Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 19

ความจริงถูกเปิดเผยอีกแล้ว…

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์มากนะคะ  ดีใจที่มีแต่คนกรี๊ดเอย์จุน  ฉากนั้นเป็นฉากที่ตั้งใจเขียนมาก ๆ เพราะอยากให้เอย์จุนพูดแบบนั้นมานานมากแล้วค่ะ

แล้วก็ขอบคุณที่ชอบฟิค On the Way Home มากนะคะ  ตอนนั้นแต่งไปด้วยความครึ้มล้วน ๆ  ไม่ได้เกลาอะไรสักอย่างเลยค่ะ //แฮ่

ขอตอบคอมเม้นท์สักหน่อย

แต่งฟิคลงเด็กดีบ้างไหม : ถ้าเรื่องนี้เราลงในบล็อกนี้ที่เดียวเท่านั้นค่ะ  เพราะฉะนั้นถ้าเห็นว่ามีไปลงที่อื่นแปลว่าคน ๆ นั้นก็อปฟิคเราไปโดยไม่ขอค่ะ  ถ้าเจอรบกวนแจ้งด้วยนะคะ (- -)(_ _)

ส่วนเรื่องอื่นนั้นไม่มีค่ะ  (ที่จริงถ้าฟิคไดยะก็แต่งแต่เรื่องนี้เรื่องเดียวแหละค่ะ)

On the Way Home มีตอนต่อไหม : ไม่มีค่ะ  อย่างที่บอกไปว่าแต่งไปเพราะความครึ้ม  ดังนั้นมันก็เลยจบที่ความครึ้ม(?) ก็เลยมีแค่นั้นแหละค่ะ  ถ้าจะมีตอนต่อจริง ๆ คงทำได้แค่เป็นเนื้อเรื่องจากมุมมองเอย์จุนแทนค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“เอย์จุนคุง!!!?”  ฮารุอิจิรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ  ก่อนจะเบิกตาโตเมื่อเห็นเลือดไหลออกมาจากบริเวณหน้าผาก  “ละ…เลือดไหลด้วย!!?”

“…ห้ะ!!?  เลือด!!?”  คนเจ็บรีบยกมือจับหัวตัวเอง  พอสัมผัสถึงของเหลวอุ่น ๆ จากบนหัวก็แหกปากลั่นขึ้นมา  “ทำไมเลือดไหลอีกแล้ว!!?”

“อยู่นิ่ง ๆ สิเอย์จุนคุง!!”  เจ้าของผมสีซากุระรีบปราม  เขารีบย่อตัวลงเลิกผมเพื่อนหารอยแผล   ก่อนจะเห็นว่าเลือดไหลซึมมาจากใต้ผ้าก๊อซที่ดูดเลือดจนชุ่มไว้แล้ว  “เอ๊ะ…?  ทำไมมีผ้าก๊อซแปะไว้ด้วยล่ะ?”

“ผ้าก๊อซ?…อ่อ…แผลเก่าละสิ”  พอได้ยินอย่างนั้นเอย์จุนก็ถอนหายใจก่อนสงบอารมณ์ลง  เขายันตัวขึ้นนั่ง  ยกมือกดผ้าก๊อซชุ่มเลือดนั้นไว้เหมือนหวังจะให้เลือดหยุด  “ก็ว่าทำไมเจ็บแปล๊บ ๆ มาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว”

“นายไปโดนอะไรมา”  ฟุรุยะย่อตัวลงดูอาการใกล้ ๆ ด้วย

“ก็โดนไอ้บ้าที่สิงร่างรุ่นพี่มิยูกิเอาไม้เบสบอลฟาดหัวเข้าให้น่ะสิ”  คนหัวแตกพูดพลางสูดปากไล่ความเจ็บ

“หา!?”  ฮารุอิจิเผลอขึ้นเสียงสูง  “อ้ะ…ที่เคยบอกว่ารุ่นพี่มิยูกิคุมตัวเองไม่อยู่หมายถึงแบบนี้เองเหรอ!?”  เขารีบถามต่อเสียงหลง

“อะ…แล้วรุ่นพี่เป็นไงบ้าง”  เอย์จุนชะเง้อหน้าไปมองอีกฝ่ายที่ยังนอนนิ่งอยู่กับพื้นเหมือนเดิม

ฟุรุยะลุกขึ้นแล้วเดินย่องไปดูช้า ๆ  “…สลบอยู่…”

ทันใดนั้น  คนบนพื้นก็ขยับตัว

“…อึก…”

“อะ  ฟื้นแล้ว”  คนสังเกตการณ์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“หา!!!?”  เอย์จุนตะโกนลั่น  “ถอยมาด่วนเลยเร็ว ๆ!!!”  เขารีบเรียกเพื่อนตัวเองให้ถอยมา

“ฟุรุยะคุง!!”  อีกคนช่วยเร่งด้วย

มิยูกิลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะพยายามลุกขึ้นแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถูกมัดเอาไว้  “…ทำไมฉันถึง…อึ๊ก!!!”  เขาร้องออกมาเพราะรู้สึกระบมไปทั้งหัว

“เย้ย!!!”คนเสียงดังที่สุดในกลุ่มร้องลั่น  ยกมือขึ้นตั้งท่าการ์ดเตรียมพร้อม  “ห้ามขยับ  หมอบลง  นอนอยู่นิ่ง ๆ เดี๋ยวนี้!!!”

