Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 16

ตอนแรกเขียนให้มิยูกิทะเลาะกลับด้วย  แต่พออ่านมังงะของอาทิตย์ที่แล้วก็ค้นพบว่ามิยูกิใจเย็นขึ้น  ใจดีขึ้น  และใช้คำพูดได้ดีขึ้นจริง ๆ  เลยแก้เป็นแบบนี้แทนค่ะ

ตานี่ปากตรงกับใจเยอะขึ้นจริง ๆ นะ //ซาบซึ้ง

ใครอยากรู้ว่าเป็นไงลองอ่านตอน 26 ดูนะคะ  ตานี่โตขึ้นมากจริง ๆ ค่ะ…

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“รุ่นพี่โนริ!!!?”  เอย์จุนเองก็ตะโกนสุดเสียงเหมือนกันเมื่อเห็นว่าใครนอนอยู่ตรงพื้น  ก่อนจะรีบปราดเข้าไปเขย่าตัวด้วยความร้อนรน  “เป็นอะไรไปครับ  รุ่นพี่โนริ!!?”

คาวาคามินอนสลบอยู่ตรงพื้น  แสงจากไฟฉายส่องให้เห็นรอยแผลเหมือนถูกของมีคมบาดอยู่เต็มเสื้อผ้า  ตรงแก้มมีรอยบาดจนเลือดซิบเป็นทางยาว  มองเผิน ๆ แล้วร่างกายของเขาไม่มีแผลอะไรเป็นพิเศษ  เพียงแต่แม้รุ่นน้องเสียงแปดหลอดจะเขย่าตัวและตะโกนเรียกอยู่นั้นก็ยังไม่ยอมฟื้นขึ้นมาสักที

“นะ…โนริ!!”  กัปตันรีบตรงเข้ามาช่วยเขย่าตัวด้วย  หัวใจเขาตกไปอยู่ตาตุ่ม  ความตกใจกับเป็นห่วงล้นทะลักออกมาจนเริ่มหายใจไม่ออก

“ลืมตาขึ้นมาสิครับรุ่นพี่โนริ!!”  รุ่นน้องร่วมตำแหน่งพิชเชอร์ตะโกนเรียกไม่หยุด  ความเย็นที่สัมผัสได้ผ่านมือทำเขาใจคอไม่ดี

มิยูกิชักเริ่มใจสั่น  เขาเพิ่งผ่านประสบการณ์เกือบฆ่ารุ่นน้องตัวเองตายคามือมาหยก ๆ  พอมาเจอเพื่อนร่วมชั้นนอนแน่นิ่งไม่ยอมตื่นแบบนี้  ขนาดเขาเป็นคนไม่ใจเสียง่าย ๆ ยังอดเครียดไม่ได้  “โนริ…ตอบฉันเซ่โนริ!!”

ราวกับอีกฝ่ายตอบรับความเป็นห่วงของทั้งสอง  ในที่สุดเปลือกตาของคนสลบก็มีการเคลื่อนไหว  พร้อมกับเสียงดังลอดปากออกมาเบา ๆ  “…อือ…”

“ระ–รุ่นพี่โนริ!!!”  เอย์จุนตะโกนลั่นด้วยความตกใจกึ่งดีใจจนน้ำตารื้นขึ้นมาตรงขอบตา

“…ซาวามูระ…?”  เจ้าของชื่อลืมตาขึ้นช้า ๆ  เขากะพริบตาสองสามทีเหมือนยังตื่นไม่เต็มที่  ก่อนจะเบือนเป้าสายตาไปยังอีกคน  “…มิยูกิ…”

“โนริ!!”  เพื่อนร่วมชั้นไม่อาจปกปิดรอยยิ้มแห่งความดีใจได้

“….โคมินาโตะ!!!”

จู่ ๆ คาวาคามิก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่ง  แล้วยกมือกุมหัวเพราะเลือดไหลไปเลี้ยงสมองไม่ทัน  “อึ๊ก!!”

“โคมินาโตะ?”  เอย์จุนเปลี่ยนความสนใจไปยังชื่อที่ออกมาจากปากคนตรงหน้าทันที

“ต้องรีบไปช่วย…โคมินาโตะ…”  คนเพิ่งฟื้นพึมพำ  เขากัดฟันแน่นเหมือนสะกดกลั้นความเจ็บปวดแล้วพยายามจะลุกขึ้นยืนอีกรอบ

“นั่งลงไปก่อนโนริ!!”  กัปตันรีบสั่งห้าม  ฝืนกดตัวอีกฝ่ายให้นั่งลงที่เดิม  “โคมินาโตะเขาทำไม!?”

