Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 22

ตัวละครออริในเรื่องนี้โผล่แล้วค่ะ

อยากเขียนบทบู๊เท่ ๆ ได้จัง…orzll

 

ตอบ somainchan :

เหมือนอาจารย์จะไม่เคยบอกนะคะว่าเอย์จุนคุงมาจากส่วนไหนของนากาโนะ  (ที่จริงคิดว่าคงไม่ได้กำหนดไว้มากกว่า)  แต่ดูแล้วน่าจะโซนนอกเมืองพอสมควร  ขนาดโรงเรียนยังถูกยุบรวมกับที่อื่นเลยนี่นะ…

เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับพวกฉากสถานที่ที่ปรากฎในเรื่องว่ามาจากไหนเลยค่ะ  เผอิญไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเท่าไร orzll

อนึ่ง  อาจารย์เคยบอกว่ามิยูกิเป็นเด็กเอโดะเมืองต่ำ (ชิตะมาจิ 下町) ค่ะ  แต่จะให้ฟันธงว่าอยู่เขตไหนนี่ยากเพราะบอกไม่ได้เต็มปากว่าส่วนไหนของโตเกียวเรียกว่าเมืองต่ำได้บ้างเนี่ยสิ orzll

แต่จากเล่มหนึ่งแล้วจะเดาได้ว่าตัวโรงเรียนเซย์โดน่าจะอยู่ใกล้สถานีนิชิโคคุบุนจิ (西国分寺) เพราะเอย์จุนขึ้นรถไฟกลับบ้านจากที่นั่นค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“คิดจะหนียังไงก็หนีไม่พ้นหรอก…”

เสียงวาตานาเบะ  ฮิซาชิดังก้องอยู่ในโรงฝึกในร่ม

“ยังไงพวกนายก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดี…”

ต้นเสียงเดินวนไปมาอยู่กับที่  ท่าทางและน้ำเสียงไม่เหลือความเป็นวาตานาเบะคนเดิมอีกต่อไปแล้ว  ‘รุ่นพี่’ หยุดยืนอยู่กับที่  หันกลับไปมองยังจุด ๆ หนึ่งใกล้ตัว

“ใช่ไหมล่ะ…พวกทีมหนึ่ง”

ตรงหน้าเขาปรากฎร่างของมาเอโซโนะ  และชิราสุถูกเงาดำรัดตัวไว้จนเกือบมิด  ทั้งสองคนออกแรงดิ้นเต็มที่  แต่ทำยังไงก็ไม่อาจหลุดเป็นอิสระได้

“อึก…”  มาเอโซโนะกัดฟันแน่นไม่ให้เสียสติสัมปชัญญะลง  ความรู้สึกเย็นเยียบแผ่ไปทั่วร่างจนสมองพร้อมจะหยุดทำงาน  ภาพตรงหน้าก็พร่ามัวขึ้นทุกที

“เสียดายจริง ๆ ที่พวกนายปล่อยพิชเชอร์คนนั้นหนีไปได้”  คนในร่างวาตานาเบะยังพูดต่อ  “แต่ไม่เป็นไร  ยังไงเขาก็หนีไม่รอด…ไม่มีทางหนีรอดหรอก…”  เสียงนั้นราวกับจะเสียดเข้าผ่านผิวหนังในทุก ๆ ครั้งที่ได้ยิน

ชิราสุจ้องคนตรงหน้าเขม็งขณะพยายามขยับมือให้หลุดจากการพันธนาการ  พวกเขาเพลี่ยงพล้ำให้กับอีกฝ่ายทันทีที่กลับมาถึงโรงฝึกในร่มเพราะไม่นึกว่าจะเจอกับเงาดำรอดักอยู่เยอะขนาดนี้  ในตอนนั้นทั้งสองคนทำได้แค่ปล่อยคาวาคามิ  หนึ่งในเป้าหมายคนสำคัญของศัตรูหนีรอดไปสำเร็จ  แต่ก็ต้องแลกกับการถูกจับตัวไว้ทั้งสองคน

“ปะ…ปล่อยเซ่!!…”  รองกัปตันตะโกนแสดงความแข็งขืนขณะพยายามดิ้นสุดกำลังแต่ทำยังไงก็ไร้ผล  เงาดำรัดตัวเขาไว้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ  แถมรอบกายก็เต็มไปด้วยพวกมันล้อมวงไว้ไม่ให้หนี

