Ace of Diamond · Fiction

[DnA Fic] The Forgotten Pages – Chapter 29 [END]

ตอนจบแล้วค่ะ

ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะแต่งจบ…จริง ๆ นะคะ  ตอนแรกสุดกะแต่งเก็บไว้เล่น ๆ ด้วยซ้ำ…

ต้องขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาตลอดนะคะ  ทุกคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้เราแต่งต่อมาจนจบจริง ๆ นะคะ  หวังว่าฟิคเรื่องนี้จะทำให้ทุกท่านสนุกนะคะ :3

ส่วนตอนนี้ยังไม่มีแพลนแต่งเรื่องใหม่ค่ะ  ที่จริงก็กำลังคิดพล็อตไปเรื่อย ๆ อยู่แต่ยังไม่ลงตัวสักที  เลยไม่แน่ว่าจะแต่งเรื่องใหม่ไหมน่ะค่ะ  (ถ้าแต่งก็อยากแต่งถึงพวกรุ่นน้องหน้าใหม่ ๆ ด้วย  ชอบเวลาโคชูอยู่กับมิยูกิมากเลยค่ะ XD)

ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกท่านมาก ๆ เลยนะคะ :3

ปล.ประโยคสุดท้ายโยงมาจากเนื้อเรื่องหลักค่ะ

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“———————-!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

เสียงกรีดร้องเหมือนตอนฉีกกระดาษแต่ดังกว่านั้นหลายสิบเท่าดังขึ้นแทรกเข้าแก้วหูของทุก ๆ คนที่อยู่ในโรงฝึกในร่ม  เอย์จุนกับฟุรุยะรีบเอามืออุดหูแล้วย่อตัวหลบคลื่นกระแทกที่มาพร้อมเสียง  ส่วนพวกรุ่นพี่ผู้ถูกล็อกตัวไว้จนไม่สามารถยกมืออุดหูได้ได้แต่ก้มหัวหวังจะช่วยลดการได้ยินได้บ้าง

มิยูกิก้าวเท้าถอยไปด้านหลังเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ล้ม  ก่อนจะรับรู้ได้ทันทีว่าเงาดำที่รัดช่วงขาเขาไว้หายไปแล้ว

เสียงกรีดร้องจากอดีตรุ่นพี่ดังยาวนานอยู่พักหนึ่ง  แล้วร่างของวาตานาเบะก็ล้มลงกับพื้นอย่างแรง

“—นาเบะ!!!!”  คุราโมจิซึ่งขยับเป็นอิสระได้แล้วรีบวิ่งเข้ามาหา  พร้อมกับคาตาโอกะที่เพิ่งได้สติ  โค้ชพยุงตัวเขาขึ้นมาจากพื้นก่อนเอามือแตะบริเวณหน้าเช็คดูความปลอดภัย  ก่อนจะพูดขึ้นให้ทุกคนใจชื้น  “ไม่เป็นไร  แค่สลบน่ะ”

“สำเร็จแล้วเหรอ!!!?”  ทันทีที่มาเอโซโนะเท้าแตะพื้นเขาก็รีบวิ่งมารวมตัวด้วย

“…ซาวามูระ  ฟุรุยะ!!”  กัปตันหันไปโวยใส่รุ่นน้องที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ทันที  “ทำไมพวกนายมาอยู่ที่นี่ได้!!!?”

“จะจะใจเย็นก่อนนะครับรุ่นพี่มิยูกิ!!!”  เอย์จุนชะลอความเร็วในการวิ่งมารวมตัวพร้อมยกมือขึ้นกัน  “เรื่องนี้มันมีที่มานะครับ!!!”

“ฉันปล่อยพวกเขามาเองแหละ”  ทันใดนั้นเสียงชิราสุก็ดังขึ้น  พอหันไปมองก็เห็นคนอื่น ๆ เดินออกมาจากห้องชมรมกันพร้อมหน้า

“นี่พวกนาย..!?”  แม้แต่โค้ชยังอดตกใจไม่ได้

“ไหนบอกว่าจะรออยู่ข้างนอกไง”  คุราโมจิเหล่ด้วยสายตาจับผิด

“ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ…ยังไง ๆ พวกเราก็ทนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้อยู่ดี”คาวาคามิอธิบายขณะเดินเข้ามาใกล้  “แล้วก็กลัวด้วยว่าสมุดจะไม่ได้อยู่ที่ตัวนาเบะด้วย  เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เหมือนปล่อยโค้ชกับพวกนายไปตายฟรี ๆ น่ะ”  เขาเหลือบมองหน้าผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มด้วยความลังเล