“โคมินาโตะ…ถูกโยนลงจากตึก…”

“หา!!?”  รุ่นน้องอุทานลั่นเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนร่วมชั้นตัวเอง

“ว่าไงนะ!!?”  มิยูกินึกว่าตัวเองหูฝาดในตอนแรกเลยเผลอตะคอกใส่เสียงแข็ง  ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นสายตาเจ็บปวดของคนตรงหน้า

“ฉันต้องไปช่วย…โคมินาโตะ…”  คาวาคามิฝืนจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง  “แล้วก็ชิราสุ…ต้องไปช่วย…”

“ฮะ…ฮารุจจิกับรุ่นพี่ชิราสุเป็นไรไปครับ!?”  เอย์จุนรีบถามกลับเพราะยังไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

“ซาวามูระ  เงียบก่อน”

คนชั้นปีสูงกว่าส่งเสียงปรามให้เงียบ  อีกฝ่ายชะงัก  อ้าปากเหมือนจะเถียงแต่ก็ยอมเงียบลง  ใบหน้าแสดงความเป็นห่วงปนสับสนออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“โนริ  นายเองก็ใจเย็นลงก่อน”  มิยูกิหันไปปรามเพื่อนร่วมชั้นบ้าง

“ไม่…มิยูกิ…ฉันจะไปช่วย…”  อีกฝ่ายยังดื้อแพ่งไม่ยอมฟัง  พยายามจะลุกขึ้นให้ได้ท่าเดียว

“ถึงจะทำอะไรตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”

ประโยคจากปากกัปตันทำเอาคาวาคามิชะงัก

“อะ…เฮ้ย!!”  รุ่นน้องที่ฟังอยู่อดอุทานออกมาไม่ได้  คนพูดทำเพียงส่งสายตาบอกให้เงียบกลับมาอีกรอบแล้วพูดต่อ  “กลับกันแล้วถ้านายมัวแต่ดื้อด้านก็มีแต่ทำตัวเองแย่ลงเท่านั้นแหละ”

“อึก…”  อีกฝ่ายชะงัก

เอย์จุนหันมองไปมาระหว่างรุ่นพี่ทั้งสองก่อนจะออกเสียงประท้วงอีกรอบ  “ฮารุจจิกับรุ่นพี่ชิราสุกำลังแย่อยู่ไม่ใช่เหรอ!?  รีบไปช่วยกันเถะ!!”

“ฉันบอกว่าให้ใจเย็นลงก่อนไงซาวามูระ”  เสียงของคนเป็นกัปตันเข้มขึ้น

“ผมใจเย็นอยู่แล้วน่า!!”  น้ำเสียงของรุ่นน้องเริ่มแฝงความรำคาญ

“แบบนี้เขาไม่เรียกว่าใจเย็นแล้ว ”

“นายนั่นแหละที่เย็นเกินไป!!”  สรรพนามใช้เรียกชื่อกัปตันเปลี่ยนไป  ท่าทางของเอย์จุนเหมือนพร้อมระเบิดอารมณ์ได้ทุกเวลาแล้ว

“ซาวามูระ”

เสียงของคนที่เหลือทำคนถูกเรียกชื่อชะงักอีกหน

“ขอบใจนะ…แต่ไม่ต้องเถียงแทนฉันแล้วล่ะ”  คาวาคามิหยุดแสดงท่าทีต่อต้าน  เขาผ่อนแรงทั้งหมดลงในท่านั่งกับพื้น  เงยหน้าขึ้นพูดพร้อมรอยยิ้มเจ็บปวดเล็กน้อย  “จริงอย่างที่มิยูกิพูดแหละ”

“แต่…รุ่นพี่โนริ…”  คนออกปากเถียงแทนยังทำหน้าไม่เข้าใจ  “ผมว่ายังไง ๆ เราก็–”

“ขอโทษที  มิยูกิ”  เขาพูดขัดขึ้นก่อนขณะหันไปมองหน้ากัปตัน  “ฉัน…ใจเย็นลงแล้ว”