“…ซาวา…มูระ?”  กัปตันเอี้ยวขอไปมองทางต้นเสียง  ก่อนจะกะพริบตารัว ๆ เมื่อเห็นเจ้าของเสียงอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งยืน  ยกมือสองข้างขึ้นไขว้กันเป็นเครื่องหมายกากบาท  ส่วนฮารุอิจิเอามือข้างหนึ่งเกาะไหล่คนบนพื้นไว้  มืออีกข้างคว้าข้อมือของเอซประจำทีม  ฟุรุยะซึ่งยืนหน้าเหวอ ๆ อยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุดไว้แน่น

“พวกนาย…ทำอะไรกันน่ะ”  ความสงสัยกลบความเจ็บจากหัวจนหมดสิ้น

“ก็บอกแล้วไงว่าอย่าขยับ!!!”  เจ้าของท่าประหลาดที่สุดในกลุ่มรีบขยับแขนส่งสัญญาณกากบาทรัว ๆ

“…หา?”  สมองของคนใส่แว่นผุดเครื่องหมายคำถามเต็มหัว  ก่อนจะสังเกตเห็นว่าหัวของอีกฝ่ายมีเลือดไหลลงมาตามหน้าผาก  “–หัวนายไปโดนอะไรมา!!?”

“จู่ ๆ รุ่นพี่มิยูกิก็เข้ามาบีบคอฟุรุยะคุง  เอย์จุนคุงเลยเอาหัวโขกให้คุณสลบไปน่ะครับ”  ฮารุอิจิเล่าคร่าว ๆ  แววตาคมกริบจับจ้องที่หน้ากัปตันประจำทีมเหมือนเตรียมจับผิด  “ที่มัดแขนไว้อยู่ก็เพื่อกันรุ่นพี่อาละวาดอีกไง…”

“ฉัน…ฟุรุยะ…?”  คนก่อเรื่องเอี้ยวคอไปหารุ่นน้องอีกคนเพื่อหาข้อยืนยัน

“ครับ”  อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

“ซาวามูระก็เลย…เหรอ”  เขาพูดแค่นั้นแล้วเงียบเสียงลง

รุ่นน้องผมสีซากุระเห็นคนตรงหน้าเงียบไปเลยลองเรียกชื่อดู  “…รุ่นพี่มิยูกิครับ?”

“เมื่อกี๊นายบอกว่าซาวามูระเอาหัวโขกฉันใช่ไหม”  จู่ ๆ เขาก็เงยหน้าแล้วพูดโพล่งออกมาอีกรอบ

“อะ…ครับ”  ฮารุอิจิเผลอพยักหน้ารัว ๆ ด้วยความตกใจ

กัปตันหันควับไปจ้องหน้าคนทำเขม็ง  “นายเอาหัวโขกฉันจริง ๆ ใช่ไหม”

“อะ…เอ่อ…ก็ใช่น่ะสิ!!”  เอย์จุนพูดรัวจนลิ้นเกือบพันกัน  “ละ…แล้วทำไมอ้ะ!!?”  เขารีบคิดหาคำเถียงเผื่ออีกฝ่ายจะเล่นงานเรื่องทำร้ายร่างกายรุ่นพี่ใส่

มิยูกิเบนสายตาไปทางรุ่นน้องคนสุดท้ายผู้ยังยืนเงียบทำตัวไม่ถูกอยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุด  “ฟุรุยะ  แก้มัดฉันที”

ทุกคนอึ้งไปสักพัก

“อย่าไปทำตามเด็ดขาดเลยนะเฟ้ยฟุรุย้า!!!”  คนเจ็บรีบร้องห้าม

เอซมองสลับไปมาระหว่างกัปตันและคู่แข่งตัวเองด้วยสีหน้าสับสนว่าควรจะเชื่อใครดี

“ฟุรุยะ”  เสียงกัปตันดังขึ้นอีกครั้ง  “ถ้านายไม่แก้มัดให้  ฉันจะไม่รับลูกให้นายไปอีกหนึ่งอาทิตย์”

“นี่มันโกงกันนี่หว่า!!!?”  ฝ่ายตรงข้ามแทบจะกรีดร้องออกมา

คนถูกยื่นข้อเสนอหน้าซีดลงทันควัน  “รุ่นพี่มิยูกิ…จะไม่รับลูกให้หนึ่งอาทิตย์…”  เขาพูดพึมพำกับตัวเองเหมือนถูกผีเข้า  แล้วก็สลัดมือฮารุอิจิให้หลุด  เดินในท่าไร้วิญญาณเข้าไปหาคนบนพื้นช้า ๆ

“เดี๋ยวสิฟุรุยะคุง!!”  รุ่นน้องอีกคนเห็นท่าไม่ดีเลยจะรีบรั้งไว้อีกรอบ

“โคมินาโตะ”  อีกฝ่ายเปิดฉากบุกก่อน  “ฉันได้สติแล้วล่ะ  ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

