Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 24

ความจริงถูกเปิดเผยแล้วค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


ลมต้นฤดูใบไม้ผลิหนาวเสียจนฟุรุยะผู้มีบ้านเกิดอยู่ฮอกไกโดยังอดดึงเสื้อแนบตัวไม่ได้

ทั้งสี่คนลองแวะไปที่โรงเก็บอุปกรณ์เผื่อประตูจะเปิด  แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม  ประตูโรงฝึกถูกล็อกไว้แน่นเหมือนอย่างที่ควรจะเป็น  หลังจากนั้นพวกเขาก็ย้ายตัวเองไปยังเพลย์ฮัพ  และยังค้นพบว่าประตูยังเปิดอยู่  เพื่อความแน่ใจ  พวกเขาลองสำรวจด้านในอีกครั้งเผื่อเจอข้อมูลที่พอใช้ได้เพิ่ม  แต่ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา  ก่อนออกจากห้องมิยูกิตัดสินใจล็อกห้องไว้  โดยให้เหตุผลไว้ว่าเผื่อมีขโมยหรือคนนอกเข้ามาขณะที่ไฟดับอยู่

ถึงไม่น่าจะมีคนอื่นเข้ามาบริเวณนี้ได้ในสถานการณ์แบบนี้ก็ตาม

พอออกมาจากเพลย์ฮัพและกัปตันลองบิดลูกบิดเช็คดูว่าประตูล็อกหรือยังจนแน่ใจแล้ว  เขาก็หันกลับมาถามเพื่อนร่วมทีมสำรวจต่อ  “เอาไงต่อดี”

“บอสคงไม่อยู่ที่นี่แล้วแหละ  กลับไปฝั่งหอเหอะ”  เอย์จุนเสนอความเห็น  แม้จะดูออกชัดเจนว่าเขาพูดไปเพราะหนาว  อยากกลับไปหลบลมหนาวด้านในมากกว่า

“แต่เรายังเดินไม่ทั่วเลยนะเอย์จุนคุง  ฝั่งสนามด้านนู้นก็ยังไม่ได้เดินไปเลย”  ฮารุอิจิรีบท้วงไว้ก่อน

“ใครมันจะมาสิงตัวเองอยู่ที่หนาว ๆ แบบนี้กันเล่า”  เขาทำหน้าบึ้ง

“โค้ชคงไม่ได้อยากมาอยู่ที่นี่ด้วยตัวเขาเองหรอก…”  อีกฝ่ายชักเบื่อจะพูดขัดขึ้นทุกที

“มีตรงไหนที่น่าจะมีคนอยู่ได้อีกนะ…”  มิยูกิเมินบทสนทนาของรุ่นน้อง  เขากวาดตามองไปรอบ ๆ เท่าที่สายตาจะมองเห็น  ขณะในหัวใช้ความคิดอย่างหนัก

ในเมื่อโรงฝึกในร่มถูกล็อกไว้แต่แรก  และเพลย์ฮัพไม่มีคนอยู่ออยู่แล้ว

สถานที่ที่พอเป็นไปได้ก็…

ทันใดนั้นสายตาเขาไปหยุดอยู่ที่แห่งหนึ่ง

ตรงนั้นอาจจะเป็นไปได้ก็ได้…

“ลองไปตรงนั้นกัน”  มิยูกิหันไปเรียกรุ่นน้องอีกสามคน  แล้วฉายไฟฉายไปยังจุด ๆ หนึ่งบริเวณสนาม

“ครับ?”  ฮารุอิจิหันไปมองตามแสงไฟฉาย  ก่อนจะอุทานงง ๆ  “บลูเพนเหรอครับ”

“จะมีใครอยู่เร้อตรงนั้นน่ะ”  เอย์จุนมองด้วยแววตาเคลือบแคลง  “บลูเพนมันก็แค่เอาตาข่ายกั้น ๆ กันลูกกระเด็นไปข้างนอกเองนี่”

“ลองไปดูจะเป็นไรไปล่ะ  หรือนายจะยอมเดินสำรวจด้านนอกนี้ให้หมดคนเดียว”  กัปตันเลิกคิ้วมอง

“ห้ะ?  ทำไมต้องเป็นผมอะ”

“ก็นายพูดอย่างกับไม่อยากไปด้วย”

จอมโวยวายชะงักนิด ๆ ก่อนจะทำปากขมุบขมิบ  “เค้าแค่ออกความเห็นเฉย ๆ เอง…”

รุ่นพี่ขยับยิ้ม  แล้วเดินนำรุ่นน้องตรงไปยังบลูเพน  อีกสองคนที่เหลือหันไปมองทางเอย์จุนนิดหน่อยก่อนจะเดินตามไป  ตามด้วยคนออกความเห็นแย้งที่ยังบ่นพึมพำแต่ก็รีบเดินตามมา