ก็เกือบไปแล้วจริง ๆ น่ะนะ…

ทั้งสามคนที่อยู่ในเหตุการณ์นึกขึ้นมาพร้อมกัน

“แล้วผมก็จำได้ว่าไม่เห็นรุ่นพี่นาเบะถือสมุดอะไรไว้กับตัวเลย”  ฮารุอิจิผู้เคยอยู่รวมกลุ่มกับเสนาธิการประจำทีม (ก่อนรู้ว่าเขาถูกสิง) มาก่อนพูดขึ้นบ้าง  “เลยคิดว่ายังไงสมุดต้องอยู่ที่อื่นแน่ ๆ”

“แต่ว่าพวกเราก็ตามหาสมุดมาหมดทั้งหอแล้ว  นอกจากฝั่งสนามที่ยังเดินไม่ละเอียดแล้วก็เหลือแต่ในโรงฝึกในร่มนี่แหละที่ยังไม่ได้หา”  ชิราสุอธิบายต่อ  “ที่นี่พวกฉันเลยคิดว่าคนอย่างรุ่นพี่ฮิโนวะระวังตัวเองมากอยู่แล้ว  เขาคงไม่กล้าเอาสมุดไปซ่อนไว้ข้างนอกหอแน่ ๆ  เลยสรุปได้ว่าสมุดน่าจะอยู่ในนี้น่ะ”

“พวกนายก็เลยแอบมาหาที่นี่ละสิ”  คุราโมจิทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ได้สำเร็จ

“ครับ  ผมเจอมันอยู่ในห้องชมรมพอดี”  คนขว้างสมุดส่งมาให้ตอบสั้น ๆ

กัปตันมองสมุดในมือที่ตอนนี้ขาดวิ่น  แทบไม่เหลือเค้าของความเป็นสมุดอีกต่อไป  ก่อนจะถอนหายใจแล้วหันไปมองตาขวางใส่พิชเชอร์ตัวจริงทั้งสองคน  “แต่ยังไงก็อันตรายเกินไปสำหรับพวกนายอยู่ดีแหละ  ฉันบอกแล้วไงว่าให้อยู่นิ่ง ๆ ไปซะ”

“เรื่องอะไรผมจะยอมปล่อยพวกคุณไปตายกันเองละครับ  ใช่ไหมบอส!!?”  จอมโวยวายไม่ยอมแพ้  หันไปขอความเห็นจากคาตาโอกะด้วย

คนถูกโยนบทสนทนามาให้มองหน้าลูกทีมทุกคนเล็กน้อยก่อนจะผงกหัว  “…นั่นสินะ”

“เห็นม้า!!!”  เขาหันกลับมายกมือกอดอกทำหน้าเชิดหลังจากได้รับชัยชนะ  มิยูกินึกอยากเอาสมุดในมือฟาดหัวคนตรงหน้าขึ้นมาชอบกล  “เอาเป็นว่าผลออกมาดีแล้วก็แล้วไป”

“พูดขอบคุณตรง ๆ ออกมาก็ได้นี่หว่า” คุราโมจิได้ทีแหย่บ้าง

“อะไรฟะ”  เขารีบหันไปโวยกลบเกลื่อน

โทโจที่เงียบมานานหันมองซ้ายขวาด้วยใบหน้ากลุ้มใจก่อนจะเอ่ยทักขึ้น  “แล้วรุ่นพี่ฮิโนวะละครับ?”

“จะว่าไปก็…”  คาเนมารุช่วยมองด้วย  ก่อนจะอุทานเสียงดังลั่นพร้อมกับหงายหลังล้มไปด้านหลัง  “วะ…เหวอ!!!!”

ทุกคนหันไปมองตามเสียง  ก่อนจะตะโกนออกมาแทบจะพร้อมกัน  “เฮ้ย!!!!!??”

