Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 18

ในตอนนี้มีประโยคที่อยากให้เอย์จุนพูดที่สุดอยู่ด้วยค่ะ

ขออภัยถ้าอ่านแล้วตรงไหนติด ๆ นะคะ  ตอนนั่งตรวจอีกรอบนี่สติหายไปกับไฟนอลสิบห้าแล้ว…

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


แสงสว่างวาบกระทันหันทำให้พวกเขาต้องหลับตาหนี  แต่เพียงชั่วอึดใจถัดมาแสงนั้นก็ดับวูบลงจนสัมผัสได้จากในเปลือกตา

ทุกคนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น  ความเงียบและความมืดที่สิ่งที่รับรู้ได้ตอนแรก  ทั้งสี่คนหันมองหน้ากันงง ๆ เพราะยังทำความเข้าใจไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น  จนเอย์จุนทนไม่ไหวต้องเปิดปากขึ้นมาก่อน  “มะ…เมื่อกี๊มันอะไรอะ”

“อะ—ฟุรุยะคุงไม่เป็นไรใช่ไหม!?”  พอฮารุอิจิได้สติกลับมาก็รีบหันไปถามเพื่อนทันที

“อะ…อืม”  คนถูกลอบโจมตี(?)ก้มมองมือตัวเองแล้วพยักหน้าน้อย ๆ

“…แล้วพวกโซโนะล่ะ!?”  กัปตันรีบหันไปมองรอบ ๆ  ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อไม่เห็นวี่แววของมนุษย์คนอื่นอยู่รอบบริเวณ  “หายไป…แล้ว?”

“อะ  จริงด้วย!!”  จอมโวยวายร้องเสียงหลงเมื่อเห็นว่าสิ่งที่รุ่นพี่พูดเป็นความจริง  “หายไปตั้งแต่เมื่อไร!!?”

“เพราะแสง…เมื่อกี๊เหรอ”  รุ่นน้องผมสีซากุระหันไปมองมิยูกิเหมือนขอความเห็น  อีกฝ่ายกัดปากตัวเองด้วยความเจ็บใจ  “โดนเข้าจนได้สิเนี่ย”

“แต่อย่างน้อยฟุรุยะคุงไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ”  ฮารุอิจิถอนหายใจยาวออกมา

“ฟุรุยะ?  หมอนี่มันทำไมอะ?”  คนหัวช้าที่สุดในกลุ่มถามงง ๆ

กัปตันเหล่มองหน้ารุ่นน้องข้างตัวด้วยแววตาเอือมระอา  “จำที่ฟุรุยะเล่าไม่ได้เรอะว่าเจ้านี่ถูกไอ้คนที่ทำให้พวกเราเป็นแบบนี้จ้องทำร้ายอยู่น่ะ”

“อ้ะ!!”

“นายนี่มันบ้าจนกู่ไม่กลับจริง ๆ…”  เขาอดบ่นไม่ได้  ก่อนจะถามคนหน้าใหม่ที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกหลังเกิดเหตุประหลาดขึ้น  “นายก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ  โคมินาโตะ”

“ครับ  รุ่นพี่โซโนะเล่าให้ฟังน่ะ”  อีกฝ่ายตอบแค่นั้น  ก่อนจะอุทานออกมาอีกหน  “อ้ะ!!  พวกผมเจอคุณโย  คาเนมารุคุงกับโทโจคุงด้วย!!  แล้วก็เจอคนอื่น ๆ ในทีมอีก!!!”

“ว่าไงนะ!?”  มิยูกิอุทานลั่น  รีบถามต่อเสียงดัง  “นายไปเจอที่ไหน!!?”

“ในโรงฝึกในร่มนี่แหละครับ  นี่ไง!!–”  ฮารุอิจิหันกลับไปชี้เข้าด้านในโรงฝึก  ก่อนเสียงจะขาดหายไปเหมือนถูกหลุมดำดูด  “–เอ๊ะ”

ก้อนหยดน้ำหายไป

ถึงในโรงฝึกจะมืดกว่าข้างนอกจนมองอะไรแทบไม่เห็น  แต่เขาก็ไม่มีทางมองข้ามก้อนหยดน้ำประหลาดขนาดมหึมา  มีคนลอยอยู่ด้านในเต็มไปหมดจากตรงนี้ได้หรอก

