Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 23

เวลาตัวละครรวมอยู่เยอะ ๆ แล้วแบ่งบทพูดกันยากจังค่ะ orzll

อยากใส่บทให้ทุกคนเท่าเทียมกันอยู่นะคะ  แต่ด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างนี่ทำให้แบ่งบทไม่ได้จริง ๆ  คนบทน้อย ๆ ได้โปรดอย่าน้อยใจเลย  (อย่างน้อยเอ็งก็ไม่ซวยเท่าคนอื่นนะ //โดนชก)

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


โชคดีที่ในตอนนี้ไร้ซึ่งวี่แววของเงาดำ  คงเป็นเพราะคนบงการขังตัวเองและเพื่อนร่วมทีมที่เหลือไว้ในโรงฝึกในร่มจนหมด  พวกเขาจึงลดความทุกลักทุเลพาคนสลบสามคนกลับมายังห้องของชิราสุได้ครึ่งหนึ่ง  แต่กว่าจะได้เข้าไปในห้องก็แทบหมดแรงกันเกลี้ยง

“พวกคุราโมจิยังไม่ฟื้นกันเลย…”  คาวาคามิพึมพำออกมาหลังจากนั่งพักเหนื่อยได้ครู่หนึ่ง  เขามองหน้าเพื่อนร่วมชั้นกับรุ่นน้องทั้งสองคนสลับไปมาด้วยแววตาเป็นห่วง

“หรือว่าจะ…”  รองกัปตันหน้าซีดลงเพราะในหัวเริ่มคิดไปต่าง ๆ นานา

“ลองปลุกอีกรอบกันเถอะ”  ชิราสุรีบเบรคเพื่อนทั้งสองคนไว้ก่อน  เขาย่อตัวลงเขย่าไหล่ของคุราโมจิที่ถูกจับนั่งกับพื้นหลังพิงเตียงไว้เบา ๆ พลางเรียกชื่อไปด้วย  “คุราโมจิ  คุราโมจิ”

“คาเนมารุ  โทโจ”  พิชเชอร์ประจำทีมย่อตัวลงช่วยเขย่าตัวรุ่นน้องด้วย  ส่วนมาเอโซโนะยังคงยืนหน้าซีดมองเงียบ ๆ อยู่ด้านหลังทั้งสองคน

ไม่นานนักเปลือกตาของคุราโมจิก็ขยับ

“…คุราโมจิ!!”  ชิราสุเผลอขึ้นเสียงเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความตกใจ

“อะ  คาเนมารุ  โทโจ!!”  คนเขย่าตัวรุ่นน้องทั้งสองคนก็อุทานขึ้นบ้าง

ทั้งสามคนลืมตาขึ้นช้า ๆ ในจังหวะแทบจะพร้อมกัน  ทั้งสามคนกะพริบตาถี่ ๆ ขณะมองกลับมาเหมือนยังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น

“ปะ…เป็นยังไงบ้าง!!?”  รองกัปตันเป็นคนแรกที่ส่งเสียงถามอาการ

คุราโมจิเบนหน้าไปมองทางต้นเสียง  ก่อนจะอุทานขึ้นสุดกำลัง  “นาเบะ!!?”

“อะ…รุ่นพี่นาเบะเขา!?”  ตามด้วยโทโจที่แทบจะผุดลุกขึ้นยืน

“เออ  รุ่นพี่นาเบะ!!”  ปิดท้ายด้วยคาเนมารุผู้ทำหน้าเหมือนผีหลอก

“พวกนายใจเย็นกันก่อน”  มิสเตอร์มั่นคงรีบห้ามไว้  แม้บนหน้าจะปิดรอยยิ้ม”  เดี๋ยวฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเองว่าเกิดอะไรขึ้น”

.

.

.

.

.

.

.

พวกเขาใช้เวลาประมาณหนึ่งเล่าสิ่งที่ทราบให้ฟัง

“รุ่นพี่…ของโค้ชเรอะ…”  คุราโมจิกัดปากหลังจากฟังและทำความเข้าใจเรื่องจนจบ

“แล้วที่รุ่นพี่นาเบะทำแบบนั้นเพราะว่าถูกสิงอยู่สินะ…”  โทโจทำหน้าสลด  “ผมตกใจแทบแย่ตอนถูกผลักตกบันไดลงมาน่ะ  นึกว่าตัวเองตาฝาดไปซะอีก”