ร่างของใครคนหนึ่งยืนอยู่หน้าหยดน้ำที่มีเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ ลอยอยู่ด้านใน  ร่างนั้นเรืองแสงสีฟ้าเย็น ๆ มองแล้วรู้ในทันทีว่าไม่ใช่คนมีชีวิตอยู่แน่นอน  มองเผิน ๆ แล้วเขาน่าจะอยู่วัยเดียวกับคนในทีม  รูปร่างออกผอมแต่ไม่ได้สูงมาก  ผมยาวปิดหน้าปิดตาเล็กน้อย  คน ๆ นั้นกำลังยืนมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตนเองด้วยแววตาว่างเปล่า

“ผะ…ผี!!!!!?”  เอย์จุนแหกปากออกมาดังลั่นแล้ววิ่งไปหลบหลังรุ่นพี่ร่วมห้องนอนตนเอง

“นี่นายเพิ่งมาตกใจเอาตอนนี้เรอะ”  คนกลายเป็นเกราะกำบังอดแขวะไม่ได้

คนอื่น ๆ ต่างก็พากันถอยออกห่างเพื่อดูท่าที  มีเพียงคาตาโอกะที่ยังอยู่ที่เดิม  เขาหันไปฝากวาตานาเบะซึ่งยังสลบอยู่กับมาเอโซโนะ  ก่อนจะยืนขึ้นแล้วเดินเข้าไปใกล้  “…รุ่นพี่ฮิโนวะ…”

“นะ…นั่นรุ่นพี่ฮิโนวะเหรอครับ!?”  พิชเชอร์ปิดม่านถามเสียงหลง  จ้องมองร่างผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่วางตา

เหมือนฮิโนวะจะสงบลงกว่าก่อนหน้านี้แล้ว  เขาทำเพียงก้มมองมือตัวเองด้วยใบหน้าว่างเปล่า  ร่างของเขาไหววูบไปมาราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ  แสงสีฟ้าเหมือนน้ำแข็งก็ดูอ่อนแรงลงทุกขณะ

“ทำไม…ทำไมถึงเป็นแบบนี้…”  เขาพึมพำออกมาเบา ๆ  “ทำไมสุดท้าย…ก็เป็นฉันที่ต้องหายไป…”

โค้ชมองอดีตรุ่นพี่ด้วยสีหน้าเจ็บปวด  ก่อนจะก้มหัวลงอีกครั้ง  “ผมต้องขอโทษ…จริง ๆ ด้วยครับ”

อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น  คราวนี้เขาไม่มีท่าทีจะอาละวาดเหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่นิดเดียว  มุมปากเขาขยับขึ้นเล็กน้อยกลายเป็นรอยยิ้มของคนสิ้นหวัง  “นายจะขอโทษทำไม…ในเมื่อมันไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว…”

อดีตรุ่นน้องเงยหน้าขึ้น  สีหน้าของเขาดูกระอักกระอ่วนเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่พูดไม่ออก

“ชีวิตฉันจบลงตั้งแต่ตอนไหล่พังแล้ว…”  เขาพูดพลางหัวเราะเบา ๆ เป็นการเยาะเย้ยตัวเอง  “…แล้วฉันก็รู้ดีว่านายไม่ได้ตั้งใจด้วย  คาตาโอกะ”  ประโยคนี้เขามองหน้ารุ่นน้องตรง ๆ

“…”  โค้ชเบิกตากว้างเล็กน้อย

“แต่ฉันทำใจไม่ได้…”  อีกฝ่ายก้มหน้าลงต่อ  ขยับยิ้มราวกับจะเย้ยหยันโชคชะตา  “ตั้งแต่ฉันลงขว้างไม่ได้…ทุกคนก็ทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน…ยิ่งออกจากชมรมไปตัวฉันก็ยิ่งเหมือนก้อนหินริมทาง…ไม่มีใครมาคุยกับฉัน  ไม่มีใครมองฉันอีกต่อไป…”

ทุกคนพากันเงียบกันหมดเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี

“ฉันทนไม่ได้…ฉันทนคิดว่าตัวเองไม่มีค่าในสายตาเพื่อนที่เคยร่วมต่อสู้กันมาไม่ได้…แต่ฉันก็ยอมรับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของตัวเองไม่ได้…”  เสียงของคนพูดสั่นเครือ  แสงสีฟ้าจากตัวก็เริ่มริบหรี่ลงทีละนิด  “ฉันเลยหลอกตัวเอง…พร่ำบอกตัวเองว่ามันเป็นเพราะนาย…เป็นเพราะทุก ๆ คนในทีม…แต่ยิ่งทำไปก็ยิ่งตอกย้ำว่าฉันนั่นแหละที่ผิด…จนวันหนึ่งฉันทนไม่ไหวขึ้นมา…ก็เลย….”

