Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 20

ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะอัพถึงตอน 20 แล้ว…

ต่อจากนี้อะไร ๆ จะเริ่มเหนือความเป็นจริงไปทุกทีแล้วนะคะ  (ฮา)

ตั้งแต่ตอนนี้ไปลาสต์บอสจะออกแล้ว…มั้ง?

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


กลับมาอีกด้านหนึ่ง

“ชดใช้ความผิด…หมายความว่าไงห้ะ!?”  มาเอโซโนะพูดทวนอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

“ตอนแรกอยากจะพาแค่ตัวเอซไปอย่างเดียว  แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าพิชเชอร์อีกคนก็ติดไปด้วย  โชคดีจริง ๆ”ใบหน้าครึ่งล่างผุดรอยยิ้มขึ้นมา  แล้วก็หายไปทันทีขณะหันไปมองพิชเชอร์ในทีมอีกคน  “แต่จะเยี่ยมที่สุดถ้าพิชเชอร์คนนี้ติดไปด้วย…เอาเถอะ”

“นาเบะ…?”  คนถูกจ้องขนลุกขึ้นมากระทันหัน

“นะ…นายพูดเรื่องอะไรอยู่!!?”  ชิราสุสัมผัสถึงลางไม่ดีได้ทันที

“พูดอะไรอยู่?”  คนตรงหน้าทวนคำ  “ก็เรื่องแก้แค้นไง”

“ฟะ—ฟุรุยะกับพวกฉันทำอะไรให้นายเหรอ!!?”  คาวาคามิถามขึ้นมาบ้าง  “มีอะไรก็บอกตรง ๆ มาได้นี่!!?”

“ชะ…ใช่ ๆ!!”  รองกัปตันเสนอตัวบ้าง  “หรือว่านายถูกมิยูกิพูดแทงใจดำมาแบบตอนนั้นอีก!!?  มะ…มีอะไรก็คุยกับฉันได้ไม่ใช่เรอะ…นาเบะ!!”

“นาเบะ?”  วาตานาเบะทวนชื่อตัวเองด้วยใบหน้าสงสัย  “นายพูดถึงใครเหรอ?”

หา?

คำ ๆ นี้ผุดขึ้นในหัวทั้งสามคนพร้อมกัน

“กะ…ก็นายไม่ใช่เหรอ…นาเบะ…”  มาเอโซโนะเริ่มหน้าซีดลง

“ฉัน?…อ่อ…”  เขายกมือขึ้นตรงหน้าตัวเอง  “หมายถึงคน ๆ นี้หรอกเหรอ…ขอโทษทีนะ  ถึงฉันจะควบคุมร่างอยู่แต่ก็ไม่ได้แชร์ความทรงจำร่วมกัน  เลยจำชื่อไม่ได้น่ะ…”  เงามืดทาบทับใบหน้าของคนพูดจนอ่านอารมณ์ไม่ออกอีกครั้ง  “แต่ก็ไม่คิดจะจำอยู่แล้วล่ะ…”

“สิงร่าง…!?  นี่นายพูดอะไรอยู่เนี่ยนาเบะ!!!?”  อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

“ไม่ใช่นาเบะ…สินะ”

ชิราสุโพล่งคำพูดขึ้นมาขัด

“เอ๊ะ!?”  คาวาคามิหันไปมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาสับสน

มิสเตอร์มั่นคงหรี่ตาลง

“นายเป็นใคร”

สองคนที่เหลือหันไปมองหน้า ‘วาตานาเบะ  ฮิซาชิ’ พร้อมกัน

แล้ว ‘วาตานาเบะ  ฮิซาชิ’ ก็ขยับยิ้ม

“ฉันคืออดีตเอซแห่งเซย์โด…ผู้ถูก ‘พิชเชอร์’ แห่งเซย์โดแย่งตำแหน่งไป…”

แววตาของเขาดำสนิท

“เลยกลับมาเพื่อแก้แค้นพวกนาย”

“วิ่ง!!!”

ชิราสุตะโกนสุดเสียง

สองคนที่เหลือชะงักไปครู่หนึ่งจากความตกใจปนสับสน  แต่ก็ไม่รอช้า  ออกตัววิ่งมุ่งหน้าไปทางประตูโรงฝึกทันที

“–เหวอ!!!?”

