Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 21

พาร์ทสำรวจอาจจะน่าเบื่อไปหน่อย  ต้องขอโทษด้วยนะคะ orzll

แต่เวลาเล่นเกมนี่เราชอบพาร์ทสำรวจมากเลยนะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


มิสเตอร์มั่นคงรีบกระชากประตูปิด  มองซ้ายมองขวาแล้วตัดสินใจมุดเข้าใต้โต๊ะที่แอบมุมที่สุดเท่าที่ทำได้  เพื่อนทั้งสองคนเห็นดังนั้นก็รีบทำตาม

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”

เสียงนั้นดังใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ  ก่อนจะหยุดที่หน้าประตู  ทั้งสามคนกลั้นหัวใจลุ้นตัวโก่ง  แต่อีกอึดใจเสียงนั้นก็ค่อย ๆ เงียบลงไป  เหมือนเจ้าของเสียงเพียงแค่เดินผ่านหน้าห้องไปเฉย ๆ  แล้วสุดท้ายก็เงียบลง

ชิราสุรอจนเสียงรอบกายเงียบสนิท  จึงคลานออกมาก่อนลุกขึ้นมองไปรอบ ๆ  พอแน่ใจว่าไม่มีใครหรืออะไรอย่างอื่นนอกจากพวกเขาแล้วก็หันไปเรียกสองคนที่เหลือ  “ไปแล้วล่ะ”

“เฮือก…”  มาเอโซโนะคลานออกมานั่งแผ่ข้างโต๊ะ  “นึกว่าจะถูกจับได้แล้วซะอีก”

คนที่เหลือคลานตามออกมาบ้าง  เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะลุกขึ้นยืน  ปัดกางเกงให้เรียบร้อยแล้วหันมามอง  “ไม่ใช่ว่าจะไปเรียกพวกมานะ”

“งั้นรีบหารีบไปดีกว่า”  มิสเตอร์มั่นคงมองไปรอบห้อง

“…แล้วจะดีจริง ๆ เหรอชิราสุ  ที่ว่าจุดไฟบนตัวพวกนั้นน่ะ”  เพื่อนสนิทลองถามย้ำดู

“ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก”  เจ้าของความคิดเดินนำไปทางห้องครัวด้วยท่าทางนึกอะไรออก  “ในนี้น่าจะมีน้ำมันก๊าดไว้เติมฮีทเตอร์อยู่อยู่  คงใช้เป็นเชื้อเพลิงได้”

“อะ…”  คาวาคามิรีบเดินตามไป  แต่ยังทำหน้าลังเลอยู่บ้าง

รองกัปตันรีบตามเข้าไป  “แล้วจะเอาตัวจุดไฟจากไหนล่ะ”  เขาพูดเป็นเชิงเห็นด้วยขณะมองชิราสุเปิดไฟฉายรื้อตู้เก็บของแถว ๆ นั้น

“ฉันว่าในนี้น่าจะมีพวกไฟแช็กไม่ก็ไม้ขีดไฟอยู่นะ  ช่วยลองหาให้ที”  อีกฝ่ายขอร้องขณะหยิบขวดใส่น้ำมันแก๊สออกมาจากตู้  “ใกล้หมดแล้วแฮะ  แต่คงพอมั้ง”  เขาลองจับขวดยกขึ้นกะน้ำหนักของเหลวข้างใน  ย่นจมูกเพราะกลิ่นน้ำมันเล็กน้อย

“ได้ ๆ”  มาเอโซโนะไม่คิดห้าม  กดสวิตซ์ไฟฉายช่วยรื้อตู้เก็บของด้วยคน

“…อย่าไล่พวกผมออกเลยนะครับอาจารย์…”  หนึ่งในผู้ไม่เห็นด้วยพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ด้วยความปลงว่าคงไม่มีทางห้ามเพื่อนทั้งสองคนได้อีกแล้ว

ผ่านไปไม่นานนัก  เสียงคนหาต้นไฟก็ดังขึ้น  “เจอแล้ว!!”  เขาหันกลับมาโบกไฟแช็กไปมา

“เท่าที่ก็ครบแล้ว”  ชิราสุยิ้มโล่งอก  “ไปที่ห้องโค้ชกัน”

“เอ๊ะ  หา?”  คนหาไฟแช็กเจอลดมือลงทันที  “ทำไมต้องไปที่ห้องโค้ชล่ะ?  ไม่ไปช่วยพวกคุราโมจิที่โรงฝึกในร่มเลยเรอะ?  ก็หาไฟได้แล้วนี่?”

