Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 25

ตอนนี้แต่งถึงตอนจบแล้วค่ะ  (ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะทำได้…)

แต่เหลืออีกกี่ตอนจะยังไม่บอกละกัน :3

เนื้อเรื่องแถว ๆ นี้แต่งยากมากเพราะไม่รู้จะใส่บทพูดให้โค้ชยังไงดี…เป็นผู้ใหญ่คนเดียวด้วยนี่นะ…

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


ความเงียบปกคลุมทั้งห้าคนอีกครั้ง  คราวนี้มีความอึดอัดแทรกเข้ามาด้วย

“…เอ่อ…”  ในที่สุดจอมโวยวายประจำกลุ่ม  เอย์จุนก็ทนไม่ไหวต้องเปิดปากออกมาก่อน  “ตกลงเขาตายเพราะแบบนี้เหรอครับ”

“เอย์จุนคุง!!!?”  ฮารุอิจิรีบตะครุบปากคนปากพล่อยด้วยสีหน้าแตกตื่น

“ไอ้บ้าซาวามูระ!!!”  กัปตันเองก็ทนไม่ไหวต้องรีบโขกหัวอีกฝ่าย  แล้วรีบหันไปขอโทษโค้ช  “ผมขอโทษแทนด้วยนะครับ  โค้ชก็รู้ว่าหมอนี่มันบ้าแค่ไหน”

“อ๋มเอ่าอ๊ะอ่อย!!! (ผมเปล่าซะหน่อย)”  คนถูกว่ารีบประท้วง  แต่ก็โดนเพื่อนสนิทเอามือปิดปากแน่นจนทำได้แค่ดิ้นเงียบ ๆ อยู่ด้านหลัง

ฟุรุยะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่แสดงท่าทีอะไร  เขาเพียงถามต่อด้วยน้ำเสียงสงสัย  “อุบัติเหตุเหรอครับ”

“อืม”  คาตาโอกะเองก็เมินเสียงเรียกร้องขอชีวิต(?)ของเด็กในทีม  ตอบคำถามด้วยสีหน้าราบเรียบ  “ฉันเผลอผลักเขาชนกับตาข่ายซ้อมขว้างลูกจนมันหล่นกระแทกไหล่เข้าน่ะ”

“เขาก็เลย…?”  มิยูกิถามต่อ

แววตาของคนเล่าดูหมองลงเล็กน้อย  “กระดูกหัวไหล่แตก…อันที่จริงหากรักษาตัวให้ดีแล้วทำกายภาพบำบัดก็มีโอกาสกลับมาขว้างลูกได้เหมือนเดิมด้วย”

คนผมสีซากุระจับความผิดปกติจากคำพูดได้  “ถ้าอย่างนั้นทำไมถึง…”

โค้ชก้มหน้าลงเล็กน้อย  “ถึงจะทำกายภาพบำบัดต้องใช้เวลานานพอดูกว่าจะหาย…เหมือนอย่างคริส”  เขายกชื่อรุ่นพี่ผู้มีอาการบาดเจ็บที่ไหล่อีกคนขึ้นมา  “อย่างน้อยก็ต้องจบม.ปลายไปแล้ว”

“เพราะงั้นก็เลย…”  ฮารุอิจิไม่กล้าพูดต่อ

“เดี๋ยวสิครับ”  กัปตันกลับพูดขัดขึ้นมาก่อน  “แต่แบบนี้มันก็แปลกนะครับ  ถ้าอาการเจ็บเขาทำกายภาพบำบัดหายได้  ทำไมเขาถึงแค้นคุณจนถึงขั้นทำร้ายพวกผมด้วยล่ะ”

“อ้ะ…”  รุ่นน้องคนอื่น ๆ เริ่มคิดตาม

คาตาโอกะขยับยิ้มเล็กน้อยคงเป็นเพราะชื่นชมในความหัวไวของกัปตันทีม  แต่รอยยิ้มนั้นก็เลือนหายไปในทันทีที่เขาขยับปากเล่าต่อ  “รุ่นพี่ฮิโนวะอยู่ไม่ถึงเวลานั้นน่ะสิ”