“อย่าคิดต่อต้านเถอะน่า…ยอม ‘ตาย’ แล้วไปรอคนอื่น ๆ ล่วงหน้าก่อนเถอะ”  ความมืดทาบทับบนใบหน้าของคนพูดจนไม่อาจเดาอารมณ์ได้  ก่อนเขาจะเบนหน้าไปทางอื่น  “เอาล่ะ…แล้วพิชเชอร์คนนั้นหนีไปไหนนะ…”

“ทำไมคุณถึงแค้นพวกผมถึงขนาดนี้ด้วยครับ  รุ่นพี่ฮิโนวะ”

เงาดำที่รัดตัวชิราสุอยู่คลายลงเล็กน้อย

‘รุ่นพี่’ หันควับกลับมา  จ้องหน้าคนเอ่ยชื่อเขม็ง  “นายรู้ชื่อฉันได้ยังไง”

“จริงเหรอเนี่ย…”  คนเอ่ยชื่อทำหน้าเหมือนเจ็บใจที่ตัวเองพูดออกไป

“ชิ…”  มาเอโซโนะเดาะลิ้น  แต่ก็สัมผัสได้เหมือนกันว่าเงาดำคลายตัวลง  แม้แต่ความเย็นเยือกก็หายไปด้วย

“พวกนาย-รู้-ชื่อฉัน-ได้-ยังไง”

กลับกัน  แรงกดดันที่มองไม่เห็นก็ถาโถมเข้าตัวทั้งสองคนทันที

เหงื่อซึมจากขมับชิราสุก่อนไหลลงตามหน้าช้า ๆ  เขาตระหนักได้ในชั่วพริบตาว่าทั้งตัวกำลังสั่นด้วยความกลัว  แต่เขาก็รีบสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ  กดความกลัวนั้นลงก่อนเปิดปากพูด  “คุณเป็นรุ่นพี่…ของโค้ชคาตาโอกะใช่ไหมครับ”

“อย่าพูดชื่อนั้นให้ฉันได้ยิน!!!!”

เสียงตะโกนดังก้องไปทั่วโรงฝึกในร่ม  แรงกดดันแทบจะผลักร่างทั้งสองคนลงไปนอนกับพื้น

รองกัปตันเองก็สั่นไม่แพ้เพื่อนแต่ก็ไม่ยอมแพ้  “โค้ชไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นแน่!!”

“นายจะไปเข้าใจอะไร”  เสียงคนตรงหน้ายิ่งชวนขนลุกมากกว่าเดิม  “ใช่สิ…ไม่มีใครเข้าใจฉัน…ไม่มีใครสนใจฉัน…ตอนแรกทุกคนก็เกลียดมัน…แต่ก็กลับไปเข้าข้างมันกันหมด…ไม่มีใครสนใจ….ไม่มีใครสนใจ…”

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…”

เงาดำเริ่มส่งเสียงประสานจนทั้งสองคนสะดุ้ง  แต่มาเอโซโนะก็ยังทำใจแข็ง  “ถ้าคิดว่าตัวเองถูกก็ลองว่าเหตุผลมาเซ่!!  บอกมาสิว่าโค้ชผิดตรงไหน!!?”

“หมอนั่นทำไหล่ฉันพัง…แล้วจะไม่ผิดได้ยังไง…!!” ‘ฮิโนวะ’ คำราม

“คุณจะบอกว่าโค้ชจงใจงั้นเหรอ?”  ชิราสุถามต่อพลางขมวดคิ้ว  “แล้วเดิมทีโค้ชทำอะไรคุณถึงได้เป็นแบบนั้น”

“หมอนั่น…อึก…”

จู่ ๆ เขาก็ยกมือกุมหัว

มาเอโซโนะผงะด้วยความตกใจ  แต่ชิราสุไม่ยอมปล่อยความผิดปกตินั้นให้หลุดรอดสายตาไปได้  เขารีบถามจี้ต่อ  “คุณมีหลักฐานอะไรที่แสดงให้เห็นว่าโค้ชตั้งใจทำร้ายคุณหรือเปล่า”

“หยุด…นะ…”

“แล้วถ้าทุกคนไม่เชื่อคุณ  ก็แปลว่าเหตุผลของคุณไม่หนักแน่นพอจะยืนยันได้ว่าโค้ชทำจริงใช่ไหม”  เขายังตามกัดไม่ปล่อย

“หยุด….”