“ยังไงฉันก็อยากเข้าไปในห้องคนดูแลหออยู่ดีน่ะ…”  หัวหน้าทีมชั่วคราวเล่าความคิดตัวเอง  “เท่าที่ฟังมาก็ยังไม่เคยมีใครเข้าไปในห้องนั้นด้วย  ไม่แน่อาจจะมีอะไรอยู่ก็ได้”

“อะไรที่ว่าคืออะไรเหรอ”  คาวาคามิถามต่อบ้าง

แววตาของคนออกความเห็นยังแฝงความลังเลอยู่  “อะไร…ที่พอเป็นเบาะแสรับมือคนที่สิงนาเบะอยู่…”

“จะมีอยู่ในนั้นจริง ๆ เรอะ!?”  รองกัปตันทำตาลุกวาว

“แค่เดาเท่านั้นแหละ”  ชิราสุพูดด้วยน้ำเสียงปรามให้เงียบลง  “แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ลองเลย”

“อืม  ฉันเห็นด้วยนะ”  คนที่เหลือพยักหน้ารับ  “ถ้าได้เบาะแสมารับมือก็ดีสิ…”  ในใจเขายังคงลังเลกับไอเดียจุดไฟไล่เงาอยู่ดี

“แล้วทำไมต้องไปที่ห้องโค้ชล่ะ”  มาเอโซโนะรีบถามเรื่องที่ยังค้างคาใจอยู่

“ฉันว่าโค้ชน่าจะเก็บกุญแจสำรองไว้อีกดอกด้วย”  ชิราสุเล่าสมมติฐานออกมา  “จะทิ้งกุญแจห้องที่มีอยู่ดอกเดียวไว้กับคน ๆ เดียวไม่ได้หรอก  ขืนหายขึ้นมาก็แย่น่ะสิ”

“อ่อ…”  คนถามพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจ

เจ้าของไอเดียมองเพื่อนทั้งสองคนเหมือนดูให้แน่ใจว่าพร้อมแล้ว  ก่อนจะเปิดปากพูด  “งั้นไปห้องโค้ชกัน”

โชคดีที่ตอนพวกเขาออกมาจากโรงอาหารยังไร้แววของเงาดำ  พวกเขาจึงรีบกลับขึ้นชั้นสองก่อนเงาดำตัวก่อนหน้าจะเรียกพวกมาเสริม  แต่พอกลับขึ้นมาชั้นสองก็ยังเจอเงาดำตัวเก่าเฝ้าระเบียงอยู่เช่นเคย

“ถ้ายังอยู่แบบนี้ก็เข้าไปในห้องไม่ได้สิ”  คาวาคามิขมวดคิ้วเครียด

ชิราสุมองเงาดำที่คืบคลานบนระเบียงด้วยแววตาครุ่นคิด  ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา  “ลองเลยดีไหม”

“ลอง?”  อีกฝ่ายทวนคำ

“ลองจุดไฟเผาดู”  เขาตอบสั้น ๆ

“…ห้ะ!!!?”  คาวาคามิเกือบหยุดปากตัวเองไม่ทัน  เขารีบกระซิบต่อด้วยเสียงเบากว่าเดิม  “ตะ…ตอนนี้เนี่ยนะ!?”

“ก็ดีเหมือนกัน   จะได้รู้ด้วยว่าทำได้จริงไหม”  มาเอโซโนะพยักหน้าเห็นด้วย  ในมือกำหูหิ้วขวดใส่น้ำมันก๊าดไว้แน่น

“เอ๊ะ!?”  ผู้คัดค้านเพียงหนึ่งเดียวเกือบหลุดอุทานอีกหน  “จะดีจริง ๆ เหรอ!?”