“จะให้เชื่อง่าย ๆ ได้ไงครับ!!–อ้ะฟุรุยะคุง!!!?”  ฮารุอิจิร้องเสียงหลงเมื่อเหยื่อ(?)ผู้ถูกกุมจุดอ่อนเอาไว้ลงมือแก้มัดรุ่นพี่เสร็จเรียบร้อย

“ขอโทษด้วย…”ฟุรุยะพูดแค่นั้นแล้วฉากหลบทันที

“ไอ้บ้าฟุรยะคนทรยศ!!!!”  เอย์จุนหันไปว้ากใส่ด้วยใบหน้ากึ่ง ๆ จะร้องไห้

มิยูกิลุกขึ้นยืน  ขยับแว่นให้เข้าที่สูดลมหายใจเข้าออก  ก่อนจะตะเบ็งเสียงออกมาดังลั่นพร้อมกับก้าวฉับ ๆ ตรงมาหาคู่กรณี(?)”ซา-วา-มู-ระ!!”

“เฮ้ยอย่าเข้ามา—!!!!!”  เป้าหมาย(?)ร้องเสียงหลง  ยกมือขึ้นกันพัลวัน

“เดี๋ยวสิรุ่นพี่ครับ!!!?”  ฮารุอิจิทำท่าจะเข้ามาช่วยแต่ก็ไม่ทันการ

กัปตันเข้าประชิดตัวรุ่นน้องจอมโวยวายด้วยความเร็วแสงแล้วยื่นมือตรงเข้าใส่  อีกฝ่ายหลับตาปี๋เนื่องจากนึกหาทางป้องกันตัวไม่ทัน

…หือ?

แต่แทนที่เขาจะเจ็บแผลหัวแตกอีกรอบ  กลับสัมผัสได้ว่ามือของคนตรงหน้าทำเพียงจับผมของตนเบา ๆ เท่านั้น

“…?”  เอย์จุนลืมตามองช้า ๆ ด้วยความหวาดเสียว  ใบหน้าเจ็บปวดของกัปตันเป็นสิ่งแรกที่เข้าสู่คลองจักษุ

“อีกแล้วเหรอ…”  อีกฝ่ายพึมพำเบา ๆ ขณะเอามือแตะบนผ้าก๊อซชุ่มเลือด

“…รุ่นพี่มิยูกิ…?”  คนยืนข้าง ๆ มองอย่างไม่รู้ควรจะทำอะไรต่อ

คนเจ็บมองรุ่นพี่ตัวเองหน้าเหวอ ๆ  เขาตกใจกับท่าทีของอีกฝ่ายเสียจนพูดอะไรไม่ออก

“ใครใช้ให้…นายทำแบบนี้อีกแล้วหา!!!!!!!”

ยังไม่ทันหายตกใจดี  มิยูกิก็กดน้ำหนักมือตัวเองลงบนแผลเต็ม ๆ

“—จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!”  คราวนี้เอย์จุนแหกปากออกมาเต็มที่เหมือนมีคนไปกดสวิตซ์

“แผลยังไม่หายดียังจะหาเรื่องใส่ตัวอีก  ถ้าเลือดหมดหัวขึ้นมาจะทำยังไง!!!”  กัปตันยังไม่ยอมผ่อนแรงลงสักนิด

“ผมจะหมดเลือดเพราะคุณเนี่ยแหละ–โอ้ยยยยยยยยยยยย!!!!!!!”  คนเถียงสูดปากอีกรอบเมื่อแรงกดเพิ่มระดับความหนักขึ้นอีก

“รุ่นพี่มิยูกิครับ!!  เดี๋ยวเอย์จุนคุงก็เสียเลือดเยอะจริง ๆ ก่อนหรอก!!!”  ฮารุอิจิเห็นท่าไม่ดีเลยรีบห้าม

“หือ?”  มิยูกิหันหน้าไปมองด้วยแววตาใสซื่อ  ก่อนจะยกมือตัวเองขึ้นมาดู  จริงตามที่รุ่นน้องพูด  เลือดของคนตรงหน้าไหลซึมจากแผลออกมาเรื่อย ๆ จนติดนิ้วแดงฉาน  เขายืนมองอยู่แวบหนึ่งก่อนหันกลับไปมองหน้าคนห้ามด้วยแววตาว่างเปล่า  “เอาเหอะ  แค่นี้คงไม่ถึงกับตายหรอก  หมอนี่อึดอย่างกับแมลงสาบ”

“ผมเป็นโฮโมซาเปี้ยนส์ร้อยเปอร์เซ็นนะครับ!!!”  คนถูกทำร้าย(?)สูดปากขณะยกมือกุมหัว  รีบเขยิบออกห่างอีกฝ่ายให้มากและเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

มิยูกิทำหูทวนลม  ก่อนจะพูดเปลี่ยนเรื่อง  “เดี๋ยวฉันทำแผลให้ใหม่  พวกนายตามมาที่ห้องฉันก่อนแล้วกัน”