“ตอบผมได้ไหมครับว่าทำไมคุณถึงบอกว่าโค้ชทำร้ายคุณ  รุ่นพี่ฮิโนวะ”

ทุกอย่างเงียบลง

รองกัปตันหันมามองหน้าคนพูดเหมือนจะถามว่าแล้วเอาไงต่อ  ชิราสุยังขมวดคิ้ว  มองอดีตรุ่นพี่ร่วมชมรมตัวต้นเหตุของเหตุการณ์แปลกประหลาดทั้งปวงอย่างไม่วางตา  เงาดำที่รัดตัวพวกเขาอยู่นิ่งเงียบไม่ไหวติงจนถ้าออกแรงดิ้นอีกหน่อยคงสลัดหลุดได้  ส่วนเสียงจากเงาดำรอบตัวก็หยุดส่งเสียงไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

“หุบปาก…”

และแล้วคนในร่างวาตานาเบะก็ขยับปาก

“หุบปาก…หุบปาก…หุบปาก…”

ก่อนจะเร่งระดับความดังขึ้นเรื่อย ๆ

คนยั่วอารมณ์เตรียมพูดต่อ  “รุ่นพี่ฮิโน–”

“หุบปาก!!!!!!”

เสียงจากปากเขาดังกระหึ่มเหมือนผ่านลำโพง  สะท้อนไปทั่วโรงฝึกในร่มจนทั้งสองคนเบ้หน้าจากอาการแสบหู  ตัวเหมือนถูกจับเขย่าอย่างแรงจนลายตา

“ใช่สิ…พวกแกมันไม่รู้อะไร…พวกแกก็ดีแต่พูดแบบนี้…แล้วก็เชื่อหมอนั่นจนหมด…”  ฮิโนวะกลับสู่โหมดบ้าคลั่งอีกครั้ง”ฮะ ๆ…นั่นสินะ…ลืมไปสนิทเลย…ฮะฮะ….ฮะฮะฮะฮะ…”

“เฮ้ย  ชิราสุ  เอาไงต่อดี”  มาเอโซโนะชักเห็นท่าไม่ดีเลยรีบหันมาถามความเห็น

“รอไปอีกสักนิด”  มิสเตอร์มั่นคงตอบสั้น ๆ  ยังไม่ยอมละสายตาจากคนตรงนั้น

“ขนาดพิชเชอร์คนนั้นก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ…”  รุ่นพี่หันกลับมามองขณะยกมือกุมหน้าข้างหนึ่ง  แววตาเบิกกว้างและรอยยิ้มบิดเบี้ยวบนหน้ายิ่งชวนให้ขนลุกกว่าเดิม  “ขนาดตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววกลับมาช่วยพวกแกเลย…หนีเอาตัวรอดคนเดียวชัด ๆ…เห็นไหมล่ะ…พิชเชอร์ก็เป็นแบบนี้แหละ…”

“โนริไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย!!”  รองกัปตันชักทนไม่ไหว  รีบแก้ต่างให้เพื่อนร่วมชั้น

“แกก็แค่คิดไปเองเท่านั้นแหละ…ป่านนี้ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ”  รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของวาตานาเบะ  “จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กลับมาเลยนี่?…ทั้งที่พวกนายจะตายกันอยู่แล้วแท้ ๆ…”

“…!!”  ทั้งสองคนไม่พูดอะไร  ได้แต่จ้องหน้าคนพูดเขม็ง

ฮิโนวะยังไม่ยกมือออกจากหน้า  “พิชเชอร์เซย์โดก็เป็นแบบนี้กันหมดแหละ…เข้าใจแล้วหรือยัง?…เพราะงั้นฉันถึงไม่มีทางให้อภัยเด็ดขาด…ไอ้พวกขี้ขลาดดีแต่เอาตัวเองเป็นหลัก…ทำได้แม้กระทั่งทิ้งคนอื่นให้ตายอย่างเดียวดายแบบนี้…ฉันจะไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด”

ประโยคสุดท้ายของเขาแผ่รังสีเยือกเย็นออกมาอีกครั้ง

“…พวกผมไม่รู้หรอกว่าคุณเจออะไรมา”

ชิราสุเปิดปากพูดอีกครั้ง

“แต่ทุกคนไม่ได้เป็นคนไม่ดีอย่างที่คุณคิดหรอกครับ”

รุ่นพี่มองหน้ากลับ  แล้วแสยะยิ้ม  “เหรอ…?  จะบอกว่าพิชเชอร์คนนั้นไม่ได้เป็นแบบนั้นล่ะสิ?  แล้วไหนล่ะ?”  เขาหันไปมองรอบตัวก่อนจะกลับมาจ้องหน้าอีกฝ่ายอีกครั้ง  “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแล้วทำไมพวกแกยังอยู่ในสภาพแบบนี้ล่ะ?”