“เอ๊ะ?”  ฟุรุยะเอียงคอสงสัย

“หลังจากเขาเจ็บไหล่จนลงแข่งไม่ได้  และสุดท้ายก็ขอออกจากชมรมไปเอง…ไม่นานนักชมรมเราก็ได้รับข่าวร้ายว่าเขาถูกรถชนจนเสียชีวิต”

“หา!?”  ทุกคนอุทานออกมาพร้อมกัน

“บังเอิญ…เหรอครับ”  ฮารุอิจิพูดเสียงสั่น

“พวกนายคิดว่าไงล่ะ”  โค้ชกลับเลือกถามกลับ

หรือว่า…

ทันใดนั้นความเป็นไปได้หนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของมิยูกิ

“…ฆ่า…ตัวตาย…?”  เสียงของเขาเบาโหวงจนแทบกลืนหายไปในความเงียบ

“หา!?”  คนอื่น ๆ อุทานออกมาอีกหน

สีหน้าของคาตาโอกะแผ่ความเคร่งเครียดออกมาจนสัมผัสได้  “ถึงจะฟันธงไม่ได้  แต่คนในชมรมหลายคนต่างคิดแบบนั้น…ฉันเองก็เหมือนกัน”

“บะ…บ้าหรือเปล่า!?”  เอย์จุนดิ้นหลุดจากมือเพื่อนได้  รีบโวยวายเสียงดังลั่น  “แค่เจ็บไหล่จนเล่นเบสบอลในช่วงม.ปลายเอง  จะถึงขั้นฆ่าตัวตายเลยเรอะ!!?”

“ทุกคนไม่ได้เข้มแข็งแบบรุ่นพี่คริส…หรือนายหรอกนะ  ซาวามูระ”  มิยูกิส่งเสียงต่ำปรามไว้

“มันก็…ใช่…”  อีกฝ่ายแสดงท่าทีลังเล  แต่ก็ยังเถียงต่อ  “แต่ต้องฆ่าตัวตายเลยเหรอ!?”

“คนเราถ้าสิ้นหวังมาก ๆ  อะไร ๆ ก็เป็นไปได้ทั้งหมดแหละ”  ฮารุอิจิช่วยอธิบายต่อ

“เพราะแบบนี้…เลยแค้นโค้ชสินะครับ”  ฟุรุยะพูดขัดบทสนทนาขึ้นมาก่อน

“หืม?”  จอมโวยวายหันมามองงง ๆ

“ถ้าคิดว่าเรื่องถูกรถชนเป็นการฆ่าตัวตาย  สาเหตุที่เขาทำแบบนั้นก็คงมาจากเรื่องไหล่เจ็บ”  เอซคนปัจจุบันเริ่มร่ายเหตุผล  “ตัวเขาคิดว่าโค้ชเป็นตัวต้นเหตุให้ไหล่เจ็บ  ดังนั้นถ้าเขาจะแค้นใครก็ต้องเป็นโค้ชแหละครับ”

“ตะ…แต่ว่าบอสไม่ได้ตั้งใจไม่ใช่เหรอ!!?”  เอย์จุนหันไปถามคนในเหตุการณ์

“ใช่”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ  สีหน้ายังคงความเคร่งเครียดเอาไว้  “แต่รุ่นพี่ฮิโนวะไม่ได้คิดแบบนั้น”

“หา!?”