“ทำไมถึงจะไม่ดีล่ะ”  รองกัปตันหันมาท้วงด้วยความรำคาญ  “ถ้าทำได้จริงเราก็ไม่ต้องกลัวไอ้พวกเงาดำบ้า ๆ นั่นแล้วนะ”

“แต่ว่า…”  คาวาคามิยังพยายามเถียง  “ถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมาล่ะ…”

ชิราสุเห็นท่าเพื่อนไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ เลยเสนอความเห็นให้  “ถ้าอย่างนั้นนายไปเอาถังดับเพลิงมาเผื่อไหม”

“ถังดับเพลิง?”  อีกฝ่ายได้ยินไม่ชัด

“ตรงใกล้ ๆ ตู้ไฟมีถังดับเพลิงติดไว้ไม่ใช่เหรอ”  หัวหน้าทีมชั่วคราวบอกพิกัด  “ถ้ามีไว้ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องไฟไหม้แล้วนี่  ไปเอาเลยไหมล่ะ”

“เอ๊ะ…”  คนแย้งชะงัก  เอานิ้วชี้ตัวเอง  “ฉัน?  ตอนนี้?”

“ก็กลัวไฟไหม้ไม่ใช่เหรอ”  เพื่อนสนิทเลิกคิ้วใส่

ยังไงก็จะจุดไฟเผาเจ้าพวกนั้นจริง ๆ สินะ…

“…ไว้ลองดูก่อนแล้วกันว่าต้องใช้หรือเปล่า”  เขาเลิกล้มความพยายามในการเถียง  ยกมือโบก ๆ ให้ทั้งสองคนเริ่มแผนการกำจัดคนขัดขวางอย่างปลง ๆ

มาเอโซโนะหันกลับไปมองเป้าหมาย  เงาดำยังคืบคลานวนเวียนอยู่แถว ๆ หน้าห้องพักไม่ไกลจากพวกเขานัก  เขาถามคนด้านหลังโดยยังไม่ละสายตาจากวัตถุตรงหน้า  “ระเบียงฝั่งนั้นมีเจ้าพวกนั้นอยู่ไหม”

“…ตอนนี้ไม่เห็นนะ”  ชิราสุหันไปเช็คให้

“ก่อนหน้านี้มีอยู่ตัวนึงไม่ใช่เหรอ”  คนที่เหลือทักขึ้น  เขาจำได้ลาง ๆ ว่าก่อนจะลงไปข้างล่าง  มีเงาดำตัวหนึ่งวนเวียนอยู่แถวหน้าห้องชิราสุ  ทำให้พวกเขากลับไปที่ห้องไม่ได้

“สงสัยคงไปแล้ว”  มิสเตอร์มั่นคงยกความเป็นไปได้  “แบบนี้ก็ยิ่งดี  เผื่อพลาดขึ้นมาเดี๋ยวโดนรุมเอา”

“งั้นก็ลงมือเลยแล้วกัน”  รองกัปตันให้สัญญาณ  เขาเปิดฝาขวด  กลิ่นน้ำมันลอยฉุนขึ้นมาแตะจมูก  “ชิราสุ  เดี๋ยวนายรีบตามมาจุดไฟเลยนะ”  เขาหันไปนัดแนะกับผู้ร่วมแผนการอีกคน  พออีกฝ่ายพยักหน้ารับจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้

เขาอาศัยจังหวะที่เงาดำหันไปอีกด้าน  (หรือเปล่าก็ไม่ทราบ  แต่คาดจากทิศทางเคลื่อนไหวแล้วน่าจะเป็นเช่นนั้น)  ยกมือสาดน้ำมันใส่ทันที

“เอาไปกินซะ!!!”

เขาเผลอขึ้นเสียง  ส่งผลให้เงาดำหันกลับมาเห็นพวกเขาเต็ม ๆ

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย!!!”