“ในโรงฝึกเหรอ!!?  ไหน ๆ!!?”  เอย์จุนรีบทำท่ากวาดตามองไปมารอบ ๆ แบบโอเว่อร์

“…หายไปแล้ว”  เสียงของรุ่นน้องผมสีซากุระเบาโหวง

“หายไป?”  กัปตันย้ำคำ  ก่อนถามเสียงเข้มขึ้น  “หมายความว่าไง”

ฮารุอิจิเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองประสบมาจนถึงตอนฟื้นตื่นในโรงฝึกในร่มแบบรวบรัด  “แล้วพอพวกผมฟื้นขึ้นมาก็เห็นคนอื่น ๆ ในชมรมลอยอยู่ในก้อนคล้าย ๆ หยดน้ำนั่นแหละครับ”

“ฮารุจจิ…นี่นาย…ฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า…”  เอย์จุนมองหน้าเพื่อนตนเองด้วยใบหน้าเหมือนคนเห็นผี

“เปล่าซะหน่อยน่า”  เขาตวาดกลับเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรเพราะหากมีใครมาเล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟัง  เขาก็คงคิดว่าอีกฝ่ายบ้าไปแล้วเหมือนกัน

“แปลว่าคนอื่น ๆ ถูกจับตัวไว้ในนั้นเหรอ”  มิยูกิกล่าวสรุปให้

“แต่ดูเหมือนคนทีมหนึ่งจะไม่ได้อยู่ในนั้นนะครับ”  คนเล่ายกความเห็นจากเสนาธิการประจำทีมขึ้นมาอ้าง  “แล้วพอลองเดินหาดูก็เจอพวกคุณโยถูกอะไรก็ไม่รู้พันติดกับกำแพง  ปลุกยังไงก็ไม่ยอมตื่น  พวกผมเลยกะจะออกไปนอกโรงฝึกเพื่อหาของมาแกะตัวพวกเขาออก  ก่อนจะเจอกับพวกรุ่นพี่แหละครับ”

“นะ…นายเล่าเรื่องอะไรอยู่เนี่ยทำไมไม่เห็นรู้เรื่องเลย…”  เพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งตกอยู่ในสภาพสับสนไปแล้ว

มิยูกิเมินรุ่นน้องข้าง ๆ ไป  “แต่ว่าตอนนี้ก้อนหยดน้ำที่ว่านั่นไม่อยู่แล้ว…สินะ”

“…ถ้าแบบนี้พวกรุ่นพี่คุราโมจิก็…”  ฟุรุยะเริ่มเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

สีหน้าของคนเล่าย่ำแย่ลงตอนพยักหน้าตอบ  “ก็คงไม่อยู่…เหมือนกัน…”

“ที่แน่ ๆ ลองเข้าไปดูก่อนดีกว่าว่ายังอยู่ไหม”  กัปตันออกความเห็นแล้วก็เดินนำเข้าไปด้านในโรงฝึกในร่มอย่างไม่รีรอ

“อ้าวเฮ้ย!! รอด้วยเซ่!!!”  ตัวป่วนประจำทีมตะโกนไล่หลังแล้ววิ่งตามไป  ฟุรุยะหันมามองหน้าคนเล่าเล็กน้อยเหมือนถามความเห็น  เขาเลยพยักหน้าแล้วรีบเดินตามไปบ้าง

.

.

.

.

.

.

เป็นดั่งที่ฮารุอิจิและมิยูกิคาดไว้  พอกลับไปยังจุดที่สามคนนั้นเคยอยู่ก็ไม่เห็นร่างของพวกเขาอีกแล้ว  ไม่มีแม้แต่ใยสีดำแปลก ๆ บนผนังด้วย  สภาพของโรงฝึกเป็นเหมือนปกติที่พวกเขาเคยเห็นจนคุ้นตา  เป็นความปกติที่ผิดปกติจนเกินไป

“ไม่อยู่แล้ว…จริง ๆ ด้วย…”  คนเคยเห็นเหตุการณ์พูดเสียงเบา  แววตาหมองลงจากความเจ็บใจ

“อาจจะหายไปพร้อมกับพวกโซโนะก็ได้”  มิยูกิตั้งข้อสังเกต  “คลาดกันจนได้”  เขากัดปากด้วยความหงุดหงิด

