Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 26

บทพูดฟุรุยะในนี้เป็นสิ่งที่อยากให้ฟุรุยะพูดมากที่สุดในเรื่องค่ะ

ทำไมเนื้อเรื่องหลักนายกลับเป็นแบบนั้นอีกแล้ว  ฮืออออออออ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


เย็น

ฟุรุยะลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกเย็นจนเกือบแข็ง

รอบตัวมืดสนิท  มืดแบบมองอะไรไม่เห็นเลยนอกจากความมืด  เขาพยายามขยับตัวแต่ก็ไม่สำเร็จ  ประสาทบนผิวหนังบอกเพียงว่าเขาถูกมัดไว้ให้อยู่นิ่ง ๆ  พอก้มหน้ามองตัวเองก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นครึ่งตัวล่างของตนเองกลายเป็นสีดำสนิท

เกิดอะไรขึ้น

แวบแรกเขานึกว่าครึ่งตัวล่างเขาหายไป  แต่ก็เข้าใจได้ภายในเวลาไม่นานนักว่าคงแค่ถูกอะไรบางอย่างคล้ายผ้าสีดำพันรัดไว้มากกว่า  เขารับรู้ว่าตัวเองอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิเอามือไพล่หลัง  มีบางอย่างพันตัวไว้ตั้งแต่บริเวณหน้าอกลงไปถึงขา  และสิ่งที่พันตัวไว้นั่นเชื่อมกับพื้นด้านล่างจนเป็นเนื้อเดียวกัน

รอบตัวมีแต่ความมืด  มืด  มืดสนิทจนเผลอนึกว่าตัวเองตาบอด  แม้แต่พื้นก็ยังเป็นสีดำทะมึน  แต่พอก้มหน้าดูก็ยังพอเห็นร่างตัวเองโผล่พ้นอะไรสีดำ ๆ มานิดหน่อย  เลยทำให้รู้ว่าไม่ใช่ปัญหาด้านสายตา

ที่นี่ที่ไหน

ฟุรุยะยังจำได้ว่าตนกำลังเดินกลับเข้ามาทางหอพร้อมกับคนอื่น ๆ  แต่ทันทีที่เท้าเขาก้าวผ่านเข้ามาเหยียบบนพื้นฝั่งหอพัก  อาการหน้ามืดก็เข้าเล่นงานภายในเสี้ยววินาที  เขาเสียสติสัมปชัญญะแทบจะทันที  แล้วพอลืมตาขึ้นมาอีกหนก็ตกในสภาพแบบนี้แล้ว

เอซประจำทีมกวาดตามองไปรอบ ๆ เท่าที่ทำได้  แต่ก็ไม่เห็นอะไรให้พอทำความเข้าใจสถานการณ์ได้

แล้วคนอื่น ๆ หายไปไหน

เท่าที่เห็นก็แน่ใจได้ว่าไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยกันแน่ ๆ

ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว  เขาเลยตัดสินใจมุ่งสมาธิไปกับการหาทางดิ้นหลุดจากพันธนาการแทน

“ไม่ให้อภัย…”

เสียงของใครบางคนดังขึ้นเหมือนกระซิบข้างหู

ฟุรุยะชะงัก  เงยหน้าขึ้นมองไปรอบตัวแต่ก็ไม่เห็นอะไรอยู่ดี

“ไม่ให้อภัย…”

เสียงนั้นดังขึ้นอีกหน  คราวนี้มันเพิ่มระดับความดังขึ้นเล็กน้อย  คนถูกมัดขมวดคิ้ว  เริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับสถานการณ์ที่ตนเองเจออยู่

“ไม่ให้อภัย…เอซแห่งเซย์โด…ไม่ให้อภัย….”

แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเสียงสาปแช่งแบบนี้มีอยู่เพียงคนเดียว

“…รุ่นพี่ฮิโนวะ”

สิ้นเสียงของฟุรุยะ  ร่างของคน ๆ หนึ่งก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าเขาในชุดนักเรียนเซย์โด  ผมยาวปรกบริเวณหน้าผากไม่ช่วยลดความอาฆาตที่แผ่ออกมาจากดวงตาได้เลย

“ตายซะ…เอซแห่งเซย์โด…”  คนตรงหน้าขยับปากช้า ๆ  เสียงจากปากเขาดังก้องเข้าหูมาเป็นระลอก

“…ทำไม”  คนถูกมัดอดถามไม่ได้  ลมหายใจเริ่มติดขัดไม่รู้เป็นเพราะความเครียดหรืออย่างอื่น

อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้น  “เพราะนายทำไหล่ของฉันพัง…”

“ผมไม่ได้เป็นคนทำเสียหน่อย”  เอซคนปัจจุบันขมวดคิ้ว  เขาชักหงุดหงิดอีกหนที่ตนถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่เกี่ยวด้วยเลยตั้งแต่แรก

“หุบปาก!!!!”