บลูเพนที่พวกเขาตัดสินใจเดินไปหาอยู่ฝั่งซ้ายมือของเพลย์ฮัพในสนามฝั่ง A  พอเดินเข้าไปใกล้ไฟฉายก็เห็นตาข่ายด้านหนึ่งขาดเป็นแนวยาวกองอยู่กับพื้น  ข้าง ๆ มีตาข่ายม้วนใหม่วางไว้เหมือนเตรียมรอซ่อม

“ตกลงว่าคนทำพังคือซาวามูระกับฟุรุยะสินะ”  จู่ ๆ มิยูกิก็ขุดเรื่องเก่าขึ้นมาขณะเลิกตาข่ายเข้าไปข้างใน

“อ้ะ”  หนึ่งในตัวการชะงักเท้าที่กำลังก้าวตามมา  รีบหันไปมองหน้าเพื่อนทันที

“ฉะฉะฉันเปล่าฟ้องนะ!!”  เอย์จุนสะดุ้งตามแล้วรีบยกมือโบกปฏิเสธรัว ๆ

“ถ้าไม่ใช่นายแล้วรุ่นพี่มิยูกิจะรู้ได้ยังไง”  ฟุรุยะยังจ้องไม่ยอมกะพริบตา  แถมยังเบนสายตาไปยังเพื่อนสนิทอีกคนด้วย  “นายด้วยเหรอ?…”

“อ้ะ  ผมเปล่านะ”  คนผมสีซากุระยกมือโบกปฏิเสธตาม

“นายบอกฉันตอนอยู่ในห้องฉันไง  ซาวามูระ”  กัปตันเฉลยให้

สายตาเอาผิดจากรุ่นน้องสองคนเบนไปทางคนบอกทันที  “เฮ้ย!!?  ตอนไหน!!?  อะไร!!?  ยังไง!!?”  คนผิด(?)รีบโวยวายต่อด้วยใบหน้าสับสน

“ก็ที่นายนึกว่าฉันบีบคอนายเพราะโกรธที่ทำตาข่ายพังไงเล่า”  มิยูกิหรี่ตามองก่อนจะถามต่อ  “แล้วตกลงจริงไหมล่ะ”  เขาส่งสายตาจับผิดไปยังคนการทั้งสองคนต่อ

“อะ…เอ่อ…”  หน้าทั้งสองคนซีดพอ ๆ กัน

รุ่นพี่ถอนหายใจ  “เอาไว้จบเรื่องวันนี้ก่อนค่อยเคลียร์ละกัน”

“ไหน ๆ รุ่นพี่ก็บีบคอผมไปแล้ว  ปล่อยผ่านไปไม่ได้เหรอครับ”  เอย์จุนทำตาปิ๊ง ๆ ขอร้อง  เพื่อนร่วมขบวนการ(?)อีกคนรีบพยักหน้ารัว ๆ ตาม

“เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกันนี่หว่า”  กัปตันเหล่มองเซ็ง ๆ  “แต่ก็ขอโทษด้วยแล้วกันที่บีบคอ—เฮ้ย!!!!”

ท้ายประโยคเปลี่ยนจากเสียงราบเรียบเป็นเสียงตะโกน

“เกิดอะไรขึ้–เหวอออออออ!!!!???”  คนเสียงดังที่สุดในกลุ่มแหกปากตามมาติด ๆ

“…!!!”  คนตัวสูงที่สุดในกลุ่มเกือบหลุดเสียงตาม

ฮารุอิจิเป็นคนแรกที่ได้สติ  เขารีบปราดเข้าไปยังมุม ๆ หนึ่งของบลูเพนแล้วย่อตัวลงนั่ง  “คะ…โค้ชครับ!!?”

แสงไฟฉายในมือกัปตันส่องให้เห็นคาตาโอกะ  เท็ตชินนั่งพิงเสาบลูเพนอยู่เงียบ ๆ  เขาอยู่ในชุดเสื้อคอปกแขนยาวกับกางเกงขายาวเหมือนที่ทุกคนเห็นตอนกลางวัน  ใบหน้าไม่ได้สวมแว่นกันแดดอันเป็นสัญลักษณ์ของเขา  แต่ก็เห็นมันเสียบไว้ในกระเป๋าเสื้อ  ความมืดทำให้มองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดนัก  แต่ก็บอกได้ว่าเขากำลังหลับตาอยู่

“บะบะบะบะบอสอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย!!!?”  คนไม่เชื่อทฤษฎีเรื่องที่อยู่ของโค้ชเพียงหนึ่งเดียวถึงกับร้องเสียงหลง

“อะ…โค้ชครับ!!  เป็นอะไรหรือเปล่า!!?”  กัปตันได้สติเป็นคนที่สอง  รีบย่อตัวลงช่วยรุ่นน้องส่งเสียงเรียกให้คนตรงหน้าตื่น  “โค้ชครับ!!”