“ตอนนี้แหละชิราสุ!!”  มาเอโซโนะให้สัญญาณ  ชิราสุรีบขยับเข้ามาใกล้  ถือไฟแช็กโบกเข้าใส่ตัวเท่าที่จะทำได้

พรึ่บ

เสียงไฟลุกดังขึ้น

แล้วเปลวไฟก็ลุกพวยพุ่งเต็มร่างของเงาดำนั้นในพริบตาเดียว

“เฮ้ย!!!”  รองกัปตันอุทานลั่น  พร้อมกับคนถือไฟแช็กล้มลงกับพื้นด้วยความตกใจ

“เหวอ!!!”  คนดูลาดเลาด้านหลังยังอดร้องตามออกมาไม่ได้

แต่ทันทีที่กะพริบตา  เปลวไฟนั้นก็ดับวูบ  พร้อมกับตัวเงาดำสลายกลายเป็นเถ้าถ่านลอยหายวับไปในอากาศ  บนระเบียงกลับมาเย็นเยียบจากอากาศฤดูใบไม้ผลิเช่นเคย  ไม่มีแม้แต่รอยไหม้ติดอยู่ตามพื้นหรือผนัง

ทั้งสามคนเสียคำพูดไปพักใหญ่  ก่อนคาวาคามิจะค่อย ๆ เปิดปากพูดช้า ๆ  “ฉันว่า…เอาถังดับเพลิงติดตัวไว้น่าจะดีกว่านะ”

“เออ…นั่นสิ….”  มาเอโซโนะพยักหน้าหงึกหงักเหมือนหุ่นยนต์

“เอาเป็นว่าไฟใช้ได้ผลสินะ”  ชิราสุกล่าวปิดประเด็น  เขาเก็บไฟแช็กเข้ากระเป๋ากางเกง  แล้วลุกขึ้นยืนเร่งสองคนที่เหลือ  “รีบไปที่ห้องบอสก่อนเจ้าพวกนั้นจะตามมาสมทบเถอะ”

.

.

.

.

.

.

.

การคุ้ย(?)ห้องโค้ชครั้งนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วเกินคาด  ว่าง่าย ๆ คือใช้เวลาไม่ถึงห้านาที  มาเอโซโนะก็หากุญแจห้องคนดูแลหอเจอแล้ว

“เดี๋ยวแวะไปห้องฉันหน่อยไหม  อย่างน้อยก็เอากระเป๋ามาใส่ของซะหน่อย”  ชิราสุถามขึ้นเมื่อรู้ว่าภารกิจครั้งนี้เสร็จแล้ว  เขาเลยลองเสนอหนทางที่ช่วยให้การเดินทาง(?)ราบรื่นขึ้น  “ตอนนี้เราต้องถือทั้งไฟฉายทั้งขวดน้ำมัน  แล้วหลังจากนี้อาจจะต้องพกอะไรเพิ่มก็ได้ด้วย”

“ก็เอาสิ”  รองกัปตันเก็บกุญแจเข้ากระเป๋ากางเกงตัวเองแล้วรีบออกจากห้องไป  คนถามพยักหน้าก่อนจะตามออกไปติด ๆ

“อะ  เดี๋ยว!!”  คนที่เหลือส่งเสียงรั้งไว้ก่อน  “ไม่เก็บของในห้องโค้ชสักหน่อยเหรอ”

“หา?”  มาเอโซโนะที่ยืนอยู่หน้าประตูหันกลับมา  “ทำไมอะ?”

“เอ่อ…ก็..”  คาวาคามิหันกลับไปมองสภาพห้องที่ถูกรื้อเป็นรอบที่สาม (เท่าที่รู้) อีกครั้ง  “อย่างน้อยก็น่าจะจัดของที่รื้อออกมาเข้าที่ซะหน่อย…”

“เราไม่มีเวลาขนาดนั้นแล้วน่า  โนริ!!  ตอนนี้ต้องคิดเรื่องไปช่วยพวกคุราโมจิก่อนสิ!!”  รองกัปตันพูดแค่นั้นก็ผลุบหายไป  ชิราสุหันมาพยักหน้าเรียกเพื่อนเงียบ ๆ ก่อนจะหายตัวไปอีกคน

…พอทำหลาย ๆ รอบกับรู้ว่ามีคนทำแบบเดียวกับตัวเองเข้าแล้ว  ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็หายไปได้เหมือนกันสินะ…

หนึ่งในผู้ที่ยังรักษาจิตใจดีงาม(?)เอาไว้ได้ลอบถอนหายใจ  ก่อนจะตามสองคนที่เหลือออกไปอย่างช่วยไม่ได้