“…อุบัติเหตุรถชนนั้น…”  คาตาโอกะลองถามขึ้น

ฮิโนวะพ่นลมเบา ๆ  “ฉันทนเห็นตัวเองเป็นแบบนั้นไม่ไหว…เลยเผลอตัดสินใจชั่ววูบไป…”  เขาขยับยิ้มออกมาอีกครั้ง  คราวนี้รอยยิ้มดูเศร้าสร้อยจนชวนร้องไห้  “แต่ในใจส่วนหนึ่งที่เคยโทษพวกนายมาก่อนกลับมาควบคุมตัวฉันอีกครั้ง…มันพร่ำบอกซ้ำ ๆ ว่าเป็นเพราะนาย…เพราะนาย…เพราะพวกทีมหนึ่งทอดทิ้งฉันเลยเป็นแบบนี้…เพราะนาย…”

พวกรุ่นพี่ตั้งท่าเตรียมรับมือเมื่อเห็นคนตรงหน้าทำท่าจะอาละวาดอีกหน  แต่โทโจก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก  ก่อนจะยื่นอะไรบางอย่างไปทางคาตาโอกะ  “เอ่อ…เผอิญตอนที่หาสมุด  ผมเจอสิ่งนี้ด้วยครับ”

โค้ชทำหน้าสงสัยก่อนจะรับไปดู  ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร  แต่ก็หันกลับไปมองอดีตรุ่นพี่ผู้กลายเป็นวิญญาณตรงหน้าแล้วเอ่ยปากเรียก  “รุ่นพี่ฮิโนวะครับ”

อีกฝ่ายชะงักเหมือนหลุดจากภวังค์  เขาหยุดพึมพำแล้วหันมาสบตานิ่ง ๆ  “…มีอะไร…”

คนเรียกยื่นของในมือให้  “ขอโทษที่ให้ช้าครับ”

สีหน้าของอดีตรุ่นพี่เต็มไปด้วยความสงสัย  แต่เขาก็ค่อย ๆ ยื่นมือออกมารับช้า ๆ  คนอื่น ๆ แอบกลั้นหายใจเล็กน้อยขณะลุ้นว่ามือของเขาจะทะลุผ่านสิ่งของไปเหมือนพวกวิญญาณตามหนังไหม  แต่มือข้างนั้นก็รับของไว้ได้เหมือนคนทั่วไป

ของสิ่งนั้นคือกระดาษแข็งมีกรอบไว้สำหรับใช้เซ็นลายเซ็นซึ่งหาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียน  บนกระดาษมีรอยปากกาเมจิกเขียนอยู่เต็มไปหมด  แสงจากตัวฮิโนวะช่วยให้เขาอ่านข้อความบนกระดาษได้แม้รอบข้างจะยังมืดสนิท

“นี่มัน…”  เขายังทำหน้าไม่เข้าใจ

“ทุกคนในชมรม…กะจะเอาไปให้คุณน่ะครับ”  โค้ชใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะนึกหาคำพูดออก  “พวกรุ่นพี่คนอื่น ๆ ก็พยายามจะชวนคุณคุยหลังจากคุณออกจากชมรมไปเหมือนกัน…แต่เห็นบอกว่าไม่รู้จะทำยังไงดีเพราะคุณดูไม่อยากคุยด้วย…พอคุย ๆ กันไปทุกคนก็เลยลงความเห็นว่าจะเขียนข้อความแล้วให้คุณในวันเกิดแทนน่ะครับ…”

“วันเกิด…ฉัน…?”  อีกฝ่ายพึมพำ

“ครับ…วันหลังวันที่คุณเสียชีวิต…หนึ่งวัน…”

คาตาโอกะพูดแค่นั้นแล้วก็เงียบลง  พลอยทำให้คนอื่น ๆ ไม่กล้าพูดอะไรออกมาด้วย  ได้แต่มองอดีตรุ่นพี่ซึ่งก้มลงอ่านข้อความบนกระดาษทีละข้อความ

“…งั้นเหรอ…”

แล้วสิ่งผิดคาดก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาจากใบหน้าของวิญญาณ

“ก่อนหน้าที่ฉัน…จะฆ่าตัวตายเหรอ….”  ฮิโนวะขยับปากพูดช้า ๆ  แล้วก็เริ่มหัวเราะออกมา  “ฮะฮะ…ฮะฮะ…ฉันนี่มัน…บ้าจริง ๆ สินะ….”