“เออ  ตอนฉันเห็นรุ่นพี่นาเบะในโรงฝึกก็นึกว่าตัวเองหลอนจนฝันไปซะละ”  คาเนมารุหัวเราะหึ ๆ ออกมา  แต่เสียงหัวเราะนั้นแฝงความขื่นขมไว้มากกว่าจะเป็นความขบขัน

“แล้วตอนนี้รุ่นพี่ที่ชื่อฮิโนวะคนนั้นยังอยู่ในโรงฝึกในร่มสินะครับ”  โทโจถามทวน

“อืม”  ชิราสุพยักหน้า

“เออ  แล้วเมื่อกี๊บอกว่าเจอพวกมิยูกิด้วยใช่ไหม”  รองกัปตันอีกคนรีบถามถึงกัปตันทีมอีกคน

“อืม  แต่ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันก็หายไปแล้ว  โคมินาโตะก็หายตามไปอีก”  คาวาคามินึกย้อนอดีตก่อนตอบด้วยสีหน้ากังวล

“แล้วรุ่นพี่มิยูกิก็ถูกคนที่ชื่อฮิโนวะสิงด้วยเหรอครับ!?”  คาเนมารุยังทำสีหน้าไม่เชื่อ

“เออใช่  จริงเรอะ!?”  มาเอโซโนะถามต่อ  ตอนนั้นเองที่คาวาคามินึกออกว่าตัวเขายังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้คนในนี้ฟังเลยสักคน

“อะ…อือ  คงเป็นแบบนั้นน่ะ  ฉันก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่แรก  แต่เจ้าตัวก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น”  พิชเชอร์ปิดม่านท้าวความ  “ซาวามูระเองก็ถูกทำร้ายจนหัวแตกด้วย”

“ชิ  ไอ้มิยูกิคนนั้นเนี่ยนะ”  เพื่อนร่วมห้องเรียนเดาะลิ้น  “ไม่สมกับเป็นมันเลย”

“แล้วอย่างนี้คนอื่น ๆ จะไม่เป็นไรเรอะ  พิชเชอร์อย่างซาวามูระกับฟุรุยะก็อยู่  แถมฟุรุยะก็เป็นเอซอีก”  มาเอโซโนะเริ่มทำท่าอยู่ไม่สุข  จากเหตุการ์ณที่ผ่านมาทำให้เขารับรู้แรงเคียดแค้นของอดีตรุ่นพี่ประจำชมรมจนเกินพอแล้ว

“ไม่รู้สิ…ฉันว่า…”  คาวาคามินึกย้อนเหตุการณ์  แล้วพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา  “ฉันว่าสองคนนั้นคงไม่เป็นไรน่ะ..”

“สองคนนั้น…?”  ชิราสุทวนคำ

“หมายถึงมิยูกิกับซาวามูระเรอะ”  คุราโมจิถามขึ้น

คนเล่าเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ  “อืม…แค่รู้สึกแบบนั้นน่ะ”

“…ฟุรุยะก็เป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ  แถมโคมินาโตะยังอยู่กับพวกเขาอีก  คงไม่เป็นไรหรอกครับ”  โทโจรีบพูดปลอบใจคนอื่น ๆ

ทุกคนมองหน้ากัน  แล้วคุราโมจิก็ยกมือลูบคอตัวเองเบา ๆ พลางเปลี่ยนหัวข้อ  “จะกังวลไปก็คงทำอะไรไม่ได้  ตอนนี้เอาเรื่องฝั่งเราให้จบก่อนดีกว่า”  เขาหันไปมองชิราสุผู้เยือกเย็นที่สุดในตอนนี้  “นายว่าคนที่ชื่อฮิโนวะแค้นโค้ชสมัยตอนยังเรียนด้วยกันว่าเป็นตัวการทำเขาไหล่เจ็บเหรอ”

“อืม”  อีกฝ่ายพยักหน้า  “แต่นั่นเป็นข้อมูลจากปากทางนั้น  และเรายังฟันธงไม่ได้ว่าโค้ชทำแบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า”

“ยังไงฉันก็ว่าโค้ชไม่ได้ทำ  ไอ้หมอนั่นต้องโม้ไปเองแน่ ๆ!!”  มาเอโซโนะยังเถียงหัวชนฝาเหมือนเดิม