คาวาคามิอุทานขึ้นก่อนเมื่อตรงหน้าเขามีเงาดำหนึ่งผุดขึ้นมาจากพื้น

“ไม่ให้อภัย…”

เสียงปริศนาดังขึ้นจากปากเงาดำซึ่งมีรูปร่างคล้ายก้อนโคลนที่ผุดขึ้นมาจากดิน  มันยื่นมือเข้ามาหมายจะคว้าตัวพิชเชอร์ประจำทีมให้ได้

“โนริ!!”  รองกัปตันไหวตัวรีบดึงตัวเพื่อนร่วมทีมให้พ้นรัศมีมือได้ก่อน  “นายรีบไปก่อนเร็ว!!”  แล้วก็ผลักเข้าที่ตัวจนอีกฝ่ายก้าวพ้นออกไปนอกธรณีประตู

“อึ๊ก!!”

ผลจากการช่วยเพื่อนทำให้เขาถูกเงาดำอีกตัวคว้าไว้ได้  ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่างพร้อมกับความอึดอัดจนหายใจไม่ออกกระทันหัน

“โซโนะ!?” คนนอกประตูร้องเสียงหลงเมื่อเห็นคนช่วยเขาไว้ถูกเงาดำยืดตัวรัดไว้ช้า ๆ

ชิราสุกัดฟัน  เขาหันกลับไปมองเจ้าของสมุดบันทึกในร่างเสนาธิการประจำทีมด้วยความโกรธ  “ปล่อยตัวโซโนะเดี๋ยวนี้!!”

“ปล่อย…?  ทำไม?”  อีกฝ่ายเอียงคอตอบ

“พวกฉันไม่ใช่คนแย่งตำแหน่งนาย  และไม่ใช่คนทำไหล่นายเจ็บด้วย  เพราะงั้นพวกฉันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ซะหน่อย!!”  เขาตะโกนจนตัวโยน

แววตาของวาตานาเบะยิ่งดำมืดขึ้นอีก  “ไม่เกี่ยว?…พวกนายพูดอะไร…?”

“พวกฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายคือใคร  แล้วจะเกี่ยวได้ไง!?”ชิราสุรีบยกเหตุผลมาอ้าง

“ทำไมจะไม่เกี่ยว”

เสียงของเจ้าของสมุดเย็นเยียบจนคนถามขนลุก

“พิชเชอร์เซย์โดแย่งตำแหน่งฉัน…เอซเซย์โดทำไหล่ฉันพัง…พวกทีมหนึ่งทอดทิ้งฉัน…ทำไมจะไม่เกี่ยว…”  แวบหนึ่งพวกเขารู้สึกเหมือนใบหน้าของวาตานาเบะบิดเบี้ยว  แต่พอกะพริบตาอีกทีก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม  “พวกนายต้องชดใช้…ต้องชดใช้กันทุกคน…ต้องชดใช้…”

คุยไม่รู้เรื่องแล้ว

ชิราสุเดาะลิ้นหงุดหงิด

“ชิราสุ!!”  เสียงของเพื่อนสนิทดึงสติเขากลับมาก่อน  “โซโนะแย่แล้วนะ!?”

คนถูกเรียกหันไปมองรองกัปตัน  เงาดำเริ่มพันรัดขึ้นมาถึงส่วนเอว  เขาพยายามดิ้นรนสุดชีวิตแต่ก็ไม่สำเร็จ  “ปล่อย…สิวะ…!!!”

“โธ่เว้ย!!”  คนเงียบที่สุดในทีมถึงกับสบถออกมา  เขารีบเข้าไปคว้าเงาดำนั้นแล้วออกแรงดึงเต็มที่  ความเย็นเยียบแล่นผ่านผิวหนังเข้ามาจนมือเริ่มชา  ชิราสุกลั้นใจเงื้อขาเตะเข้าตรงเงาดำที่พันล้อมต้นขา  เหมือนจะได้ผล  มันคลายตัวออกมาจากตัวอีกฝ่ายเล็กน้อย  เขาอาศัยจังหวะนั้นคว้าแขนของรองกัปตันดึงออกมาทันที

“อึ๊ก!!–เฮือก!!”  คนถูกดึงล้มไปกับพื้น  สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ไล่ความเย็นเยียบอันน่าประหลาดออกจากตัวไป

“โซโนะ!!”  คาวาคามิวิ่งกลับมาพยุงตัวให้ยืนขึ้น

“อึก…”  ชิราสุรีบถูมือกับเสื้อผ้าตัวเองเพื่อเรียกประสาทที่มือกลับมาด้วย  เงาดำเงานั้นเคลื่อนไหวด้วยท่าทางประหลาดเหมือนคนสับสน  แต่ก็ค่อย ๆ คืบคลานกลับมาหาพวกเขาอีกที

“ไม่ให้หนีไปหรอก”  วาตานาเบะกลับมามีสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม  เงาดำตัวอื่น ๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นแล้วค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ ๆ

“นาเบะ!!!”  ชิราสุหันไปตะโกนใส่อีกครั้ง  “นายได้ยินฉันไหมนาเบะ!!  อย่าปล่อยให้ถูกควบคุมร่างได้สิ!!!”