“ยะ…อย่าบอกนะว่าจะพาไปฆ่าหมกศพ!!?”  จอมโวยวายสูญสิ้นความเชื่อใจในตัวกัปตันไปเรียบร้อย

“ฆ่าหมกศพในห้องตัวเองทำไม  แบบนี้ก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยง่าย ๆ เปล่า ๆ  ถ้าจะทำฉันไปหมกศพนายตรงสนามเบสบอลน่าจะดีกว่าอีก”  คนถูกสบประมาทพูดออกมาหน้าตาเฉย

“เห็นไหมนั่น!?  แล้วแบบนี้จะเชื่อได้ไงเนอะ  ฮารุจจิ  ฟุรุยะ!!”  รุ่นน้องรีบหาพวกทันควัน

“ฆ่าหมกศพ…”ฟุรุยะพึมพำเบา ๆ  หน้ายังไม่หายซีดตั้งแต่ถูกขู่เรื่องไม่รับลูกให้

ฮารุอิจิทำเพียงสบตากับกัปตันประจำทีมตนเอง  แล้วตัดสินใจพูดตัดบทเอง  “ถ้าไม่อะไรเดี๋ยวผมทำแผลให้เอง…ก่อนอื่นทำตามที่รุ่นพี่มิยูกิบอกก่อนเถอะ”

.

.

.

.

.

.

.

สุดท้ายเอย์จุนก็ยืนกรานเสียงแข็งว่าเขาไม่ยอมให้มิยูกิแตะตัวเขาเด็ดขาด  หน้าที่ทำแผลจึงตกกับฮารุอิจิไป

ทั้งสี่คนย้อนกลับมาตั้งตัวกันใหม่ในห้องพักกัปตัน  เจ้าของห้องรอจนพวกรุ่นน้องจัดการเรื่องแผลเสร็จแล้วจึงเริ่มเปิดประเด็นขึ้นมาใหม่  “ฉันว่าฉันรู้แล้วว่าทำไมเจ้าของสมุดบันทึกนั่นถึงจ้องเล่นงานพิชเชอร์  โดยเฉพาะฟุรุยะ”

เป้าหมายอันดับหนึ่งทำตาโต  ส่วนหน้าที่คนตั้งคำถามตกเป็นของเจ้าของตำแหน่งเซคันด์เบส  “รู้ได้ไงครับ?”

“ก่อนฉันจะควบคุมตัวเองไม่ได้  ฉันเห็นความทรงจำของเจ้าของสมุดบันทึกด้วย”  มิยูกิพูดด้วยน้ำเสียงไร้ความลังเล

“เห็น…เห็นได้ไงอ้ะ!?”  คนเจ็บโพล่งถามขึ้น  ยังเอามือข้างซ้ายแตะ ๆ บนผ้าก๊อซผืนใหม่ไม่เลิก

“คงเป็นเพราะถูกสิง  ความทรงจำของอีกฝ่ายเลยปนเข้ามาในหัวตอนถูกควบคุมล่ะมั้ง”  รุ่นพี่ตั้งทฤษฎีขึ้นมา  “เอาเป็นว่าในความทรงจำนั้นฉันได้ยินเสียงเขาคุยกับใครสักคนที่น่าจะเป็นรุ่นน้อง  แล้วรุ่นน้องคนนั้นคือคนที่เขาแค้นน่ะ”

“รุ่นน้องคนนั้น…เป็นพิชเชอร์เหรอครับ?”  ฮารุอิจิถามต่อ

“และเป็นเอซด้วย…ในตอนนั้นน่ะนะ”  คนถูกควบคุมพยักหน้า

“เพราะงี้ฟุรุยะเลยตกเป็นเป้าหมายเพราะเป็นเอซอยู่ใช่มะ”  เอย์จุนหันไปมองเจ้าตัวที่เปลี่ยนมาทำหน้าไม่สบอารมณ์แทน

“แต่ผมไม่ใช่คนในความทรงจำสักหน่อย”  น้ำเสียงคนถูกหมายหัวเจืออารมณ์รำคาญเล็ก ๆ

“ช่วยไม่ได้ละน้าท่านเอซ~”  คู่แข่งได้โอกาสแซว

“งั้นผมยกเลขให้เลย”  ฟุรุยะรีบโบ้ยความซวยให้

“อ้ะ  พูดจริงดิ!!?”  อีกฝ่ายหลงตกบ่วงเข้าง่าย ๆ  แต่ก็เปลี่ยนจากท่าทางดีใจเป็นเครียดทันที  “แต่ถ้าได้ก็ต้องตกเป็นเป้าหมายเหรอ…แค่นี้ก็หวิดตายหลายรอบแล้วอะ…เอาไงดี….ว้ากกกกกกกกก!!!”  ก่อนจะจบที่ขยี้หัวตัวเอง (ในระดับไม่รบกวนแผล) เพราะตัดสินใจไม่ถูก

“ใครมันจะยกตำแหน่งให้กันง่าย ๆ แบบนั้นฟะ”  กัปตันรีบเตือนสติก่อนบทสนทนาจะออกทะเลไปเสียก่อน  “แล้วฉันก็…รู้ตัวรุ่นน้องนั้นแล้วด้วย”

“…เอ๊ะ  รู้ด้วยเหรอครับ!!?”  แปลกที่ฮารุอิจิใช้เวลาเกือบสามวินาทีในการทำความเข้าใจ

“ระ–รู้ด้วยเรอะ!?”  แม้แต่เอย์จุนยังอดตกใจไม่ได้

มิยูกิหรี่ตาลง  สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  “ยังฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็น…และอันที่จริง…ฉันไม่อยากให้เป็นความจริงด้วยสิ…”

รุ่นน้องผมสีซากุระสัมผัสความผิดปกติได้ทันที  “ทำไม…เหรอครับ?”