เสียงจากปากคนตรงหน้าสะท้อนเข้าตัวฟุรุยะเต็ม ๆ  ร่างของเขาเหมือนถูกแรงสั่นสะเทือนกระแทกเข้าเต็มแรงจนเกือบหงายหลัง  แต่บางอย่างที่รัดตัวเขาอยู่ตรึงร่างไว้อยู่กับที่

ฟุรุยะเบ้หน้าเล็กน้อย  ความรู้สึกบีบคั้นในอกยิ่งทำเขาหายใจไม่ออกขึ้นเรื่อย ๆ  เขาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง

และสาเหตุคงมาจากคนตรงหน้า

“พิชเชอร์เซย์โดมีแต่พวกปากดี…ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองทั้งนั้น…แกเองก็ไม่แพ้กันแหละ…”  คนที่เขาคาดว่าน่าจะเป็นฮิโนวะยกมือกุมหัว  คำพูดต่าง ๆ ไหลพรั่งพรูออกมาดั่งสายน้ำ

“แต่ผมไม่ได้…”

“แกเองก็เหมือนกันใช่ไหมล่ะ!!!!!”

เสียงนั้นกระแทกตัวเอซคนปัจจุบันอีกหน  คราวนี้ฟุรุยะแทบจะหายใจไม่ออก  ตรงคอเหมือนมีก้อนบางอย่างอุดหลอดลมไว้จนอากาศไม่สามารถผ่านไปได้

“ไม่ต้องมาทำไขสือเลย…แกเองก็เหมือนกับคนอื่น ๆ แหละ…”  อีกฝ่ายยังไม่ลดมือลงจากหน้า  “ยอมทำทุกอย่างเพื่อขึ้นเป็นเอซ…ไม่สนว่าคนอื่น ๆ จะรู้สึกยังไง…ขอแค่ตัวเองขึ้นเป็นที่หนึ่งได้ก็พอ…”

ฮิโนวะลดมือลง  แววตาวาวโรจน์ฉายวาบออกมาจากเรือนผม

“แล้วพอขึ้นเป็นที่หนึ่ง…ก็มองคนอยู่ต่ำกว่าด้วยสายตาเหมือนมองขยะ…ใช่ไหมล่ะ…”

อาการวิงเวียนเริ่มคืบคลานเข้าสู่คนถูกมัดช้า ๆ จากการขาดอากาศ  ตอนนี้ลมหายใจเขารวยรินถึงขั้นต้องใช้ปากช่วยหายใจ  แต่ก็แทบไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น

ตอนนี้ใบหน้าของวิญญาณอาฆาตบิดเบี้ยวจนแทบไม่ใช่ใบหน้าของคน

“พวกเซย์โดก็เป็นแบบนี้แหละ…จะขึ้นสู่จุดสูงสุดจากคนจำนวนมากได้…ก็ต้องทำแบบนี้แหละ…”  รุ่นพี่ก้มหน้าลงมามองใกล้ ๆ  “ใช่ไหมล่ะ…เอซแห่งเซย์โด…”

“…ผมอาจจะทำแบบที่คุณพูดก็ได้…”

เสียงฟุรุยะดังขึ้นขัดคำพูดอีกฝ่าย

เสียงนั้นเบาและปนด้วยเสียงหายใจหอบ  แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดมันถึงดังชัดเจนในห้วงบรรยากาศดำมืดนี้

“…ผมอาจจะ….เหยียบย่ำความรู้สึกของคนอื่น….เพื่อขึ้นเป็นเอซมาก็ได้…”  เอซคนปัจจุบันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ  สีหน้าเขาซีดเซียวจนเห็นชัดแม้ในความมืด  แต่แววตากลับทอประกายกล้าแกร่งจนแสบตา”  และผมก็คง…ต้องเหยียบย่ำมันต่อไป…ถ้ายังถือหมายเลขนี้อยู่ในมือ…”