“บะ–บอสสสสสสสสส!!บอสสสสสสสสสสส!!!”  เอย์จุนเจ้าของเสียงดังที่สุดในกลุ่มไม่รอช้าใช้จุดเด่น(?)ของตนเองช่วยอีกคน

“โค้ช…”  หนึ่งคนที่เหลือยืนหนึ่งเหมือนไม่รู้จะทำอะไรดี

“เอาไงดีครับรุ่นพี่มิยูกิ!!?”  ฮารุอิจิหันไปถามผู้มีอำนาจสูงสุดในทีมหลังจากพยายามส่งเสียงเรียกเท่าไรคนตรงหน้าก็ไม่ยอมลืมตาขึ้น  “โค้ชยังไม่ได้สติเลย!!!”

“ลองเขย่าตัวดูไม่ดีกว่าเหรอครับ!!?”  เอย์จุนออกความเห็นบ้าง

“ถ้าเขาเจ็บอยู่  ยิ่งเขย่าไปก็ยิ่งแย่สิ  ฉันเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ”  มิยูกิห้ามไว้ก่อน  เขากัดปากตัวเองเบา ๆ ขณะรีบสั่งสมองให้ใช้ความคิดอย่างหนัก  “หรือว่าจะย้ายตัวเขาไปที่อื่นก่อนดี…”

“ถ้าย้ายก็กลับไปที่เพลย์ฮัพดีไหม…อ้ะ”  เอซประจำทีมหันไปชี้นิ้วทางเพลย์ฮัพที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา  ก่อนจะร้องออกมาเบา ๆ  “ล็อกไปแล้ว…”

“…ก็แล้วจะใจร้อนรีบล็อกทำไมเนี่ยยยยยย!!!  เห็นไหมพอต้องใช้ก็ใช้ไม่ได้เลย!!!”  จอมโวยวายยกมือขยี้หัว (ในระดับไม่กระทบแผล) พลางกรีดร้องเสียงดัง

“ก็ใครมันจะไปรู้ละฟะว่าจะเป็นแบบนี้!!!”  รุ่นพี่อยากหาอะไรอุดปากรุ่นน้องคนนี้จริง ๆ

“หยุดทะเลาะกันเถอะนะครับทั้งสองคน”  คนผมสีซากุระรีบปรามไว้ก่อนเรื่องจะบานปลาย

“อืม…”

เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดึงความสนใจของทั้งสี่ให้ไปทางเดียวกัน

“บะ…บอสสสสสสสสสสสสสสสส!!!!!”  เอย์จุนตะโกนออกมาด้วยความดีใจเมื่อรับรู้ว่าเสียงนั้นเป็นของใคร

คาตาโอกะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ  เขากะพริบตาเล็กน้อยก่อนหยีตาเพราะแสงส่องหน้า  ก่อนจะมองหน้าลูกทีมด้วยแววตาสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น

“โค้ชครับ!!”  มิยูกิอดยิ้มโล่งอกออกมาไม่ได้  ส่วนรุ่นน้องที่เหลือสองคนก็ทำสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัดออกมา

“…เกิดอะไรขึ้น”  อีกฝ่ายถามสั้น ๆ เพราะยังทำความเข้าใจกับท่าทีนักเรียนตรงหน้าไม่ได้

“บอสสสสสสสสสสส  ผมนึกว่าคุณจะเป็นอะไรไปแล้วซะอีก  โธ่บอสสสสสสสสสสสส!!!!”  ผู้มีบ่อน้ำตาตื้นที่สุดในกลุ่มถึงกับน้ำตาไหลพรากออกมาเป็นทาง

คาตาโอกะชะงักเล็กน้อย  รีบมองหน้ากัปตันทีมเพื่อถามหาเหตุผล  “มิยูกิ  มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ”

“เรื่องมันยาวน่ะครับ…”  อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ  แม้จะปิดความดีใจไม่ให้โผล่ขึ้นบนใบหน้าไม่ได้”แต่ขอผมถามก่อนได้ไหมครับว่าทำไมโค้ชถึงมาอยู่ตรงนี้”

“ฮือออออออออออ  บอสสสสสสสสสสส!!!!”

“…ได้”  โค้ชประจำทีมตอบตกลง  ยกมือกุมหัวเล็กน้อยเพราะยังมึนหัวจากการสลบเป็นเวลายาวนาน  “งั้นก็ช่วยทำให้ซาวามูระเงียบก่อนที”

“บอสสสสสสสสสส!!!!!!!!!!!????”