“แต่เขาแค้นถึงขั้นจับพวกเราที่ไม่เกี่ยวข้องมาขังและหาทางทำร้ายทั้งที่ผ่านมาเป็นสิบปีเลยนะครับ  จะบอกว่าเข้าใจผิดไปเองก็ออกจะเกินขอบเขตไปแล้วล่ะ”  โทโจยกอีกมุมมองหนึ่งมาโต้

“นายว่าโค้ชทำเรอะ  โทโจ!?”  คาเนมารุตกใจเมื่อได้ยินเพื่อนสนิทพูดแบบนี้ออกมา

“ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นไปได้ก็ได้…ตอนนั้นโค้ชก็วัยเท่าพวกเราด้วย…”  อีกฝ่ายทำหน้าเครียดขณะเล่าสมมติฐานของตัวเอง

“โทโจนี่นาย–!!” มาเอโซโนะเตรียมขึ้นเสียง

“โซโนะ”  รองกัปตันอีกคนส่งเสียงปราม  “โทโจเขาแค่ยกความเป็นไปได้ขึ้นมาพูดเท่านั้นน่า”

“คุราโมจิ!!?”  อีกฝ่ายทำหน้าไม่เชื่อ

“และเขายังไม่ได้พูดเลยว่าเขาเชื่อคำพูดของรุ่นพี่คนนั้น”  คนพูดเหลือบตามองรุ่นน้องข้าง ๆ  “ใช่ไหม”

“อะ…ครับ”  โทโจสะดุ้งเล็กน้อย  แววตาดูหมองลง  “ใจจริงผมก็คิดว่าโค้ชไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่ ๆ ไม่ว่าตอนนั้นโค้ชจะอายุไม่ต่างจากพวกผมก็ตาม..แต่ก็สงสัยว่าทำไมรุ่นพี่ฮิโนวะถึงได้ปักใจเชื่อขนาดนั้นน่ะ…”

ทุกคนเงียบไปอีกครั้ง  ก่อนคาเนมารุจะทำลายความเงียบนั้นลง  “สุดท้ายคือไม่รู้อยู่ดีว่าเรื่องไหนคือความจริง…เรอะ”  เขาเอนหลังพิงขอบเตียง  เงยหน้ามองเพดานด้วยความรู้สึกสับสน

“โรงฝึกในร่มก็กลายเป็นแบบนั้นแล้ว  จะเข้าไปช่วยก็ไม่ได้ด้วย…”คาวาคามิถอนหายใจยาว

“แล้วจะทำไงดีล่ะครับ?”  คาเนมารุขอความเห็น

“ฉันว่าเราควรหาความจริงเรื่องไหล่ของรุ่นพี่ฮิโนวะ”  ชิราสุเสนอความเห็นขึ้นมา“ถ้าเรารู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร  เราอาจจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้ก็ได้ว่าเขาเข้าใจผิด”

“…แล้วจะไปหาจากไหนล่ะ?”  คุราโมจิถามต่อ  “เรื่องมันตั้งสิบปีมาแล้ว  แล้วที่อยู่กันตรงนี้ก็มีแต่พวกเรา  ไม่มีใครให้ถามแล้วนะว่าความจริงเป็นยังไง”

“ไม่แน่ว่าทางโรงเรียนอาจจะเก็บบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วย”  เจ้าของความเห็นเอ่ยต่อ  “เหมือนที่พวกฉันได้ชื่อเขามาจากรายชื่อนักเรียนในหอ  ฉันว่าเรื่องของรุ่นพี่ฮิโนวะน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ในชมรมนั้นพอควร  ดังนั้นน่าจะพอมีหลักฐานอะไรเหลืออยู่บ้าง”

“รุ่นพี่คิดว่าหลักฐานที่ว่านั่นมีอยู่ในหอนี้เหรอครับ”  โทโจยังมีทีท่าไม่ค่อยแน่ใจ

“ยังไงก็คงต้องหาดูก่อน…”คนตั้งข้อสังเกตตอบด้วยแววตาครุ่นคิด  “ห้องของโค้ช  ห้องพนักงาน  ห้องคนดูแลหอ  อย่างน้อยน่าจะพอหาอะไรได้จากสามห้องนี้บ้าง”

“…แล้วถ้าผลออกมาว่าโค้ชเป็นคนทำขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ”

จู่ ๆ คุราโมจิก็ยกความเป็นไปได้ที่ไม่มีใครอยากให้เป็นความจริงขึ้นมาพูด

“คุราโมจิ!!?”  รองกัปตันอีกคนเตรียมแย้งอีกรอบ

“แค่สมมติไง  โซโนะ”  เสียงของคนตั้งประเด็นเริ่มฉายแววรำคาญ  “ถ้าเราคิดจะหยุดเขาด้วยการเอาความจริงไปพูด  ก็ต้องเตรียมใจเผื่อความจริงนั้นไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ด้วยสิ”