มาเอโซโนะกัดฟันกรอดท่าทางเหมือนเตรียมระเบิดได้ทุกเมื่อ

“ฮะฮะฮะ…ตอบไม่ได้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ”  คนตรงหน้าหัวเราะออกมา  “เท่านี้ก็พิสูจน์อะไรไม่ได้…เพราะงั้นก็จงตายไปทั้ง ๆ ที่สิ้นหวังแบบนี้เถอะ…”

เงาดำรอบตัวขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น

“อะ…เฮ้ย!?”  รองกัปตันพยายามดิ้นหนีอีกครั้งเมื่อเงาดำบนตัวกลับมามีแรงอีกครั้ง  เขาหันไปทางเพื่อนข้างตัวด้วยสีหน้าร้อนรน

ชิราสุเองก็กัดปากด้วยความกังวล  แต่ทันใดนั้นแววตาเขาก็เบิกกว้างเล็กน้อย  แล้วรอยยิ้มบาง ๆ ก็ผุดขึ้นมาบนหน้า

ฮิโนวะสังเกตเห็นความผิดปกติของรุ่นน้องตรงหน้า  เลยหรี่ตาลงพร้อมกับหุบยิ้ม  “ยิ้มอะไร…?”

“คุณบอกว่าพวกผมพิสูจน์ไม่ได้ใช่ไหมว่าโนริไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด”

เสียงของเขาไม่เคยแฝงความมั่นใจขนาดนี้มาก่อน

“หา?”  คนถูกย้อนเลิกคิ้ว

คราวนี้บนใบหน้าของเจ้าของฉายาผู้เงียบงันที่สุดในทีมเต็มไปด้วยรอยยิ้มแบบที่นาน ๆ ทีจะเห็น

“เดี๋ยวผมจะพิสูจน์ให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ”

.

.

.

.

.

.

.

ฟู่

จู่ ๆ ควันสีขาวก็เข้าโอบล้อมพวกเขาสามคน

“ห้ะ!?”  ฮิโนวะหันไปมองรอบตัวด้วยความตกใจว่าจู่ ๆ เกิดอะไรขึ้น  ควันเข้าล้อมตัวพวกเขาอย่างรวดเร็วจนเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็มองรอบตัวไม่เห็นแล้ว

พรึ่บ

“อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

เสียงกรีดร้องจากหนึ่งในเงาดำรอบตัวดังลั่นก่อนจะดับวูบไปเหมือนมีคนปิดลำโพง

“นี่พวกแก!!?”  รุ่นพี่หันไปมองทางต้นเสียงขณะยกแขนขึ้นปิดจมูก

“ตอนนี้แหละโนริ!!”

ชิราสุตะโกนให้สัญญาณ

“อื้อ!!”

เสียงตะโกนของใครอีกคนดังมาจากทางเดียวกับที่เงาดำหายไป  แล้วควันก้อนใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่หน้าฮิโนวะเต็ม ๆ

“โอ้ย!!”  เขารีบยกมือบัง

เงาดำที่รัดตัวสองคนที่เหลือคลายแรงลงอีกครั้ง  คราวนี้มากพอให้ชิราสุสามารถดึงแขนตัวเองออกมาจากการพันธนาการได้  เขารีบยื่นมือไปด้านหน้าพร้อมตะโกนสั่ง  “โยนไฟแช็กมาเร็ว!!”