“สักครู่นะครับ”  ฮารุอิจิเสนอตัว  รีบยกมือตะครุบปากเพื่อนสนิทจากด้านหลังโดยไม่ให้ตั้งตัว

“อื้อออออออ!!???”

“มาหลบตรงนี้ก่อนนะเอย์จุนคุง”  คนปิดปากพูดพลางลากตัวคนตรงหน้าไปทางมุม  มีเสียงอู้อี้ดังลอดมาจากปากอีกฝ่ายเล็กน้อยแต่ก็เบาลงเยอะแล้ว

โค้ชทำเพียงชำเลืองมองเล็กน้อย  ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้า ๆ  เขายกมือปัดกางเกงก่อนเริ่มต้นเล่าเรื่อง  “หลังจากพวกนายกลับมาทางหอกันหมด  ฉันก็มาเดินตรวจตราความเรียบร้อยอีกรอบน่ะ”

“เอ๊ะ  หลังจากที่บอกให้แยกย้ายได้น่ะเหรอครับ”  กัปตันท้วงขึ้นก่อนด้วยสีหน้าสงสัย  “ตอนนั้นเริ่มมืดแล้วไม่ใช่เหรอ…”

“ถึงฉันจะเชื่อใจพวกนายว่าคงเก็บของกันเรียบร้อย  แต่ทางที่ดียังไงก็อยากเดินดูด้วยตาตัวเองอีกที”  คนเล่าให้เหตุผล  “แต่ก็แค่ตรวจคร่าว ๆ น่ะ  ฉันคิดว่าคงไม่ใช้เวลามากเท่าไรเลยทำหลังจากสั่งให้พวกนายไปพักกันแล้ว  แล้วก็ไม่ได้เอากุญแจติดไปด้วย”

“อ้ะ!!  มิน่าล่ะกุญแจถึงยังอยู่ในห้องบอส!!”  เอย์จุนร้องอ๋อออกมา

“ห้องของฉัน?”  หูของโค้ชจับข้อความต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว

“อะ…เอย์จุนคุงอย่าเพิ่งพูดแทรกสิ!!!!”  คนผมสีซากุระไหวตัวทันรีบตะครุบปากคนข้างตัวอีกรอบ

“อื้อออออออออ!!!!!???”

“คะ…โค้ชเล่าต่อเถอะครับ…”  ฮารุอิจิยิ้มแห้ง ๆ ให้  ก่อนหน้านี้เขาเองก็ยืม(?)กุญแจมาจากโค้ช(?)เหมือนกัน  ความรู้สึกผิด(?)เลยยังหลงเหลืออยู่ในใจเล็กน้อย

คนเล่ามองเหมือนจ้องจับผิดเล็กน้อย  แต่ก็เบนสายตากลับมามองทางมิยูกิเหมือนเดิม  “หลังจากฉันตรวจทางฝั่งหอเสร็จแล้วและกำลังจะเดินไปทางฝั่งสนาม  ก็เห็นไม้เบสบอลวางตกอยู่ใกล้ ๆ ทางออกหอพอดี”

“ไม้เบสบอล…”  ฟุรุยะพึมพำเพราะนึกถึงบางอย่างได้

“ฉันคิดว่าใครสักคนคงหยิบมาจากโรงเก็บอุปกรณ์แล้วเผลอวางลืมทิ้งไว้”  เขาเล่าต่อพลางปรายตามามองผู้รับหน้าที่เก็บกวาดสถานที่ที่ว่าทีละคน  “เลยถือไปด้วยกะว่าวันพรุ่งนี้ค่อยเอาไปไว้ทีเดียว”

“ตอนนั้นโค้ชไปกับใครหรือเปล่าครับ”  รุ่นพี่ถามแทรก

“เปล่า  ฉันไปคนเดียว”  อีกฝ่ายตอบ  “ทาคาชิมะกับโอตะต้องไปเตรียมพวกพิธีเปิดการศึกษาวันพรุ่งนี้  เลยแยกไปตั้งนานแล้ว”

“อ่อ…”  คนถามพยักหน้าพลางจำไว้เป็นข้อมูล

“พอเดินตรวจไปเรื่อย ๆ จนใกล้ถึงเพลย์ฮัพก็สังเกตเห็นว่าไฟในนั้นยังเปิดอยู่”  คาตาโอกะเล่าต่อ  “พอลองเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าลืมล็อกประตู…อาจจะเกี่ยวกับที่ไฟในห้องเปิดไว้ด้วยเลยเข้าไปปิดไฟ”

“ตอนนายมาถึงนี่ไฟปิดแล้วใช่ไหม”  มิยูกิหันไปถามเอซประจำทีม  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ ด้วยการพยักหน้า