คนถูกควบคุมอ้าปาก  ก่อนจะปิดปากลงด้วยแววตาลังเล  แต่ก็ตัดสินใจอ้าปากพูดอีกครั้ง  “ฉันได้ยิน…เจ้าของสมุดบันทึกเรียกรุ่นน้องคนนั้นว่า ‘คาตาโอกะ’ น่ะ”

ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วฮารุอิจิก็ทำลายความเงียบนั้นในทันใด

“คาตาโอกะ…หรือว่า…”  สีหน้าเขาซีดลงจนแทบไร้สีเลือด  “หมายถึง…โค้ช…คาตาโอกะ…?”

“บะ…บอสเนี่ยนะ!!!?”  เอย์จุนช็อกตามเป็นคนที่สอง

“โค้ช…เหรอ…”  ฟุรุยะทำได้แค่พึมพำเบา ๆ

“ฉันเองก็หวังอยากให้ไม่ใช่  เพราะก็ได้ยินแค่นามสกุล  ไม่ได้ยินชื่อรุ่นน้องคนนั้นด้วย”  มิยูกิกัดปากตัวเองเบา ๆ  “แต่ถ้าพูดถึงคาตาโอกะในเซย์โด  ยังไงก็นึกออกได้แต่โค้ชอยู่ดี…”

“ถ้าจำไม่ผิด…โค้ชเคยเป็นเอซสมัยเรียนด้วยสินะครับ…”  ฮารุอิจิเริ่มเข้าโหมดวิเคราะห์

“ปะ…เป็นไปไม่ได้!!!”  จอมโวยวายยังคงไม่หายช็อก

“เดี๋ยวก่อนสิครับ”  ผู้ครองตำแหน่งเดียวกับโค้ชสมัยก่อนพูดขัดขึ้น  “ถ้าโค้ชคือรุ่นน้องคนนั้นจริง ๆ  แปลว่าคนทำไหล่ของเจ้าของสมุดเจ็บก็ต้องเป็นโค้ชเหรอ”

“อ้ะ!?”  รุ่นน้องสองคนที่เหลืออุทานขึ้นพร้อมกัน

“ก็น่าจะใช่”  มิยูกิตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้

“จะเป็นไปได้ยังไง!?”  เอย์จุนรีบขัด  “ถึงบอสจะโหดอย่างกับยักษ์  แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะทำร้ายใครเพื่อแย่งตำแหน่งคนอื่นนี่นา!!”

“เรื่องนั้นไม่มีใครรู้นอกจากตัวเจ้าของสมุดกับโค้ชหรอก”  กัปตันกลับพูดแย้ง

“หา!?  นี่คุณก็เชื่อว่าบอสทำจริง ๆ เหรอ!?”  รุ่นน้องขึ้นเสียงต่อ

“ฉันพูดหรือยังว่าฉัน ‘เชื่อ’”  ดวงตาใต้กรอบแว่นวาวโรจน์ขึ้นมา  “ฉันแค่บอกว่าคนที่รู้ ‘ความจริง’ก็มีแต่เจ้าของสมุดที่ตอนนี้กลายเป็นวิญญาณอาฆาต  กับ ‘รุ่นน้อง’ คนนั้นซึ่งน่าจะเป็นโค้ชเท่านั้น…พูดตามตรงคือจะใช่โค้ชจริง ๆ หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ”

“แล้ว…เอาไงดีครับ”  ฮารุอิจิลองถามความเห็นดู

“ในเมื่อถามเจ้าของสมุดไปก็คงไม่ได้ความ  ก็คงต้องไปถามจากปากโค้ชแล้วล่ะ”  มิยูกิพูดสรุป

“แล้วจะไปหาโค้ชที่ไหนดีครับ”ฟุรุยะถามต่อ

“ซาวามูระ”  จู่ ๆ คนตั้งแผนใหม่ก็หันไปหารุ่นน้องอีกคน  “ตอนนายอยู่กับคุราโมจิ  นายเดินไปบริเวณไหนในหอบ้าง”

“เอ๊ะ?”  คนถูกถามกระทันหันสะดุ้งเพราะไม่ทันตั้งตัว  เขาทำท่านึกอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ  “อ่อ…ก็ห้องพวกผม…ตู้ไฟ…ห้องบอส…แล้วก็ห้องรุ่นพี่มิยูกินี่แหละ”

