทบไม่เหลือกระจกติดอยู่กับบานไม้  และของด้านในก็ว่างเปล่า

“นี่มัน…”  คนเข้ามาในห้องคนแรกถึงกับพูดไม่ออก

“ทะทะทำไมของถึงหล่นกระจัดกระจายแบบนี้เนี่ย!!?”  เอย์จุนเขยิบตัวเองเข้าไปใกล้ประตูด้วยท่าทางพร้อมหนีเต็มที่

“โล่รางวัลกับกระจกนอกห้องนั่น…”  กัปตันตั้งข้อสันนิษฐานพลาดกวาดสายไฟไปทั่วห้อง  “คงมาจากตู้ในนี้ละสิ”

“มะ…หมายความว่าไง…”  อีกคนยังทำความเข้าใจไม่สำเร็จ  “มีคน…สู้กันเหรอ”

“…ไม่รู้เหมือนกัน”  กัปตันไม่กล้าฟันธง  เขาขมวดคิ้วเครียดขณะพิจารณาสภาพห้อง  “แต่มันก็แปลกอยู่นะ…”

“แปลก?”

“กระจกกับของในตู้ตกแตกขนาดนี้  แต่ทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงเลยล่ะ”  แคชเชอร์ประจำทีมตั้งประเด็นขึ้นมา

“เอ๊ะ?  เสียง?”  รุ่นน้องทวนคำงง ๆ

“อย่างน้อยก็น่าจะได้ยินเสียงของตกแตกบ้าง  แต่นี่ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรก่อนหน้านี้เลย…นายได้ยินไหม”  เขาลองถามกลับบ้าง

เอย์จุนทำท่าคิด  “เอ…ไม่นะครับ”

“แปลว่าอย่างน้อยกระจกกับโล่ก็ไม่น่าอยู่ในสภาพนี้ตอนพวกเราอยู่ในห้องกัน”  คนตั้งข้อสงสัยอธิบาย  “งั้นก็น่าจะเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้นอีกเหรอ…”

“ตอนผมอยู่กับรุ่นพี่คุราโมจิก็ไม่ได้ยินอะไรนะครับ”  รุ่นน้องให้การเพิ่ม

“ตอนฉันกลับมาที่ห้องก็ไม่ได้ยินอะไรแปลก ๆ เนะ”  มิยูกิทำหน้าเครียดกว่าเดิม  “หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นตอนฉันควบคุมตัวเองไม่ได้…”

“อ้ะ  คุณบอกว่าหลังจากฟาดหัวผมแล้วคุณก็ลากผมเข้าไปซ่อนในห้องใช่ไหม”  คนถูกทำร้ายร่างกายถามขึ้นบ้าง  “แล้วหลังจากนั้นคุณได้ยินอะไรบ้างหรือเปล่า”

“…ไม่นะ…ตอนนั้นฉันกลัวว่าจะเสียการควบคุมตัวเองจนเผลอทำอะไรนายเข้าอีก  ก็เลยพยายามทำตัวเองให้ตื่นตลอดเลยน่ะ”  คนถูกถามนึกย้อนอดีตเล็กน้อยก่อนตอบ

“ไอ้ที่มัดแขนไว้ก็ด้วยเหรอครับ?”  รุ่นน้องถามงง ๆ

“อันนั้นเผื่อไว้  นายก็เห็นนี่ว่าถึงจะระวังแค่ไหน  แต่เอาเข้าจริง ๆ ฉันก็คุมตัวเองไม่ได้นา”  มิยูกิถอนหายใจเบา ๆ  เหลือบมองรอยมือตัวเองที่คอรุ่นน้องซึ่งตอนนี้จางไปมากจนเกือบมองไม่เห็นแล้ว

“แต่อย่างนี้ก็แปลกสิครับ  ตอนผมรู้สึกตัวก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร  ตอนผมสลบไปคุณก็ไม่ได้ยินอะไร  แล้วกระจกมันแตกกับของในตู้มันหล่นมาตอนไหน!!?”  เอย์จุนยกมือกุมหัว  ความสงสัยประดังประเดเข้ามาจนชักเจ็บแผลอีกรอบ