“…ฮะ…ฮะฮะ…”  สีหน้าของฮิโนวะฉายความสับสนออกมาแวบหนึ่ง  แต่มันก็หายไปพร้อมเสียงหัวเราะทันที  “สุดท้ายแกเองก็ต้องยอมรับ–”

“แต่ทุกคนก็ยอมเป็นแบบนั้นกัน…”

“หา?”  รุ่นพี่อุทาน

“ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกัน…เพื่อแย่งชิงที่หนึ่ง…”  เสียงฟุรุยะยังปนเสียงหอบเป็นระยะ  “ระหว่างนั้น…ก็พัฒนาฝีมือตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ…ยิ่งแข่งขันเท่าไร…ต่างฝ่ายต่างยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น…กลับกันแล้ว…ถ้าไม่มีคนให้โค่นล้ม…ตัวเองก็ได้แต่หยุดอยู่กับที่เหมือนเดิม…ทุกคนในเซย์โดรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว…จึงแข่งขันกันแบบนี้…”

ใบหน้าของคน ๆ หนึ่งปรากฎขึ้นในความคิด

“เพราะรู้ดีว่าทุกคนต่างก็พยายามสุดฝีมือ…เลยไม่มีใครในเซย์โดทำเรื่องขี้โกง…หรือดูถูกคนที่อ่อนแอกว่าหรอก…”

“ยะ…หยุด…หยุดเดี๋ยวนี้……….”  คราวนี้คนตรงหน้ากับยกมือกุมหน้า  ผงะถอยไปด้านหลังเหมือนอยากจะหนีไปแต่ก็ทำไม่ได้แทน

เอซประจำทีมยังจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่วางตา  “เพราะทุกคนเคารพในความพยายามของกันและกัน…ดังนั้นเลยไม่มีใครในเซย์โด…จะทำเรื่องขี้โกงอย่างทำร้ายคนอื่นได้แน่…”

“หุบปาก…หุบปากเดี๋ยวนี้…!!!”

เสียงตะโกนกลายเป็นคลื่นกระแทกตัวฟุรุยะอีกครั้ง  เขาเบ้หน้าด้วยความทรมาณอีกหน  อาการขาดอาการกำเริบขึ้นเพราะต้องแบ่งลมหายใจไปใช้ในการพูด  แต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุด  “แล้วคุณเอง…ก็เป็นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ…”

“…ห้ะ?”  อีกฝ่ายยังไม่ลดมือลง

“คุณบอกว่าทุกคนเห็นแก่ตัว…..คิดแต่เรื่องของตัวเอง……..”  รุ่นน้องหยุดไอเล็กน้อยเพื่อสูดอากาศเพิ่ม  “…ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น….ใช่ไหม…”

“…ละ…แล้วไง…”  ฮิโนวะถอยหลังหนีไปอีก

“ตอนนี้คุณเอง……ก็คิดแต่เรื่องตัวเองไม่ใช่เหรอ…”  เสียงของฟุรุยะดังก้องในความมืด  “….คิดจะขึ้นเป็นที่หนึ่ง…จนหาเรื่องคนอื่นที่คิดว่าจะแย่งตำแหน่งนั้นไปจากคุณ……ถึงขนาดพูดทำร้ายจิตใจรุ่นน้องตัวเอง…..”

“…หยุด…หยุด….”

“คุณนั่นแหละ…ที่เป็นอย่างที่คุณเกลียดที่สุด”

ทุกอย่างเงียบลงเมื่อรุ่นน้องพูดจบ

คนถูกจับหยุดหอบหายใจ  เขาใช้แรงและลมหายใจไปกับการโต้เถียงมากกว่าที่คิด  ตอนนี้หัวของเขาหนักอึ้งจนแค่ลืมตาขึ้นยังแทบไม่ไหว

รุ่นพี่ตรงหน้าหยุดยืนนิ่ง  มองแวบหนึ่งแล้วเหมือนรูปปั้นหินยืนค้างในท่ายกมือกุมหน้าข้างหนึ่ง

“อะ….อะ…”

ก่อนเสียงจะเล็ดลอดออกมาเบา ๆ

ฟุรุยะรีบตั้งท่ารับมือคนตรงหน้าในทันที

“อะ……..อะ…….อะ………”  ร่างของอีกฝ่ายเริ่มมีการขยับเขยื้อน  ตัวเขาส่ายไปมาเหมือนคนเมาเหล้า

รุ่นน้องขมวดคิ้ว  อดสงสัยกับท่าทีแปลก ๆ (ซึ่งจากเดิมก็แปลกอยู่แล้ว) ของอดีตรุ่นพี่ไม่ได้

“–อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!”