“ชิราสุ!!”  ร่างของคาวาคามิโผล่ออกมาท่ามกลางกลุ่มควัน  เขาโยนถังดับเพลิงประจำหอทิ้งแล้วโยนไฟแช็กในมือให้  ชิราสุรีบโชว์ความสามารถในฐานะไรท์ฟิลด์รับไว้อย่างแม่นยำ  เขารีบจุดไฟแล้วลนบนเงาดำ  มันส่งเสียงร้อง “อ้ากกกก!!”  ออกมาแวบเดียวแล้วก็สลายหายไป

“พะ…พวกแก!!”  อีกฝ่ายกลับมาตั้งตัวได้หลังจากสำลักควันอย่างหนัก  เขายังยกแขนบังบริเวณหน้าไว้ขณะตะโกนสั่งพวกเงาดำที่เหลือ  “จับพิชเชอร์คนนั้นไว้!!!”

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัย…!!”

“ส่งไฟแช็กมาให้ฉันที!!”  มาเอโซโนะก็ออกแรงดึงแขนตัวเองหลุดเป็นอิสระได้ทีหลัง  ไรท์ฟิลเดอร์รีบโยนไฟแช็กในมือส่งให้เฟิร์สเบส  แล้วเสียง “อ้ากกกกก!!”  ก็ดังตามมาติด ๆ

“โนริ!!”  ชิราสุรีบวิ่งฝ่าควันไปหาเพื่อนสนิท  คาวาคามิหันมามองทั้งที่กำไฟฉายไว้แน่น  “ตอนนี้แหละ!!”  เขาย่อไหล่ข้างหนึ่งลง  ปล่อยกระเป๋าสะพายที่ก่อนหน้านี้มาเอโซโนะใส่ของไว้แบกลงกับพื้น

อีกฝ่ายคว้าถังน้ำมันกับไฟฉายออกมาจากกระเป๋า  เขาฉายไฟผ่านกลุ่มควันที่จางลงไปมากแล้วไปยังเงาดำรอบตัวแล้วสาดน้ำมันใส่  พวกมันชะงักเมื่อโดนของเหลวกลิ่นฉุนราดบนตัว  เขาใช้จังหวะนั้นเรียกรองกัปตันอีกครั้ง  “โซโนะ!!”

“เอาไป!!”  คนถูกเรียกโยนไฟแช็กในมือกลับมาแล้วพุ่งเข้าใส่ฮิโนวะอย่างไม่ลังเล

“อั่ก!!”  รุ่นพี่ถูกกระแทกอย่างแรงจนล้มไปกับพื้น

ไรท์ฟิลด์ตัวจริงรับไฟแช็กไว้  ก่อนจะจุดไฟโบกใส่เงาดำรอบตัว  เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะดับวูบในวินาทีต่อมาพร้อมกับร่างของพวกมัน

“สำเร็จ!!”  คาวาคามิตะโกนด้วยความดีใจ

“ปะ…ปล่อยนะเฟ้ยพวกแก!!!”  ฮิโนวะที่ถูกมาเอโซโนะกดตัวกับพื้นตะคอกพลางออกแรงดิ้นเต็มที่  แรงของคนบนพื้นมีเยอะกว่าที่คิดจนรองกัปตันต้องรีบตะโกนเรียกเพื่อนให้ช่วย  “เฮ้ย  มาช่วยกันหน่อย!!”

“อ้ะ  อื้อ!!”  คาวาคามิรีบวิ่งเข้ามาช่วยกดตัวรุ่นพี่ในร่างวาตานาเบะลงอีกคน

“หมายความว่าไง!!?  ทำไมพิชเชอร์คนนั้นถึงมาอยู่ตรงนี้!!?”  รุ่นพี่กรีดร้องออกมาขณะหาทางเอาตัวรอดหลังจากตกเป็นรองพวกรุ่นน้องเต็ม ๆ

ชิราสุหยุดยืนหอบเล็กน้อย  เขาวางถังน้ำมันในมือลงพื้นแล้วเดินมาหยุดยืนค้ำบริเวณหัว  ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย  “เพราะโนริไม่ได้หนีไปไงครับ”

“หา!?”

“ที่ผมกับโซโนะยอมให้คุณจับตัวไว้  แล้วปล่อยโนริหนีไปนั้นเป็นแผนครับ”  เขาอธิบายคร่าว ๆ  “เพื่อพวกผมจะดึงความสนใจของคุณไว้  แล้วให้โนริไปช่วยพวกคุราโมจิในระหว่างนั้นแทน”

ฮิโนวะเบิกตากว้าง  “งั้นที่พวกแกไม่มีทีท่าจะหนีก็เพราะ–!!!”

