Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 27

เตรียมตัวก่อนรับศึกสุดท้ายค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


ทุกคนเปลี่ยนสถานที่จากตรงระเบียงเป็นโรงอาหารเพื่อความสะดวก  และใช้เวลาร่วม ๆ สิบนาทีเล่าสิ่งที่แต่ละคนเจอมาจนหมดเปลือก

“เป็นแบบนี้เองเหรอ…”  ชิราสุเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยใบหน้าครุ่นคิด

“ฉันต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ที่พาพวกนายลำบากไปด้วย”  โค้ชก้มหัวขอโทษอีกครั้ง  ทุกคนรีบยกมือขึ้นโบกปฏิเสธ  “ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ  โค้ชไม่ได้ผิดมาตั้งแต่แรกซะหน่อย”  คุราโมจิรีบห้ามไว้ก่อน

“แต่ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ”  อีกฝ่ายยังทำหน้าลังเลอยู่  แต่ยอมรับความหวังดีของเด็ก ๆ ในทีมแต่โดยดี

“แล้วตอนนี้นาเบะ…ไม่สิ  รุ่นพี่ฮิโนวะก็ขังตัวเองอยู่ในโรงฝึกเหรอ”  มิยูกิถามย้ำอีกครั้ง  ชิราสุพยักหน้ารับ  “อืม  แล้วมีเงาสีดำ ๆ ล้อมตึกไว้หมดเลยด้วย  คงฝ่าเข้าไปยากน่าดู”

“ไฟที่เอาไว้จุดใส่เงาดำก็ไม่มีแล้วด้วย”  มาเอโซโนะทำหน้าเจ็บใจ

คาตาโอกะใช้หางตามองพวกลูกทีมตัวเองเล็กน้อยขณะพวกเขาพูดเรื่องฟืนไฟไม่เกรงใจผู้รับผิดชอบ  แต่ก็เลือกไม่พูดกระทบเรื่องนั้น  “พอนึกวิธีออกไหมว่าควรทำยังไง”

“ตอนนี้ยังเลยครับ…เงาพวกนั้นใช้ของมีคมตัดก็ไม่ขาดด้วย”  ชิราสุขมวดคิ้วเครียด

“งั้นเหรอ…”  คนถามเงียบลง

“วิธีหยุดรุ่นพี่ฮิโนวะได้มีแค่ต้องทำลายสมุดบันทึกนั่นอย่างเดียวเหรอ  คาวาคามิลองถามให้แน่ใจ  มิยูกิพยักหน้ารับ  “ตอนนี้สมมติฐานนี้น่าจะถูกต้องที่สุดแล้วน่ะ”

“แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าสมุดอยู่ที่ไหน…”  มิสเตอร์มั่นคงยกมือแตะคาง

“ทางฉันคิดไว้ว่าไม่อยู่กับตัวเองก็ต้องถูกซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง”  กัปตันเล่าต่อ  “แล้วที่ ๆ น่าเป็นไปได้มากที่สุดก็น่าจะเป็นห้องของนาเบะเองนั่นแหละ”

“งั้นก็บุกไปห้องคุณนาเบะเลยสิครับ!!  มัวรีรออะไรอยู่!!!”  เอย์จุนได้ทีตะโกนขึ้นหลังจากเงียบมานาน

“ฉันก็ว่าดีเหมือนกัน”  อีกฝ่ายพูดต่อคำ

คนเสนอความเห็นหันมาทำหน้าช็อกใส่  “นี่คุณเห็นด้วยด้วยเหรอ!!?”