“อย่างกับอยู่โลกคู่ขนานเลยนะครับ”  ฟุรุยะเปรยขึ้นมาเบา ๆ

“หือ?  โลกคู่ขนาน?”  เอย์จุนทำหน้าสงสัย

“จะว่าอย่างนั้นก็ใช่…”  เจ้าขอตำแหน่งแคชเชอร์ทำท่าครุ่นคิด  “ตอนแรกฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าคนที่ไม่ได้ถูกจับไปตั้งแต่แรกก็อยู่ในหอตั้งหลายคน  แต่ทำไมถึงแทบไม่เจอใครเลย…ถ้าบอกว่าต่างคนต่างติดอยู่คนละโลกก็อธิบายเหตุการณ์นี้ได้พอดิบพอดี”

“พูดอะไรเพี้ยน ๆ ออกมาอีกแล้วล่ะครับ!!?  ไม่ใช่นิยายแฟนตาซีนะ!!”  จอมโวยวายประท้วงขึ้นมาทันที

“นายเจอไปขนาดนี้ยังจะบอกว่าเรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้อีกเรอะ”  รุ่นพี่เหล่ตามองหน่าย ๆ อีกหน

“ผมเห็นด้วยกับฟุรุยะคุงนะ”  ฮารุอิจิช่วยเสริมแรงอีกคน  โดยมีเจ้าของไอเดียพยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้าง ๆ

“ทะ…ทุกคนไม่ช่วยกันเลย!!”  คนถูกทิ้บยกมือกุมหัวกรีดร้อง

“อ้ะ  ดูนี่สิครับ!!”  รุ่นน้องผมสีซากุระเมินเพื่อนร่วมทีม  รีบหยิบกระดาษที่ตนเจอขึ้นมายื่นให้กัปตันดู  “ผมเจอไอ้นี่ตกบนพื้นแถว ๆ นี้ตอนที่พวกคุณโยยังอยู่น่ะ”

“กระดาษ…?”  อีกฝ่ายรับไปดู

“แบบเดียวกันเลย…”  เอซประจำทีมหยิบกระดาษที่ตนได้มาจากโทโจขึ้นมาเทียบกัน

“อ้ะ  นายก็มีด้วยเหรอ!!?”  เอย์จุนทำตาโต

“ขอฉันอ่านหน่อยแล้วกัน”  กัปตันฉายแสงไฟฉายลงบนกระดาษ  ก่อนที่ทุกคนจะขยับเข้ามามุงใกล้ ๆ เพื่ออ่านข้อความไปพร้อม ๆ กัน

.

.

.

.

นานเท่าไรแล้วที่ซ้อมวิ่งคนเดียว

นานเท่าไรแล้วที่ฝึกกล้ามเนื้อคนเดียว

แม้จะซ้อมขว้างลูกยังไม่ได้

‘เดี๋ยวไหล่จะแย่กว่านี้’  เหรอ…

มันจะไปแย่กว่านี้ได้ยังไง

ถ้าเล่นเป็นพิชเชอร์ไม่ได้  ถึงจะแย่ลงถึงขั้นขยับไม่ได้ก็ไม่แคร์หรอก!!

ทีมตอนนี้ไปได้สวยมากตั้งแต่หมอนั่นขึ้นเป็นเอซ  ถ้ายังรักษาสภาพทีมแบบนี้ต่อไปได้ก็คงเข้ารอบโคชิเอ็งลึก ๆ ได้สบาย…เหรอ

สุดท้ายทุกคนก็ไปหาหมอนั่นกันหมด

ทั้งที่ตอนแรกยังไม่ชอบขี้หน้าเหมือนกันแท้ ๆ

ไม่มีใครสนใจฉันอีกแล้ว

พิชเชอร์ที่ไหล่พัง…สุดท้ายก็ถูกลืม

.

.

.

.

แปล๊บ

ความเจ็บผุดขึ้นมาในหัว

“เท่าที่อ่านมา  เจ้าของสมุดโน๊ตนี้น่าจะแค้น ‘หมอนั่น’ พอควรเลยเนอะ”

“งั้นที่รุ่นพี่โซโนะบอกว่าไอ้เสียงประหลาดนั่นจ้องเล่นงานฟุรุยะก็เพราะอยู่ตำแหน่งเอซเหมือนกันเหรอ  แบบนี้เรียกว่าพาลไปทั่วชัด ๆ!!”