“เขาไม่ได้ยินแล้วล่ะ”  อีกฝ่ายพูดเสียงเย็นชา

อีกฝ่ายยังไม่ยอมแพ้  พยายามตะโกนเรียกต่อไป  “ฉันรู้ว่านายไม่อยากทำแบบนี้หรอก  เพราะงั้นรีบกลับมาได้แล้ว  นาเบะ!!!”

“ชิราสุ!!”  คาวาคามิรีบส่งเสียงเตือนเมื่อเห็นเงาดำคืบคลานมาใกล้ขึ้นทุกที  “ตอนนี้รีบหนีก่อนเถอะ!!  โซโนะก็แย่อยู่ด้วยนะ!!”

เจ้าของชื่อหันไปมองด้านหลัง  เห็นรองกัปตันกลับมายืนได้แล้ว  แต่ยังต้องให้คนพยุงตัวอยู่และสีหน้าก็ยังดูไม่สู้ดี  พอหันไปมองรอบตัวก็เห็นเงาดำค่อย ๆ เข้าโอบล้อมเตรียมปิดทางไม่ให้หนี  เขาเดาะลิ้นอีกครั้ง  ก่อนจะตะโกนสั่งเพื่อนสนิท  “โนริ  รีบพาโซโนะออกไปก่อน!!”

“อะ…ได้!!”  อีกฝ่ายพยักหน้าแล้วรีบพยุงตัวมาเอโซโนะหนีไปอีกทาง

ชิราสุหันกลับไปมองวาตานาเบะอีกครั้ง  “นาเบะ  รอก่อนนะ  เดี๋ยวพวกฉันจะกลับมาช่วยนายแน่นอน!!”  เขาพูดแค่นั้นก่อนจะรีบตามสองคนก่อนหน้าไป

.

.

.

.

.

.

ทั้งสามคนกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาจนถึงบริเวณหน้าห้องพักชั้นล่างจึงได้หยุดเท้าลง

“แฮ่ก ๆ…”  คาวาคามิปล่อยตัวมาเอโซโนะออกจากไหล่ช้า ๆ แล้วหยุดหอบ  “มะ…ไม่ตามมาแล้วใช่ไหม…”

“คิดว่านะ…”  ชิราสุหันกลับไปมองด้านหลังเพื่อดูให้แน่ใจ  พอเขามองจนทั่วแล้วว่าไม่มีเงาดำ ๆ ผุดขึ้นจากพื้นตามหลังมาแล้วจริง ๆ จึงหันไปหาเพื่อนอีกคน  “โซโนะ  เป็นไงบ้าง”

“ไม่เป็นไร…”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ  ความเหน็ดเหนื่อยถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงมาจนสัมผัสได้  “พักสักแป๊บคงดีขึ้น…”

“เงาดำเมื่อกี๊มันอะไรน่ะ…”  หนึ่งในพิชเชอร์ประจำทีมถามขึ้นต่อ

“ไม่รู้สิ…แต่ที่แน่ ๆ พวกนายอย่าโดนมันจับตัวได้เด็ดขาดล่ะ”  คนเคยมีประสบการณ์เตือนด้วยแววตาเคร่งเครียด  “ถ้าชิราสุไม่ช่วยฉันไว้คงแย่แน่ ๆ  ตอนโดนจับตัวไว้มันเหมือน…จมอยู่ในอ่างน้ำแข็งเลย”

“หวา…”คนถามอดร้องออกมาไม่ได้  ก่อนรีบถามต่อ  “ละ…แล้วต่อจากนี้เอาไงดี  นาเบะก็ถูกสิง  พวกมิยูกิหายไปไหนไม่รู้  แถมคนอื่น ๆ ก็ยังถูกจับหมดอีก”