เสียงนั้นดังราวกับระเบิด

คลื่นกระแทกตรงเข้าโดนตัวฟุรุยะเต็ม ๆ  แต่คราวนี้ต่างจากที่แล้วมาตรงที่จู่ ๆ อะไรบางอย่างสีดำซึ่งรั้งตัวเขาไว้กับพื้นคลายแรงลง  จนคลื่นเสียงนั้นกระแทกตัวรุ่นน้องกระเด็นลงไปนอนกับพื้นห่างจากจุดเดิมไกลพอสมควร

“แค่ก ๆ…”  ความเจ็บแล่นเข้าตัวจนเขาต้องไอออกมา  ฟุรุยะรีบสูดลมหายใจแล้วยันตัวขึ้นนั่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ก่อนจะรับรู้ได้ในวินาทีต่อมาว่าอาการหายใจไม่ออกของเขาหายไปแล้ว

ฮิโนวะเดินส่ายไปมาเหมือนคนสูญเสียการทรงตัว  เขายกมือสองข้างขึ้นกุมหัวขณะปากยังส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุดหย่อน  “ไม่…อ้ากกกกกกกกกกกกกก….ไม่….หยุดนะ………..อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!”

เอซคนปัจจุบันลุกขึ้นยืนช้า ๆ  ขายังสั่นเพราะไม่ค่อยมีแรง  หางตาเขาเห็นอะไรบางอย่างหล่นอยู่บนพื้นเป็นสีขาว ๆ น้ำตาล ๆ ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดสีดำที่ล้อมรอบตัวพวกเขาอยู่

กระดาษ

กระดาษแผ่นนั้นยับยู่ยี่  ฟุรุยะรีบก้มหัวลงหยิบขึ้นมาดู  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเป็นกระดาษจากสมุดบันทึกต้องสาปที่เขาได้รับมาจากโทโจ  มันคงหล่นมาตอนที่ตัวเขากระเด็นจากเสียงกระแทก  และที่กระดาษยับเยิบเพียงนี้เพราะเขารีบยัดมันลงกระเป๋าลวก ๆ ตอนถูกมิยูกิเข้าทำร้าย

“…แก….แก….ตายซะ…..ตายซะ…..!!!!”  รุ่นพี่ตรงหน้าเห็นเขาหลุดเป็นอิสระแล้วจึงวิ่งตรงเข้ามาพร้อมกับยื่นมือหวังจะทำร้าย

ความคิดหนึ่งแล่นเข้าหัวทันที

“หยุดทำร้ายพวกผมไปมากกว่านี้เถอะ”

เขาพูดแค่นั้นแล้วฉีกกระดาษในมือทันที

เหมือนเวลาหยุดเดินลง  ตัวฮิโนวะค้างนิ่งในท่ายื่นมือปราดเข้าใส่  แต่เพียงแวบเดียวเสียงกรีดร้องไม่เป็นภาษาก็ดังลั่นจนแก้วหูแทบแตก

“——-!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ตัวฟุรุยะถูกคลื่นเสียงกระแทกอีกครั้งจนล้มลง  แต่คราวนี้ตัวเขากลับรู้สึกเหมือนตกลงจากที่สูงจนเสียวท้อง  ไม่อาจส่งเสียงร้องออกมาได้  แล้วหลังจากนั้นไม่กี่วินาทีก็กระแทกกับอะไรบางอย่างเต็มแรง

.

.

.

.

.

.

“แค่ก!!!!”

เสียงฟุรุยะไอดังหยุดบทสนทนาของคนอื่น ๆ ทันควัน

“ฟะ…ฟุรุยะคุง!!!”  ฮารุอิจิกลืนคำพูดตัวเองที่กำลังจะพูดออกมา  หันไปมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยความตกใจ  แล้วเบิกตากว้างเมื่อคนสลบเริ่มไอออกมาเหมือนคนสำลักจนตัวโยน

“ฟุรุยะ!!”  มิยูกิทักต่อเป็นคนที่สอง  “รู้สึกตัวแล้วเหรอ!!?”