“ตกลงอยากให้เห็นด้วยหรือไม่อยากกันแน่ห้ะ”  คนสนับสนุนถึงกับมองหน้ากลับหน่าย ๆ

“กุญแจของทุกคนในหอมีสำรองอยู่ที่ห้องคนดูแลหอ”  คาตาโอกะดึงบทสนทนากลับสู่หัวข้อเดิม  “เดี๋ยวฉันไปเอากุญแจจากห้องฉันมาให้”

“อ้ะ  ไม่ต้องหรอกครับ”  มาเอโซโนะรีบหยุดเขาไว้ก่อน  “ตอนนี้ห้องคนดูแลหอไม่ได้ล็อกน่ะ”

“ไม่ได้ล็อก?”  โค้ชเลิกคิ้วสงสัย  “ปกติคนดูแลหอไม่เคยลืมล็อกห้องไม่ใช่เหรอ”

“เอ่อ…เอาเป็นว่าตอนนี้มันไม่ได้ล็อกแล้วกันนะครับ…”  คาวาคามิตอบเสียงอ้อมแอ้มพร้อมหลบตัว  ถึงรู้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยแต่พวกเขาก็ไม่อยากสารภาพความจริงว่าพวกเขาแอบเข้าไปเอากุญแจจากห้องโค้ชมาเปิดเองตอนนี้หรอก

“เหรอ”  สายตาของคาตาโอกะเหลือบมาหยุดที่รองกัปตัน  มาเอโซโนะสะดุ้งแล้วรีบแสร้งทำหน้าไม่มีอะไร  กุญแจห้องนั้นเหมือนจะเพิ่มน้ำหนักอยู่ในกระเป๋ากางเกง

“งั้นเดี๋ยวฉันไปเอากุญแจห้องมาเลยแล้วกัน”  โค้ชละสายตาหันกลับมามองทุกคน  (ส่งผลให้คนถูกจ้องลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่)

“ผมไปด้วยครับ”  คุราโมจิรีบเสนอตัว

“ผมไปด้วย”  มิยูกิพูดตาม

“นายอยู่พักที่นี่ไปแหละ  ฉันกับโค้ชไปกันสองคนก็พอ”  คนผมแยงกี้รีบหยุดเอาไว้

“นายนั่นแหละที่ต้องพัก”  อีกฝ่ายไม่ยอมง่าย ๆ  “ชิราสุบอกว่านายถูกจับตัวไว้นานเลยไม่ใช่เรอะไง”  เขาเหลือบตามองต้นข่าวเล็กน้อยเพื่อหาพวก

“ฉันก็แค่นอนจนเต็มอิ่มมาเองน่า  มีแรงเหลือเฟืออยู่แล้ว”

“ฉันก็ไม่ได้เหนื่อย–”

“ตัวนายไม่เหนื่อย  แต่จิตใจนายน่าจะล้าเต็มทนแล้วนี่”

รองกัปตันมองอีกฝ่ายด้วยแววตาจริงจังจนเขาต้องชะงัก

“แค่ไปเอากุญแจกับไปหาสมุดบันทึกเองน่า  ฉันไปกับโค้ชสองคนก็พอแล้ว”  คุราโมจิหันไปมองผู้ใหญ่อีกคน  “ใช่ไหมครับ”

“…อืม”  คาตาโอกะอ่านความรู้สึกผู้เสนอตัวออกเลยพยักหน้ารับ  “พวกนายพักกันไปก่อนก็ได้  แล้วผลออกมาเป็นอย่างไรค่อยมาคุยกันอีกที”  เขาเหลือบตามองคนเจ็บที่สุดในบรรดาลูกทีมทั้งหมด  “โดยเฉพาะนายด้วย  ซาวามูระ”

“รับบัญชาครับบอส!!”  จอมโวยวายยกมือตะเบ๊ะ

มุมปากของคนสั่งยกขึ้น  แต่ก็หายไปแทบจะทันที  เขาหันไปหาเพื่อนร่วมทางอีกคนแล้วพยักหน้าให้เป็นสัญญาณ  “ไปกันเถอะ”

.

.

.

.

.

.

.

“ไม่มี?”

ทุกคนทวนคำพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายหลังจากหน่วยค้นหากลับมา

“เออ  ไม่เจอเลยน่ะสิ”  คุราโมจิยกมือเกาหัว

“นี่ตั้งใจหาดีแล้วแน่เหรอครับ”  เอย์จุนหรี่ตามองอย่างจับผิด  ส่งผลให้รุ่นพี่ร่วมห้องพักนึกอยากจะโขกหัวอีกฝ่ายขึ้นมาตงิด ๆ แต่ก็ต้องยั้งมือไว้เพราะเป็นคนเจ็บ  “แหงสิฟะ  หรือนายอยากจะโทษโค้ชด้วย”  เขาโยนความรับผิดชอบอีกครึ่งหนึ่งไปให้ผู้ร่วมทางทันที

“ผะ…ผมมิบังอาจหรอกครับ!!”  รุ่นน้องเสียท่าต้องรีบยกมือขึ้นขอขมา

คาตาโอกะเหล่รองกัปตันทีมที่ลากเขาเข้าไปกระทบด้วย  แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ  “ฉันกับคุราโมจิไม่เจออะไรคล้าย ๆ สมุดบันทึกที่ว่านั่นเลย”

“เอ่อ…”  คาเนมารุยกมือขึ้นขอออกความเห็น  “ไม่ใช่ว่าที่จริงเจอแล้วแต่ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่าครับ  หน้าตามันก็เหมือนสมุดทั่วไปด้วย…”

“ฉันเอาสมุดที่เจอในห้องให้คุราโมจิดูหมดแล้ว  แต่ก็ไม่ใช่เลยน่ะสิ”  โค้ชตอบ

“อ่อ…”  คนถามพยักหน้ารับ  คุราโมจิเคยเห็นสมุดบันทึกเล่มนั้นตอนเอาไปให้มิยูกิอยู่แล้ว  ดังนั้นถ้าคนนี้บอกว่าไม่ใช่ก็ย่อมไม่ใช่แน่นอน

“แล้วแบบนี้จะเอาไงดีล่ะครับ”  ฮารุอิจิทำหน้าเครียดเมื่อต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

“หรือว่าสมุดนั่นจะอยู่ที่อื่น”  คาวาคามิลองยกความเป็นไปได้ขึ้นมาใหม่  “นาเบะ…รุ่นพี่ฮิโนวะอาจจะเอาไปซ่อนไว้ที่อื่นเพื่อไม่ให้พวกเราหาเจอก็ได้”

“แต่พวกเราก็เข้าไปเกือบทุกห้องในหอนี้ยกเว้นพวกห้องพักแล้วนะ”  มิยูกิแย้งขึ้นมา  “พวกนายไม่เจออะไรเลยใช่ไหมล่ะ”

“ก็ไม่…”  ชิราสุทำท่านึก  คนอื่น ๆ ทำหน้าลังเลเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้ารับ

“แล้วฉันก็ไม่คิดว่าเขาจะเอาไปซ่อนตามห้องคนอื่น ๆ ด้วย”  กัปตันขมวดคิ้วขณะใช้ความคิด

“งั้นก็อยู่ที่นาเบะจริง ๆ เรอะ?”  มาเอโซโนะยังทำหน้าสับสนอยู่

“…คงจะ”  อีกฝ่ายตอบแค่นั้น

“แต่ว่าตอนนี้เราเข้าไปที่โรงฝึกในร่มไม่ได้เนี่ยสิ”  คาวาคามิยกอีกปัญหาขึ้นมาเล่า  “ถ้าหาทางทำลายเงาดำ ๆ นั่นไม่ได้ก็ไม่มีทางแล้วแน่ ๆ”

“ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางหรอก”

จู่ ๆ รองกัปตันก็โพล่งออกมา

“หา?”  มาเอโซโนะกับเอย์จุนอุทานออกมาพร้อมกัน

“ที่จริงตอนไปหาสมุดที่ห้องนาเบะ  ฉันเจอไอ้นี่เข้าน่ะ”  คุราโมจิล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋า  มองแวบเดียวทุกคนก็นึกออกทันทีว่ามันคืออะไร  “กระดาษจากสมุดบันทึกนั่นเรอะ!!?”  รองกัปตันอีกคนร้องเสียงหลงขณะรีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นไปจากมือคนถือ

“ไหนบอกว่าไม่เจออะไรไงครับ  โกหกกันชัด ๆ!!”คนเสียงดังที่สุดในกลุ่มรีบโวยวาย

“ก็พูดเรื่องสมุดกันอยู่นี่  ไม่ได้พูดถึงกระดาษซะหน่อย”  รุ่นพี่ตอบหน้าตาย

“ไม่ต้องมาเล่นคำเลย!!”