มิสเตอร์มั่นคงตอบแบบไม่เสียเวลาลังเล  “ฉันว่าเราควรไปช่วยพวกคุราโมจิก่อน”

“จะช่วยยังไงล่ะ”  รองกัปตันถามขัด  “เรายังไม่รู้วิธีจัดการกับไอ้ใยดำ ๆ พวกนั้นเลย  แถมนาเบะก็ยังอยู่ในโรงฝึกอยู่ด้วย”

“ฉันว่าใยดำ ๆ นั้นน่าจะเป็นแบบเดียวกับเงาดำที่นาเบะเรียกมาโจมตีเรา”  คนเสนอความเห็นวิเคราะห์  “ลักษณะภายนอกดูคล้าย ๆ กัน  อีกอย่างในเมื่อนาเบะเป็นคนเรียกเงาดำนั้นออกมา  ตอนเขาคิดจะมัดตัวพวกนั้นไว้ก็คงใช้ของแบบเดียวกันนั่นแหละ”

“ฉันเพิ่งรู้ว่าวิญญาณอาฆาตทำได้ถึงขั้นนี้ด้วย”  มาเอโซโนะทำหน้าสยอง

“ท่าทางจะแค้นเอาการอยู่  ถึงขั้นคุยไม่รู้เรื่องเลยน่ะ”  ชิราสุอดถอนหายใจไม่ได้

“ถ้าใยสีดำพวกนั้นเป็นแบบเดียวกับเงาดำ  ก็แปลว่าคนที่ถูกรัดก็จะรู้สึกเหมือนถูกแช่อยู่ในถังน้ำแข็งเหมือนกันน่ะสิ!!?  คาวาคามิอุทานอย่างนึกขึ้นได้

“จริงดิ!!?”  รองกัปตันทำหน้าสยองตาม

“เพราะงั้นแหละฉันถึงคิดว่าควรรีบไปช่วยดีกว่า”  คนตั้งทฤษฎีเฉลยความคิดในหัวออกมา

“แล้วจะเอาไงดีล่ะ  เรายังหาทางจัดการไอ้เงานั่นไม่ได้เลย”  มาเอโซโนะพูดพลางกัดฟันโกรธ

“ฉันว่าอย่างน้อยตอนนี้…เราหาไฟฉายเพิ่มก่อนดีกว่า”  หัวหน้ากลุ่มจำเป็นเสนอความเห็นเพิ่ม  “ตอนนี้เรามีไฟฉายอยู่แค่ดวงเดียว  ถ้าได้เพิ่มสักหน่อยก็น่าจะสะดวกขึ้น”

“เออ  อย่างน้อยก็เอาไว้ส่องทาง”  คนถามพยักหน้าเห็นด้วย

“อ้ะ  ตอนแรกฉันมีไฟฉายนะ!!”  คาวาคามิอุทานออกมา  เขาลองล้วงตามกระเป๋าในตัวก่อนจะทำหน้าหงอย  “คงหล่นตอนสลบไปแน่เลย…”

“งั้นก่อนอื่นพวกเรารีบไปหาแหล่งไฟกันก่อนดีกว่า  ขืนมัวแต่ชักช้าเดี๋ยวพวกนั้นจะแย่ก่อนพอดี”  คนเสนอความเห็นรีบสรุป

“งั้นไปที่เอาไฟฉายที่ห้องฉันก่อนแล้วกัน”  มาเอโซโนะล้วงกระเป๋าหยิบกุญแจห้องขึ้นมาโชว์ให้ดู

“โอเค”  เขาพยักหน้า  ก่อนทั้งสามคนจะรีบขึ้นบันไดไปที่ห้องมาเอโซโนะ

พอถึงห้อง  เจ้าของห้องก็รีบก้าวเท้าเข้าไปข้างในแล้วรื้อของในห้องอย่างไม่รีรอ  แล้วหยิบไฟฉายออกมาสองกระบอก  “แค่นี้คงพอป้องกันตัวสินะ”

“อืม  ที่เหลือก็แค่จะหาอะไรไปใช้ตัดใยดำ ๆ ดี”  ชิราสุรับมายื่นให้คาวาคามิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“พวกกรรไกรละเป็นไง”  เจ้าของห้องเสนอ

“เราลองใช้คัตเตอร์ไปแล้วก็ไม่ได้ผลนี่  กรรไกรคงไม่ไหวหรอก”  อีกฝ่ายส่ายหัวปฏิเสธ

“งั้นก็ต้องคมกว่านั้นเหรอ…มีดเป็นไง!?”  เขารีบเสนอต่อ

“จะไหวหรือเปล่านะ…”  คาวาคามิตอบแบบกึ่งรับกึ่งสู้

“งั้นเลื่อย!!!”