“แค่ก ๆๆ…”  คนตรงหน้าพวกเขาไอออกมาอีกสองสามคน  แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ มองหน้าคนสี่คนซึ่งกำลังนั่ง ๆ ยืน ๆ ล้อมตัวเขาอยู่  “…ทุกคน?”

“นายรู้สึกยังไงบ้าง  ฟุรุยะ”  คาตาโอกะรีบถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ผม…”  เอซประจำทีมกะพริบตาถี่ ๆ เหมือนสติยังไม่กลับมาชัดเจน  “…กลับมาแล้วเหรอ…?”

“นายพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ยฟุรุยะ!!”  จอมโวยวายแทรกตัวเข้ามาระหว่างเพื่อนกับรุ่นพี่  ยื่นมือชูสองนิ้วใส่ในระยะแทบจะทิ่มหน้า  “เห็นไหมนี่กี่นิ้ว!!!”

แวบหนึ่งฟุรุยะนึกอยากตอกกลับว่าเขาไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย  แต่ก็ยอมตอบให้โดยดี  “สองนิ้ว…”

“แล้วนี่ล่ะ!!”  อีกฝ่ายยังไม่ยอมเลิก  ชูนิ้วเพิ่มขึ้นมาอีกสอง

“สี่นิ้ว…”

“แล้วนี่ล่–”

“นายจะทดสอบสายตาฟุรุยะหรือไงห้ะซาวามูระ”  มิยูกิเห็นท่ารุ่นน้องจะไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ เลยรีบขัดเอาไว้ก่อน

“อะไรเล่า  นี่ทำเพื่อทดสอบว่าสติกลับมาชัดเจนแล้วหรือยังต่างหาก!!”

“ผมไม่เป็นไรแล้ว”  คนเพิ่งฟื้นห้ามเอาไว้ก่อน  แล้วก็นึกถึงเรื่องตอนตัวเองสลบขึ้นมาได้  “…แล้วก็ขอบใจ…”

“ห้ะ!?”  เอย์จุนได้ยินไม่ชัดเลยอุทานขึ้น  “เมื่อกี๊ว่าไรนะ!?”

“เปล่า”  คนพูดเมินหน้าหนี

“เมื่อกี๊พูดออกมาเห็น ๆ!!  บอกมาเดี๋ยวนี้!!!”

“ก็บอกว่าเปล่า”

“หนอย!!!!”

“ฟุรุยะคุงเพิ่งฟื้นขึ้นมานะ  อย่าไปตะโกนใส่แบบนั้นสิ”  ฮารุอิจิต้องเข้ามาช่วยห้ามด้วย  เขารีบดึงตัวคนเสียงดังที่สุดให้ถอยห่างออกจากอีกฝ่ายก่อนจะเถียงกันไม่จบไม่สิ้น

“ชิ”  เอย์จุนทำเพียงยกมือกอดอกเซ็ง ๆ แต่ก็ยอมเงียบลง

มิยูกิยกมือแตะหน้าผากหลังจากเห็นอีกฝ่ายหน้าซีด ๆ  “ตกลงไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ ใช่ไหม”

ไออุ่นจากผิวคนตรงหน้าทำเอซประจำทีมรู้สึกดีขึ้น  เขาผงกหัวน้อย ๆ ในระดับไม่สะบัดมือคนตรงหน้าหลุด  “ครับ”

กัปตันเห็นว่าคนตรงหน้าดูมีอาการดีขึ้นและไม่หอบหายใจหนักอย่างตอนแรกแล้วเลยปล่อยมือลงก่อนถามคำถามจริงจังออกมา  “นายรู้ตัวไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายเมื่อกี๊นี้”

ฟุรุยะกวาดตามองทุกคนตรงหน้าอีกครั้ง  “ผมสลบไป…ใช่ไหมครับ?”