บนระเบียงยังไม่มีเงาดำตัวอื่นอยู่  พวกเขาทั้งสามคนรีบใช้จังหวะนี้เข้าไปในห้องของชิราสุสำเร็จ  ในห้องนั้นทั้งมืด  เงียบ  และเย็นเฉียบ  เจ้าของห้องหยิบกระเป๋าสำหรับใส่เสื้อผ้าเปลี่ยนเวลาไปแข่งออกมารื้อของข้างใน  แล้วใส่ขวดน้ำมันก๊าดเข้าไปแทน  ตัวขวดใหญ่เกินกระเป๋ามาพอควร  แต่ด้วยปริมาณน้ำข้างในที่เหลืออยู่ไม่มากทำให้ความใหญ่ไม่เป็นอุปสรรคนัก

“เอาอะไรไปเพิ่มอีกไหม”  ชิราสุลองถามขึ้นหลังจากเห็นว่าไหน ๆ ก็ได้โอกาสตุนของแล้ว

“ยิ่งเอาไปเยอะจะยิ่งถ่วงตัวเองมากกว่า  ไม่ต้องหรอก”  มาเอโซโนะออกความเห็น

“งั้น…เอาไฟฉายไปเพิ่มสักหน่อยไหม”  คาวาคามิเสนอไอเดียบ้าง  “ถ้าไม่มีไฟฉายคงลำบากแย่  เอาติดไปสักกระบอกสองกระบอกเผื่อเกิดเหตุขึ้นดีกว่า”

“เออ  งั้นเอาแบบนั้นละกัน”  รองกัปตันให้สัญญาณตกลง  เจ้าของห้องเลยคุ้ยหาไฟฉายจนได้เพิ่มมาอีกสองกระบอก  เขาจัดการใส่มันลงกระเป๋าตามด้วยไฟแช็กอีกอัน

“พอใส่แบบนี้แล้วดูโล่งไปเลย”  มาเอโซโนะผู้รับหน้าที่แบกของลองยกกระเป๋าสะพายไหล่ดู

เจ้าของกระเป๋าใส่กุญแจห้องตัวเองกับกุญแจห้องคนดูแลหอตบท้ายลงไปด้วย  “รีบลงไปข้างล่างกัน”

ทางเดินด้านล่างไร้วี่แววเงาดำ  คาวาคามิไม่วายแวะเอาถังดับเพลิงใกล้ ๆ ตู้ไฟมาด้วย  ถึงทั้งสองคนจะแย้งว่าถือไว้จะหนักเปล่า ๆ  แต่คราวนี้เขายืนกรานว่าขอเป็นคนแบกเอง  เพราะไม่อยากเผชิญความเสี่ยงว่าจะเกิดไฟไหม้อีกแล้ว

ชิราสุเปิดกระเป๋าที่มาเอโซโนะสะพาย  หยิบกุญแจห้องคนดูแลหอออกมาแล้วไขประตูเข้าไป

ในห้องไม่มีอะไรพิเศษ  มีโต๊ะกับเก้าอี้  บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์วางไว้  ชั้นหนังสือ  ตู้เก็บของ  มองเผิน ๆ แล้วบรรยากาศคล้ายคลึงกับห้องพนักงาน

คาวาคามิผู้เข้ามาในห้องเป็นคนสุดท้ายปิดประตู  แล้ววางถังดับเพลิงในมือไว้ข้าง ๆ ประตู  “แล้วเอาไงต่อดีล่ะ”

หัวหน้าทีมชั่วคราวกวาดตามองไปรอบ ๆ ช้า ๆ  “อย่างที่เคยบอกไป  มาลองหาเบาะแสของคนที่สิงนาเบะดู”

“ในนี้จะมีเหรอ…”  มาเอโซโนะพูดด้วยสีหน้าเคลือบแคลง

“เห็นว่าเป็นรุ่นพี่พวกเราใช่ไหม”  คาวาคามิทวนความทรงจำ  “ไม่แน่อาจจะมีบันทึกพูดถึงไว้ก็ได้”

“เป็นรุ่นพี่เมื่อกี่ปีที่แล้วก็ไม่รู้  จะมีเหลือไหมนั่น”  อีกฝ่ายยังไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร  แต่ก็เดินตรงไปยังชั้นหนังสือเพื่อหาของเงียบ ๆ