“…”  อีกฝ่ายพูดอะไรไม่ออก  ได้แต่กัดปากเงียบ ๆ

ชิราสุเหลือบตามองเพื่อนร่วมทีม  ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  “ก็คงต้อง…หาทางเจรจาดูอีกที”

“…เอาเป็นว่า  ต้องลองหาข้อมูลก่อนสินะ”  คาวาคามิกล่าวสรุป  ลุกยืนขึ้นช้า ๆ

“…นั่นสินะครับ”  โทโจลุกขึ้นยืนตาม  “ถ้ามัวชักช้าอยู่ก็ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ จะเป็นไงด้วย..”

“หวังว่าพวกรุ่นพี่มิยูกิจะไม่เป็นไรนะ…”  คาเนมารุยังอดเป็นห่วงอีกกลุ่มไม่ได้  แต่ก็ลุกขึ้นตามเป็นคนที่สาม

สามคนที่เหลือลุกขึ้นตาม  ทั้งหมดมองหน้ากันเล็กน้อย  ก่อนชิราสุผู้ตั้งตัวเป็นหัวหน้าทีมสำรวจไปแล้วจะเอ่ยปากขึ้น  “ในเมื่อตกลงกันได้แล้วก็ไปกันเถอะ”

.

.

.

.

.

.

.

อีกด้านหนึ่ง

“แล้วจะออกไปยังไงล่ะเนี่ย”

เอย์จุนเงยหน้ามองรั้วกั้นระหว่างหอกับฝั่งสนามพลางบ่นงึมงำ

“ตอนเข้ามา  ฟุรุยะคุงใช้เก้าอี้เป็นฐานปีนกลับมาใช่ไหม”  ฮารุอิจิหันไปหาเพื่อนข้างตัว  อีกฝ่ายพยักหน้ารับแล้วชี้ให้มองเก้าอี้ตรงฝั่งตรงข้าม  “ตัวนั้นน่ะ”

“ดูยังไงก็ไม่น่าปีนกลับไปได้ถ้าไม่มีอะไรให้เหยียบเลยนะ”  มิยูกิฉายไฟฉายพร้อมแหงนหน้ามองบ้าง  ถ้าฟุรุยะซึ่งตัวสูงที่สุดในกลุ่มยังต้องใช้เก้าอี้  แล้วเขาที่สูงรองลงมาคงไม่มีทางใช้แรงตัวเองปีนไหวแน่

แล้วนับประสาอะไรกับซาวามูระที่ยังเจ็บแถมตัวเตี้ยกว่า  กับโคมินาโตะที่ตัวเล็กสุดอีก

“งั้นเราไปเอาเก้าอี้จากในโรงอาหารมาดีไหมครับ”  คนหัวดีที่สุดในกลุ่มอดีตปีหนึ่งออกความเห็น

“คงต้องทำอย่างนั้นแหละ”  กัปตันพยักหน้ารับ

เอย์จุนเดินตรงไปยังทางเข้าออกหอ  แล้วเงยหน้าพิจารณาเสาประตูทั้งสองข้างด้วยความสงสัย  “ไม่เห็นจะมีกำแพงอะไรกั้นตรงไหน  นายมั่วว่ามีหรือเปล่าห้ะ  ฟุรุยะ”

“ผมเปล่า”  คนถูกกล่าวหารีบปฏิเสธ  “ขนาดต่อยไปยังไม่เป็นอะไรเลย”

“ต่อย?”  มิยูกิจับเป้าหมายที่คำอื่นในประโยคแทน  “นายต่อยอะไรห้ะ?”

“อ้ะ”  คนหลุดปากรับรู้ได้ในวินาทีนั้นว่าตัวเองกำลังจะซวย

“ฉันบอกแล้วไงว่าให้ดูแลมือดี ๆ–!!!”

“งั้นก็  ฮัดช่าห์——-!!!”

ก่อนกัปตันจะเข้าโหมดเทศนา  พิชเชอร์อีกคนก็ทำเรื่องบ้าบิ่นด้วยการเงื้อหมัดต่อยทันที

“—–ว้ากกก!!!”