“…รุ่นพี่ฮิโนวะ…”  โค้ชยังพูดอะไรไม่ออก

“ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ…”  อีกฝ่ายพูดต่อขณะปล่อยให้น้ำตาไหลหยดลงบนกระดาษ  “ฉันรู้อยู่แล้วว่าทุกคนไม่ได้ทอดทิ้งฉัน…ไม่ได้เห็นฉันเป็นเพียงคนใช้การไม่ได้…รู้อยู่แล้วว่าทุกคนเป็นห่วงฉันอยู่…”

เขาบีบกระดาษในมือแน่นจนมือสั่นอย่างเห็นได้ชัด  “แต่ฉันแค่ปฏิเสธความจริงนั้นเอง…เอาแต่คิดว่าตัวเองโชคร้าย…แล้วก็พยายามหนีความหวังดีนั้นมาตลอด…จนสุดท้ายก็ชิงทิ้งชีวิตตัวเองไปในที่สุด…”

ฮิโนวะเงยหน้าขึ้นมองคาตาโอกะตรง ๆ ด้วยรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา  “…ฉันก็แค่หลอกตัวเอง…ไปสินะ…”

โค้ชทำได้เพียงมองหน้าอีกฝ่ายด้วยแววตาเจ็บปวด

วิญญาณของอดีตรุ่นพี่ยกแผ่นกระดาษขึ้นกอดกับอก  ร่างของเขาแผ่แสงสีฟ้าเย็นมากขึ้นจนเริ่มแสบตา  กลับกันแล้วร่างของเขาเริ่มเลือนรางขึ้นเรื่อย ๆ  เขาลดกระดาษในมือลงก่อนเบนสายตามามองคนอื่น ๆ ซึ่งยืนกันอยู่ด้านหลัง  “เซย์โดทุกคน…ฉันต้องขอโทษด้วย”  แล้วเขาก็ทำเรื่องผิดคาดทุกคนด้วยการก้มหัวลงต่ำ

“ฉันทำผิดต่อพวกนายไว้มาก…ถึงขั้นเกือบจะเอาชีวิตพวกนายจากความแค้นไร้สาระของตัวฉันเอง…”  เขาพูดขึ้นขณะยังไม่เงยหน้าขึ้น  “พวกนายคง…ไม่ให้อภัยฉันใช่ไหม…”

“แหงสิ  เรื่องอะไรจะ–!!!!!!”  เอย์จุนเตรียมจะโวยวายแต่ก็ถูกเพื่อนสนิทตะครุบปากเอาไว้ก่อน

มิยูกิมองคนตรงหน้า  ก่อนจะเปิดปากตอบ  “คุณเองก็คงรู้อยู่แก่ใจใช่ไหมครับ”

ฮิโนวะเงยหน้าขึ้น  มองกัปตันคนปัจจุบันด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย

“คุณเกือบฆ่าพวกผมทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเพียงเพราะความแค้น  แล้วคุณคิดว่าพวกผมจะยอมยกโทษให้คุณง่าย ๆ เหรอครับ”  กัปตันจ้องหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ

เขายังคงทำหน้าเศร้าสร้อยเหมือนเดิมขณะส่ายหัวเบา ๆ

มิยูกิมองคนตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจ  แล้วยกมือขึ้นลูบหัวตัวเอง  “แต่เพราะมนุษย์เราเป็นแบบนี้ถึงได้โกรธแค้นกันไม่มีสิ้นสุด  ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ไม่หยุดหย่อน  อย่างคราวนี้ก็คงเปลี่ยนจากฝั่งคุณ…เป็นพวกผมแทน”  ประโยคสุดท้ายเขาหันกลับไปมองหน้าลูกทีม

“พวกนายจะยอมยกโทษให้เขาไหม”

คนถูกถามต่างมีสีหน้าตกใจ  มาเอโซโนะเป็นคนแรกที่โวยวายขึ้นมาก่อน  “ห้ะ  ทั้งที่โดนมาขนาดนี้เนี่ยนะ!!?”