“นายจะไปเอาจากไหนล่ะ”  มิสเตอร์มั่นคงหรี่ตามองเพื่อนเหมือนจะดุ  มาเอโซโนะถลึงตากลับพร้อมกับเถียง  “ก็แล้วจะเอาอะไรดีล่ะ!!?”

“ลองหาวิธีอื่นที่ไม่ใช่ตัดดีไหม”  หนึ่งในพิชเชอร์ประจำทีมออกความเห็นบ้าง  “ถ้าพวกนั้นเกิดจากเงาจริง…แสงสว่างก็น่าจะใช้ได้นะ”

“อย่างลองเอาไฟฉายฉายใส่เจ้าพวกนั้นเหรอ?”  รองกัปตันขมวดคิ้วมุ่น  มองไฟฉายในมือด้วยแววตาชั่งใจ

“ไฟแค่นี้…คงไม่พอหรอกมั้ง”  ชิราสุกดเปิดปิดสวิตซ์ไปมา  “หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ…เอาแสงไฟฉายใส่เฉย ๆ จะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”  เขาแอบตั้งข้อสงสัยกับความคิดฟังดูเหนือความเป็นจริงเล็กน้อย

“ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกน่า”  อีกฝ่ายยังยืนยันคำพูดตัวเอง  แต่ก็ยังทำหน้ากลุ้มใจเหมือนเดิม  “แต่ห้องฉันมีไฟฉายแค่นี้  จะให้ไปหาเพิ่มจากไหน?”

“ห้องฉันก็ได้”  คนท้วงลอบถอนหายใจเบา ๆ  ตัดสินใจให้เจ้าของไอเดียลองทำตามความคิดตัวเองไป

“งั้นก็รีบไปกัน–เฮ้ย!!!!”

เขายังไม่ทันเปิดประตูก้าวเท้าออกไปเต็มตัวก็ผงะถอยหลังเข้ามาในห้องด้วยความตกใจจนเกือบหงายหลังล้มลงพื้น

“โซโนะ!!?”  คาวาคามิร้องเสียงหลง

“เกิดอะไรขึ้น!!?”  อีกคนรีบถามต่อ

รองกัปตันสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วรีบปิดประตู  หันมาบอกเพื่อนคนอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงแตกตื่น  “ข้างนอกมีไอ้พวกเงาดำ ๆ อยู่เต็มเลย!!”

“หา!!?”  ทั้งสองคนอุทานพร้อมกัน

“ไหน!?”  ชิราสุลองเปิดประตูชะโงกหน้าออกไปดู  จริงอย่างที่มาเอโซโนะพูด  ตรงทางเดินมีเงาดำ ๆ แบบที่วาตานาเบะเรียกออกมาคลานดุ่ม ๆ เห็นเป็นร่างตะคุ่ม ๆ อยู่ไกล ๆ  เสียง “ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”ดังต่ำ ๆ ก้องเต็มทางเดิน  ฟังดูก็รู้ว่าเงาดำพวกนั้นไม่ได้มีแค่ตัวเดียว

“นาเบะคงส่งมาตามหาตัวพวกเราสินะ…”  คนสังเกตการณ์เดาะลิ้นเบา ๆ

“ละ…แล้วเอาไงดีล่ะ…”  คาวาคามิที่ลองชะโงกหน้าออกมาดูตามทำหน้าซีด

“ห้องนายอยู่ตรงไหนนะชิราสุ”  มาเอโซโนะรีบถาม

ชิราสุกลับเข้ามาในห้อง  ชี้นิ้วไปทางด้านซ้าย  “สุดระเบียงชั้นนี้น่ะ”

“แต่ตรงนั้นมีเงาดำเฝ้าอยู่ตัวนึงนะ”  พิชเชอร์ประจำทีมปิดประตูตามเข้ามา  “แบบนี้คงไปทางห้องนายไม่ได้แน่ ๆ”

“งั้นลองเอาไฟฉายฉายสู้เลยไหมล่ะ  บุกเข้าไปซึ่ง ๆ หน้าเลย!!”  รองกัปตันกำหมัดแสดงทีท่าพร้อมลุยเต็มที่