ก่อนจะถลาล้มลงไปกับพื้นเพราะใส่แรงจากทั้งตัว

“เอย์จุนคุง!!?”  ฮารุอิจิรีบวิ่งเข้าไปดูอาการ  “เป็นอะไรหรือเปล่าเอย์จุนคุง!!?”

“ไอ้บ้าซาวามูระ!!”  มิยูกิรีบวิ่งมาตามมาดูใกล้ ๆ  “ยังไม่หายเจ็บดียังจะซ่าส์อีก  แล้วนี่นายใช้แขนข้างที่ถนัดต่อยทำไมห้ะ  ขืนมือเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง!!?”  เขาไม่วายเทศนาอีกหนึ่งบท

“ตกลงนี่เป็นห่วงผมหรือจะด่าผมอ้ะ!!”  คนล้มบนพื้นลุกขึ้นมากุมหัวตัวเองพลางโวยวายกลับ

“ฉันกลัวนายจะมือเจ็บจนลงขว้างไม่ได้แล้วพาทีมซวยต่างหาก!!”

“ใจร้ายที่สุด!!!”

“…รอดไปที”  ฟุรุยะลอบถอนหายใจเมื่อรุ่นพี่เปลี่ยนเป้าหมายบ่นจากเขาเป็นอีกคน

“นายเองก็เหมือนกันแหละฟุรุยะ  ถ้าจบเรื่องนี้แล้วนายขว้างลูกได้ไม่เหมือนเดิมฉันจะให้โค้ชปลดนายออกจากทีมตัวจริงแน่”  อีกฝ่ายรีบหันกลับมาคาดโทษไว้ก่อน

“อึก…”

“อ้ะ…!!”  จู่ ๆ ฮารุอิจิก็อุทานขึ้นหลังจากพยุงเพื่อนสนิทให้ลุกขึ้นยืนได้แล้ว

“มีอะไรเรอะ  โคมินาโตะ”  กัปตันหันไปมองด้วยความสงสัย

เขาก้มมองตัวเองและเพื่อนสนิทข้างตัว  ก่อนจะมองทางเข้าหออีกรอบ  “…พวกผมอยู่…ฝั่งสนามแล้ว…?”

“หืม?”  รุ่นพี่ทำหน้าไม่เข้าใจ

คนผมสีซากุระชี้ไปยังทางเข้าหอซึ่งอยู่ตรงหน้าพวกเขา  แล้วชี้ไปทางรุ่นพี่ใส่แว่นฝั่งตรงข้าม  “พวกผมมาอยู่ฝั่งสนามแล้วนะครับ”

กัปตันใช้เวลาประมาณสามวินาทีก่อนจะเข้าใจความหมาย  “…พวกเราข้ามไปฝั่งนั้นได้แล้ว!!?”

“ห้ะ?”  พิชเชอร์อีกสองคนอุทานด้วยแววตาเหลอหลาออกมาพร้อมกัน

“ฟุรุยะ”  มิยูกิรีบหันไปถามรุ่นน้องข้างตัว  “นายบอกว่าตอนนายจะกลับเข้ามา  ตรงทางเข้าหอมีกระจกที่มองไม่เห็นกั้นไว้เลยเข้ามาไม่ได้ใช่ไหม”

“อะ  ครับ”  อีกฝ่ายพยักหน้า  “พวกผมทำยังไงก็เข้ามาไม่ได้  เลยต้องปีนรั้วกลับมาน่ะครับ”  เขาชี้ไปที่เก้าอี้อีกฝั่งเป็นการยืนยัน

“แต่ว่าตอนนี้ไม่มีกระจกกั้นแล้ว…เหรอ”  คนใส่แว่นเดินยกมือยื่นไปทางเข้าออกหอช้า ๆ จนตัวลอดใต้ประตูทางเข้าไปหยุดอยู่หน้าฮารุอิจิ  “…จริงด้วย?”

“แปลว่ากระจกหายไปแล้วเหรอครับ”  คนผมสีซากุระอุทาน

“คงพูดได้แค่แบบนั้นแหละ”  เขาตอบขณะหันไปมองผู้อยู่ในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เดินตามมาสมทบด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

“อะไรฟะ!! ถ้าไม่มีอะไรกั้นแล้วก็บอกกันก่อนเซ่!!”  เอย์จุนรีบโวยวาย  “ปล่อยให้ฉันต่อยลมวืดหัวกระแทกพื้นได้ไง!!”