“เอาเถอะ  อย่างน้อยก็ไม่มีใครเป็นอะไรซะหน่อย”  ชิราสุเป็นคนแรกที่เข้าใจเจตนาของกัปตัน  เขาถอนหายใจก่อนจะขยับยิ้มผ่อนคลายขณะตอบ

“เอ่อ…มิสเตอร์มั่นคงครับ…”  จอมโวยวายยกมือประท้วง  “รุ่นพี่ลืมผมอะเปล่าครับ…?”

“ก็ไม่ถึงตายซะหน่อยน่า  แผลแค่นี้เอง”  คุราโมจิเหล่

“คุณไม่โดนเองจะไปรู้ได้ไงเล่า!!!”  คนเจ็บหนักที่สุดในกลุ่มรีบประท้วง

“…ฉันขอโทษ…”  มิยูกิกลับมารู้สึกไม่ดีอีกครั้ง

อีกฝ่ายสะดุ้ง  เขาทำหน้าเลิ่กลั่กขณะมองหน้ากัปตันที่จู่ ๆ ก็ทำหน้าเจ็บปวดให้เห็นอีกครั้งแล้วก็หันไปมองหน้าฮารุอิจิเพื่อขอความเห็นว่าควรทำยังไงดี

“…เอาเป็นว่าตอนนี้ทุกคนก็ปลอดภัยดี  ช่างมันเถอะครับ”  คนผมสีซากุระช่วยหาทางทำลายบรรยากาศมาคุให้

“อืม  ถ้าทุกอย่างเคลียร์แล้วก็ดีแล้วล่ะ”  คาวาคามิก็ช่วยพูดเสริมด้วย

คนที่เหลือพยักหน้า  พอคนแย้งคนแรกเห็นทุกคนมีความเห็นต่างจากตนก็เริ่มทำตัวไม่ถูก  เลยได้แต่จำยอมเห็นพ้องตามไปด้วย  “ถะ…ถ้าทุกคนว่างั้นก็ว่างั้นแหละ…”

กัปตันเก็บความรู้สึกผิดตัวเองไว้ก่อน  เขาหันกลับไปมองหน้าตัวต้นเหตุอีกครั้ง  “ตอนนี้ทุกคน…พร้อมให้อภัยคุณแล้วล่ะครับ”

ฮิโนวะมองหน้าทุกคนช้า ๆ  ก่อนจะขยับยิ้มออกมา  คราวนี้รอยยิ้มเขาดูโล่งอกและสดใสมากขึ้น  “นายมีรุ่นน้องที่ดีจริง ๆ นะ…คาตาโอกะ…”  สุดท้ายเขาหันกลับไปพูดกับอดีตรุ่นน้องตัวเอง

“พวกเขาเป็นความภาคภูมิใจของผมครับ”  แม้แต่โค้ชเองก็ยิ้มออกมาด้วย

“…ฉันได้ยินพวกเขาเรียกนายว่าโค้ช…”  วิญญาณพึมพำออกมา  “นายโตขึ้น…ถึงขนาดนี้แล้วเหรอ…”

“ผมทำเพื่อตอบแทนโรงเรียน…และทุกคนที่ทำให้ผมเติบโตขึ้น…”  อีกฝ่ายพูดด้วยแววตาจริงจัง  “ซึ่งก็รวมถึงคุณด้วยครับ”

“…แล้วนาย…ทำหน้าที่เอซได้ขนาดไหนล่ะ”  ฮิโนวะลองถามขึ้น

คาตาโอกะทำหน้าลังเลเล็กน้อย  แต่ก็ตัดสินใจตอบตามตรง  “…ผมพาไปถึงแค่ที่สอง…ของโคชิเอ็งครับ…”

ความประหลาดใจฉายบนใบหน้าคนถาม   ก่อนเขาจะหัวเราะออกมา  “ได้แค่ที่สองได้ยังไง…ได้ตั้งที่สองต่างหากเล่า”