“แล้วในนั้นเขียนว่าไงครับ!?”  คาเนมารุถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน  คนถือกระดาษอยู่ก้มมองข้อความพลางหรี่ตามองเล็กน้อยเพราะแสงจากไฟฉายไม่ช่วยให้เห็นได้ชัดนัก  ก่อนจะอ่านออกเสียงเบา ๆ

.

.

.

.

 

ฉันตัดสินใจจะออกจากชมรม

ในเมื่อเล่นเบสบอลไม่ได้จนกว่าไหล่จะหาย  ถึงจะอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์

ส่วนตัวการนั่นกลับได้เป็นเอซไปเฉย

ทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้?

ทำไมหมอนั่นมีแต่จะดีขึ้น  ส่วนฉันกลับแย่ลง ๆ

ทำไมทุกคนเอาแต่มองหมอนั่น  แต่กลับไม่มองฉัน

แล้วตกลงที่ผ่านมาคืออะไร?

ฉันเป็นตัวอะไรในชมรมนี้กันแน่?

ที่ผ่านมานั่นคือเรื่องโกหกเหรอ

งั้นก็ไม่เป็นไร…ในเมื่อฉันก็เป็นได้แค่นี้  ตอนนี้คงถึงเวลาที่ต้องไป

 จงมีความสุขกันแค่พวกนายต่อไปเถอะ

 ฉันจะไม่มีวันลืม

ไม่มีวันลืมว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้เลย

.

.

.

.

ข้อความสิ้นสุดแค่ตรงนี้

ทุกคนเงียบกันอีกหนเพราะพูดอะไรไม่ออก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาตาโอกะที่ทำเพียงมองกระดาษในมือลูกทีมด้วยแววตาเจ็บปวด  ก่อนที่โทโจจะเปิดปากขึ้นมาช้า ๆ  “เขาคง…ผิดหวังน่ะครับ”

“หืม?”  เพื่อนสนิทหันไปมองด้วยความสงสัย

“ก่อนหน้านี้เขาเป็นพิชเชอร์ตัวจริงนี่ครับ…ตอนเป็นพิชเชอร์ก็คงมีแต่คนคาดหวังเพราะช่วยแบกรับทีมเอาไว้”  เขาพูดออกมาช้า ๆ ด้วยสีหน้าหมองหม่น  “แต่พอหลุดจากทีมแล้วก็กลับไม่มีใครสนใจ  เลยคง…ช็อกน่าดูน่ะครับ”

“ถึงจะช็อกเพราะไม่มีใครแคร์แต่ก็ไม่ใช่จะเอามาเป็นเหตุผลทำร้ายคนอื่นได้หรอก”  มิยูกิพูดตัดคำพูดอีกฝ่ายทันที

“มันก็ใช่…น่ะครับ”  รุ่นน้องทำเสียงอึกอัก  เขาก็เห็นด้วยกับกัปตัน  แต่ก็อดรู้สึกเห็นใจขึ้นมาไม่ได้  “เขาคงช็อกมากกับท่าทีคนอื่นเลยฝังใจไปน่ะ…”

ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันเงียบ ๆ  บรรยากาศเพิ่มระดับความอึดอัดขึ้นมาจนจอมโวยวายประจำทีมชักทนไม่ไหว  “แล้วเอาไงต่อดีครับเนี่ย!!?”

ซาวามูระนี่ดีจังนะ

คนทุกคนในห้องคิดแบบเดียวขึ้นมาพร้อมกัน  (แต่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้)  แต่คำพูดนั้นก็ดึงสติคาตาโอกะกลับมาสำเร็จ  เขาลอบถอนหายใจก่อนจะพูดเสียงเป็นงานเป็นการ  “ไม่แน่ว่ากระดาษแผ่นนี้จะช่วยให้เราเข้าไปในโรงฝึกได้ก็ได้”

คราวนี้ทุกคนประสานเสียงดังกว่าเดิม  “หา!!?”