“ใช่  นายสลบไปทันทีที่เดินเข้าประตูหอเข้ามา”  คาตาโอกะตอบแทน

“…แล้วที่นี่…?”  เขายังสงสัยว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่  เท่าที่มองเห็นคร่าว ๆ แล้วน่าจะเป็นห้องพักของนักเรียนสักคนในหอนี้

“ห้องฉันเอง”  คู่แข่งแสดงความเป็นเจ้าของ  “แล้วทำไมจู่ ๆ นายถึงสลบไปได้เนี่ย”

“ผมเจอรุ่นพี่ฮิโนวะตอนสลบไปด้วย”  เขาเล่าให้ฟังขณะขมวดคิ้วมุ่น

“รุ่นพี่ฮิโนวะ?”  คาตาโอกะอุทาน

“หา!?  เจอได้ไง!?”  เอย์จุนไม่พลาดยิงคำถามใส่

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”  คนเล่ายังขมวดคิ้วอยู่  หนึ่งคือสงสัยว่าเกิดอะไรกับตัวเอง  และสองคือรำคาญจอมพูดมากตรงหน้า  “แต่เขาคงคิดจะทำร้ายผมเลยทำให้ผมสลบไปแบบนี้”

“ทำร้าย…?  แล้วนายทำยังไงถึงหนีมาได้ล่ะ!?”  กัปตันถามต่อ

ฟุรุยะตัดสินใจไม่เล่าบทสนทนาระหว่างเขากับอดีตรุ่นพี่  “ผมฉีกกระดาษที่ได้มาจากโทโจครับ”

“กระดาษ?”  ฮารุอิจิทำหน้าสงสัย

ตอนนั้นเองที่คนเล่านึกขึ้นได้ว่ากระดาษยังค้างอยู่ในมือ  เขาเลยยื่นให้มิยูกิ  “นี่ครับ”

“นี่มัน…”  คนรับมาเบิกตากว้าง  “กระดาษข้อความที่เจอตามที่ต่าง ๆ–”  แล้วเขาก็นึกอะไรบางอย่างออกเลยรีบยื่นมันให้รุ่นน้องผมสีซากุระ  “โคมินาโตะนายช่วยรับไปหน่อย!!”

“อะ–ครับ!!”  อีกฝ่ายยังงง ๆ แต่ก็รีบรับเศษกระดาษนั้นด้วยท่าถือพาน  รุ่นพี่รีบกำหมัดมือข้างที่เคยจับกระดาษไว้แน่น  ขมวดคิ้วเหมือนระวังอะไรบางอย่างไว้

“คุณเป็นบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย!?”  เอย์จุนร้องทักด้วยความตกใจ

ไม่เป็นอะไร

กัปตันถอนหายใจแล้วคลายความตึงเครียดลง  “ครั้งที่แล้วฉันเห็นกระดาษแผ่นนี้แล้วก็สูญเสียการควบคุมตัวไปน่ะ  จำไม่ได้เหรอไง”

“…อ้ะ”  รุ่นน้องอุทานอย่างนึกขึ้นได้

“คงไม่เป็นไรแล้วครับ”  ฟุรุยะเป็นฝ่ายพูดขัด  “เขาดูเจ็บน่าดูตอนผมฉีกกระดาษแผ่นนี้  เพราะงั้นมันคงทำอะไรคุณไม่ได้แล้วน่ะ”

“อ่อ…เหรอ…”  ถึงคนเคยถูกสิงจะยังไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของเอซประจำทีมเท่าไร  แต่เขาก็รู้สึกโล่งมากทีเดียว

“กระดาษเหรอ…”  ฮารุอิจิก้มมองเศษกระดาษในมือ

“ขอฉันดูหน่อยได้ไหม”  โค้ชเอ่ยทักขึ้น  คนถือไว้สะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็รีบยื่นให้  “อะ  ครับ”

คาตาโอกะเพ่งมองข้อความบนกระดาษ  ตัวกระดาษถูกฉีกในแนวตั้งทำให้อ่านข้อความได้ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร  แต่เดาจากเนื้อหากับท่าทางของลูกทีมแล้วก็พอทราบได้ว่าเป็นของของฮิโนวะ

“กระดาษแผ่นนี้…มาจากสมุดบันทึกที่พวกนายว่าหรือเปล่า”  เขาตั้งทฤษฎีหนึ่งขึ้นมา

“น่าจะใช่นะครับ”  คนผมสีซากุระตอบ  “ตัวสมุดจริง ๆ ก็มีรอยถูกฉีกด้วย  กระดาษพวกนี้คงถูกฉีกมาจากในนั้นมั้งครับ”