ราวกับเขากลับเป็นเด็กมัธยมปลายธรรมดา ๆ ไม่ใช่วิญญาณร้ายอีกต่อไป

ฮิโนวะก้มมองกระดาษในมืออีกครั้ง  คราวนี้แสงสีฟ้าที่ล้อมตัวเขาไว้เริ่มลอยออกมาเหมือนดอกหญ้าแล้วค่อย ๆ ลับหายไปทีละนิด  พร้อมกับร่างของเขาค่อย ๆ สลายกลายเป็นละอองแสงไป  พร้อมกับตัวสมุดที่อยู่ในมือมิยูกิด้วย

“คาตาโอกะ”

“ครับ”  เจ้าของชื่อตอบรับเสียงหนักแน่น

“ดูแลทุกคน…ให้ดี ๆ ล่ะ”

สิ้นสุดคำพูด  ร่างของเขาก็สลายเป็นก้อนแสงลอยหายไป  เหลือเพียงแผ่นกระดาษในมือเขาร่วงหล่นลงพื้นอย่างเงียบงัน

“…ไป…แล้วเหรอ”  โทโจพึมพำขณะเงยหน้ามองไปรอบ ๆ

“คงอย่างนั้นแหละ”  คาเนมารุช่วยมองด้วย

ครืน

ทันใดนั้นโรงฝึกในร่มก็เกิดแรงสั่นสะเทือนอีกครั้งจนทุกคนทรงตัวกันไม่อยู่

“คราวนี้อะไรอีกเนี่ย!!!?” มาเอโซโนะตวาดขณะประคองร่างของวาตานาเบะไว้ไม่ให้ล้มลงพื้น

“ทุกคนระวังตัวไว้ด้วย!!!”  คาตาโอกะรีบสั่งการไว้ก่อน

“อะไรกันนักกันหนาว้า!!!!”  เอย์จุนอดโวยวายออกมาอีกไม่ได้

แรงสั่นสะเทือนดูไม่มีทีท่าจะหยุดลง  กลับกันแล้วกลับหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายทุกคนต้องหมอบอยู่กับพื้น  ทันใดนั้นหยดน้ำใสที่มีสมาชิกชมรมคนอื่น ๆ ลอยอยู่ด้านในก็เริ่มส่องแสงสว่างออกมาจนแสบตา

“อะ…อะไรน่ะ…”  คาวาคามิอุทานขณะพยายามยกมือบัง

“…ทุกคน…!!”  คุราโมจิฝืนสู้แสงมองหยดน้ำตรงหน้าด้วยความกังวล

แสงสว่างนั้นเพิ่มมากขึ้นจนทุกคนไม่อาจมองเห็นอะไรอย่างอื่น  ก่อนจะดับวูบลงทันควัน  พร้อมกับสติทุกคนที่หลุดลอยหายไป

.

.

.

.

.

.

.

พิธีเปิดการศึกษาผ่านไปได้ด้วยดี

มิยูกิลอบถอนหายใจขณะนั่งประจำโต๊ะตัวเองในห้องเรียน  อีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะถึงเวลาเรียนคาบต่อไปแล้ว  ก่อนหน้านี้เขาถูกเพื่อน ๆ ในห้องรุมถามไถ่ถึงเรื่องเซ็มบาสึรวมไปถึงการแข่งฤดูใบไม้ผลิที่ใกล้จะมาถึง  (คงเป็นเพราะถูกพูดถึงในพิธีเปิดการศึกษาด้วย)  เวลาเลยผ่านไปเร็วกว่าที่คิด

ก่อนหน้านี้คนอื่น ๆ ไม่ค่อยชวนเขาคุยเสียเท่าไร  พอถูกรุมถามเยอะ ๆ แบบนี้เขาก็เลยทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเหมือนกัน  แต่ก็หวังว่ารอยยิ้มการค้าที่เพิ่งฝึกฝนจนสำเร็จมาจะช่วยประคับประคองไม่ให้บรรยากาศย่ำแย่ลง

ครืด

ประตูห้องเรียนถูกเปิดออก  คนในห้องต่างสะดุ้งเพราะนึกว่าอาจารย์มาแล้วทั้ง ๆ ที่ยังพอเหลือเวลาอยู่  แต่พอเห็นว่าเป็นนักเรียนด้วยกันก็หันกลับไปพูดคุยตามปกติ  ผู้มาใหม่เดินตรงมายังโต๊ะของมิยูกิ  ก่อนจะเปิดปากเรียกชื่อ  “มิยูกิ”