“ฮารุอิจิ”  กัปตันหันไปหาคนถัดไป  “แล้วตอนนายอยู่กับโนริ  นายไปแถวไหนมาบ้าง”

“ผมเหรอครับ”  รุ่นน้องผมสีซากุระเอามือชี้ตัวเอง  “ถ้านับตอนผมสลบด้วยก็ห้องอาบน้ำ  โรงอาหาร  ห้องซักผ้า  ห้องของรุ่นพี่โนริ  แล้วก็ห้องพนักงานน่ะครับ”

“แล้วฟุรุยะ”  คนถามหันไปหาคนสุดท้าย  “ตอนนายเจอกับโทโจ  เขาเล่าให้ฟังบ้างไหมว่าไปตรงไหนมา”

“เอ่อ…”  เอซประจำทีมนิ่งไปครู่หนึ่ง  “น่าจะเป็นห้องของเขา  หน้าโรงฝึกในร่ม…แล้วก็วิ่งหนีกระป๋องน้ำมาถึงทางเข้าหอ…แล้วก็ขึ้นบันไดไป…ประมาณนี้ครับ”

“เท่าที่ฟังแล้ว  พวกนายกับคนอื่น ๆ เข้าไปในห้องบนหอนี้เกือบทุกห้องยกเว้นห้องของคนอื่น ๆ แล้ว”  มิยูกิเริ่มต้นวิเคราะห์  “รวมถึงระเบียงหน้าหอทั้งสองชั้น  กับบริเวณหน้าโรงฝึกในร่มด้วย  ถ้าโค้ชอยู่บริเวณแถวนั้นพวกเราก็ย่อมเจอตัวตั้งนานแล้วสิ”

“แต่ยังไงก็มีความเป็นไปได้ที่โค้ชติดอยู่อีกมิติหนึ่ง…เหมือนตอนที่พวกผมเจอกับรุ่นพี่เมื่อครู่นี้นะครับ”  ฮารุอิจิยกความเป็นไปได้อื่นมาแย้งบ้าง

“ฉันว่านั่นมีโอกาสเป็นจริงห้าสิบเปอร์เซ็นเลยด้วยซ้ำ”  แปลกที่รุ่นพี่กลับยอมรับเอาง่าย ๆ

“…รุ่นพี่หมายความว่าไงครับ?”  รุ่นน้องผมสีซากุระเริ่มจับน้ำเสียงคนตรงหน้าได้

“ฉันมีเรื่องติดใจอยู่อย่างหนึ่งน่ะ”  มิยูกิหันกลับไปหาฟุรุยะอีกครั้ง  “นายเคยบอกว่านายติดอยู่นอกหอใช่ไหม”

“อะ  ครับ”  คนถูกถามพยักหน้าน้อย ๆ

“ติดที่ว่าคือยังไง”  อีกฝ่ายถามจี้

ฟุรุยะเอียงคอเล็กน้อย  “พวกผมเดินผ่านเข้าประตูหอกลับมาไม่ได้ครับ”

“ไม่ได้ยังไงอะ?”  คู่แข่งรีบถามต่อติด ๆ

คนตอบทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยเพราะโดนคำถามจี้ไม่หยุด  “เหมือนมีกำแพงล่องหนอยู่ตรงประตูหอครับ…โทโจก็บอกว่าพวกเขาออกมาทางสนามผ่านประตูนั้นไม่ได้เหมือนกัน”

“แล้วนายกลับเข้ามายังไงเหรอ”  รุ่นน้องอีกคนสงสัยตาม

“ปีนรั้วกลับมาน่ะ”  เขาตอบสั้น ๆ

“เหมือนกั้นไม่ได้เข้าออกหากันได้…”  กัปตันทำท่าคิด  “เป็นไปได้ว่าไม่แน่…โค้ชอาจจะอยู่ฝั่งสนามก็ได้”

“ฝั่งสนามเนี่ยนะ!!?”  เอย์จุนอุทานเสียงหลง  “ข้างนอกหนาวจะตาย  บอสจะออกไปเดินเล่นตอนกลางคืนทำไม  แล้วทีผมจะออกไปวิ่งก็ไม่ยอมอนุญาตอีก!!?”

“โค้ชอาจจะไม่ได้อยากออกไปเองก็ได้น่า”  ฮารุอิจิปรามเพื่อนตัวเอง  แล้วทำท่าคิดตาม  “แต่ก็ฟังดูเป็นไป”

“อะ”  จู่ ๆ ฟุรุยะก็อุทานออกมา

“หือ  มีอะไร”  รุ่นพี่ไม่ปล่อยท่าทีผิดปกตินั้นให้หลุดรอดสายตา

“ตอนพวกผมอยู่ด้านสนาม  เจอไม้เบสบอลตกอยู่กับพื้นด้วย…”  เขานึกย้อนเหตุการณ์  “ตอนแรกรุ่นพี่โซโนะโทษว่าพวกผมเก็บของไม่ดี  แต่ผมกับคาเนมารุก็แน่ใจว่าเก็บของครบหมดแล้ว  สุดท้ายเลยสรุปกันว่าน่าจะมีใครสักคนทำตกไว้”