“…หมายความว่าไงครับ?”  ชิราสุเอ่ยปากถามคนแรก

“เหมือนตอนฟุรุยะฉีกกระดาษแบบนี้ทิ้งแล้วได้สติกลับมา  กับโคมินาโตะฉีกกระดาษแล้วทำให้เจอกับทุกคน”  โค้ชเล่าสมมติฐานต่อ  “ไม่แน่ว่าวิญญาณของรุ่นพี่ฮิโนวะอาจจะผูกติดกับกระดาษพวกนี้ด้วยก็ได้”

“ถ้าคิดว่าเป็นกระดาษมาจากสมุดบันทึกแล้วก็ฟังดูเข้าเค้าอยู่นะครับ”  ชิราสุคิดตาม

“แต่ว่าคนเก็บไว้ไม่เห็นจะถูกสิงเหมือนรุ่นพี่มิยูกิกับรุ่นพี่นาเบะเลยนะ”  คาเนมารุแย้งด้วยความสงสัย

“ระ…หรือว่าตอนนี้…”  เอย์จุนหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ  “ฮารุจจิถูกรุ่นพี่ฮิโนวะสิงอยู่!!?”  เขารีบถอยจากคนข้างตัวไปตั้งท่าเตรียมพร้อมสู้ใส่

คนถูกกล่าวหาขยับยิ้มแบบพี่ชายตัวเอง  “เงียบก่อนได้ไหมเอย์จุนคุง”

“นะ…นั่นไง!!!”  อีกฝ่ายชี้มือใส่พัลวัน  “ยิ้มแบบนี้ไม่ใช่ฮารุจจิแน่ ๆ!! ทุกคนถอยออกมาด่วน!!!”  แล้วก็รีบโบกมือเรียกคนอื่น ๆ ให้ถอยตามตนเองมา

“ผมเปล่าซะหน่อย”  คนผมสีซากุระชักรำคาญ  “ถ้าผมถูกสิงจริง  เอย์จุนคุงคงไม่อยู่รอดมาถึงตอนนี้หรอกน่า”

“…ไม่ใช่หลอกให้ตายใจนะ”  คนระแวงยังทำหน้าไม่เชื่อ

“งั้นตอนรุ่นพี่มิยูกิจะบีบคอฟุรุยะคุง  ผมก็ต้องไปแจมแล้วสิ”

“อะ…เออแฮะ…”  ในที่สุดเอย์จุนก็ยอมหยุดเถียง  ฮารุอิจิถอนหายใจยาวแล้วหันไปก้มหัวเชิงขอโทษกับกัปตันทีมผู้ถูกเอ่ยกระทบด้วย  อีกฝ่ายยิ้มบาง ๆ ให้บอกว่าไม่เป็นไรก่อนจะพูดต่อ  “เอาเป็นว่าก็พอสรุปได้ว่าถ้าฉีกกระดาษแผ่นนี้แล้ว   พลังของรุ่นพี่ฮิโนวะอาจจะอ่อนลงก็ได้”

“ถ้าพลังอ่อนลง  เงาดำตรงโรงฝึกก็อาจจะหายไปด้วยสิ”  น้ำเสียงมาเอโซโนะกลับมามีกำลังอีกครั้ง  “เอานี่ไปกินซะ!!!!”  แล้วเขาก็ลงมือฉีกกระดาษทันที

“————————–!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

เสียงกรีดร้องไม่เป็นภาษาเข้าจู่โจมทุกคนทันทีจนต้องยกมือขึ้นอุดหู  พร้อมกับพื้นห้องสั่นสะเทือนเหมือนตึกถูกจับโยกอย่างแรง  ทุกคนต่างหาที่เกาะเพื่อทรงตัวแต่ก็แทบสู้แรงไม่ไหว

ครั้งนี้เสียงกรีดร้องและแรงสั่นสะเทือนมีไม่นานนัก  เพียงชั่วอึดใจเดียวทุกอย่างก็กลับมานิ่งเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คาตาโอกะรีบถามทุกคนขึ้นมาก่อนหลังจากเขากลับมายืนตัวตรงได้  “พวกนายไม่เป็นไรใช่ไหม”

คาวาคามิลดมือลงจากหู  เงยหน้ามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวัง  “เงียบไปแล้ว…?”