“โนริ”  มิยูกิลดเสียงลง  ดวงตาฉายแววขอโทษออกมาแวบหนึ่ง

คาวาคามิก้มหน้าลงเล็กน้อย  ก่อนจะเงยหน้ามองทั้งสองคนใหม่ด้วยแววตามุ่งมั่น  “มิยูกิ  ซาวามูระ”  เขาเว้นระยะสูดลมหายใจครู่หนึ่ง  “ช่วยฉันคิดหาทางช่วยชิราสุกับโคมินาโตะที”

คาวาคามิใช้เวลาไม่นานนักก็เล่าเหตุการณ์ที่ตนพบเจอมาก่อนจะสลบไปจนจบ

“บะ…แบบนี้ก็แย่สิครับ!!”  รุ่นน้องกลายเป็นคนแตกตื่นแทน  เขาลุกพรวดขึ้นพร้อมไฟฉายเตรียมตัววิ่ง

“นายจะไปไหน  ซาวามูระ”  กัปตันรีบรั้งตัวไว้ก่อน  “ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยนะว่าสองคนนั้นหายไปไหน”

“แล้วเราจะมัวแต่นั่งอยู่เฉย ๆ แบบนี้เหรอ  ป่านนี้ฮารุจจิกับรุ่นพี่ชิราสุอาจจะแย่แล้วก็ได้นะ!!!”  เอย์จุนรีบเถียงกลับ  ไม่มีทีท่ายอมฟังความเห็นรุ่นพี่ทันที

“ถึงได้บอกไงว่าต้องคิดหาทางก่อน  ขืนไปสุ่มสี่สุ่มห้าเราจะเป็นฝ่ายแย่เองน่ะสิ”  มิยูกิพูดช้า ๆ พยายามถ่ายทอดเหตุผลให้รุ่นน้องคิดตาม

“มัวแต่คิดก็เสียเวลาเปล่าสิ  ป่านนี้จะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้แล้วนะ!!”  อีกฝ่ายกลับไม่ยอมฟังที่คนอื่นพูด  เอาแต่จะดื้อไปช่วยท่าเดียว

“ซะ…ซาวามูระ…”  คาวาคามิเริ่มเห็นท่าไม่ดีเลยจะห้าม

“ซาวามูระ”  คนห้ามยังพูดช้า ๆ  “นายฟังฉันก่อน–”

“ฟังแล้วจะได้อะไรขึ้นมา!!?”  อีกฝ่ายขึ้นเสียงดังขึ้น

“ซาวามูระ  ฉันบอกว่า–”

“นายไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งฉันนะ  มิยูกิ  คาสุยะ!!”

แล้วเอย์จุนก็ทำเรื่องผิดคาดมากที่สุดด้วยการคว้าคอเสื้อคนตรงหน้า

“ซาวามูระ!!!!”  คาวาคามิตะโกนเสียงหลง  รีบเข้ามาห้ามด้วยความตกใจสุดขีด  “เดี๋ยวก่อนสิซาวามูระ!!”

คนถูกคว้าคอเสื้อไม่ทำอะไร  เพียงแต่มองหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ เท่านั้น

แทนที่รุ่นน้องจะตะโกนหรือทำอย่างอื่น  จู่ ๆ เขาก็ก้มหน้าลงแล้วเงียบไป  ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสามคนอยู่พักหนึ่งจนคาวาคามิชักอึดอัดเพราะไม่รู้ควรจะพูดหรือทำอะไรต่อ

“…ผมน่ะ…”

จู่ ๆ ปากของเอย์จุนก็ขยับ

“…ผมน่ะมันคนหัวทึบ…”  เสียงของรุ่นน้องเบาหวิวจนเกือบไม่ได้ยิน  “ให้คิดจนสมองแตกก็ไม่รู้หรอกว่าทำยังไงถึงจะถูก…แต่ผมอยากช่วยฮารุจจิ…อยากช่วยรุ่นพี่ชิราสุ…อยากรู้ว่ารุ่นพี่คุราโมจิหายไปไหน….อยากรู้ว่าทุกคนหายไปไหน…”

มิยูกิเกือบหยุดหายใจเมื่อเห็นใบหน้าของคนพูดชัด ๆ

น้ำตา

“แต่ผมก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะถูก…”  คำพูดของเอย์จุนมีเสียงสะอื้นปน  “ผมไม่ได้ฉลาด…เหมือนรุ่นพี่มิยูกิ…สิ่งที่ผมทำได้…ก็มีแค่วิ่งโง่ ๆ วนไปมาเท่านั้น…”