“เท่าที่ฟังจากฟุรุยะพูด  กระดาษแผ่นนี้น่าจะเชื่อมต่อกับตัวรุ่นพี่ฮิโนวะอยู่”  คาตาโอกะพูดต่อ  แววตาเริ่มทอประกายมีความหวัง  “เพราะมิยูกิกลับมาสูญเสียความเป็นตัวเองตอนเห็นกระดาษแผ่นนี้  และฟุรุยะก็เหมือนจะสร้างความเจ็บปวดได้จากการทำลายกระดาษแผ่นนี้ด้วย”

“แล้ว…ไงเหรอครับ?”  คนหัวช้าที่สุดในกลุ่มทำหน้าเหลอหลา

มิยูกิเข้าใจเป็นคนแรกว่าโค้ชต้องการจะสื่ออะไร  “งั้นถ้าทำลายกระดาษแบบนี้ไปก็อาจจะสร้างความเสียหายใส่เขาได้สินะครับ!?”

“อ้ะ!!”  พวกรุ่นน้องอุทานตาม

เอย์จุนฉีกยิ้มกว้างออกมาทันที  “งั้นก็เอาชนะเขาได้แล้วสิ!?”

“คงยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก  ยังไงถ้าสมุดยังไม่เป็นไรก็คงยังหยุดเขาไม่ได้เต็มร้อยอยู่ดี”  โค้ชรีบหยุดไม่ให้เข้าใจผิดไปเสียก่อน

“ว้า…”  คนฟังทำหน้ามุ่ย

“อ้ะ  ถ้างั้น!!”  ฮารุอิจินึกบางอย่างออก  เขารีบล้วงกระเป๋าเสื้อตัวเองแล้วหยิบกระดาษแบบเดียวกันขึ้นมาสองแผ่น  เขาเกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองเก็บกระดาษแบบนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว  “ถ้าลองฉีกดูอาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้นะครับ”

“…เออจริงด้วย!!”  กัปตันเผลอตะโกนเสียงดังออกมา

“นั่นก็เป็นกระดาษของเขาเหมือนกันเหรอ”  คาตาโอกะถามย้ำ

“ไม่ผิดแน่ครับ”  คนเก็บกระดาษไว้อดยิ้มไม่ได้

“งั้นก็ลุยเลยฮารุจจิ!!!”  คนเสียงดังที่สุดในกลุ่มส่งเสียงเชียร์

อีกฝ่ายตั้งท่าเตรียมฉีก  หันไปมองคนอื่น ๆ แล้วถามย้ำเพื่อความแน่ใจ  “ผมจะฉีกแล้วนะครับ”

โค้ชเป็นคนให้สัญญาณด้วยการพยักหน้า  “เอาเลย”

ฮารุอิจิสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อปรับความเครียด  แล้วกลั้นใจฉีกกระดาษในมือออกเป็นสองส่วนทันที

“———————!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องไม่เป็นภาษาก็ดังลั่นราวกับก้องในหัวจนทุกคนต้องรีบอุดหู  พื้นสั่นสะเทือนเหมือนทั้งอาคารเจอแผ่นดินไหวจนเกือบทรงตัวไม่อยู่

“นะนะนะนี่มันอะไรกันเนี่ย!!!!????”  จอมโวยวายพยายามตะโกนแข่งกับเสียง

“เหมือนตอนนั้นเลย…”  ฟุรุยะพึมพำกับตัวเองขณะนิ่วหน้า  เขาเกือบลงไปนอนกับพื้นอีกหนทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังนั่งพิงเตียงอยู่

“ทุกคนระวังตัวไว้!!”  มิยูกิตะโกนเตือนอีกหน  เขารีบเซถลาไปคว้าโต๊ะในห้องเผื่อไม่ให้ล้ม  ขณะที่รุ่นน้องอีกสองคนกับโค้ชรีบคว้าเฟอร์นิเจอร์ใกล้ตัวยึดไว้  แรงสั่นสะเทือนกับเสียงกรีดร้องเสียดแทงโสตประสาทยังคงมีต่อเนื่องไปอีกพักหนึ่งก่อนจะเงียบลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทุกคนมองไปรอบ ๆ ด้วยความสับสน  ก่อนจะค่อย ๆ ลดมือลง  “หยุดแล้ว…เหรอ”  เอย์จุนเป็นคนแรกที่ส่งเสียงออกมา