“เหมือนก่อนหน้านี้เลย…”ฟุรุยะพึมพำ

“แปลว่าเป็นจริงตามที่โค้ชพูดน่ะสิ”  คุราโมจิเผลอยิ้มออกมาตรงมุมปาก

“งั้นก็รีบไปหาคุณนาเบะกัน!!”  พอเอย์จุนกลับมาตั้งตัวได้ก็รีบตะโกนเร่งคนอื่นทันที

“ฉันจะไปคนเดียว”

คาตาโอกะเอ่ยห้ามเอาไว้ก่อน

คนไว้ผมทรงแยงกี้ชะงัก  หันไปมองหน้าผู้อาวุโสกว่าด้วยความไม่เข้าใจ  “ทำไมครับ”

“เรื่องทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเพราะฉันเป็นต้นเหตุ  เพราะฉะนั้นฉันต้องจบมันเอง”แววตาของเขาไม่มีเค้าความล้อเล่น  “พวกนายถูกลากมาเกี่ยวทั้งที่ไม่รู้เรื่องมากเกินไปแล้ว  ฉันจะปล่อยให้พวกนายเป็นอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้”

“ตะ…แต่ว่าโค้ชครับ…”  โทโจอ้าปากจะเถียง

“รุ่นพี่ฮิโนวะเป็นแบบนี้ก็เพราะฉัน  ดังนั้นฉันคงเป็นคนเดียวที่จะหยุดเขาได้”

เหล่าลูกทีมเงียบลงเพราะไม่รู้ว่าควรจะเถียงยังไงต่อดี

“ผมจะไปด้วยครับ”

แล้วมิยูกิก็ขัดขึ้นมาก่อน

โค้ชเบนสายตาไม่เล่นด้วยไปหา  “มิยูกิ”

“โค้ชจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณคนเดียวไม่ได้แล้วนะครับ”  กัปตันทีมแย้ง  ทำเอาคนอื่นตกใจเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยมีใครกล้าแย้งผู้มีอำนาจสูงสุดในชมรมแบบนี้มาก่อน“ตอนนี้พวกผมติดอยู่ที่นี่  คนอื่น ๆ ในทีมก็ถูกรุ่นพี่ฮิโนวะจับตัวไว้  แถมนาเบะยังใช้ร่างทั้งที่ไม่เต็มใจอีก  แล้วคุณจะบอกว่าพวกผมยังไม่เกี่ยวอีกเหรอ”

“เฮ้ยมิยูกิ  นี่นาย…”  มาเอโซโนะเห็นท่าไม่ดีเลยทำท่าจะห้าม

“ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครโทษโค้ชเรื่องนี้แล้วนะครับ”  น้ำเสียงของกัปตันหมองลง  “ไม่ว่าใครที่นี่ก็อยากจบเรื่องนี้เร็ว ๆ โดยไม่มีใครเป็นอะไรกันทั้งนั้นแหละครับ”

คาตาโอกะกวาดตามองทุกคนในห้อง  สบตากับลูกทีมที่มองตาเขากลับด้วยแววตาเดียวกับมิยูกิ  แม้แต่เอย์จุนยังจ้องหน้าเขากลับตรง ๆ เหมือนช่วยยืนยันคำพูดรุ่นพี่ด้วยถึงแม้จะยังดูงง ๆ อยู่บ้าง

“มาจบเรื่องนี้ด้วยกันเถอะครับ  โค้ช”  ตัวแทนทีมพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนขอร้อง