มือข้างที่คว้าคอเสื้อไว้สั่นจนสัมผัสได้

“แต่ผมก็อยากช่วยสองคนนั้น…อยากช่วยทุกคน…อยากรู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่…”

แววตามุ่งมั่นเปื้อนคราบน้ำตาเงยขึ้นมาสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ

“ผมทนอยู่เฉย ๆ…ไม่ได้หรอกครับ…”

พอพูดจบเขาก็ก้มหน้าลงไปอีกครั้งเหมือนคนหมดแรง

“ซาวามูระ…”  คาวาคามิทำได้แค่เรียกชื่ออีกฝ่ายเบา ๆ  เขาก็เข้าใจความรู้สึกของรุ่นน้องตรงหน้า  เพราะก่อนหน้าที่มิยูกิจะปรามให้อยู่นิ่ง ๆ เขาก็ตกอยู่ในอาการแบบนี้เหมือนกัน

มิยูกิไม่พูดอะไร  เพียงแต่จับมือรุ่นน้องออกจากคอเสื้อตัวเอง  มือข้างนั้นตกลงข้างตัว  ได้ยินเสียงสะอื้นดังออกมาเป็นระยะ

เจ้านี่ถึงแม้จะเป็นไอ้บ้า  แต่ก็ใช่ว่าจะบ้าจนไม่รู้จักกลัวอะไรเลยสินะ

คงจะกลัวและกังวลมาตลอดเลยสิ…

…ก็นะ  คนรู้จักทุกคนหายตัวไปไหนก็ไม่รู้  เกือบโดนรุ่นพี่ตัวเองฆ่าสองครั้ง  แล้วตอนหลังยังมารู้ว่าเพื่อนกับรุ่นพี่อีกคนตกอยู่ในอันตรายอีก  ถ้าไม่กลัวหรือกังวลอะไรก็คงผิดปกติแล้ว

“…มิยูกิ”  คนที่เหลือลองเรียกชื่อกัปตันอีกครั้ง

“…ฉันเองก็อยากช่วยทุกคนเหมือนกัน”  เขาเปิดปากพูด  ใบหน้าที่ก้มลงเล็กน้อยทำให้เดาอารมณ์จากดวงตาหลังกรอบแว่นไม่ถูก  “แต่ในเมื่อพวกเรายังไม่มีเบาะแสอะไร  แค่จะทำความเข้าใจว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างก็ยังทำได้ไม่เต็มร้อย  ฉันเองก็จะเสียการควบคุมตัวไปเมื่อไรก็ไม่รู้  ถ้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้ายิ่งจะส่งผลเสียมากกว่า”

เอย์จุนไม่พูดอะไร  แต่การที่เขาไม่โต้ตอบกลับมาก็แปลว่ายอมรับในสิ่งที่ได้ยิน

“เพราะงั้นตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือแชร์ข้อมูลที่ต่างฝ่ายรับรู้มาแล้วช่วยกันคิดว่าจะเอาไงต่อดี  โอเคไหม”  กัปตันยิ้มปลอบใจพลางยกมือขึ้นวางบนหัวอีกฝ่ายเบา ๆ

“…อือ”  รุ่นน้องเปิดปากพูดในที่สุด  เขาพยักหน้าน้อย ๆ แล้วยกมือเช็ดน้ำตา  ก่อนจะเงยหน้าด้วยแววตาเด็ดขาดเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้วมองสองคนที่เหลือ

คนพูดถอนหายใจโล่งอกก่อนเอามือลง

“เดี๋ยวนะมิยูกิ…”  คราวนี้เป็นฝ่ายคาวาคามิถามขึ้นมาบ้าง  “ที่นายบอกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้นี่หมายความว่าไง”

“จากความเป็นไปได้  ฉันน่าจะถูกเจ้าของเสียงประหลดที่นายเจอควบคุมร่างกายอยู่น่ะ”  คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนเวลาถูกถามว่ากลางวันนี้ทานอะไรมา

“…ห้ะ!?”  คนถามแทบไม่เชื่อหูตัวเองในแวบแรก

“ฉันเกือบฆ่าไอ้บ้านี่ไปแล้วรอบนึง…ไม่สิสองรอบด้วย”  คนตอบยังพูดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ว่าไงนะ!?”