“พวกฉันจะหนีไปทำไมในเมื่อตั้งใจล่อนายอยู่แล้ววะ  ไอ้บ้า”  มาเอโซโนะพูดขัด  ยังไม่ยอมผ่อนแรงในการกดตัวอดีตรุ่นพี่ให้อยู่นิ่ง ๆ แม้แต่น้อย

“ขอโทษทีนะที่มาช้า”  คาวาคามิเหลือบหันมามองเพื่อนสนิท  “กว่าจะหาทางจุดไฟเผาใยดำ ๆ นั้นไม่ให้โดนตัวพวกนั้นได้ก็เกือบแย่เลยน่ะ”

“ไหนตอนแรกค้านเรื่องจุดไฟแทบแย่  มาตอนนี้ละจุดไม่หยุดมือเลยนะ”  อีกฝ่ายย้อนขำ ๆ

“ก็มีถังดับเพลิงติดตัวอยู่  แล้วถ้าไม่รีบเดี๋ยวพวกนายก็เป็นอะไรก่อนแผนสำเร็จไม่ใช่เหรอ”  คนดำเนินแผนรีบท้วงเรียกร้องความถูกต้องให้ตนเอง

“กล้าใช้ได้เลยนี่หว่า  โนริ  ตอนแข่งก็เอาแบบนี้บ้างเซ่!!”  รองกัปตันเอ่ยชมปนแซว

“ฮะฮะ…”  อีกฝ่ายไม่ว่าอะไร  ได้แต่อมยิ้มแบบคนปิดอาการดีใจไม่อยู่

“ไม่จริง…”

จู่ ๆ แรงขัดขืนจากอดีตรุ่นพี่ก็หยุดลง

“…หือ?”  มาเอโซโนะเห็นคนบนพื้นนิ่งลงเลยผ่อนแรงลง  พร้อมกับคาวาคามิก็ปล่อยมือออกจากตัวเขาด้วย

“ฉันไม่เชื่อ…”

“ยังจะพล่ามอะไรอีก”  รองกัปตันพูดขัดด้วยความหงุดหงิด  “แล้วนี่เรายังไม่ได้เคลียร์เรื่องโค้ชเลยนะ  ตกลงโค้ชเขาทำร้ายคุณจริง ๆ เรอะ”

“ไม่ให้อภัย…”

สัมผัสที่เท้าบอกชิราสุว่าพื้นกำลังสั่น

“ไม่ให้อภัย…”

“อึ๊ก!!”  จู่ ๆ คาวาคามิก็ยกมือขึ้นอุดหู

“ไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัยไม่ให้อภัย!!!”

โรงฝึกในร่มสั่นสะเทือนเหมือนเกิดแผ่นดินไหว  แรงเสียจนทั้งสามคนยืนทรงตัวแทบไม่อยู่

“อะไรอีกวะเนี่ย!!?”  มาเอโซโนะเงยหน้าขึ้นมองไปรอบตัว  ก่อนจะร้องเสียงหลงด้วยความตกใจติด ๆ  “เฮ้ย!!?”

รอบตัวของวาตานาเบะผุดเงาดำขึ้นมาเป็นสายเข้าล้อมร่างนั้นไว้อย่างรวดเร็วจนคาวาคามิเกือบผละหนีแทบไม่ทัน  พอรู้สึกตัวอีกทีเงาดำพวกนั้นก็แข็งตัวกลายเป็นเกราะบังร่างของเจ้าของไว้จนมิดเสียแล้ว

“อ้ะ  นาเบะ!!”  พิชเชอร์ปิดม่านอุทานพลางเงื้อกำปั้นทุบเกราะสีดำทะมึนนั้นหวังจะให้แตกแต่ก็ไม่เป็นผล

“คิดจะหนีเรอะ!!”  รองกัปตันรีบถ่ายน้ำหนักลงเท้าทั้งสองข้างเพื่อไม่ให้ล้มก่อนออกแรงทุบบ้าง

ชิราสุหันไปมองรอบตัว  ก่อนจะเห็นเงาดำแผ่ขึ้นมาจากพื้นค่อย ๆ ล้อมกำแพงโรงฝึกไว้ช้า ๆ  เขาเห็นท่าไม่ดีเลยรีบหันไปตะโกนบอกคนอื่น ๆ  “รีบหนีก่อนดีกว่า!!”