“น่าจะมีหลงเหลืออยู่บ้างแหละ”  ชิราสุยังไม่ทิ้งความหวังง่าย ๆ  “ถ้าเขาแค้นคนในชมรมเราจนทำได้ขนาดนี้  ก็แปลว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นในชมรมตอนยังมีชีวิตอยู่  แล้วต้องเป็นเหตุการณ์ใหญ่มากด้วย”

“ใหญ่พอถึงขั้นมีบันทึกหลงเหลือไว้…อะไรแบบนั้นเหรอ”  หนึ่งในพิชเชอร์ประจำทีมต่อประโยคให้

“ประมาณนั้น”  คนออกความเห็นตอบสั้น ๆ ก่อนลงมือคุ้ยตู้เก็บของ

“อ้ะ”  มาเอโซโนะร้องขึ้น  เขาดึงแฟ้มบางอย่างออกมาจากชั้นหนังสือ  “ไอ้นี่พอใช้ได้หรือเปล่า”

“ไหน”  ชิราสุเดินไปดูตามด้วยคาวาคามิ  บนปกแฟ้มเขียนไว้ว่า ‘รายชื่อผู้เข้าพักในหอพักเซย์ชิน’ ด้านล่างเขียนเลขปีเว้นระยะห่างไว้สิบปี

“จริงด้วย  อาจจะรู้ชื่อจากในนี้ก็ได้”  คาวาคามิยิ้มออกมา

“ถ้าไม่ใช่พวกไปกลับก็ดีน่ะสิ”  คนที่เหลือยกความเป็นไปได้ขึ้นมาแย้ง

“อย่าพูดให้เสียกำลังใจก่อนเซ่”  รองกัปตันหันไปบ่น  เขาพยายามกางแฟ้มออกมาด้วยความลำบากเพราะความหนักและหนา  “ว่าแต่จะหายังไงดี  ปี ๆ นึงคนเข้าหอทีสามสิบกว่าคน  แล้วหมอนั่นเป็นรุ่นพี่เราเมื่อกี่ปีที่แล้วก็ไม่รู้”

“เท่าที่ฟังจากที่โคมินาโตะเล่า  ก็น่าจะผ่านมาเป็นสิบปีแล้วสินะ”  ชิราสุนึกถึงเรื่องสมุดโน๊ตที่รู้มาจากฮารุอิจิ  “ลองสุ่ม หาจากช่วงปีนั้นดีไหม”

“แล้วไงต่อ?”  คนหาแฟ้มเจอพลิกปกแฟ้มกลับไปดูว่าหยิบมาถูกช่วงปีไหม

“ถ้าจำไม่ผิด  คน ๆ นั้นเจ็บไหล่จนเป็นพิชเชอร์ต่อไม่ได้”  หัวหน้าทีมชั่วคราวใช้ความคิดต่อ  “งั้นก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะออกจากชมรมกลางคันด้วย  ลองหาชื่อคนที่มีชื่ออยู่ในหอไม่ครบสามปีดู”

“ฟังดูง่ายแต่ก็ยากน่าดู…”  มาเอโซโนะบ่นอุบอิบ  เขาเก็บแฟ้มในมือกลับเข้าชั้นเพราะหยิบมาผิดเล่ม  ก่อนจะดึงเล่มที่ดูน่าใช่ก่อนลองเปิดดู

“ถ้าเกิดเขายังอยู่ในหอต่อจนเรียนจบ  หรือไม่ได้อยู่หอตั้งแต่แรกนี่จบเลยนะเนี่ย”  คาวาคามิทำหน้าเบ้

เจ้าของไอเดียเองก็ทำหน้าเครียดให้เห็น  “เดี๋ยวลองหาอย่างอื่นด้วยดีกว่า”

มาเอโซโนะพลิกแฟ้มไปมาเรื่อย ๆ พลางกวาดสายตาอ่านรายชื่อด้วยแววตาเหนื่อยหน่าย  ก่อนจะสะดุดตาบนหน้ากระดาษแผ่นหนึ่งพร้อมอุทานออกมา  “อ้ะ  ชื่อโค้ชนี่!?”