“รอบแรกผมถูกไม้เบสบอลตีหัว  รอบสองผมโดนบีบคออะครับ”  เอย์จุนช่วยยืนยันความจริงด้วยการเสยผมม้าขึ้นให้เห็นผ้าก๊อซที่แปะบนหัวตัวเอง

คาวาคามิถึงกับเสียคำพูด  “…ห้ะ…”

“ฟังจากที่นายเล่าแล้ว  ‘เขา’ น่าจะมีความแค้นกับนักกีฬาในทีมเรา…โดยเฉพาะ ‘พิชเชอร์’ สินะ”  มิยูกิขยับยิ้มเจ้าเล่ห์นิด ๆ  “นายเองก็เป็นพิชเชอร์ด้วยนี่  โนริ  ระวังตัวให้ดีล่ะ”

“เอ๊ะ….ล้อเล่นอะไรอยู่น่ะมิยูกิ  ฉันไม่ขำนะ!!”  หนึ่งในพิชเชอร์ประจำทีมอดโวยขึ้นมาไม่ได้

“ฉันพูดจริง”

เสียงเปี่ยมความหนักแน่นทำเอาคาวาคามิผงะตัวถอยไปด้านหลัง  “เอ๊ะ…เดี๋ยวนะ…นายถูกควบคุมอยู่เหรอ…เกือบฆ่าซาวามูระ?…หมายความว่าไง…”  ก่อนจะตกอยู่ในโหมดสับสนอย่างสมบูรณ์แบบ

“คงเป็นเพราะฉันเคยเก็บสมุดโน๊ตไว้”  มิยูกิทำท่าคิด  “กระดาษที่นายกับโคมินาโตะเจอแผ่นนั้นน่าจะมาจากสมุดโน๊ตเล่มนั้นจริง ๆ นั่นแหละ…ถ้าไม่ใช่สิยิ่งแปลก”

“งั้นแปลว่าสมุดเล่มนั้นก็ถูกสิงจริง ๆ สิครับ”  รุ่นน้องออกความเห็นมาบ้าง  ท่าทีเขาดูสงบขึ้นมากแล้ว

“ละ…แล้วสมุดเล่มนั้นอยู่ไหนล่ะ!?”  อีกคนรีบถามต่อ  “นายเป็นคนเก็บไว้ใช่ไหม  ถ้าสมุดนั่นเป็นต้นเหตุจริง ๆ ก็รีบเอามาทำลายสิ!!”

“ฉันไม่ได้บอกเหรอว่าแค่ ‘เคย’ น่ะ”

คราวนี้สองคนที่เหลืออุทานพร้อมกัน  “เอ๊ะ?”

สีหน้าของมิยูกิเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้น  “ตอนนี้สมุดนั่นไม่ได้อยู่ที่ฉันแล้วไง”

“…หา!!!!!!????”  เป็นไอ้บ้าประจำทีมที่ตะโกนลั่นขึ้นมาก่อน  “หมายความว่าไง!?  ก็คุณบอกว่าจะเก็บเอาไปให้อาจารย์ทาคาชิมะเองไม่ใช่เหรอ!!!!?”

“ตอนแรกฉันก็ตั้งใจแบบนั้นแหละ  แต่ว่าก่อนกลับไปที่ห้องฉันนั่งคุยกับ–”

ตึกตึกตึกตึก

จู่ ๆ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นติด ๆ กันเหมือนมีคนวิ่งมาจากชั้นล่าง

“เฮ้ย!!!?”  คาวาคามิกับเอย์จุนร้องด้วยความตกใจขึ้นมาพร้อมกัน

“…มีใครอยู่ข้างล่าง!?”  กัปตันลุกพรวดขึ้น  รีบหันมาหาเพื่อนร่วมทีมสองคนที่เหลือ  “รีบลงไปดูกันเร็ว!!”

“ลงไปดู!?  แล้วถ้าเป็นผีล่ะครับ!!?”  รุ่นน้องจอมปอดแหกยังไม่วายอดกลัวไม่ได้

“ยังจะมัวพูดงี่เง่าอยู่อีก  รีบไปได้แล้ว!!”  คนสั่งพูดแค่นั้นก็รีบวิ่งไปทางบันไดโดยไม่คิดรอใคร  คนท้วงรีบโวยวายขึ้นมาอีกรอบ  “เอ้าเฮ้ย  รอด้วยเซ่!!—รุ่นพี่โนริไหวไหมครับ!?”  ก่อนจะช่วยดึงตัวรุ่นพี่คนที่เหลือให้ลุกขึ้นยืน