“ก็คงใช่แหละ”  ฮารุอิจิตอบให้  แววตามองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง

“ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย…?”  มิยูกิพึมพำ  อดเสียใจแต่ก็โล่งอกไปพร้อมกันไม่ได้

“ทฤษฎีนี้ผิดเหรอ…”  คาตาโอกะทำท่าครุ่นคิด

“อะไรเนี่ย  แผ่นดินไหวเรอะ”

เสียงใครบางคนดังแว่วมาจากด้านนอกห้อง  ดึงทุกคนให้หันควับไปทางประตูทันที

“เหมือนก่อนหน้านี้เลย  ระวังตัวไว้ด้วย!!”  เสียงคนอีกคนหนึ่งดังแว่วตามมาอีก

“อะ…ครับ!!”  ตามด้วยเสียงอีกสองคนตะโกนขึ้นพร้อมกัน

“ระ…ระ….ระ…”

เอย์จุนอ้าปากพูดตะกุกตะกัก  ก่อนจะวิ่งไปเปิดประตูแล้วพุ่งออกไปข้างนอกก่อนใครเพื่อน  “รุ่นพี่คุราโมจิ!!!”

“…ไอ้บ้าซาวามูระ!!!?”

“ซาวามูระ!!!?”

เสียงคนอื่น ๆ อุทาน  มิยูกิไม่รอช้ารีบวิ่งตามออกไปเป็นคนที่สอง  “คุราโมจิ  โซโนะ!!”

“มิยูกิ!!?”  เจ้าของชื่อผู้ยืนอยู่นอกห้องรีบวิ่งเข้ามาใกล้  ตามด้วยคาวาคามิซึ่งอยู่ชั้นเดียวกันอีกคน

“คุณโย!!”  ฮารุอิจิโผล่หน้าตามออกมาเป็นคนที่สาม  ต่อด้วยฟุรุยะที่เพิ่งลุกขึ้นตามมาติด ๆ

“ฮารุอิจิ!?”

“อ้ะ  ฟุรุยะ!!”  คาเนมารุอุทานตาม  โทโจที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มโล่งอกออกมาบ้าง  “ฟุรุยะ  ไม่เป็นไรเหรอ!?”

“อืม”  เอซประจำทีมพยักหน้าน้อย ๆ

“พวกนายไม่เป็นไรใช่ไหม”  คาตาโอกะเดินออกจากห้องเป็นคนสุดท้าย  น้ำเสียงแฝงความโล่งอกออกมาเต็มที่

“โค้ช!!!?”

คนอีกกลุ่มหนึ่งตะโกนออกมาสุดเสียง

“โค้ชอยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ!?”  คุราโมจิรีบปราดเข้ามาหาด้วยใบหน้าแตกตื่น

“โค้ชไม่เป็นไรใช่ไหม!!?”  ชิราสุปราดเข้ามาเป็นคนที่สอง

“พวกนายไปเจอโค้ชได้ไงเนี่ย!!?”  มาเอโซโนะหันควับไปขึ้นเสียงใส่มิยูกิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“ว่าแต่เมื่อกี๊มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ  ทำไมมีเหมือนแผ่นดินไหวอีกแล้ว”  คาวาคามิถามเสียงหวาด ๆ

“เออ  แล้วรุ่นพี่นาเบะเป็นไงบ้าง!?”  ฮารุอิจิตรงเข้าไปถามเพื่อนร่วมชั้นสองคนที่อยู่อีกฝ่าย

“เออใช่ ๆ คุณนาเบะอยู่ไหนอ้ะ!!”  เอย์จุนอุทานแบบนึกขึ้นได้

“อ้ะ  เออ ๆ รุ่นพี่นาเบะเขา…”  โทโจเตรียมตัวจะเล่าให้ฟัง

“ทุกคนเงียบก่อน”

เสียงผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มหยุดการโวยวายของลูกทีมทุกคน

คาตาโอกะถอนหายใจแวบหนึ่ง  แล้วมองหน้าเด็กในทีมซึ่งมองตรงกลับมาทางเขาด้วยแววตาสับสน  “ช่วยค่อย ๆ เล่าให้ฟังทีละคนทีละอย่างได้ไหม”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s