“เขาคิดว่าฉันจงใจผลักเขาชนตาข่ายจนมันล้มทับไหล่”  คาตาโอกะพูดเสียงเบา  “ถึงคนที่เห็นเหตุการณ์คนอื่น ๆ จะช่วยแก้ต่างให้ฉันเขาก็ไม่ยอมฟัง”

“ละ…แล้วทำไมบอสไม่อธิบายไปล่ะ!?”  รุ่นน้องยังคงไม่เข้าใจ

“นายคิดว่าคนก่อเหตุอย่างฉันพูดไปแล้วเขาจะฟังเหรอ  ซาวามูระ”

แววตาแข็งกร้าวของโค้ชทำให้คนถามพูดไม่ออก

ทุกคนเงียบลงอีกครั้งเมื่อได้ฟังความจริง  ตอนนี้พวกเขาเข้าใจที่มาที่ไปหมดแล้ว  เพียงแต่ยังนึกไม่ออกว่าควรทำยังไงถึงจะจบเหตุการณ์นี้ได้

“มิยูกิ  ฟุรุยะ  ซาวามูระ  โคมินาโตะ”

เสียงของผู้มีอายุมากสุดดังขึ้น  เรียกให้คนอื่น ๆ หันมามอง

คาตาโอกะหลับตาลงเล็กน้อย  ก่อนจะก้มหัวลง  “ต้องขอโทษพวกนายด้วย”

“…ขะ…ขอโทษทำไมครับ!?”  มิยูกิเป็นคนแรกที่ได้สติก่อน  ขณะที่รุ่นน้องคนอื่น ๆ ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

“นายถูกรุ่นพี่ฮิโนวะสิงจนทำร้ายคนอื่นใช่ไหม”  โค้ชสบตากับกัปตันทีม  “ทั้งที่นายรู้ดีว่าหากคนในทีมเป็นอะไรไปจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน…แต่นายก็เกือบฆ่าคนทั้งที่ตัวเองไม่ต้องการ  คงจะทรมาณมากสินะ”

“โค้ช…”  อีกฝ่ายพูดอะไรไม่ออก  ได้แต่กัดปากตัวเองเบา ๆ

“ซาวามูระ  ฟุรุยะ”  โค้ชหันไปมองพิชเชอร์สองคนในทีมต่อ  “พวกนายเองก็เกือบตายเพราะถูกมิยูกิทำร้ายสินะ  โดยเฉพาะนาย  ซาวามูระ”  คนถูกเรียกชื่อสะดุ้งเล็กน้อย  “แผลบนหัวคงเจ็บมากละสิ”

“อะ…เอ้อ…แผลแค่นี้จิ๊บจ๊อยครับ  ฮ่า ๆๆๆๆ!!!”  ไม่รู้ทำไมเขาถึงทำเป็นเรื่องตลกแทน

“โคมินาโตะ”  คาตาโอกะหันไปมองรุ่นน้องคนสุดท้าย

“อะ…ครับ”  อีกฝ่ายเผลอสะดุ้งตาม

“ขอบคุณที่ช่วยดูแลคนอื่น ๆ ให้ด้วย”  โค้ชพูดสั้น ๆ

“…ครับ”  คนผมสีซากุระก้มหน้าลง  ปล่อยผมปรกบริเวณหน้าจนมองไม่เห็นแววตา

ตัวต้นเรื่องกวาดตามองคนในทีม  ก่อนจะก้มหัวอีกครั้ง  “การกระทำของตัวฉันในอดีตทำให้พวกนายเจอเรื่องแย่ ๆ จนเกือบเป็นอันตรายถึงชีวิต  ฉันต้องขอโทษพวกนายจริง ๆ ในฐานะตัวต้นเหตุของทั้งหมด…และต้องขอโทษด้วยที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากพูดขอโทษแบบนี้”

“โค้ชครับ…”  มิยูกิรีบห้ามเอาไว้  “พวกผมเข้าใจดีครับว่าตอนนั้นโค้ชไม่ได้ตั้งใจ  แล้วโค้ชก็ไม่ได้คาดคิดด้วยว่าเรื่องในอดีตจะส่งผลมาถึงตอนนี้  โค้ชไม่ต้องขอโทษหรอกครับ”