“ถ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วพวกเราจะยืนกลุ้มใจเรื่องหาทางข้ามไปอีกฝั่งยังไงทำไมฟะ”  มิยูกิอดตอกกลับไม่ได้

“…อ้ะ  เออจริงด้วย”  รุ่นน้องเปลี่ยนมาทำหน้าเข้าใจในเสี้ยววินาที

“เฮ้อ…”  เขาอดถอนหายใจไม่ได้

ฟุรุยะยังยืนทำหน้าไม่เชื่อถึงแม้ตัวเองจะข้ามมาอยู่ฝั่งสนามแล้ว  ฮารุอิจิเห็นท่าทางเพื่อนดูเหมือนไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยถามย้ำอีกหน  “ตอนฟุรุยะคุงจะกลับเข้ามายังมีกำแพงขวางอยู่ใช่ไหม”

“อืม  เห็นว่ารุ่นพี่คุราโมจิกับโทโจก็เจอเหมือนกัน”  อีกฝ่ายยกปากคำคนอื่นมาอ้างด้วย

“ตอนนี้ไม่มีอะไรขวางก็ดีแล้วไม่ใช่เรอะ  อย่างน้อยก็ไม่ต้องปีนกำแพงด้วย”  เจ้าของเสียงแปดหลอดยังไม่เข้าใจว่าคนอื่น ๆ จะสนใจเรื่องกำแพงล่องหนไปอีกนานแค่ไหน

“มันก็จริงอย่างที่เอย์จุนคุงพูดนะ”  คนผมสีซากุระเริ่มต้นอธิบาย  “แต่ว่าพอเป็นแบบนี้แล้วมันแปลกน่ะสิ”

“แปลก?  แปลกยังไงอะ?”  คนถามยังไม่เข้าใจ

“จู่ ๆ กำแพงที่เคยมีอยู่ตลอดก็หายไปแบบนี้  เอย์จุนคุงคิดว่าไงเหรอ”  เขาลองถามกลับบ้าง

ฮารุอิจิแทบเห็นเครื่องหมาย “?” อยู่บนหน้าเพื่อนสนิทตัวเอง

“ก็แปลว่าน่าจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับคนที่สร้างกำแพงไว้ไง”  เขาตัดสินใจเฉลยเพราะถึงจะรอคำตอบไปก็คงไม่ได้สักที

เครื่องหมาย “?” บนหน้าอีกฝ่ายใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งระดับ

“มีอะไรเกิดขึ้น…เหรอ”  กลายเป็นมิยูกิที่ต่อบทสนทนาแทน  แววตาใต้กรอบแว่นทอประกายเครียดขึ้น  “นายหมายถึงคนที่น่าจะเป็นรุ่นพี่ของโค้ชน่ะนะ”

“คนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ก็น่าจะมีเขาคนเดียวแหละครับ”  คนเสนอความเห็นเปลี่ยนไปคุยกับอีกคนแทน

“…เจ้าพวกนั้นจะเป็นอะไรไหมเนี่ย…”  กัปตันพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง

“…เป็นห่วง…สินะครับ…”  ฮารุอิจิมองหน้าอีกฝ่าย

“…”  รุ่นพี่ไม่ตอบอะไรกลับมา

“แต่ไหน ๆ ก็ข้ามมาฝั่งสนามได้แล้วก็รีบกันดีกว่าครับ  ถ้าเราโชคดีเจอตัวโค้ชที่นี่จริง ๆ จะได้หาทางต่อได้ซะที”  เขาหันไปพยักหน้าเรียกเพื่อนร่วมชั้นอีกสองคนที่ยังทำหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจว่าคนอื่นพูดเรื่องอะไรกันอยู่ให้เดินตามมา  มิยูกิถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินตามไปเป็นคนสุดท้าย

ฝั่งสนามมืดยิ่งกว่าฝั่งหอ  แสงสว่างจากไฟฉายพอช่วยให้เห็นพื้นทางเดิน  กับสนามและเรือนอาคารเล็ก ๆ เป็นเงาลาง ๆ  ฮารุอิจิเงยหน้ามองเสาไฟสนามพลางเปรยขึ้น  “ตรงนี้ก็ไฟดับจริง ๆ ด้วยสิ”

“ตอนแรกไฟยังติดอยู่  แต่มันดับตอนพวกผมกำลังจะกลับมาฝั่งหอน่ะ”  ฟุรุยะเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