“ไม่ใช่แค่เอซคนเดียวนะ  เหมือนว่าจะไม่พอใจคนเล่นตำแหน่งพิชเชอร์ด้วย  คงเป็นเพราะเจ็บใจที่ตัวเองเสียตำแหน่งพิชเชอร์ในทีมน่ะสิ”

“แต่ยังไงมันก็พาลอยู่ดีแหละน่า!!”

เสียงรุ่นน้องพูดคุยกันเริ่มเบาลงเรื่อย ๆ เหมือนได้ยินเสียงจากที่ห่างไกล

ไม่นะ

หยุด

มิยูกิยกมือกุมหัว  สายตาเริ่มพร่ามัวพร้อมกับความเจ็บในหัวที่เริ่มประดังประเดเข้ามา

“เป็นอะไรไหมครับ  รุ่นพี่”

แปล๊บ

“…คิดจะมาเยาะเย้ยฉันเหรอไง”

แปล๊บ

 “…เปล่าครับ  ผมไม่ได้…”

แปล๊บ

“โค้ชเลือกนายเป็นเอซแล้วนี่  ยินดีด้วยละกัน”

“…ผม…”

แปล๊บ

“แล้วคุณเอซยังมีธุระอะไรกับอดีตพิชเชอร์อย่างฉันล่ะ”

“…”

 “มาเยาะเย้ยฉันสินะ?  ใช่สิ  ตอนนี้แค่ขว้างลูกไปเบสต่าง ๆ ยังไม่ได้เลย  นับอะไรกับเล่นเป็นพิชเชอร์ล่ะ”

“รุ่นพี่ครับ…”

แปล๊บ  แปล๊บ

 “ออกไปซะ”

 “…รุ่นพี่  ฟังผมก่อน–”

“ออกไป!!!”

“ผมขอโทษเรื่องไหล่ของคุ–”

“ออกไป!!  อย่าเสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก!!!”

“รุ่น–”

 “ออกไป!!!!!!”

แปล๊บ  แปล๊บ  แปล๊บ  แปล๊บ  แปล๊บ  แปล๊บ  แปล๊บ  แปล๊บ

“แกมันตัวต้นเหตุ!!  แกทำให้ฉันตกอยู่ในสภาพแบบนี้  แกชิงตำแหน่งพิชเชอร์ไปจากฉัน!!!!”

“รุ่นพี่–”

 “ตอนนี้ได้เป็นเอซแล้วนี่?  สมใจอยากแล้วสิ…ฮะฮะ…ยินดีด้วย…ยินดีด้วยจริง ๆ…”

 “รุ่นพี่ฟังผมก่อน–”

 “หุบปากซะ!!!”

ตุบ

หุบปากซะ  คาตาโอกะ

.

.

.

.

.

.

.

“—ฟุรุยะคุง!!?”

เสียงตะโกนของฮารุอิจิยังไม่ทันจบลง  ร่างของเอซประจำทีมก็ถูกกัปตันโถมเข้าใส่

“อึ๊ก!!!!”

“ฟุรุยะ!!?”  เอย์จุนตะโกนขึ้นบ้างเมื่อเห็นเพื่อนตนเองถูกแรงกระแทกล้มหงายหลังหัวฟาดลงกับพื้น  “รุ่นพี่มิยูกิเอาอีกแล้วเรอะ!!!”  เขาสบถออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่เพื่อจะดึงตัวคนจู่โจมออก

 “ถอยไป!!!”

คราวนี้อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาโต้ตอบ  มิยูกิเหวี่ยงแขนข้างหนึ่งมาทางคนวิ่งเข้าใส่

“อั่ก!!!”

“เอย์จุนคุง!!?”