คนเล่าทำสีหน้าสงสัยเล็กน้อย  แต่ก็ยังไม่ว่าอะไรต่อ  “แล้วต่อจากนั้นฉันก็ออกมาจากเพลย์ฮัพ  แล้วก็…”  พอถึงตรงนี้จู่ ๆ เขาก็เงียบลงเหมือนนึกอะไรออก

“แล้วก็อะไรเหรอครับ?”  ฮารุอิจิถามต่อ

“ก่อนฉันเข้าไปในเพลย์ฮัพ  ฉันวางไม้เบสบอลไว้ข้างนอก”  อีกฝ่ายเล่าขณะทำท่านึก  “แต่พอเดินออกมาก็ไม่เห็นว่าหายไปไหน  ขณะกำลังมองหาอยู่จู่ ๆ ก็…”  เขาเว้นระยะ

อีกสี่คนมองหน้าคนเล่าด้วยสายตาลุ้นระทึก

“เหมือนมีใครสักคนใช้อะไรฟาดจากด้านหลัง…แล้วพอรู้สึกตัวอีกทีก็เจอพวกนายในที่นี้เนี่ยแหละ”  โค้ชจบเรื่องเล่าด้วยใบหน้าไม่เข้าใจ

“สลบไป…สินะครับ”  มิยูกิสรุปสั้น ๆ

“ไม้เบสบอลที่ว่าคงเป็นอันที่ฟุรุยะคุงเจอใช่ไหม”  รุ่นน้องผมสีซากุระหันไปถามเพื่อนที่ยืนข้าง ๆ  อีกฝ่ายพยักหน้ารับสั้น ๆ อีกหน

“งั้นคนที่ทำให้บอสเป็นแบบนี้ก็ต้องเป็นเจ้าของสมุดไม่ผิดแน่สิ!!?”  เอย์จุนยิงข้อสรุปออกมาทันควัน

“เออ  คงป็นใครอื่นไม่ได้แล้วล่ะ”  กัปตันเองก็เห็นด้วย

“พวกนาย”  คาตาโอกะทักขัด  “กำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่”

สายตาคมกริบทำเอาผู้เป็นกัปตันทีมผงะเล็กน้อย  ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเจือความรู้สึกผิด  “อะ…คือ…โค้ชอาจจะไม่เชื่อก็ได้…แต่ตอนนี้พวกเราชมรมเบสบอล…”  คนพูดนิ่งไปเล็กน้อยเหมือนกำลังเลือกคำพูด  “ถูกลอบทำร้าย…อยู่น่ะครับ”

“ลอบทำร้าย?”  ความประหลาดใจแฝงมาในคำพูดจนสัมผัสได้

“คนที่น่าจะเป็นรุ่นพี่บอสไล่ทำร้ายพวกผมเพื่อจะล้างแค้นอยู่น่ะครับ!!”  หนึ่งในผู้เสียหายรีบฟ้อง  “บอกว่าล้างแค้นที่ทำให้เขาไหล่เจ็บหรืออะไรเนี่ยแหละ!!!”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”  คาตาโอกะหันไปถามผู้ที่น่าจะพูดรู้เรื่องมากที่สุด

มิยูกิขยับแว่นเล็กน้อย  ก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างรวบรัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้ฟัง  “…ผมเองก็น่าจะถูกรุ่นพี่คนนั้นบังคับร่างกายให้ทำร้ายคนในทีมเหมือนกันครับ”  ความเจ็บใจฉายออกมาบนสีหน้าของเขาขณะพูด

“เป็นความจริงเหรอ”  โค้ชหรี่ตามอง

“ครับ!!  นี่ไง!!”  เอย์จุนได้ทีเลิกผมให้เห็นผ้าก๊อซบนหัว  ฟุรุยะเองก็ชี้นิ้วไปที่คอตัวเอง  “ผมก็โดนบีบคอเหมือนกันครับ”

“ผมเองก็ถูกจับเหวี่ยงลงมาจากชั้นสองด้วย…ก่อนหน้านั้นรุ่นพี่ชิราสุกับรุ่นพี่โนริก็โดนทำร้ายเหมือนกัน”  ฮารุอิจิเล่าให้ฟังคร่าว ๆ  “นอกจากนี้คนอื่น ๆ ก็ถูกจับตัวไว้อีก…”

โค้ชยังไม่ว่าอะไร  เพียงแต่ก้มหน้าลงกอดอกเหมือนกำลังใช้ความคิด

“โค้ชครับ”  กัปตันตัดสินใจถาม  “โค้ชพอรู้ไหมครับว่า…คนที่พวกผมพูดถึง…เป็นใคร”

เงียบไปพักหนึ่ง

คาตาโอกะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนถามตรง ๆ  “ฉันไม่ว่าหรอกถ้าจะถามมาตรง ๆ น่ะ  มิยูกิ”

กัปตันไหวไหล่เล็กน้อย

แววตาของโค้ชเปลี่ยนเป็นจริงจัง  “เท่าที่ฟังมา…ใช่  เขาเป็นอดีตรุ่นพี่ฉันเอง”

.