“…อืม  ขอบใจ”  อีกฝ่ายเงยหัวขึ้นช้า ๆ

“ใช่ ๆ  คนผิดคือรุ่นพี่คนนั้นที่เข้าใจผิดไปเองแหละ!!”  เอย์จุนรีบพูดเสริม  เขายกมือกอดอกทำแก้มป่องอย่างฉุน ๆมีฟุรุยะพยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยอยู่ข้าง ๆ

“…ขอบใจแล้วกัน”   อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นพูดสั้น ๆ

“แล้วจะทำไงต่อดีครับ”  ฮารุอิจิเปลี่ยนมาพูดเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้  “ถึงตอนนี้เราจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว  แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับรุ่นพี่ที่ชื่อฮิโนวะดีเลยนะครับ”

“ไปอธิบายความจริงให้ฟังไม่ดีกว่าเหรอ”  จอมโวยวายเสนอความเห็น

“ถ้าเขายอมฟังแต่แรกก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก”  เขาตีข้อเสนอนั้นกลับทันที  ยกมือแตะคางด้วยใบหน้าครุ่นคิด  “คงต้องหาทางอื่นแล้วล่ะ”

“ทางนั้นเหนือกว่าพวกเราตรงที่กุมความได้เปรียบไว้หมดเลยน่ะสิ  เขาคิดจะโจมตีเราเมื่อไรก็ได้  แถมพอจวนตัวเข้าจริง ๆ ก็ย้ายพวกเราไปอยู่อีกมิติหนึ่งได้อีก”  มิยูกิขมวดคิ้วระหว่างระดมสมองอย่างหนัก

“มิยูกิ”  คาตาโอกะเอ่ยขัดการใช้ความคิดขึ้นมาก่อน

“ครับ?”  อีกฝ่ายหันไปมองด้วยแววตสงสัย

“นายคิดว่าอะไรเป็นต้นเหตุให้เขากลับมาอีกครั้ง”

กัปตันนิ่งไปเล็กน้อย  ก่อนพูดถึงสมมติฐานที่พวกเขาเคยตั้งกันมาก่อนหน้านี้  “คิดว่าน่าจะเป็นสมุดบันทึกของเขาที่เจ้าพวกนี้เจอมาตอนทำความสะอาดน่ะครับ”  เขาพยักเพยิดไปทางรุ่นน้องสามคนเล็กน้อย  “ผมน่าจะถูกสิงเพราะเก็บสมุดนั้นไว้กับตัวพักหนึ่งน่ะ”

“สมุดบันทึก?”  คนถามทวนคำ  “แล้วตอนนี้สมุดเล่มนั้นอยู่ที่ไหน”

คนผมสีซากุระตอบแทน  “คิดว่าอยู่ที่รุ่นพี่นาเบะน่ะครับ”

จู่ ๆ กัปตันก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้  เขาหันไปหาคนตอบอีกคนแล้วยิงคำถามใส่”โคมินาโตะ  ตอนนายอยู่กับนาเบะ  นายเห็นเขาถือสมุดกับตัวไหม”

“อะ  ก็…”คนถูกถามทำแววตาแปลกใจ  “ไม่เห็น…นะครับ”

“อ้าว  ไม่เห็นได้ไง”  จอมโวยวายรีบท้วง  “ก็รุ่นพี่มิยูกิบอกว่าให้คุณนาเบะไปไม่ใช่เหรอ  หรือว่ารุ่นพี่โกหก”  เขาหันกลับไปคาดโทษรุ่นพี่อีกคน

“ฉันให้ไปก็จริง  แต่ถ้าอยู่กับตัวนาเบะโคมินาโตะก็น่าจะเห็นมันสิ”  มิยูกิเริ่มทำหน้าเครียด  “หรือว่า…เขาจะเอาไปเก็บไว้ที่อื่น”

“หา!!!?”  เอย์จุนอุทานเสียงหลง

“แย่ละสิ  ถ้าอยู่กับตัวนาเบะก็ยังพอว่า”  กัปตันกัดปาก  “แต่ถ้าเขาเอาไปซ่อนไว้ที่อื่น  กว่าจะหาเจอต้องเสียเวลามากแน่”