“แต่โค้ชสั่งแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้ไม่มีซ้อม  ถ้างั้นก็ไม่น่ามีใครออกไปที่สนามสิ”  กัปตันตั้งข้อสังเกต

“ครับ  ตอนนั้นพวกผมก็ไม่เจอคนอื่น ๆ ด้วย  เลยไม่รู้ว่าใครทำตกไว้”  คนเล่าพยักหน้าเบา ๆ

“อ้ะ  หรือว่าคนทำไม้ตกไว้จะเป็นโค้ช!!?”  ฮารุอิจิร้องออกมา  รีบหันไปหากัปตันทีมตัวเอง

“ฉันเดิมพันอีกห้าสิบเปอร์เซ็นไว้กับทฤษฎีนี้แหละ”  มิยูกิพูดสรุป  ก่อนจะทำท่านึกขึ้นได้  “เออ  ในเมื่อโค้ชห้ามไม่ให้ทุกคนออกไปที่สนาม  แล้วทำไมนายถึงออกไปได้ล่ะ  ฟุรุยะ”

สายตาทุกคนหันไปมองทางเอซเป็นตาเดียว

“อะ…”  เขาอุทานออกมาแค่นั้นแล้วก็รีบทำท่าหูทวนลมทันที

“ฟุรุยะ”  เสียงกัปตันเข้มขึ้น  “อย่าบอกนะว่านายแอบออกไปวิ่งน่ะ”

“…ชิ้ง…”  เขาทำเสียงเอฟเฟคเอง

“ไอ้คุณเอซ!!!  คิดจะพิชิตปริมาณการฝึกวิ่งของฉันคนนี้งั้นเรอะ!!?”  คู่แข่งไม่รอช้ารีบโวยวายทันที  “หนอยแน่  ทีฉันจะออกไปบ้างก็ถูกท่านชีต้าห์ห้ามแทบตาย  ทำไมนายได้ออกไปห้ะ  โลกนี้ไม่ยุติธรรม!!!”

“คุราโมจิทำถูกแล้วล่ะไอ้บ้า”  มิยูกิพูดดักคอไว้ก่อน  “โค้ชสั่งห้ามไว้ไม่ใช่เรอะ”

“ปกติผมก็วิ่งทุกวันอยู่แล้ว  ไม่เห็นเป็นไรเลย!!!”  รุ่นน้องยังไม่ยอมแพ้

“ก็นายเอาแต่บ้าวิ่งบ้าขว้างลูกไม่ดูตัวเองแบบนี้แหละถึงได้หลับในห้องมันทุกวัน  ถ้ายังหลับอีกละก็คราวหน้าโค้ชได้ห้ามนายลงขว้างแน่ ๆ”กัปตันรีบขู่ไว้ก่อน

“มะ…ไม่จริ๊งงงงงงงงงงงงง!!!!”

“แล้วทำไมคาเนมารุกับรุ่นพี่โซโนะออกไปที่สนามด้วยล่ะ”  ฮารุอิจิเมินเพื่อนสนิทที่ตอนนี้ทำท่าลงไปทรุดกุมหัวอยู่กับพื้น  หันไปหาเพื่อนอีกคนแทน

“มาพาตัวผมกลับหอน่ะ…”  อีกฝ่ายยอมเปิดปากด้วยสีหน้าหงอย ๆ

“นะ…ในเมื่อบอสอาจจะอยู่ทางสนามก็ได้แบบนี้  เราก็รีบออกไปที่สนามไม่ดีกว่าเหรอ!!?”  เอย์จุนหาทางเปลี่ยนเรื่องเพื่อเลี่ยงถูกกัปตันทีมเทศนายาว

“นั่นสินะ”  คนผมสีซากุระพยักหน้ารับพร้อมกับเพื่อนอีกคน

“เอาล่ะ  งั้นก็ลุยโลด!!!”  จอมโวยวายประจำทีมกำหมัดชกมือตัวเองเรียกแรงใจ  แล้วรีบลุกขึ้นยืนเตรียมเดินตรงไปยังประตู

คนอื่น ๆ ก็ลุกตามด้วย  ยกเว้นเจ้าของห้องและเจ้าของทฤษฎีที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม

“…รุ่นพี่มิยูกิครับ?”  ฮารุอิจิสังเกตความผิดปกติได้อีกครั้ง

“หือ?”  คนนำขบวนหันกลับมา  แล้วก็ร้องลั่น  “ระ…หรือว่าถูกสิงอีกแล้ว!!?”