.

.

.

.

.

คาตาโอกะเพิ่งทานข้าวเสร็จ

เขากะจะไปซ้อมวิ่งแล้วค่อยอาบน้ำทีเดียว  แต่ครั้นจะวิ่งตอนนี้คงจะจุกท้องเสียก่อน  เลยตัดสินใจเดินย่อยรอบ ๆ หอสักพักแล้วค่อยออกไปฝั่งสนาม

ตรงที่ว่างเชื่อมระหว่างหอกับโรงฝึกในร่มมีคนในชมรมจับจองพื้นที่ซ้อมเหวี่ยงไม้กันประปราย  หลายคนในนั้นมองหน้าเขาเหมือนมองนกกาก่อนจะกลับไปตั้งสมาธิกับการซ้อมของตัวเอง  มีเพียงไม่กี่คนที่ยิ้มทักทายให้  ส่วนเขาก็ทำได้เพียงผงกหัวทื่อ ๆ ตอบกลับไปเท่านั้น

คาตาโอกะ  เท็ตชินเข้าเรียนที่เซย์โดแห่งนี้มาประมาณสองเดือนแล้ว  แน่นอนว่าทั้งรุ่นพี่และเพื่อนในชมรมย่อมจำหน้าและชื่อเขาได้หมด  อันที่จริงต้องบอกว่าจำไม่ได้สิแปลก  เพราะใบหน้าชวนหาเรื่องของเขาตกเป็นเป้าสังเกตของทุกคนรวมถึงโค้ชตั้งแต่วันแรกแล้ว

แต่ด้วยความทุ่มเทที่มีต่อการฝึกและเบสบอลจนเกือบเรียกได้ว่าบ้าคลั่งก็จับใจคนบางคนในทีม  อีกทั้งตัวเขาเองก็เริ่มปรับตัวเข้าหาเพื่อนร่วมทีมบ้าง  ทำให้คนในชมรมหลาย ๆ คนเริ่มยอมรับและพูดคุยกับเขาบ้างแล้ว  ถึงแม้ส่วนมากจะยังทำเป็นไม่สนใจ  และมีไม่น้อยที่ไม่ชอบหน้าอยู่

เดิมทีเขาก็ไม่ได้สนใจมากเท่าไร  สำหรับเขาแล้วถ้าได้เล่นเบสบอลก็พอ

โรงฝึกในร่มเปิดไฟสว่าง  มีหลาย ๆ คนเลือกฝึกหวดไม้หรือฝึกด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ ในนั้น  คาตาโอกะเหลือบมองเข้าไปข้างในเล็กน้อย  ก่อนจะย่างเท้าเข้าไป

มุมหนึ่งของโรงฝึกมีเสียงลูกกระทบตาข่ายดังเป็นระยะ

รุ่นพี่ฮิโนวะ

คนจับจองพื้นที่ตรงมุมนั้นคือพิชเชอร์หลักแห่งทีม  ฮิโนวะ  มาซาทากะ

แต่ถึงจะบอกว่าหลัก  ก็ยังไม่ได้ครองตำแหน่งเอซ  เป็นเพียงหนึ่งในพิชเชอร์ทีมหนึ่งที่มีไว้เปลี่ยนตัวตามสถานการณ์ของเกมเท่านั้น

เพียงแต่เจ้าดูจะไม่พอใจกับตำแหน่งปัจจุบันเท่าไร  เขาพยายามฝึกซ้อมจนบางครั้งเรียกได้ว่าหักโหมเพื่อชิงตำแหน่งเอซมาให้ได้

คาตาโอกะไม่ได้ไม่พอใจกับความคิดนั้น  กลับกันแล้วเขากลับชื่นชมความทะเยอทะยานเพื่อขึ้นเป็นที่หนึ่งด้วยซ้ำ  เพียงแต่สิ่งที่เขาไม่ค่อยชื่นชอบเท่าไรคือรุ่นพี่คนนี้มักหาเรื่องเขาทางคำพูดทุกครั้งเวลาได้คุยกัน

ยิ่งเขาหวังเป็นพิชเชอร์  และอยู่ห้องเดียวกับฮิโนวะอีก  คำพูดระรานจึงลอยเข้าหูเขาแทบทุกวันจนชวนคลื่นไส้

ไม่ไปทางนั้นดีกว่า

ขณะเขาคิดเลี่ยงความรำคาญใจและหันกลับไปทางออก  อีกฝ่ายก็ดันเห็นตัวเขาเสียก่อน

“คาตาโอกะ”