“ห้ะ!?”  คนทุบอย่างเอาเป็นเอาตายหันมาเตรียมแย้ง  “แต่ว่าไอ้หมอนั่นมัน–”

“ถ้าเงาพวกนี้ล้อมทางออกไว้  เราอาจจะออกจากที่นี่ไม่ได้เลยนะ!!”  อีกฝ่ายรีบเตือน  ทั้งสองคนที่เหลือหันไปมองรอบตัวก่อนจะเห็นเงาดำค่อย ๆ คืบคลานไปทางประตู  รองกัปตันจึงกัดฟันละมือจากเกราะสีดำตรงนั้น  หันไปหาเพื่อนร่วมทีมอีกคน  “ตอนนี้พวกคุราโมจิอยู่ที่ไหน!?”

“อ้ะ”  คนรับหน้าที่ช่วยอุทานก่อนรีบตอบ  “ฉันพยายามปลุกแล้วแต่ก็ยังไม่ตื่น  เลยปล่อยนอนไว้ที่เดิมน่ะ”

“งั้นรีบไปพาตัวเร็ว!!”  ชิราสุเอ่ยเร่งแล้วรีบวิ่งไปทางที่พวกเขาเจอสามคนนั้นเป็นคนแรก

เสียง  “ไม่ให้อภัย”  ยังดังก้องไปทั่วโรงฝึก  แถมดูเหมือนจะเร่งระดับความดังเรื่อย ๆ พร้อมกับแรงสั่น  กว่าทั้งสามคนจะวิ่งไปยังจุดที่พบเพื่อนร่วมทีมได้ก็ล้มลุกคลุกคลานแทบแย่  จริงอย่างที่คาวาคามิพูด   สามคนนั้นยังนอนนิ่งอยู่กับพื้น  ไร้วี่แววว่าจะรู้สึกตัวแต่อย่างใด

“เฮ้ย!!  คุราโมจิ  คาเนมารุ  โทโจ  ฟื้นสักทีสิวะ!!”  รองกัปตันตะโกนเรียกด้วยอาการกึ่งรีบร้อนกึ่งเหนื่อยหน่าย

“รีบพาตัวออกไปก่อนเถอะ”  มิสเตอร์มั่นคงพูดเตือน  แล้วคว้าตัวคุราโมจิขึ้นมาประคองไว้ที่ไหล่ก่อนออกแรงลากไปทางประตู

“ชิ!!”  มาเอโซโนะสบถแล้วรีบดึงตัวคาเนมารุขึ้นมา  ตามด้วยคาวาคามิที่คว้าตัวคนที่เหลือ  ทั้งสามคนออกแรงลากตัวเพื่อนร่วมทีมไปยังประตูด้วยความยากลำบากเนื่องด้วยแรงสั่นสะเทือนที่มากขึ้นทุกที  แถมเสียง “ไม่ให้อภัย”  ยังรบกวนโสตประสาทอีก

“อ้ะ  แย่แล้ว!!”  คนอยู่รั้งท้ายอุทานขึ้น  “ทางออกจะถูกปิดแล้ว!!”

สองคนที่เหลือหันไปมองพร้อมกัน  จริงอย่างที่เขาพูด  เงาดำเริ่มปิดทางออกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบไม่เห็นโครงร่างประตูแล้ว

“อะไรกันนักกันหนาเนี่ย!!”  รองกัปตันอุทานอย่างเหลืออด

ชิราสุขมวดคิ้วเครียด  ก่อนจะตัดสินใจวางตัวเพื่อนบนไหล่ลงกับพื้น  แล้วหยิบไฟแช็กขึ้นมา  “พวกนายถอยไปก่อน”

“จะ…จะทำอะไรน่ะ  ชิราสุ!!?”  เพื่อนสนิทถามเสียงหลง

“เปิดทางประตูนี้ไง  โซโนะ”  เขาหันไปหาเพื่อนร่วมชั้นอีกคน  “พาตัวคุราโมจิออกไปห่าง ๆ หน่อย”

“อะ  เอ้อ!!”  อีกฝ่ายทำหน้าสงสัยแต่ก็รีบปล่อยตัวคาเนมารุให้นอนใกล้ ๆ จุดที่คาวาคามิยืน  แล้วลากตัวคุราโมจิออกห่างจากชิราสุเท่าที่ทำได้

พอเห็นว่าทุกคนอยู่ห่างจากตัวเขาพอสมควรแล้ว  คนถือไฟแช็กในมือก็หายใจเข้าออกช้า ๆ แล้วปาไฟแช็กในมือเข้าหาประตูทันที

พรึ่บ

“เหวอ!!!”