“ไม่ใช่แล้วเฟ้ยไอ้บ้า”  มิยูกิปฏิเสธ  แต่ก็เงียบลงไปอีก

“มีอะไรเหรอครับ?”  คนจับสังเกตได้ถามต่อ

“ฉันกำลังคิดว่าเราจะไปหาโค้ชดี  หรือว่าจะหาทางกลับไปรวมกลุ่มกับพวกโซโนะก่อนดีน่ะ”  เขายอมเปิดปากพูดออกมา

“หา?  ก็คุณเสนอเรื่องโค้ชขึ้นมาเองไม่ใช่เหรอ?”  ใบหน้าอีกฝ่ายเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

“…ตอนนี้พวกรุ่นพี่โซโนะน่าจะอยู่อีกมิติหนึ่ง  แล้วเราก็ยังหาทางข้ามไปมิตินั้นไม่ได้”  ฮารุอิจิเองก็เห็นด้วยกับเพื่อนตนเอง  “ถ้าเราหาตัวโค้ชเจอก่อนก็น่าจะจบเรื่องได้ไวกว่าไม่ใช่เหรอครับ”

“นั่นมันก็ใช่…”  กัปตันพูดแบบรับคำกลาย ๆ อีกครั้ง

ฟุรุยะมองหน้ารุ่นพี่ตัวเอง  ก่อนจะโพล่งถามออกมาตรง ๆ  “เป็นห่วงพวกรุ่นพี่โซโนะเหรอครับ”

“ถามอะไรออกมาบ้า ๆ  ก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้วสิ”  เอย์จุนรีบออกตัวแทน  “รุ่นพี่มิยูกิไม่ใช่หุ่นไล่กาซะหน่อยนะจะได้ไม่มีหัวใจ!!!”

“ขอบคุณที่แก้ตัวให้นะไอ้บ้า”  คนถูกปกป้อง(?)ประชด  “ฉันกลัวว่าเจ้าพวกนั้นจะเป็นอะไรไปน่ะสิ”

“…ทำไมเหรอครับ?”  ฮารุอิจิขมวดคิ้ว  เขารู้ว่าตอนนี้ทุกคนต่างไม่ปลอดภัยเพราะจะถูกเล่นงานเมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้ทั้งนั้น  แต่เขากลับจับได้ว่าคำพูดของรุ่นพี่ตรงหน้าไม่ได้หมายถึงว่าเขาเป็นห่วงในประเด็นนี้

“ที่ฉันทำร้ายพวกนาย  น่าจะเป็นเพราะถูกเจ้าของสมุดนั้นสิงใช่ไหม”  จู่ ๆ เขาก็พูดเรื่องอื่นขึ้นมา

สามคนที่เหลือมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าพร้อมกัน

“ก่อนหน้าที่ฉันจะเจอพวกนาย  ฉันก็เคยคุยกับซาวามูระเรื่องว่าทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้มาแล้วน่ะ”  กัปตันเหลือบตาไปมองคนโชคร้ายที่สุดในกลุ่มเพราะถูกทำร้ายสิริรวมแล้วสามครั้งด้วยมือเขาเอง

“อ้ะ  ใช่ ๆ!!”  อีกฝ่ายนึกออกบ้าง  “คุณถูกสิงเพราะเก็บสมุดนั้นไว้กับตัวไง!!”

“เอ๊ะ  จริงเหรอครับ!?”  ฮารุอิจิปิดสีหน้าตกใจไว้ไม่มิด

“พิจารณาจากสถานการณ์แล้วน่าจะเป็นแบบนั้นน่ะ”  คนเคยเก็บไว้พยักหน้ารับ

“ถ้าอย่างนั้น…!!”  ฟุรุยะเบิกตากว้าง  จ้องหน้ารุ่นพี่ตัวเองเขม็ง

“ถ้าทำลายสมุดเล่มนั้นก็อาจจะจบเรื่องนี้ก็ได้”  มิยูกิยกความเป็นไปได้ใหม่ขึ้นมา

“งั้นก็รีบทำเลยสิครับ!!”  รุ่นน้องผมสีซากุระเอ่ยเร่งด้วยความร้อนรน

“เดี๋ยวก่อนสิ”  เป็นจอมโวยวายที่พูดขัดเพื่อนขึ้นมาก่อน  “รุ่นพี่มิยูกิบอกว่าสมุดไม่อยู่กับตัวแล้วนี่นา”

“เอ๊ะ!?”  อีกสองคนถึงกับช็อก

“ฉันให้คนอื่นไปก่อนที่จะกลับไปที่ห้องน่ะสิ”  คนพูดกัดปากตัวเองเบา ๆ ด้วยความเจ็บใจ  “ไม่แน่ว่าหมอนั่นอาจจะเป็นเหมือนฉันด้วยก็ได้”

“คะ…คนอื่นที่ว่าคือ…”  ฮารุอิจิสัมผัสลางไม่ดีได้ทันที

แล้วคน ๆ นี้เพิ่งบอกไปว่าเป็นห่วงพวกรุ่นพี่โซโนะด้วย

แปลว่าคนเก็บสมุดต้องอยู่ในกลุ่มนั้น

แล้วคนที่น่าจะเข้าข่ายมากที่สุดคือ…

“ฉัน…”  ปากของกัปตันขยับช้า ๆ  “เอาสมุดให้นาเบะไปแล้ว”

Advertisements

One thought on “[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 19

  1. แต่งได้สมกับเป็นเอย์จุนมากค่ะ ชอบเรื่อง ตามหาฟิคแบบนี้มานาน ขอบคุณที่กรุณาแต่งให้อ่าน ขอบคุณค่ะ!!!//สไลด์ดิ้งคำนับ!

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s