เจ้าพวกนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริง ๆ

คาตาโอกะอดยิ้มไม่ได้  แต่เขาก็รีบเปลี่ยนใบหน้าเป็นจริงจังอีกครั้ง  “…โทษที”

“เอาเป็นว่าผมไปด้วย”  มิยูกิกล่าวสรุปปิดเอง

“เดี๋ยวก่อน”  คุราโมจิที่เงียบอยู่นานท้วงขึ้น  “อยู่ ๆ มาทำตัวเป็นกัปตันเนี่ยไม่สมกับเป็นนายเลยนะ  มิยูกิ”

อีกฝ่ายหันมามองด้วยความสงสัยปนหงุดหงิด  “นายว่าไงนะ”

“ฉันไปเอง”  รองกัปตันเสนอตัวขึ้นมาแทน  “นายอยู่ที่นี่ไปเถอะ  ขืนไปเดี๋ยวก็ถูกสิงแล้วถ่วงโค้ชเขาเปล่า ๆ”

“นายเองก็เพิ่งฟื้นไม่ใช่เรอะ”  น้ำเสียงของกัปตันเริ่มแข็งขึ้น  “อยู่เงียบ ๆ ไปจะดีกว่าน่า”

บรรยากาศเริ่มกลับมาย่ำแย่ลงอีกครั้ง  คนอื่น ๆ ได้แต่มองหน้าสลับกันไปมาว่าควรจะเอาไงดี  มีเพียงรุ่นน้องคนเดียวพูดโพล่งทำลายความอึดอัดนั้นขึ้นมา  “ผมเองก็อยากไปด้วย!!”

“เฮ้ย  ซาวามูระ…”  คาเนมารุเตรียมจะห้าม

“ผมก็อยากช่วยคุณนาเบะกับคนอื่น ๆ เหมือนกัน”  อีกฝ่ายไม่ฟังคำเพื่อน  รีบพูดออกมาก่อน  “จะให้ผมอยู่เฉย ๆ รอทุกอย่างจบลงนี่ผมไม่ยอมหรอกครับ!!”

“ผมก็…ด้วยครับ”  โทโจเปิดปากออกมาบ้างน้ำเสียงแฝงความเจ็บใจเอาไว้  “รุ่นพี่นาเบะเคยให้คำแนะนำผมอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน  ผมทนเห็นเขาเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้หรอก”

“…นี่พวกนาย…”  มาเอโซโนะพึมพำเบา ๆ

ทั้งสองคนเงียบลงเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว  ก่อนที่มิยูกิจะยกมือเกาหัวแล้วค่อย ๆ พูดแบบระมัดระวังออกมา  “ที่ฉันบอกจะไปไม่ใช่เพราะนึกอยากทำตัวเป็นกัปตันตอนนี้หรอก…”  เขาหลบตาลงเหมือนนึกเขินขึ้นมา  “แค่อยากจะช่วยเพื่อนเท่านั้นเอง”

พอได้ยินดังนั้นอีกฝ่ายก็นึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาบ้าง  คุราโมจิหลบตาไปอีกทางระหว่างทำหน้ากลุ้มใจสักพักก่อนจะยอมเปิดปาก  “โทษที  เอางั้นแล้วกัน”

“งั้นผมไปด้วย!!”  เอย์จุนยังไม่ยอมเลิกเสนอตัวเอง

“นายไปไม่ได้”  กัปตันพูดตัดความหวังฉับ  “นายเป็นพิชเชอร์  แถมยังเจ็บอยู่  ขืนบุกไปหาอีกฝ่ายตรง ๆ จะมีแต่แย่มากกว่า”

“เอ๊ะ  ได้ไงอ้ะ!!!”  คนเสนอตัวรีบโวย

มิยูกิเมินคำร้องเรียนอีกฝ่าย  หันไปหาเอซประจำทีมและพิชเชอร์ปิดม่าน  “ฟุรุยะ  โนริ  พวกนายเป็นพิชเชอร์อยู่แล้วเพราะงั้นไม่ควรไปด้วย  โดยเฉพาะนาย  ฟุรุยะ”  เขาจ้องหน้าอีกฝ่ายเป็นเชิงย้ำ  “ฉันไม่ให้นายไปเด็ดขาด”