“ไม่ได้หรอก”  ชิราสุส่ายหัว  “เรายังไม่รู้เลยนะว่าจะใช้ได้ผลจริงไหม  แถมบนระเบียงนี้มีเงาดำอยู่มากเกินไป  ถึงแสงไฟอาจจะใช้ได้ผล  แต่กว่าเราจะจัดการตัวที่อยู่หน้าห้องฉันได้ตัวอื่น ๆ คงตามมาสมทบแน่  ลองไปหาตามห้องอื่นเถอะ”

“ห้องอื่นนี่ห้องไหน”  มาเอโซโนะยิงคำถามต่อทันที

“คงเข้าไปในห้องพักคนอื่น ๆ ไม่ได้  งั้นก็คงเป็นพวกห้องพนักงาน  ไม่ก็ห้องคนดูแลสินะ”  คนออกความเห็นทำหน้าครุ่นคิด

“โอเค  งั้นรีบไปเถอะ  ยิ่งลังเลยิ่งเสียเวลา!!”  คนถามพูดแค่นั้นก็เปิดประตูออกไปนอกห้องอีกรอบ

“เงียบ ๆ หน่อยสิโซโนะ  เดี๋ยวพวกนั้นก็รู้ตัวหรอก!!”  คาวาคามิร้องเสียงหลงแต่ก็รีบตามออกไป  ปล่อยให้คนที่เหลือลอบถอนหายใจอีกหน  แล้วตามออกไปเป็นคนสุดท้าย

ทั้งสามคนย่อตัวลงต่ำ  ค่อย ๆ เดินในท่ากึ่งหมอบกึ่งคลานไปตามทางเดิน  ตอนแรกมาเอโซโนะจะลองเปิดไฟฉายสู้ตามที่ตนตั้งข้อสันนิษฐานไว้  แต่ชิราสุรีบห้ามเพราะผลออกมาล้มเหลว  หลังจากพวกเขาค่อย ๆ ย้ายที่ตัวเองไปถึงบริเวณบันได  ชิราสุก็ยกมือห้ามทุกคนไว้ก่อน

“ระเบียงฝั่งนั้นมีเจ้าพวกนั้นอยู่”  เขาพูดด้วยเสียงกระซิบ

สองคนที่เหลือชะเง้อมองตาม  จริงอย่างที่พูด  มีเงาดำ ๆ คลานอยู่ตรงทางเดินอีกฝั่งหนึ่งตัว  ดูแล้วไม่มีท่าทีจะผละจากบริเวณนั้นเลย

“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว  ลองเอาไฟส่องหน้าพวกมันเลยเหอะน่า”  มาเอโซโนะเริ่มทนไม่ไหว

“ฉันบอกแล้วไงว่าตอนนี้เรายังเสี่ยงไม่ได้”  ชิราสุรีบปราม

“งั้นเอาไงดี  แบบนั้นก็ไปห้องพนักงานไม่ได้สิ”  อีกฝ่ายเริ่มแสดงท่าทีรำคาญ

คนนำทีมเพ่งมองไปรอบตัว  เท่าที่พอมองเห็นตอนนี้  บนระเบียงชั้นนี้มีเงาดำอยู่สองตัว  ตัวแรกคลานวนเวียนอยู่หน้าห้องเขาที่อยู่สุดริมทางเดิน  อีกตัวอยู่ตรงระเบียงอีกด้าน  ขวางทางเดินไปห้องพนักงานเต็ม ๆ  ขอบคุณความมืดที่ทำให้ทั้งสองตัวยังไม่รู้ว่าพวกเขาแอบอยู่ใกล้ ๆ บันได  แต่ความมืดนั้นก็ทำให้ทางเขาเองเดาไม่ถูกเหมือนกันว่ามีเจ้าพวกนั้นแอบอยู่ที่อื่นอีกหรือเปล่า

“ลองไปชั้นล่างกัน”  เขาตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมาย

“จะดีเหรอ”  คาวาคามิที่รับหน้าที่ระวังหลังถามขึ้นบ้าง

“ตอนนี้จะย้อนกลับไปห้องฉันก็ไม่ได้  ส่วนจะไปทางระเบียงด้านนั้นก็อันตรายพอกัน”  คนนำทีมชี้นิ้วประกอบ  “ก็มีแต่ต้องลองลงไปด้านล่างเท่านั้น”