“ไหน ๆ!?”  คาวาคามิรีบชะโงกหน้าไปอ่าน  “จริงด้วย!!”

คนที่เหลือละสายตาจากชั้นหนังสือมาอ่านตาม  จริงอย่างที่ทั้งสองคนพูด  ในรายชื่อห้อง ๆ หนึ่งมีชื่อ ‘คาตาโอกะ  เท็ตชิน’ เขียนไว้ด้วยฟ้อนท์เรียบ ๆ ท่ามกลางชื่อคนอื่น ๆ

“…เกือบลืมไปเลยว่าโค้ชก็เคยเป็นนักเรียนที่นี่”  พิชเชอร์ประจำทีมเปิดปากออกมาช้า ๆ

“นึกภาพโค้ชตอนเป็นนักเรียนไม่ออกเลยแฮะ”  รองกัปตันเงยหน้ามองเพดานขณะจินตนาการ

“เขาเคยเป็นเอซของที่นี่ด้วยนะ  พาทีมไปถึงรอบชิงของโคชิเอ็งเลยล่ะ”  ชิราสุพูดด้วยรอยยิ้มนิด ๆ

“เอซ…”  คำ ๆ นั้นจุดประกายความคิดบางอย่างในหัวคาวาคามิขึ้นมา

“มีอะไรเรอะ  โนริ?”  มาเอโซโนะจับความผิดปกติบนใบหน้าคนข้างตัวได้

“คนที่สิงนาเบะอยู่แค้นเอซอยู่ใช่ไหม”  เขาพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา  “ไม่แน่ว่าเอซที่ว่านั่นคือ…”

ทั้งสามคนเงียบไป

“อย่านอกนะว่า…”  มาเอโซโนะพูดเสียงสั่น  “จะบอกว่าไอ้หมอนั่น…แค้นโค้ชงั้นเหรอ…”

“จะเป็นไปได้ไง…โค้ชเราไม่น่าทำอะไรให้คนอื่นแค้นถึงขนาดกลายเป็นผีแบบนี้หรอกนะ…”  คาวาคามิพูดพลางหัวเราะเหมือนหุ่นยนต์

“ฉันแค่ลองพูดความเป็นไปได้น่า”  อีกฝ่ายตอบรับกลาย ๆ

รองกัปตันก้มหน้าดูรายชื่อเพื่อนร่วมห้องโค้ชสมัยเรียน  ก่อนจะอุทานขึ้นมาเบา ๆ  “หือ?  มีหมายเหตุอะไรเขียนไว้ล่างชื่อนี่ด้วย”

ทั้งสองคนรีบเบนความสนใจมาอ่านตาม  รายชื่อในห้องต่าง ๆ มีรูปแบบแบบเดียวกันคือ  มีปีหนึ่ง  ปีสอง  และปีสามอยู่ในห้องเดียวกันช่วงฤดูใบไม้ผลิ  พอจบหลังหน้าร้อนไปแล้วรายชื่อในห้องจะเหลือเพียงปีหนึ่งและปีสองเนื่องจากปีสามถอนตัวและย้ายไปรวมอยู่ในห้องเดียวกันไม่ก็ออกจากหอไป

แต่ด้านล่างของชื่อปีสองในห้องนั้นมีหมายเหตุเขียนไว้ด้านล่างว่า ‘ออกจากชมรมเนื่องจากอาการบาดเจ็บ’

“…ไอ้คนที่สิงนาเบะอยู่เจ็บไหล่ใช่ไหม”  มาเอโซโนะทวนความทรงจำอีกหน

“ถ้าจำไม่ผิด…ใช่นะ…”  คาวาคามิตอบเสียงสั่น

“ไม่น่าเชื่อ…”  ชิราสุพึมพำ  ตอนแรกเขาแค่เดาเล่น ๆ (ที่จริงคือพูดจริงครึ่งพูดเล่นครึ่ง) ว่าตัวต้นเหตุน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาในทางอ้อมด้านใดด้านหนึ่ง  แต่ก็ไม่ได้คาดคิดจริง ๆ ว่าจะเกี่ยวในลักษณะแบบนี้

“เดี๋ยวนะ”  พิชเชอร์ปิดม่านอุทานขึ้นหลังจากนึกอะไรออก  “หมอนั่นบอกว่าแค้นพิชเชอร์เพราะเป็นต้นเหตุทำให้ไหล่เขาเจ็บ  แล้วถ้าเขาคือรุ่นพี่คนนี้จริง ๆ  ก็แปลว่า…”  เขากลืนน้ำลายก่อนลดเสียงลง  “โค้ชทำไหล่เขาเจ็บเหรอ…”

“เป็นไปไม่ได้!!”  มาเอโซโนะท้วงทันที  “โค้ชไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย!!”