กัปตันขมวดคิ้วเครียด  ยิ่งพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นมากเท่าไรก็ยิ่งรับรู้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันมันเลวร้ายแค่ไหนมากเท่านั้น

“…ตอนนี้เรารีบตามหาคุราโมจิกับคนอื่น ๆ ให้เจอก่อนดีกว่า  อย่าเพิ่งคิดเรื่องอื่นให้รกสมองเถอะ”  เขาพูดตัดบท  หลังจากกวาดไฟฉายไปรอบห้องและไม่เจออะไรเพิ่มเติมจึงเดินออกจากห้องมา

“อะ…อือ”  อีกคนไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อดีเลยได้แต่เดินตามออกไป

“ชั้นนี้เหมือนไม่มีใครอยู่  งั้นลองลงไปข้างล่างกัน”  คนเดินนำกำหนดเป้าหมายใหม่แล้วหันเท้าเดินไปยังบันได

เอย์จุนพยักหน้ารับแล้วเดินตาม   ก่อนจะชะงักเท้าแล้วหันหลังกลับไปมองสุดทางระเบียง  “หืม?”

“…มีอะไรเรอะ  ซาวามูระ”  มิยูกิจับท่าทีผิดปกติของรุ่นน้องได้เลยหันมาถาม

“ตรงนั้น…”  รุ่นน้องเดินย้อนกลับยังระเบียงที่ยื่นต่อจากหน้าห้องพนักงานตั้งฉากกับระเบียงตรงที่ยืนอยู่เป็นรูปตัวแอล  “เหมือนกับได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ…”

สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในหัวกัปตันแทบจะทันที  “ถอยออกมา!!”

“เอ๊ะ?”  คนถูกเตือนหันกลับมา  “แต่…”

คนตะโกนห้ามรีบเดินย้อนกลับมา  “ถ้าจะไปดูว่ามีอะไรก็ต้องไปดูด้วยกัน”  เขาเอ่ยเตือนแล้วฉายไฟกราดเข้าไปในความมืดตรงหน้า  เล่นเอาอีกคนที่ยืนอยู่ก่อนยกมือบังตาแทบไม่ทัน

“โอ๊ย!!  อะไรละครับ  ระแวงอย่างกับลูกหนี้”  จอมโวยวายประจำทีมยังไม่วายแขวะ

“หรือนายอยากจะเดินดุ่ย ๆ ไปเจอผีบีบคอตายเองฉันก็ไม่ห้ามหรอกนะ”  คนห้ามโต้คารมกลับ  เล่นเอารุ่นน้องสะดุ้งโหยง  รีบฉายไฟโบกไปมาเหมือนขู่สิ่งที่หลักการทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้แถวนั้น

มิยูกิถอนหายใจ  นึกกลุ้มที่หนึ่งในพิชเชอร์ตัวสำคัญประจำทีมชอบหาเรื่องอันตรายเข้าตัวก่อนจะหันกลับไปตั้งสมาธิกับทางเดินตรงหน้า  ใจหนึ่งเขาคิดว่าเจ้าบ้านี้อาจจะแค่หูฝาดไปเอง  แต่เขาก็ต้องเตรียมใจรับมือหากเป็นความจริง

ไม่ว่าอะไรก็เป็นไปได้ในสถานการณ์ตอนนี้

ตรงหัวมุมที่ระเบียงหักเลี้ยวไปนั้นไม่มีอะไรผิดปกติ  กัปตันกลั้นหายใจ  ค่อย ๆ ก้าวเท้าในระดับย่องเลี้ยวไปตามระเบียงพร้อมส่องไฟไปด้วย

ร่างของใครบางคนสะท้อนแสงไฟ

หัวใจเขากระโดดวูบ  ก่อนหัวจะนึกออกว่าร่างนั้นคือใคร

“…โนริ!!!?”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s