“ไม่ใช่ว่าข้างล่างมีพวกมันอยู่เป็นโขยงแทนนะ”  รองกัปตันยังไม่ค่อยเห็นด้วย

“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงค่อยว่าอีกที”  ชิราสุไม่เถียง  “ยังไงก็ลองดูก่อน  ขืนมัวแต่ลังเลอยู่เดี๋ยวเจ้าตัวนั้นก็เจอพวกเราก่อนหรอก”

สองคนที่เหลือมองตามการบุ้ยใบ้ของเพื่อน  ถึงแม้ความมืดจะบดบังการมองเห็นจนเกือบหมด  แต่พวกเขาก็รับรู้ได้ว่าเงาดำตรงบริเวณทางเดินก่อนถึงหน้าห้องพนักงานเริ่มขยับตัวเองเข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้น

“เอางั้นก็ได้วะ”  มาเอโซโนะยอมรับอย่างเสียไม่ได้  รีบย่องลงบันไดลงไปก่อนเป็นคนแรก  ตามด้วยคาวาคามิก่อนจะปิดท้ายด้วยชิราสุ  ทั้งสามคนพยายามเดินย่องที่สุดเท่าที่ทำได้  ถึงเสียเวลานานกว่าปกติหน่อยแต่ท้ายที่สุดก็ลงมาถึงชั้นล่างอย่างปลอดภัย

ชั้นล่างเงียบไม่แพ้ชั้นบน  ชิราสุยังไม่กล้าเปิดไฟฉาย  เขาเพ่งมองทางเดินรูปตัวแอลทั้งสองฝั่ง  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าสุดริมด้านหนึ่งเป็นห้องคนดูแลหอ

“จริงด้วย…”  เขาพึมพำขึ้นมาเบา ๆ  “ในห้องคนดูแลหอน่าจะมีไฟฉายอยู่”

“อ้ะ”  คาวาคามินึกได้ตาม

“เข้าไปไม่ได้หรอกน่า”  รองกัปตันพูดดับความหวัง  “ฉันลองพยายามเปิดประตูไปแล้วแต่มันล็อก”

“นั่นสินะ…พอคนดูแลหอกลับก็ต้องล็อกห้องอยู่แล้ว”  ชิราสุพยักหน้ารับ

“หรือว่าจะลองไปหาไฟฉายจากห้องอื่นดี”  พิชเชอร์ประจำทีมถามขึ้นบ้าง

“ห้องคนอื่น ๆ ก็คงล็อกเหมือนกันแหละ”  เขาตอบสั้น ๆ

“แล้วเอาไงดีล่ะ!?”

ชิราสุดึงสายตากลับมายังบริเวณรอบตัวมากขึ้น  ก่อนที่สายตาเขาจะหยุดตรงที่หนึ่งอยู่พักใหญ่ก่อนเปิดปาก  “แล้วถ้าไม่ต้องเป็นแสงไฟล่ะ…”

“หา?”  มาเอโซโนะอุทานขึ้นมาเพราะได้ยินไม่ชัด

“ลองใช้ไฟดูดีไหม”  เขาพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง

“ไฟ?”  อีกฝ่ายถามย้ำ

“ไฟมันก็เป็นแสงสว่างเหมือนกัน  แถมมีความร้อนช่วยด้วย  อาจจะใช้ได้ผลก็ได้”  เจ้าของไอเดียใหม่หันหน้าไปมองเพื่อนสองคน  “ลองจุดไฟเผาดูไหมล่ะ”

ทั้งสองคนเงียบไปพักหนึ่ง  ปล่อยให้สมองทำความเข้าใจเสร็จก่อนจะเผลอตะโกนออกมาพร้อมกัน

“หา!!!!!?”

แล้วก็รีบยกมืออุดปากตัวเอง

“อย่าตะโกนสิ  เดี๋ยวพวกนั้นก็ได้ยินหรอก!!”  ชิราสุรีบปรามเสียงต่ำ

“จะจะ…จุดไฟเผาเนี่ยนะ!?”  คาวาคามิทำตาโต  ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากปากตัวเอง  เสียงที่ดังออกมาเลยฟังดูอู้อี้เหมือนแผ่นเสียงเป็นรอย  “เดี๋ยวหอก็ไฟไหม้หรอก!!”