“ฉันไม่เป็นไร  รีบตามไปกัน”  คนเจ็บพยักหน้าให้เห็นว่าไม่ต้องเป็นห่วง  ก่อนทั้งคู่จะออกวิ่งตามไปด้วยกัน

ทั้งสามคนวิ่งลงบันไดไปถึงชั้นล่าง  (คาวาคามิล้าหลังกว่าอีกสองคนเพราะร่างกายยังไม่หายดี)  ตรงระเบียงยังคงมืดมิดเช่นเคย  แต่พอมิยูกิฉายไฟไปทางหน้าห้องอาบน้ำก็เห็นหลังของใครบางคนอยู่ไว ๆ

“เฮ้ย!!”  เขาไม่รอช้ารีบตะโกนหยุดไว้ทันที

“ตะโกนแบบนั้นเดี๋ยวผีก็รู้ตัวเข้าสิครับ!!?”  เอย์จุนฟันธงว่าร่างที่พวกเขาเห็นอยู่ไกล ๆ เป็นสิ่งลี้ลับไปเรียบร้อยแล้ว

ผิดจากที่คาด  ร่างนั้นชะงักเท้าเหมือนได้ยินเสียงตะโกนแล้วหันหลังกลับเดินเข้ามาหาช้า ๆ

“เหวอ!!!!!??”  รุ่นน้องจอมปอดแหกถอยไปยืนหลบหลังคาวาคามิอย่างรวดเร็ว  ส่วนสองคนที่เหลือตั้งท่าเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น  ก่อนหนึ่งในพิชเชอร์ประจำทีมจะอุทานขึ้นเมื่อเห็นหน้าบุคคลปริศนาชัด ๆ  “ฟุรุยะ!?”

เจ้าของชื่อเองก็ทำหน้าตกใจเมื่อเห็นทั้งสามคนเช่นกัน  “รุ่นพี่มิยูกิ?…ทุกคน?”

“ฟะ—ฟุรุยะ!!?  นายหายไปไหนมาห้ะ!!?”  พอเห็นหน้าคู่แข่ง  เอย์จุนก็โยนความกลัวทิ้ง  รีบส่งเสียงโวยวายใส่ทันที“คนอื่นเขาตามหาตัวให้ควั่กกันแทบแย่!!!”

“นายนั่นแหละหายไปไหนมา”  อีกฝ่ายโต้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ไร้อาการทุกข์ร้อนใด ๆ

“ตอบคำถามฉันก่อนเซ่!!”

“เงียบก่อนน่า  ซาวามูระ”  มิยูกิก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้เขาต้องพูดประโยคนี้กี่รอบแล้ว  เขาถอนหายใจเบา ๆ เมื่อจอมโวยวายยอมเงียบลงแล้วหันไปหาคนมาใหม่  “นายหายไปไหนมา”

คนถูกถามทำแววตาไม่ค่อยพอใจนิด ๆ ที่สุดท้ายรุ่นพี่ก็ถามคำถามเดียวกับคู่แข่งตัวเอง  แต่ก็ยอมตอบแต่โดยดี  “ผมติดอยู่นอกหอกับคาเนมารุและรุ่นพี่โซโนะมาครับ”

“คาเนมารุ!?”  เอย์จุนทำหน้าแตกตื่นเมื่อได้ยินชื่อเพื่อนเพิ่ม

“โซโนะด้วยเหรอ!?”  คาวาคามิเองก็ร้องออกมาบ้าง

“ติดอยู่นอกหอ?  แล้วสองคนนั้นหายไปไหน?”  กัปตันรีบยิงคำถามต่อ

“พอพวกผมหาทางกลับเข้ามาในหอได้ก็เจอโทโจสลบอยู่ตรงบันได  แล้วตอนโทโจกำลังเล่าว่ารุ่นพี่คุราโมจิหายไปไหนก็ถูกเสียงใครก็ไม่รู้บอกว่าจะไม่ให้อภัยเอซแห่งเซย์โด  แล้วพวกผมก็ถูกทำร้าย  ก่อนที่โทโจกับรุ่นพี่โซโนะจะหายตัวไปอีก  ผมเลยกำลังจะไปตามหาพวกเขาที่โรงฝึกในร่มน่ะครับ”  เขาเล่าแบบรวบรัดด้วยน้ำเสียงเหมือนเล่าว่าเมื่อวานทานอะไรมา