ร่างของพิชเชอร์อีกคนถูกแรงที่มองไม่เห็นเหวี่ยงตัวจนกระเด็นไปนอนกับพื้น  หัวของเขาหมุนวนดั่งน้ำวน  ความเจ็บจากแผลที่ถูกตีแล่นกลับมาอีกรอบ

“ระ…รุ่นพี่มิยูกิ!!?  ทำไมกันครับ!!?”  รุ่นน้องอีกคนที่เหลือรอดอยู่ทำตัวไม่ถูก  เลยได้แต่ตะโกนถามเสียงหลง

“เพราะแก…เพราะแก…”  เสียงจากปากกัปตันประจำทีมเปลี่ยนเป็นเสียงปริศนาที่คอยลอบทำร้ายพวกเขามาตลอด  เขาคร่อมตัวฟุรุยะเอาไว้  มือทั้งสองข้างบีบคอรุ่นน้องบนพื้นไว้แน่น  ความตกใจทำให้ผู้ถูกทำร้ายตั้งตัวรับมือไม่ทัน  จึงทำได้แค่ชันขาข้างซ้ายกันไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ได้มากกว่านี้

“รุ่นพี่…มิยูกิ…”  ฟุรุยะเค้นแรงเรียกชื่อคนตรงหน้า  ในหัวเริ่มขาวโพลนเพราะขาดอากาศ

“…ฟุรุยะ…”  เอย์จุนเรียกชื่อเพื่อนเบา ๆ ขณะค่อย ๆ ยันตัวขึ้นนั่ง

“เอย์จุนคุง!?”  ฮารุอิจิหันไปหาเหมือนขอความช่วยเหลือ

“ถีบเขาเลย…”  ผู้เคยประสบเหตุการณ์แบบเดียวกันมาก่อนรีบพูด  เสียงยังขาด ๆ หาย ๆ เพราะอาการเจ็บ  “ตอนนี้รุ่นพี่มิยูกิคุมตัวเองไม่ได้…เร็วเข้า…”

“เอ๋!?”  คนที่เหลือยิ่งสับสนไปใหญ่

“ถีบ…”  เอซเหลือบตามองไปที่ลำตัวอีกฝ่าย  เพราะเขาชันเข่าข้างซ้ายขึ้นมาไว้ได้ทันเลยพอมีช่องว่างให้ขยับเท้าถีบเข้าลำตัวอีกฝ่ายได้  ด้วยแรงกายของเขาแล้วแค่นี้น่าจะเพียงพอกับการหนี

ลำตัว…ฝั่งขวา

“…ทำไม่ได้…”

“หา!!?”  คนสั่งอุทานลั่น  “ทำไมไม่ได้!!?”

“รุ่นพี่มิยูกิ…เจ็บตรงนี้มาก่อน…”  ฟุรุยะขยับหัวตัวเองไปมาเบา ๆ  “ฉันถีบ…ไม่ได้…”

นี่นาย…

สองคนที่เหลือนิ่งไปพักหนึ่ง  ก่อนฮารุอิจิจะดึงสติกลับมาแล้วเริ่มลงมือคนแรก  เขารีบเข้าไปใกล้ก่อนย่อตัวลง  คว้ามือของรุ่นพี่แล้วออกแรงแกะนิ้วออกจากคอเพื่อนตนเอง  “รุ่นพี่มิยูกิครับ!!  ได้ยินเสียงผมไหม!!!”

“ถอยไป!!”  ใครบางคนในตัวอีกฝ่ายคำราม

“ฟุรุยะนี่แก…!!”  เอย์จุนสบถแล้วฝืนความจับรีบวิ่งมาล็อกตัวกัปตันจากด้านหลังก่อนออกแรงดึง  “ปล่อยฟุรุยะเดี๋ยวนี้นะไอ้บ้าลอบกัด!!!”

“ฉันจะฆ่าแก…ฉันจะฆ่าแก…!!!”  มิยูกิเริ่มสะบัดตัวไปมาเพื่อสลัดตัวเองให้พ้น

แรงบีบบนคอฟุรุยะเริ่มลดลง  เขาไอออกมาก่อนจะออกคำสั่งให้ร่างกายยกแขนตัวเองขึ้นมาจับบริเวณข้อมือคนตรงหน้าเพื่อดึงแขนให้ปล่อยจากคอตัวเอง  “รุ่นพี่…มิยูกิ…”

“ยังแกะไม่เสร็จอีกเรอะฮารุจจิ!!?”  คนรั้งตัวอีกฝ่ายไว้รีบตะโกนถาม

“เกือบแล้ว!!  ฟุรุยะคุงอดทนอีกนิดนะ!!!”  เจ้าของหน้าที่สำคัญตั้งสมาธิเต็มที่ค่อย ๆ แกะนิ้วคนจู่โจมให้หลุดทีละนิ้ว  จนในที่สุดก็แกะนิ้วสุดท้ายออกสำเร็จ  “เอย์จุนคุง!!”