“…อืม”  คาวาคามิพยักหน้ารับ  ยิ้มบาง ๆ ออกมาเหมือนจะบอกคนเตือนว่าไม่ต้องเป็นห่วง  ส่วนรุ่นน้องเจ้าของเบอร์เสื้อหมายเลข 1 ทำเพียงผงกหัวรับเงียบ ๆ เท่านั้น

“ฉันว่าโทโจก็ไม่ต้องไป”  คุราโมจิเสนอความเห็นต่อ  “ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน  แต่ฉันคิดว่าฮิโนวะคนนั้นก็จ้องเล่นงานนายเป็นพิเศษทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่พิชเชอร์ด้วย”

“งั้นเหรอ…ครับ”  คนถูกห้ามทำหน้าแปลกใจ

“คงเป็นเพราะโทโจยังไม่เลิกล้มที่จะเป็นพิชเชอร์หรือเปล่า…”  คาเนมารุลองยกความเป็นไปได้ออกมา  รองกัปตันเอียงคอมองเล็กน้อยก่อนจะเหลือบตาไปมองทางโค้ชซึ่งยังยืนนิ่งดูท่าทีคนในทีมอยู่  “ก็อาจเป็นไปได้”

“…เหรอ…”  รุ่นน้องอดยิ้มออกมาไม่ได้จนต้องรีบก้มหน้าซ่อนอารมณ์ไว้

“ฉันไปด้วย”  มาเอโซโนะพูดขัดขึ้นมา  “ในฐานะรองกัปตัน  ฉันต้องรับผิดชอบความเป็นอยู่ของลูกทีมอยู่แล้ว”

“มาทำตัวเป็นรองกัปตันอะไรตอนนี้ล่ะ  โซโนะ”  มิยูกิได้ทีเปลี่ยนเป้าหมายแขวะบ้าง

“ทะ…ทำไมห้ะ!!”  อีกฝ่ายหน้าแดงขึ้นทันควันเพราะถูกจี้ใจดำ  แต่ก็รีบหาข้ออ้างมาแย้ง  “ฉะ…ฉันก็แค่อยากช่วยนาเบะกับทุก ๆ คน–”

“ไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้วนี่หว่า”  กัปตันผิวปากหวือ

“หนอยแกไอ้มิยูกิ!!”

“ตกลงเป็นฉัน  มิยูกิ  แล้วก็โซโนะละกัน”  คุราโมจิสรุปให้เสร็จสรรพ  เขาหันไปหาผู้ยังไม่ได้เอ่ยชื่อที่เหลือ  “ชิราสุ  ฮารุอิจิ  คาเนมารุ  ฝากพวกนายดูแลคนอื่น ๆ ด้วยล่ะ”

“อะ  ครับ!!”  คาเนมารุชะงักไปแวบหนึ่งแต่ก็รีบตอบรับแข็งขัน  สองคนที่เหลือพยักหน้ารับ  คนสั่งขยับยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นรังสีความน่าไว้วางใจแผ่ออกมาจากพวกเขา  ก่อนจะหันกลับไปหาผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่ม  “แบบนี้โอเคไหมครับ”

“…ถึงฉันจะห้ามพวกนายก็คงไม่ฟังสินะ”  คนถูกถามขยับยิ้มนิด ๆ

“พวกผมเคารพการตัดสินใจของโค้ชอยู่แล้วนะครับ”  มิยูกิยิ้มด้วยทีท่าตรงข้ามกับสิ่งที่พูดออกมาโดยสิ้นเชิง

ฉันอาจจะสอนเจ้าพวกนี้มาดีเกินไปจริง ๆ

เขาลอบถอนหายใจ  ก่อนจะหันหน้าไปทางประตู  “รีบไปจบเรื่องทุกอย่างเถอะ”

“ครับ!!!”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s