สองคนที่เหลืออุทานลั่นเมื่อเปลวเพลิงลุกพรึ่บบนประตู  ก่อนจะดับวูบลง  เหลือเพียงบานประตูไร้ซึ่งรอยไหม้โล่ง ๆ ไม่มีเงาดำปกคลุมอีกต่อไป

“ตอนนี้แหละ!!”  คนจุดไฟรีบวิ่งกลับไปคว้าตัวคุราโมจิขึ้นไหล่แล้ววิ่งออกประตูไปเป็นคนแรก  คนที่เหลือทำตัวเลิ่กลั่กอยู่แป๊บเดียวก็รีบคว้าตัวรุ่นน้องออกประตูตามไปติด ๆ  พอหันกลับไปมองด้านหลังอีกที  โรงฝึกในร่มก็ถูกล้อมรอบด้วยเงาสีดำจนมองไม่เห็นสีเดิม

ทั้งสามคนแทบอ้าปากค้าง  พอเห็นว่าเงาดำนั้นไม่ไล่ตามหลังพวกเขามาแล้ว  มาเอโซโนะก็ปล่อยตัวคนบนไหล่  แล้วทรุดลงไปนั่งข้าง ๆ แทบจะพร้อมกัน  “นะ…นี่เรา…รอดแล้วเหรอ…?”

“…คงใช่”  หัวหน้าทีมจำเป็นออกความเห็น

“ตะ…แต่แบบนี้…”  คาวาคามิเกือบทรุดตัวลงนั่งอีกคน  เพียงแต่เขายังแข็งใจยืนอยู่ไว้ได้  “เราก็เข้าไป…ข้างในนั้น…ไม่ได้แล้วสิ…”

“แต่คนอื่น ๆ ยังอยู่ในข้างในนั้น…!!!”  มาเอโซโนะนึกขึ้นได้  ลุกขึ้นพรวดเตรียมจะบุกเข้าไปข้างใน

“ตอนนี้คงเข้าไปไม่ได้แล้วล่ะ”  ชิราสุรีบห้าม

“หา!?”  อีกฝ่ายหันควับ  “ก็จุดไฟใส่เหมือนเดิมก็ได้นี่หว่า!?”

“จำไม่ได้เหรอว่าฉันขว้างไฟแช็กใส่ประตูตอนหนีออกมา  ตอนนี้เราไม่มีตัวจุดไฟแล้ว”  คนพาหนีแบมือให้ดู

“แล้วนายจะปล่อยคนอื่น ๆ ในทีมติดอยู่กับไอ้รุ่นพี่โรคจิตนั่นเรอะ!!?”  รองกัปตันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ด้วยการแสดงความเป็นห่วงเพื่อนร่วมทีม

คนพูดกัดปากเล็กน้อย  “คงต้องหวังว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นจนกว่าจะหาทางกลับเข้าไปได้”

“แต่–!!!”

“เท่าที่ดูทีท่าของรุ่นพี่ฮิโนวะแล้ว  พวกนั้นคงไม่เป็นไรหรอก”  ชิราสุรีบพูดขัดก่อน  “ดูเหมือนเขาจะแค้นเฉพาะพวกทีมหนึ่งกับพิชเชอร์  เพราะงั้นคนอื่น ๆ คงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเขาหรอก  อีกอย่างทุกคนที่อยู่ในก้อนหยดน้ำนั้นก็ดูไม่เป็นอะไรเลยไม่ใช่เหรอ  ถ้าเขาคิดทำร้ายจริงก็คงตกอยู่ในสภาพแบบเดียวกับพวกคุราโมจิแล้วล่ะ”  เขาเสริมขึ้นมาให้อีกฝ่ายสบายใจด้วย

มาเอโซโนะอ้าปากจะเถียง  แต่ก็เงียบลงเหมือนยอมรับในเหตุผลของอีกฝ่าย  “แล้วเอาไงต่อล่ะ”

ชิราสุกวาดตามองอาการทุก ๆ คนรวมถึงคนที่สลบอยู่  “กลับไปที่ห้องฉันสักรอบหนึ่งก่อนแล้วกัน”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s