“แต่ถ้าไม่ใช่แล้วเขาจะแค้นถึงขนาดทำร้ายพวกเราขนาดนี้เลยเหรอ!?”  คนเปิดประเด็นพยายามเถียงกลับ  แววตาแสดงความสับสนออกมาเต็มที่  “ถึงจะเข้าใจผิดก็ต้องมีเค้าบ้างสิ”

“นายก็น่าจะรู้จักโค้ชดีไม่ใช่เหรอ  โนริ!!?  ถึงเขาจะโหดแต่ก็ไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่นอน!!”  รองกัปตันแสดงทีท่าปกป้องโค้ชตนเองเต็มที่

“ฉันก็ไม่อยากสงสัยเหมือนกันแหละน่า  แต่มันช่วยไม่ได้นี่นา  ในเมื่อทุกอย่างมันโยงกันแบบนี้น่ะ!!”  คาวาคามิยังเถียงกลับ  ถึงแม้เสียงเขาจะสั่นก็ตาม

“พวกนายหยุดก่อนน่า”

ชิราสุตัดสินใจเข้าห้าม  ทั้งสองคนชะงัก  หันมามองหน้าเขาพร้อมกันด้วยท่าทีอึกอัก  แต่ก็ยอมหยุดทะเลาะแต่โดยดี

คนห้ามทัพถอนหายใจ  ก่อนจะเปิดปากพูด  “ก่อนอื่นหลักฐานแค่นี้ยังฟันธงไม่ได้หรอกว่าคนที่สิงนาเบะคือรุ่นพี่คนนี้จริง ๆ  และถึงจะใช่ก็ยังพูดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นว่าโค้ชเป็นตัวต้นเหตุด้วย”

ทั้งคู่มองเขาเงียบ ๆ ด้วยสีหน้ากึ่งยอมรับกึ่งอยากคัดค้าน

“เพราะงั้นฉันว่าเราควรหาข้อมูลเพิ่มดีกว่าว่ารุ่นพี่คนนี้มี ‘อาการบาดเจ็บ’ อะไร  และมีต้นเหตุจากไหน”  หัวหน้าทีมชั่วคราวออกความเห็น  “ถ้ารู้ต้นเหตุเมื่อไรก็คงหาวิธีรับมือเขาได้แน่ ๆ”

“…คงเป็นอย่างที่ชิราสุพูดแหละนะ”  คาวาคามิเปิดปากออกมาเป็นคนแรก  เขายิ้มเหนื่อยใจออกมาเล็กน้อยหลังพูดจบ

รองกัปตันยังทำสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก  แต่ก็ถอนหายใจแล้วพูดขึ้นบ้าง  “งั้นเอาแบบนั้นแหละ”

“ได้ข้อสรุปแล้วนะ”  ชิราสุพูดย้ำอีกรอบ  ทั้งสองคนพยักหน้า  ก่อนที่มาเอโซโนะจะถามต่อ  “แล้วเอาไงต่อ  จะไปช่วยพวกคุราโมจิก่อนหรือจะสืบเรื่องนี้ก่อน?”

“ยังไงก็ไปช่วยพวกนั้นก่อนเถอะ  ขืนปล่อยไว้นานก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรกับพวกเขาบ้าง  แล้วถ้าจะสืบอะไรถ้าได้กำลังคนเยอะ ๆ น่าจะดีกว่านะ”  คาวาคามิเสนอความเห็นออกมา

“ฉันก็เห็นด้วย”  อีกคนพยักหน้ารับ

รองกัปตันมองหน้าทั้งสองคนไปมา  ก่อนจะพยักหน้าบ้าง  “งั้นรีบไปกันเร็ว”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s