ผู้ไม่เข้าใจความเป็นไปของสถานการณ์มากที่สุดถามขึ้นบ้าง  “ถ้าสมุดนั้นเป็นตัวการแล้ววาตานาเบะยังควบคุมตัวเองไม่ได้  สมุดก็ควรอยู่กับเขาไม่ใช่เหรอ”

“…คงไม่ใช่แบบนั้นน่ะครับ”  มิยูกิก้มหน้าลงเล็กน้อย  “ผมเก็บสมุดไว้กับตัวไม่นานยังเป็นแบบนี้เลย  ถึงนาเบะจะไม่ได้เก็บสมุดไว้กับตัวแล้วก็คงยังถูกสิงได้อยู่แหละครับ”

“อย่างนั้นเหรอ…”  คาตาโอกะอดตระหนักถึงความสาหัสของสถานการณ์ไม่ได้อีกครั้ง

“ถ้าแบบนั้นแล้วควรจะไปหาที่ไหนดีครับเนี่ย”  ฮารุอิจิลองถามต่อ  “ห้องของรุ่นพี่นาเบะดีไหมครับ”

“…ก็คงต้องลองทางนั้นก่อน”  รุ่นพี่รับคำกลาย ๆ

“ผมว่าบุกไปหาคุณนาเบะเลยน่าจะไวกว่ามั้ง”  เอย์จุนเสนอทางเลือกอีกทาง

“ผมก็เห็นด้วย”  แปลกดีที่คราวนี้คู่แข่งกลับเห็นในทางเดียวกัน

“เฮ้ย  นายคิดจะลอกความคิดฉันก็บอกมาเหอะ!!!”  อีกฝ่ายรีบหันไปหาเรื่องทันที

“เปล่า  ผมคิดแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว”  คนตัวสูงกว่าทำหูทวนลม

“หนอย!!”

“ถ้าหายังไงก็ไม่เจอแล้วค่อยไปหานาเบะก็ได้”  มิยูกิต้องเข้ามาห้ามทัพก่อนเรื่องจะไปกันใหญ่  “ยังไงก็ต้องไปช่วยคนอื่น ๆ อยู่แล้วด้วย”

“พวกรุ่นพี่โซโนะจะเป็นอะไรไหมนะ…”  พอฮารุอิจินึกถึงคนอีกกลุ่มซึ่งป่านนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง  สีหน้าก็ดูหมองลงเล็กน้อย

“เจ้าพวกนั้นคงไม่เป็นไรหรอก  ชิราสุก็อยู่ด้วย”  กัปตันเอ่ยถึงบุคคลผู้พึ่งพาได้อีกคน  “แต่เราก็จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว…โค้ชครับ”  สุดท้ายเขาหันไปหาคาตาโอกะ  “รบกวนมาด้วยกันได้ไหมครับ”

“อืม  ฉันเองก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย”  โค้ชพยักหน้ารับ

“งั้นก็รีบกลับไปฝั่งหอกันเถอะ”  หัวหน้าทีมเอ่ยสรุป

“โอ้ว!!”  เอย์จุนยกมือตะเบ๊ะก่อนจะหันหัวกลับไปทางหอ  “จะมัวรอช้าอยู่ไย  รีบโต้กลับให้อีกฝ่ายตกใจหงายหลังเก๋งไปเลยเถอะ!!”  เขากำหมัดชูขึ้นฟ้าแล้วทำท่าเดินแบบทหาร

“นี่ไม่ใช่เล่นเกมนะ  เอย์จุนคุง”  ฮารุอิจิอดถอนหายใจไม่ได้  แต่ก็รีบตามไปติด ๆ พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมอีกคน

มิยูกิส่ายหัวปลง ๆ แล้วทำท่าจะเดินตาม  ตอนนั้นเองที่คาตาโอกะเรียกชื่อเขาขึ้นมาอีกครั้ง  “มิยูกิ”