ไม่พ้นหรือเนี่ย

เจ้าของชื่อลอบถอนหายใจเบา ๆ ในใจ  แต่ด้วยเขามีชั้นปีต่ำกว่าเลยขัดความประสงค์ของรุ่นพี่ไม่ได้  ต้องหันกลับไปเดินเข้าใกล้แทน  “มีอะไรครับ”

“พูดจาไม่ชวนคบเหมือนเดิมนะนาย”  ฮิโนวะ  มาซาทากะเปิดฉากหาเรื่อง  เขามีรูปร่างออกผอม  แต่ตัวเตี้ยกว่ารุ่นน้องเล็กน้อย  ไว้ผมยาวปรกหน้า  พอเห็นแววตาไม่เป็นมิตรลอดออกมาจากไรผม

หน้าของรุ่นน้องตึงเล็กน้อย  “ถ้าไม่มีอะไร  ผมขอตัวก่อนแล้วกัน”  แล้วรีบก้มหัวลวก ๆ เตรียมหนีออกจากที่แห่งนั้นทันที

“หา?  จะบอกว่าไม่อยากคุยกับรุ่นพี่อย่างฉันเหรอ”

เอาอีกแล้ว

ความหงุดหงิดแล่นเข้าหัว  แต่จิตใจฝ่ายดีและความเป็นรุ่นน้องหยุดไม่ให้เขาโต้กลับได้ทัน  “…เปล่าครับ”  คาตาโอกะรีบปรับสีหน้าให้สงบลงแล้วหันกลับมา

ฮิโนวะเดาะลิ้น  เขาก้มหยิบลูกเบสบอลในตะกร้ามาถือ  “งั้นก็แล้วไป  มาช่วยฉันซ้อมที”

รุ่นน้องไหวไหล่  “คือผม…”

“ห้ะ?  คิดปฏิเสธคำสั่งฉันเรอะ?”

คนรอบตัวเริ่มหยุดมือ  หันมาฟังบทสนทนาของทั้งคู่ด้วยแววตาใคร่รู้  หลาย ๆ คนเริ่มจับกลุ่มกระซิบกระซาบกันจนเกิดเสียงหึ่ง ๆ ดังก้องอยู่ในโรงฝึก

สีหน้าของคาตาโอกะกระตุกอีกหน  “ผมอยากไปซ้อมวิ่งต่อครับ”

“ซ้อมวิ่ง?”  อีกฝ่ายขึ้นเสียงสูง  หมุนลูกเบสบอลในมือไปมา  “นายจะวิ่งไปทำไมนักหนา”

“เป็นวิธีซ้อมของผมน่ะครับ”  เขาพยายามตัดบทเต็มที่

“เป็นพิชเชอร์ก็หัดซ้อมขว้างลูกเข้าไว้เซ่  มาซ้อมกับฉันดีกว่าน่า”  ฮิโนวะเอ่ยปากชวนแกมบังคับอีกรอบพร้อมกับขว้างลูกในมือใส่

ปุ

แทนที่รุ่นน้องจะเอื้อมมือรับ  เขากลับปล่อยให้ลูกเบสบอลโดนตัวเบา ๆ จนกระเด็นไปกลิ้งกับพื้น

คนขว้างลูกใส่ตกใจเล็กน้อยกับปฏิกิริยาโต้ตอบ  เขาไล่สายตาตามลูกก่อนจะเงยหน้าขึ้นเตรียมโวยใส่  “…อะไร–”  แล้วก็ชะงัก

แววตาของคาตาโอกะวาวโรจน์ขึ้น  เห็นได้ชัดว่ากำลังไม่พอใจ

รุ่นพี่เป็นฝ่ายผงะหนี  แต่ก็รีบกลับมาตั้งตัวแล้วเอ่ยขู่  “อะ…อะไรห้ะ  คิดจะหาเรื่องกันเรอะ!?”

อีกฝ่ายหลุดจากภวังค์  เขาเผลอแสดงท่าทีต่อต้านคนอื่นอย่างที่ตัวเองในอดีตมักทำอีกแล้ว  “ปะ…เปล่า–”

“ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมทำสีหน้าแบบนั้นวะ!!”  ฮิโนวะเลือดขึ้นหน้า  เขาเดินตรงเข้ามาหาช้า ๆ ด้วยใจหนึ่งยังนึกกลัวคนตรงหน้าอยู่  “นี่แกกล้าดียังไง!!”  ก่อนจะทำเรื่องผิดคาดด้วยการคว้าคอเสื้อรุ่นน้องขึ้น

“อึ๊ก!!”