“แปลว่าตอนนั้นเป็นเวลาที่คน ๆ นั้นยึดหอเราสินะ”  คนผมสีซากุระทำหน้าครุ่นคิด  “พอรู้ไหมว่ากี่โมง”

อีกฝ่ายส่ายหน้า  “ผมเดินออกมาสักพักนึงแล้วเลยไม่รู้เวลาเหมือนกัน”

“เอย์จุนคุงรู้ไหม”  คนถามหันไปหาเพื่อนอีกคน

“จำไม่ค่อยได้แฮะ”  จอมโวยวายเหลือบตาขึ้นฟ้าพลางกอดอก  “คงสักสามทุ่มมั้ง”

“ฉันไม่รู้สึกตัวตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว  เลยไม่รู้เหมือนกัน”  มิยูกิชิงตอบต่อ

“ผมก็สลบอยู่ในห้องอาบน้ำ  เลยไม่รู้ว่าไฟดับตั้งแต่เมื่อไรด้วย…”  รุ่นน้องขมวดคิ้วมุ่น  “คงต้องถือคำพูดเอย์จุนคุงแล้วสินะ”

“แล้วตอนนี้กี่โมงแล้วล่ะ?”  กัปตันเปิดคำถามขึ้นมาใหม่

“กี่โมง…เหรอ…ผมไม่มีนาฬิกาด้วยสิ”  ฮารุอิจิส่ายหัวน้อย ๆ

“ผมก็ไม่มีอยู่แล้ว”  ฟุรุยะตอบสั้น ๆ

“ผมก็ไม่มี…ฮึ่ย….”  เอย์จุนกัดฟันกรอด  “พอเป็นแบบนี้แล้วก็คงต้องใช้วิชาอ่านเวลาจากดวงดาวที่อ่านเจอมาซะแล้ว!!!”

“เอย์จุนคุงทำได้ถึงขนาดนั้นแล้วเหรอ”  เพื่อนสนิทถามด้วยแววตาเคลือบแคลง

“อย่ามาดูถูกเจ้าพ่อหนังสืออย่างฉันเชียวนะ!!  ไหน ๆ…”  อีกฝ่ายทำท่ายืดก่อนจะยกมือขึ้นบังตาแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทำแบบนี้ซะหน่อย  รีบไปต่อได้แล้ว”  มิยูกิหยุดอีกฝ่ายไว้ก่อน

“อ้าว  ก็คุณถามเวลาก่อนเองไม่ใช่เรอะ!?”  จอมโวยวายเถียงกลับ

“ถือซะว่าฉันไม่ได้ถามแล้วกัน”  กัปตันตัดสินใจตัดบทแล้วเปลี่ยนหัวข้อโดยไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว  “ฟุรุยะ  ตอนนายอยู่ฝั่งนี้นายมีอะไรแปลก ๆ บ้างไหม”

เอซประจำทีมเอียงคอขณะนึกย้อนความหลัง  “ตอนแรกพวกผมจะไปที่โรงเก็บอุปกรณ์ด้วยครับ  แต่กุญแจล็อกไว้อยู่”  เขาชี้นิ้วไปทางสนามฝั่งโฮมเบส  “แต่เข้าไปในเพลย์ฮัพได้”

“เพลย์ฮัพ?  ปกติโค้ชน่าจะล็อกกุญแจไม่ใช่เรอะ?”  มิยูกิแย้ง

“คนอื่น ๆ ก็สงสัยเหมือนกัน…”  ฟุรุยะลากเสียง

“ไม่ใช่ว่าโค้ชแค่ลืมล็อกเฉย ๆ นา”  เอย์จุนยังแสดงทีท่าไม่เชื่อ

“ในสถานการณ์แบบนี้  ‘ลืม’ ยังจะฟังดูเป็นไปได้น้อยกว่า ‘จงใจ’ อีกนะ”  รุ่นพี่พูดเป็นเชิงสอน  ก่อนจะถามคนอยู่ในเหตุการณ์ต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้คู่สนทนามีเวลาทำความเข้าใจ  “แล้วในนั้นเป็นไง”

คนถูกถามกระทันหันชะงักเล็กน้อย  แต่ก็ตอบด้วยเสียงราบเรียบตามสไตล์เขา  “ไม่มีใครอยู่น่ะครับ…แต่ผมเจอรูปถ่ายโดนระบายหน้าไว้ด้วย”

“เอ๋!!?”  ฮารุอิจิสะดุ้ง

“หา!!?”  คนเสียงดังที่สุดในกลุ่มก็อุทานลั่น

“ขอฉันดูหน่อยได้ไหม!!?”  มิยูกิรีบถามต่อ

ฟุรุยะเอียงคอนึกเล็กน้อย  ก่อนจะเบิกตาเหมือนนึกอะไรออก  “อะ…แต่รูปนั้นน่าจะอยู่ที่คาเนมารุ…”

“อ้าว…แล้วจะพูดให้ตกใจทำไมว้า!!”  เอย์จุนบ่นอุบออกมาทันที  “นายนี่มันใช้ไม่ได้เรื่องเล้ยฟุรุยะ!!”