“ย้ากกกกก!!!!”

เจ้าของชื่อคำราม  แล้วดึงร่างของรุ่นพี่ให้ล้มหงายหลังไปพร้อมกับตนเอง

ตึง!!!

“ฟุรุยะคุง!!”  ฮารุอิจิรีบดึงให้คนถูกโจมตีลุกขึ้นนั่ง  “เป็นอะไรไหม!!?”

“ไม่เป็นไร…”  อีกฝ่ายลูบคอตัวเองเบา ๆ  สีเลือดเริ่มกลับมาที่หน้า  “แต่ซาวามูระ…”

“มะมะมาช่วยกันหน่อยเซ่!!!”  คนล็อกตัวรุ่นพี่ไว้รีบเรียกขอความช่วยเหลือ  เขางัดวิชามวยปล้ำที่ร่ำเรียน (หรือพูดให้ถูกคือเป็นเหยื่อ) จากคุราโมจิมาใช้ด้วยการใช้ขารัดตัวคนด้านบนไว้แน่น  แต่แรงอันมากมายมหาศาลและอาการปวดหัวที่ย้อนกลับมาทำให้อีกฝ่ายเริ่มสลัดหลุดขึ้นเรื่อย ๆ

“โทษทีเอย์จุนคุง!!”  เพื่อนร่วมทีมตรงเข้ามากดตัวกัปตันลงบนพื้น  สร้างจังหวะให้เอย์จุนคลานออกมาจากด้านล่างแล้วทุ่มน้ำหนักช่วยกดตัวคนอาละวาดลงกับพื้นอีกแรง

“ปล่อย!!  ปล่อย!!!”  แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่ายอมรามือง่าย ๆ

“เอาไงต่อดี  แบบนี้ไม่อยู่แน่!!”  จอมโวยวายรีบถามเพื่อนตรงหน้าเสียงหลง

“ถ้ามัดตัวไว้ได้คงไหว!!”  คนผมสีซากุระรีบตะโกนตอบ

“มัดตัวเหรอ…!!”  คนที่เหลือทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก  เขารีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกมาแล้วยื่นให้  “เอาเสื้อนี้มัดแขนไว้ได้ไหม!?”

“ไนซ์ไอเดีย  ฟุรุยะคุง!!”  ฮารุอิจิพยักหน้ารับ  รีบออกคำสั่งกับเพื่อนอีกคนทันที  “เอย์จุนคุง  พลิกตัวรุ่นพี่มิยูกิให้นอนคว่ำหน้าแล้วกดไว้เร็ว!!”

“ห้ะ!?”  อีกฝ่ายอุทานแต่ก็รีบทำตามแม้ปากจะยังบ่นอยู่  “พูดง่ายแต่ทำยากนะเฟ้ย!!”

“ปล่อย!!!”  มิยูกิยังดิ้นไม่ยอมหยุด

“ไปเอาแรงมาจากไหนเยอะแยะวะเนี่ยกัปตัน!!!”  เอย์จุนพูดแบบเหลืออด  รีบช่วยฮารุอิจิผลักตัวรุ่นพี่ให้พลิกไปนอนคว่ำหน้าแล้วกดตัวไว้อีกหน  คนนำแผนรีบรับเสื้อคลุมมาจากเจ้าของไอเดียก่อนทั้งสองคนที่เหลือจะช่วยกันจับแขนทั้งสองข้างมาไว้ใกล้กัน  แล้วลงมือผูกผ้าเข้ากับข้อมือ

“สะ…เสร็จหรือยัง!!?”  คนรับหน้าที่กดตัวไว้เริ่มต้านแรงไม่อยู่

“ใกล้แล้วเอย์จุนคุง  อีกนิดเดียว!!”  ฮารุอิจิตะโกนตอบก่อนจะดึงปลายแขนเสื้อรัดปมจนแน่น  “โอเค!!”  แล้วเขาก็ผละออกห่างจากคนบนพื้นทันที