“ฮะ…ฮิโนวะ!!”  หนึ่งในกลุ่มคนมุงรีบตรงเข้ามาห้ามก่อนเรื่องจะบานปลายไปกันใหญ่  “คาตาโอกะคงไม่ได้ตั้งใจหรอก–”

“แกดูหน้ามันสิ  จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจเรอะ!!”  อีกฝ่ายยังไม่ยอมปล่อยมือออก

“ฮิโนวะ  ใจเย็น ๆ ก่อนน่า!!”  คนอื่นเริ่มทนไม่ได้  เดินเข้ามาห้ามบ้าง

“หา!?  คราวนี้พวกแกเข้าข้างมันเหรอ”  ฮิโนวะสูญเสียการควบคุมตัวเองไปแล้ว  เขากำคอเสื้อคนตรงหน้าแน่นจนอีกฝ่ายเริ่มแสดงสีหน้าหายใจไม่ออกให้เห็น  “ก่อนหน้านี้พวกแกก็ยังเกลียดมันอยู่เลยนี่หว่า!!!”

“ตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันนะเฟ้ย!!”  หนึ่งในคนห้ามชักอารมณ์เสียตาม  “แกใจเย็น ๆ ก่อนสิวะ–”

“ต่างกันตรงไหนห้ะ!!!”

คนในโรงฝึกในร่มต่างหยุดการซ้อมของตัวเองแล้วมองมายังพวกเขาเป็นทางเดียว  รุ่นพี่บางคนรีบหันไปบอกรุ่นน้องให้ตามอาจารย์มา

คาตาโอกะนิ่วหน้า  เขาเองก็ไม่นึกว่าชั่ววินาทีที่เขาเผลอหลุดการควบคุมตัวเองจะส่งผลแบบนี้เกิดขึ้น  เขาพยายามยกมือขึ้นแกะมือของรุ่นพี่ออกเพราะเริ่มหายใจไม่ออก  “…รุ่นพี่…”

“เงียบไปเลยไอ้เวร!!!”

ผลั่ก

ฮิโนวะทำเรื่องผิดความคาดหมายของทุกคนด้วยการสะบัดมือข้างที่คว้าคอเสื้อเต็มแรง  ส่งผลให้หลังมือเขาฟาดเข้าที่หน้ารุ่นน้องเต็ม ๆ

“เฮ้ยฮิโนวะ!!!”  คนมุงตะโกนเรียกชื่อคนก่อเหตุดังลั่น

ผึง

ในหัวของคาตาโอกะเกิดเสียงซึ่งมีแต่เขาเท่านั้นที่ได้ยินดังขึ้นเบา ๆ

มือทั้งสองข้างยกขึ้นอย่างไร้การควบคุม

ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปพักหนึ่ง

ผลั่ก

ตึง!!!

“อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!”

ตามด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นโรงฝึก

“ฮะ…ฮิโนวะ!!!!!????”

สติของคาตาโอกะกลับมาในเวลาเสี้ยววินาที  พร้อมกับภาพตรงหน้าปรากฎเด่นชัดในดวงตา

“กะ…แก…อ้ากกกกกกกกกกก!!!!!”

ฮิโนวะ  มาซาทากะนอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น  ตัวของเขาถูกตาข่ายสำหรับใช้ซ้อมขว้างลูกล้มทับบริเวณไหล่ขวาเต็ม ๆ  ด้วยความหนักของโครงเหล็กทำให้เขาไม่อาจดิ้นหลุดออกมาได้

“อะ…อยู่นิ่ง ๆ ก่อน  ฮิโนวะ!!!”  กลุ่มคนที่ตอนแรกเข้ามาห้ามเปลี่ยนเป็นรีบช่วยจับโครงเหล็กตั้งขึ้น  สองสามคนในกลุ่มพยายามจับตัวคนเจ็บให้อยู่นิ่งกับพื้น  และบางคนรีบตะโกนไล่รุ่นน้องให้ไปตามอาจารย์อีก

“ผะ…ผม…”  รุ่นน้องหน้าซีด  มือไม้สั่นเพราะตกใจในสิ่งที่ตนเองเผลอทำไป

“แก…แก…คาตาโอกะ…”  เสียงของรุ่นพี่ดังแว่วขึ้นมา  ส่งให้คนอื่น ๆ ซึ่งส่งเสียงโวยวายเงียบลง  แววตาอาฆาตจ้องตรงมายังคนก่อเหตุทันที

เขาสัมผัสได้เลยว่าร่างกายเย็นเยียบด้วยความกลัว

“ฉันจะ…ไม่ให้อภัยแก…”  เสียงนั้นเริ่มดังก้องไปทั่วโรงฝึก  ลดอุณหภูมิข้างในให้เย็นเฉียบ

“ไม่ให้อภัย…ไม่ให้อภัยแกเด็ดขาด…”

ราวกับคำสาป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s