“ไม่ใช่ความผิดผมซะหน่อย”  คนถูกว่าขมวดคิ้วน้อย ๆ แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจออกมา

“เฮ้อ  นึกว่าจะได้เบาะแสคนที่จ้องทำร้ายเราซะอีก”  รุ่นพี่ถอนหายใจ  “แล้วนอกจากนั้นมีอะไรอีกหรือเปล่า”

“ไม่มีแล้วครับ”  อีกฝ่ายส่ายหน้าน้อย ๆ

“งั้นเอาไงดีครับ”  ฮารุอิจิหันไปปรึกษากัปตันอีกรอบ  “เท่าที่ฟังดูก็ยังสรุปไม่ได้เลยว่าโค้ชอยู่ฝั่งสนามนี้จริงหรือไม่  ที่จริงถ้าได้รูปนั้นมาก็อาจจะพอตอบได้ว่าคน ๆ นั้นใช่รุ่นพี่ของโค้ชจริง ๆ หรือเปล่าด้วยแท้ ๆ…”  เขาอดเสียดายไม่ได้ถึงแม้จะรู้ว่าเรื่องคงไม่ง่ายตามที่หวัง

“ฉันยังสงสัยอยู่ว่าทำไมเพลย์ฮัพถึงไม่ล็อกกุญแจ  แต่ในนั้นก็ไม่ได้กว้างหรือมีที่ให้คนหลบอยู่ได้โดยไม่มีใครหาเจอ   ก็คงสรุปได้ว่าโค้ชคงไม่อยู่ในนั้นแหละ”  มิยูกิเล่าการวิเคราะห์ของตัวเองให้ฟัง  “ถ้าอย่างนั้นก็คงมีแต่ต้องลองเดินหาให้ทั่วบริเวณนี้เท่านั้น”

“หา!!?”  เอย์จุนอุทานเสียงสูง  “สนามนี่มันไม่ใช่แคบ ๆ นะครับคุณ  แถมยังมีตั้งสองฟากอีก!!”  เขากวาดมือไปรอบ ๆ ตัว  “กว่าจะเดินครบคงหนาวตายก่อนน่ะสิ”

“ปกตินายก็แอบออกมาวิ่งกลางดึกอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ”  อีกฝ่ายหันมาหรี่ตามองแบบคนจับผิด

“อึก…”  คราวนี้รุ่นน้องหาคำแย้งมาเถียงไม่ออก

“แล้วเอาไงดีครับ  จะแบ่งกันเดินไหม”  รุ่นน้องผมสีซากุระถามต่อก่อนจะคุยกันไม่ถึงไหน  “สนามทางเราก็กว้างด้วย  กว่าจะเดินครบคงใช้เวลาพอสมควร”

“อ้ะ  ดีเหมือนกันนะ!!”  จอมโวยวายรีบยกมือเห็นด้วย

“โคมินาโตะ”  จู่ ๆ เสียงกัปตันก็เข้มขึ้น  “นายกล้าเดินกับฉันสองต่อสองไหมล่ะ”

“…ครับ?”  คนถูกถามกลับทำหน้าไม่เข้าใจ

“ฉันเกือบฆ่าไอ้บ้าซาวามูระกับฟุรุยะมาแล้วนะ”  เขาชี้นิ้วใส่ตัวเองแล้วยิ้มหน่าย ๆ

สามคนที่เหลือใช้เวลาทำความเข้าใจเกือบนาทีก่อนจะร้องออกมาพร้อมกัน  “อ้ะ!!”

“…งั้นไปด้วยกันดีกว่าครับ”  ฮารุอิจิกล่าวสรุปสั้น ๆ  ขณะมองเพื่อนอีกสองคนเขยิบออกห่างจากรุ่นพี่คนเดียวในกลุ่มด้วยแววตาสิ้นหวัง

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s