ทั้งสองคนที่เหลือรีบถอยออกห่างตาม  ทิ้งให้มิยูกินอนอยู่กับพื้นในสภาพคว่ำหน้า

“ปล่อย!!  พวกแก!!  ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!”  เสียงปริศนาจากปากกัปตันเริ่มเกรี้ยวกราดขึ้นทุกขณะ

“แล้ว…เอาไง…ต่อดี…”  เอย์จุนหันกลับไปถามเพื่อนขณะหอบอย่างหนัก  เขาสูญเสียแรงที่เพิ่งกู้คืนได้มาตั้งแต่ฟื้นจากตอนสลบไปหมดแล้ว

“ทำให้สลบ…คงจะเร็วกว่า…”  อีกฝ่ายตอบในอาการเหงื่อโทรมกาย  หยดเหงื่อบางส่วนจับอยู่กับผมหน้าม้าจนผมเละไม่เป็นทรง

“ก็ถ้าไอ้บ้าฟุรุยะ…ถีบซะตั้งแต่แรก…คงจะเร็วกว่านี้แท้ ๆ…”  หนึ่งในพิชเชอร์อดพูดกระทบคู่แข่งตัวเองไม่ได้

“รุ่นพี่มิยูกิเพิ่งหายจากอาการเจ็บมา…”อีกฝ่ายพูดเสียงเรียบ  ถึงแม้เขาจะไม่ได้ใช้แรงมากแต่ร่างกายก็ทรุดโทรมพอกันเพราะขาดอากาศหายใจติด ๆ กันมาสองสามรอบแล้ว  “ถ้าเจ็บอีกเดี๋ยวจะเป็นเรื้อรัง…เหมือนกับผมก่อนหน้านี้ไง”

“…นั่นมันก็ใช่นะ”  ฮารุอิจิถอนหายใจ

“มันใช่เวลานึกถึงเรื่องนั้นไหมเล่า  นายเกือบจะตายแล้วนะ!!”  คนเคยมีประสบการณ์มาก่อนยังอดบ่นไม่ได้

คนโดนว่าไม่โต้ตอบอะไร  ทำเพียงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

“อย่ามาเมินกันเซ่!!!”

“พวกแกไม่เข้าใจอะไร…”

เสียงปริศนาดังขึ้นขัดบทสนทนา  พอทุกคนหันไปมองก็เห็นมิยูกิค่อย ๆ พลิกตัวขึ้นเป็นนอนหงายก่อนจะลุกขึ้นช้า ๆ ทั้งที่แขนยังถูกล็อกไว้แน่น

“ยังมีแรงเหลืออีกเหรอ!?”  คนจับมัดร้องเสียงหลงขยับถอยไปบังเป้าหมายโจมตีด้านหลัง

“เจ้าพวกทีมหนึ่ง…ไม่มีทางเข้าใจฉันอยู่แล้ว…”ใครบางคนในตัวกัปตันสำรอกคำพูดออกมาช้า ๆ  “ไอ้พวกพิชเชอร์…ก็มีแต่จะแย่งตำแหน่งจากฉันไป…แย่งทุกสิ่งทุกอย่างจากฉันไป…”

เอย์จุนทันเห็นหยดน้ำเล็ก ๆ ตรงหางตาอีกฝ่าย  แต่ไม่รู้เป็นเพราะเขาตาฝาดเฉย ๆ หรือเปล่า  เพราะพอกะพริบตาอีกทีแววตาของคนตรงหน้าก็หลบซ่อนอยู่ในกรอบแว่นทันที

“อย่างพวกแก…ไม่มีทางเข้าใจหรอก…!!”  มิยูกิคำรามออกมา  ก่อนจะเดินเซตรงมาหารุ่นน้องทั้งสาม

“รุ่นพี่มิยูกิ!!”  ฮารุอิจิส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายอีกหน  แต่เจ้าของชื่อที่แท้จริงก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ  เขาจึงทำได้แค่ดันตัวฟุรุยะด้านหลังให้ถอยไปเรื่อย ๆ เท่านั้น

มีแต่จอมโวยวายประจำกลุ่มคนเดียวยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“เอย์จุนคุง!?”  เขาเปลี่ยนมาเรียกคนตรงหน้า  “รีบถอยมาเร็ว!!”