“ไม่ได้วางเพลิงซะหน่อย  แค่จุดไฟบนตัวเจ้าพวกนั้นเอง”  คนออกความเห็นรีบอธิบายพลางมองไปรอบ ๆ เพื่อคอยดูว่าเหยื่อ(?)ลอบวางเพลิงจะปรากฎตัวออกมาใหม่

“แต่ถ้าพลาดก็ไฟไหม้ได้เลยนะ!?”  อีกฝ่ายยังพยายามกล่อมเพื่อนสนิทด้วยใบหน้าแตกตื่น

“นั่นสิ  ลองฉายไฟใส่ก่อนไม่ดีกว่าเรอะ!!?”  มาเอโซโนะยกทฤษฎีตัวเองกลับมาสู้อีกครั้ง

“งั้นลองเลยไหมล่ะ?”

คราวนี้เขากลับหันมาพยักหน้าเห็นด้วยเสียง่าย ๆ

“อะ…หา  ชิราสุ!?”  คาวาคามิร้องเสียงหลง  ลดมือลงจากปาก  “ไหงคราวนี้ยอมเห็นด้วยง่าย ๆ ล่ะ!?”

“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าไอเดียนั้นใช้ไม่ได้แต่แรกนี่  แค่บอกว่ามันเสี่ยงไปเท่านั้นเอง”  อีกฝ่ายตอบหน้าตาย  “แต่ถ้าคิดอยากจะลองจริง ๆ ก็ลองเลยเถอะ  ดีกว่ามาเสียใจภายหลัง”

หมอนี่กล้าได้กล้าเสี่ยงกว่าที่คิดแฮะ

มาเอโซโนะแอบนึกในใจเบา ๆ ขณะมองหน้าคนที่เงียบที่สุดในทีมด้วยแววตาตกตะลึง

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”

เสียงพร่ำคำเดิม ๆ ชวนขนลุกก็ดังแว่วมาตามทางเดินด้านหลัง  ทั้งสามคนรีบหยุดพูด  หันไปมองด้านบันไดขึ้นหอพร้อมกัน

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”

เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน  แต่ความเงียบรอบกายช่วยเร่งระดับความดัง  และโครงสร้างอาคารเพิ่มความก้องจนได้ยินชัดขึ้น

“มาได้จังหวะพอดี”  หัวหน้าทีมจำเป็นกำไฟฉายในมือเตรียมพร้อม

“อะ…เอาจริงเหรอ…”  คนขี้กลัวที่สุดในกลุ่มยังทำเสียงไม่ค่อยมั่นใจ

พอถูกบอกว่าให้ลองเข้าจริง ๆ มาเอโซโนะก็กลับนึกหวาดหวั่นขึ้นมา  แต่เขาก็รีบกลบความกลัวลง  กำไฟฉายในมือไว้แน่น  “ชิ…เอาก็เอา!!”  ก่อนจะพุ่งจากที่ซ่อนวิ่งไปตีนบันไดทันที

ลำแสงจากไฟฉายที่ส่องกระทบพื้นเผยให้เห็นเงาดำกำลังคืบคลานมาจากอีกฟากของระเบียง  รองกัปตันกลืนน้ำลาย  หันลำแสงไฟฉายในมือใส่  “เอาไปกินซะ!!”

เงียบ

สองคนที่ลุ้นอยู่ในเงาของระเบียงชะเง้อหน้ามอง  ลำแสงจากไฟฉายส่องกระทบใบหน้า(?)ของเงาดำเต็ม ๆ  มันทำเพียงชะงักเล็กน้อย  ก่อนจะเริ่มขยับตัวเข้าใกล้คนฉายไฟด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น  “ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”

“แย่แล้ว!!”  คาวาคามิอุทานเสียงสั่น

“ชิ  ไม่ได้ผลเหรอเนี่ย!!”  รองกัปตันเดาะลิ้น  รีบเรียกหน่วยกล้าตายที่ยืนค้างด้วยความตกใจ  “โซโนะ!!”

“หะ…หา!?”  อีกฝ่ายหันกลับมาด้วยความเร็วคอแทบหัก

เขามองซ้ายขวา  แล้วรีบชี้ไปยังประตูโรงอาหาร  “ยังไงก็รีบเข้าไปหลบในนั้นก่อนเร็ว!!”

“อะ…เออ!!”  มาเอโซโนะรับคำแล้วรีบพาตัวเองวิ่งกลับมา  ชิราสุรีบดึงคาวาคามิให้วิ่งตามมา  เขาตรงไปเปิดประตูโรงอาหารแล้วดันตัวเพื่อนเข้าไป  ตามด้วยตัวเขาเองและเพื่อนอีกคน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s