“ครับ?”  เจ้าของชื่อชะงักเท้า

“แล้วตอนนี้นายไม่เป็นไรหรือ”

สายตาคมกริบของโค้ชจ้องราวกับจะทะลุเข้าไปในใจเขา

กัปตันโคลงหัวเล็กน้อย  ตอนแรกเขากะจะไม่พูดอะไร  แต่ก็เปลี่ยนใจในอึดใจต่อมา  “…ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ขนาดผมไม่ได้ถือสมุดเล่มนั้นไว้กับตัวตั้งนานแล้วก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้เป็นบางช่วงจนเจ้าพวกนั้นต้องเสี่ยงอันตรายไปด้วยตั้งหลายหน  บอกตามตรงว่าผมยังไม่มั่นใจเลยว่าผมจะสูญเสียการควบคุมตัวอีกเมื่อไรด้วย”  เขามองหน้าผู้มีอายุมากกว่าตรง ๆ เหมือนรออะไรสักอย่าง

“แต่ตอนนี้นายดูไม่มีทีท่าจะเป็นแบบนั้นเลยนะ”

คำพูดของโค้ชสะกิดใจเข้า

จะว่าไป…นี่ก็ผ่านมาสักพักใหญ่แล้ว  แต่เขายังไม่มีทีท่าจะกลับไปควบคุมตัวเองไม่ได้อีกเลย

ขนาดอยู่ต่อหน้าคนที่รุ่นพี่น่าจะแค้นที่สุดก็ไม่เกิดอาการอะไรขึ้นมาสักนิด

หรือว่าเป็นเพราะตอนนั้น…

มุมปากของมิยูกิขยับขึ้นเล็กน้อย  “ถ้าผมมีทีท่าจะกลับมาเป็นอีกก็ช่วยหยุดผมทีนะครับ”

คาตาโอกะมองหน้าลูกทีมเงียบ ๆ ก่อนจะเดินตามพวกรุ่นน้องไปโดยไม่พูดอะไร  กัปตันหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะรีบเดินตามไป

.

.

.

.

.

.

ทั้งหมดเดินกลับไปจนถึงประตูเข้าหอ  รอบนี้ก็ไม่มีกระจกหรืออะไรกั้นไม่ให้พวกเขาเข้าไปข้างในเช่นกัน

“เอ้อ  แล้วห้องรุ่นพี่นาเบะคือห้องไหนอะ”  เอย์จุนเอ่ยทักขึ้นหลังจากก้าวเท้าเข้ามาในเขตหอแล้ว

“อยู่ข้างห้องผมน่ะ  ชั้นสอง”  ฮารุอิจิตอบให้

“งั้นก็รีบไปกันเร็ว!!”  อีกฝ่ายตั้งท่าเตรียมจะพุ่งขึ้นบันได

“นายจะส่งเสียงดังไปถึงไหนห้ะ  เดี๋ยวอีกฝ่ายก็รู้ตัวก่อนหรอก”  มิยูกิต้องห้ามเอาไว้อีกรอบ  นึกกลัวว่าจอมโวยวายคนนี้จะปากพล่อยจนเสียเรื่องเสียก่อน

“แล้วพวกเราจะเข้าห้องรุ่นพี่นาเบะได้ไหมครับ”  คนผมสีซากุระโพล่งประเด็นใหม่ขึ้นมา  “ผมว่ายังไง ๆ ห้องก็ต้องล็อกแน่ ๆ”

“เออจริงด้วย!!”  เพื่อนสนิทอุทานตาม

กัปตันลองหันไปถามผู้ดูแลทีมและหอพัก  “มีกุญแจสำรองของห้องพักไหมครับ”

“มีอยู่ในห้องคนดูแลหอน่ะ”  คาตาโอกะตอบ  เขาไม่มีทีท่าจะต่อต้านเรื่องบุกเข้าห้องคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด  คงเป็นเพราะเห็นว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนเรื่องแบบนี้แล้ว

“แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเข้าห้องนั้นได้หรือเปล่า…”  ฮารุอิจิทำท่าครุ่นคิดต่อ

“ฉันเก็บกุญแจห้องนั้นไว้ที่ห้องฉันเอง  ไม่เป็นไร”  โค้ชช่วยชี้ทางสว่างให้

“เอ๊ะ  ทำไมตอนไปหาผมไม่เห็นเล–”  เอย์จุนเกือบหลุดปากสารภาพข้อหาบุกรุกห้องผู้อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตอีกแล้ว  ดีที่เพื่อนสนิทยังคว้าปากไว้ได้ทัน

“เอย์จุนคุงหยุดได้แล้วน่า”  คนตะครุบปากรีบกระซิบเตือนอีกหน

คาตาโอกะมองท่าทีผิดปกติของลูกทีมทั้งสองคนเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ  “งั้นไปเอากุญแจที่ห้องฉันก่อน…มีอะไรน่ะ  ฟุรุยะ”

เสียงแปลกใจของเขาทำให้สามคนที่เหลือหันกลับไปมองทางประตู

ฟุรุยะเป็นคนเดียวที่หยุดยืนนิ่งอยู่ตรงทางเข้าหอ  ความมืดทำให้มองเห็นหน้าไม่ชัด

“…ฟุรุยะคุง?”  ฮารุอิจิเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับเอ่ยทักด้วยความสงสัย

อีกฝ่ายไม่พูดอะไร  ทำเพียงแต่ยืนนิ่ง ๆ อยู่ที่เดิม

มิยูกิเริ่มจับความผิดสังเกตได้  “เฮ้ย  ฟุรุยะ?”

ตุบ

ก่อนฮารุอิจิจะเข้าไปใกล้ตัวอีกฝ่าย  ร่างของเอซประจำทีมก็ร่วงลงนอนกับพื้นเหมือนคนหมดแรง

“–ฟุรุยะคุง!!!”  คนผมสีซากุระรีบตรงเข้าไปเรียก  “เป็นอะไรไปฟุรุยะคุง!!?”

“ฟุรุยะ!!?”  กัปตันตามไปเป็นคนที่สอง  ตามด้วยรุ่นน้องอีกคน  พวกเขาไม่กล้าเขย่าตัวอีกฝ่ายเลยทำได้เพียงตะโกนเรียกชื่อด้วยความสับสน  “ฟุรุยะ!!?”

“ฟุรุยะ…”  คาตาโอกะเองก็รีบเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วย่อตัวลง  จับตัวเขาให้นอนหงายแล้วเลิกผมบริเวณหน้าผากขึ้นเพื่อดูอาการ

สีหน้าของฟุรุยะดูซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด  ลมหายใจก็ติดขัด  สีหน้าเหมือนคนกำลังทรมาณจากฝันร้ายแต่ลืมตาตื่นไม่ได้

“นี่มันอะไรอีก!!!”  มิยูกิสบถ

คาตาโอกะอุ้มตัวเขาขึ้นมา  “ตอนนี้คงต้องดูอาการไปก่อน  มีที่ไหนพอใช้หยุดพักได้บ้าง”  เขารีบถามลูกทีมที่เหลือ

“อะ  ห้องผม ๆ!!”  เอย์จุนพูดด้วยสีหน้านึกขึ้นได้  “ตอนออกมาผมกับรุ่นพี่คุราโมจิไม่ได้ล็อกห้องไว้  ตอนนี้ก็น่าจะเข้าไปได้อยู่!!”  เขายกมือโบกเหมือนเร่งให้คนอื่นรีบตามมาก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังห้องตัวเอง

“อืม”  โค้ชพยักหน้ารับแล้วรีบตามไปติด ๆ พร้อมกับคนที่เหลือ  มิยูกิกัดฟันกรอดขณะเร่งฝีเท้าตามคนอื่น ๆ ไปให้ทัน

อะไรกันนักกันหนาวะ!!!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s