“ฉันไม่เข้าใจหรอก”

จู่ ๆ รุ่นน้องคนนี้ก็พูดขึ้นมา

“จะบอกว่าไม่เข้าใจเลยก็ไม่ถูก…เพราะฉันเองก็ยังไม่เคยได้ตำแหน่งเอซเหมือนกัน”  น้ำเสียงของเขาเจือเสียงหัวเราะเยาะเล็กน้อย  “แต่นั่นไม่ใช่เพราะฉันถูกแย่งตำแหน่ง…เป็นเพราะฉันยังเก่งไม่เท่าคนได้ตำแหน่งต่างหาก”

ฟุรุยะมองแผ่นหลังของคู่แข่งตรงหน้าเงียบ ๆ

“ฉันไม่เคยเจ็บไหล่แบบรุ่นพี่คริสหรือว่านาย…ก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่าการขว้างลูกไม่ได้มันน่าเจ็บใจแค่ไหน”  มือของคนพูดกำแน่นจนสั่นระริก  “แต่นั่นมันก็เป็นความเจ็บใจของนายไม่ใช่เรอะ  ทำไมต้องเอาความเจ็บใจนั้นมาแบ่งให้คนอื่นรู้สึกด้วย”

“เอย์จุนคุง  พูดอะไรออกมา–”  ฮารุอิจิอ้าปากจะห้าม

“ถ้าอยากทำร้ายพวกฉันก็เอาตัวนายจริง ๆ มาเซ่  อย่ามาอาศัยร่างคนอื่นเขาแบบนี้!!”

แล้วคนตรงหน้าก็ทำเรื่องผิดคาดในสายตาคนอื่น ๆ ด้วยการคว้าคอเสื้อกัปตันขึ้นมา

“อะ—เอย์จุนคุง!?”

“นายเคยคิดไหมว่ารุ่นพี่มิยูกิเขาโกรธตัวเองแค่ไหนที่ทำร้ายพวกฉัน!!!”  เอย์จุนตะคอกใส่หน้าอีกฝ่ายสุดเสียง  “ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้อยากทำ  แต่เพราะนายสิงร่างเขา  เขาก็เลยพลอยเป็นคนผิดไปด้วย  เรื่องนี้เคยคิดบ้างไหมหา!!?”

“เอย์จุนคุงเดี๋ยวก่อนสิ!!”

ดูเหมือนคำพูดของรุ่นน้องจะได้ผล   เพราะคนถูกคว้าคอเสื้อไม่แสดงอาการใด ๆ โต้ตอบกลับมาเลยสักนิด

“อย่าให้ฉันทำร้ายเพื่อนร่วมทีมไปมากกว่านี้เลย”

“รุ่นพี่มิยูกิเขาเป็นกัปตันทีมของพวกฉัน  เป็นแคชเชอร์ตัวหลักแล้วก็เป็นไม้สี่…”  คนพูดยังกำคอเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น  เสียงเบาลงจนได้ยินกันแค่สองคน  “ถ้าไม่มีเขา  ปีนี้พวกเราก็อาจจะไปโคชิเอ็งกันไม่ได้  เพราะงั้นเขาคือคนสำคัญของทีมนี้…ทุกคนยังต้องมีเขาอยู่…”

ฉันยังต้องมีเขาอยู่

“เพราะงั้น…รีบออกจากร่างเขาไปได้แล้ว!!!!!”

และแล้วเขาก็ทำเรื่องเหนือความคาดหมายอีกหนด้วยการเอาหัวโขกอีกฝ่ายเต็มแรง

“อั่ก!!!”

“อึ๊ก!!”

ทั้งสองคนร้องด้วยความเจ็บ  ก่อนที่ร่างของกัปตันจะร่วงลงไปนอนกับพื้นเพราะรุ่นน้องปล่อยมือออกจากคอเสื้อมากุมหัวตัวเอง

ตึง!!

แล้วเขาก็ล้มตามลงไปนอนบนพื้นติด ๆ กัน

Advertisements

One thought on “[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 18

  1. เอย์จุนนนนนนนนนนนนนนนนน
    ถึงจะชอบโวยวายแต่เกลียดไม่ลงจริงๆ ติดจะรักมากกว่่าใครด้วยซ้ำ งื้ออออเท่สุดๆ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s