“รุ่นพี่คุราโมจิ?  ไม่ให้อภัย?  โรงฝึกในร่ม?”  สมองของเอย์จุนเต้นตุบ ๆ จากข้อมูลที่รับเข้ามามากภายในคราวเดียวจนเหมือนจะระเบิดอยู่รอมร่อ  “ไม่เห็นเข้าใจเลย!!!”  ก่อนจะจบท้ายด้วยการยกมือกุมหัวตัวเอง

แม้แต่กัปตันผู้ได้ชื่อว่าหัวดีที่สุดในทีมยังไม่อาจเข้าใจได้ว่าคนตรงหน้าพูดอะไร  เขาสูดลมหายใจ  ปรับอารมณ์ตัวเองให้มั่นคงก่อนจะถามขึ้น  “ฟุรุยะ  ช่วยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ให้ฟังละเอียด ๆ ที”

“รีบไปช่วยคนอื่นก่อนไม่ดีกว่าเหรอครับ”  อีกฝ่ายแสดงท่าทีต่อต้านเล็กน้อย

“ไปช่วยทั้งที่ไม่รู้อะไรอาจจะทำสถานการณ์แย่ลงก็ได้”  มิยูกิให้ความเห็น

“ใช่ ๆ!!”  รุ่นน้องอีกคนรีบส่งเสียงเป็นลูกคู่ให้  ส่งผลให้รุ่นพี่ทั้งสองคนเหล่สายตามามองพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“ทีงี้รีบเลยนะ”  คาวาคามิอดพึมพำเบา ๆ กับตัวเองไม่ได้

คนถูกถามทำหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไร  แต่ก็ยอมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังแต่โดยดี

“สรุปแล้วก็คือถ้าไปที่โรงฝึกในร่มก็น่าจะรู้อะไรบ้างใช่ไหม”  กัปตันเอ่ยสรุปเมื่อฟังเรื่องจากปากเอซประจำทีมจบแล้ว

“รุ่นพี่คุราโมจิกับโทโจว่าอย่างนั้นน่ะครับ”คนเล่าอ้างปากคำจากที่ได้ยินมา  เขาล้วงกระเป๋าเสื้อตัวเองหยิบกุญแจโรงฝึกในร่มให้รุ่นพี่ใส่แว่น  “นี่กุญแจครับ”

“ขอบใจ”  เขารับมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อตัวเอง  ก่อนจะฉายไฟตรงไปยังระเบียงทางที่จะเดินออกไปเจอโรงฝึกในร่ม  “ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปกันเถอะ”

“โอ้ว!!”  เอย์จุนตะโกนเสียงดังเหมือนปลุกใจตัวเองแล้วเดินนำไปคนแรก  ตามด้วยฟุรุยะที่พยักหน้าน้อย ๆ ก่อนเดินไล่หลังไป  คาวาคามิเหลือบมามองหน้าตนเล็กน้อยก่อนจะเดินตามรุ่นน้องทั้งสองไปเป็นคนที่สาม

ขอให้ทุกคนปลอดภัยเถอะ

มิยูกิล้วงมือในกระเป๋าเสื้อ  กำกุญแจที่ได้มาใหม่ไว้แน่นแล้วก็เดินตาม

ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้

จากคำพูดของโนริและฟุรุยะ  ดูเหมือนเสียงประหลาดเบื้องหลังสถานการณ์ลึกลับนี้ทั้งหมดจะโกรธแค้นนักกีฬาทีมเซย์โดโดยเฉพาะ ‘พิชเชอร์’ อยู่

และเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะถูกเสียงประหลาดนั่นควบคุมร่างกายอีกเมื่อไร

แต่สามคนที่อยู่กับเขาตอนนี้

…คือพิชเชอร์หลักสามคนของทีมเซย์โดในปัจจุบัน

เหงื่อเย็น ๆ ไหลออกมาตามขมับ  เขารีบยกมือปาดทิ้งแล้วเอามือกำเสื้อบริเวณหัวใจไว้แน่น

อย่าเพิ่งทำอะไร

อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปล่ะตัวฉัน

ขอให้ฉันอย่าทำร้ายใครอีกเลย

เขานึกภาวนาในใจซ้ำไปซ้ำมาเหมือนจะสลักคำพูดนั้นลงไปในจิตใต้สำนึก  ก่อนจะสูดลมหายใจยาว  แล้วค่อย ๆ เดินตามหลังคนอื่น ๆ ไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s