“…นาเบะ”  เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้น

“มีอะไรเหรอนาเบะจัง”  รองกัปตันเอ่ยถามขึ้นแล้วลุกจากโต๊ะตัวเองเดินเข้ามาใกล้ด้วย  ถึงแม้ในใจจะพอรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมาหาด้วยธุระอะไร

วาตานาเบะทำหน้าลังเล  แต่ก็ยอมเปิดปากพูดในที่สุด  “เรื่องเมื่อคืนน่ะ…”

พวกเขารู้สึกตัวอีกทีก็ค้นพบว่าตนนอนอยู่บนเตียงในห้องพักของตัวเอง  และเมื่อต่างคนต่างลนลานออกจากห้องมาดูสภาพรอบหอก็ค้นพบว่าทุกอย่างกลับสู่ปกติ…หรือควรจะบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิด  ไม่มีร่องรอยกระจกแตก  กระป๋องน้ำร่วง  ตู้ถูกรื้อค้น  ข้าวของพัง  ไม่มีเลยแม้แต่อย่างเดียว  แม้คนเจ็บอย่างเอย์จุนยังตื่นมาพบว่าแผลหัวแตกหายเป็นปลิดทิ้งเสียด้วยซ้ำ

คนอื่น ๆ ที่หลับอยู่ในก้อนหยดน้ำใสก็ไม่มีความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นเลยสักนิด  พวกเขาไม่ได้สะกิดใจเลยว่าตัวเองถูกลักพาตัวไป  ต่างคนต่างนึกไปว่าพวกเขาเข้านอนตามปกติ  แล้วก็ตื่นมาในห้องของตัวเองตามปกติเท่านั้น  จนกลุ่มคนที่ประสบเหตุการณ์ปริศนาโดยตรงนึกไปว่าพวกเขาแค่ฝันไป  แต่พอลองพูดคุยกันก็พบว่าคนอื่น ๆ ยังจำเหตุการณ์ได้เหมือนกัน  เลยยืนยันได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความฝันแน่ ๆ  ก่อนจะลงความเห็นว่าในเมื่อคนอื่น ๆ ไม่รู้เรื่องอะไรก็อย่าเล่าให้ฟังเลยดีกว่า

บางทีนี่อาจจะเป็นคำขอโทษของรุ่นพี่ฮิโนวะก็ได้

“ฉัน…จำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไร”  วาตานาเบะ  เจ้าของร่างที่ถูกรุ่นพี่สิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเจ็บใจ“แต่ดูเหมือนว่าฉันจะทำเรื่องเลวร้ายลงไปใช่ไหม…”

“…นายไปได้ยินมาจากไหน”  คุราโมจิจับความคิดของอีกฝ่ายได้เลยถามขึ้น

เสนาธิการประจำทีมชะงักเล็กน้อย  แต่ก็ยอมตอบออกมา  “ฉันไปขอให้ชิราสุเล่าให้ฟังน่ะ…ตอนแรกเขาก็ไม่ยอมเล่า  แต่สุดท้ายก็ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น…”

ผู้อยู่ในเหตุการณ์มองหน้ากันเล็กน้อย  พวกเขาคุยกันไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นไปได้จะไม่บอกวาตานาเบะถ้าเขาจำอะไรไม่ได้เพราะไม่อยากให้เจ้าตัวรู้สึกผิด  แต่นี่ดูเหมือนเขาจะจำได้บ้าง  ถ้ามัวแต่อึกอักคงยิ่งทำเรื่องแย่ลงใหญ่  ดังนั้นการติดสินใจของชิราสุก็ไม่ถือว่าผิดหรอก

มิยูกิหันไปมองหน้าเพื่อนก่อนจะถอนหายใจ  “มันไม่ใช่ความผิดนายที่ถูกสิงหรอกน่า  นาเบะ  ไม่ต้องมาขอโทษหรอก”

“แต่ว่า…ถึงจะไม่ใช่ฉันทำมันก็เหมือนฉันทำอยู่ดีแหละ”  อีกฝ่ายยังไม่เลิกโทษตัวเอง  “ถ้าฉันพยายามต่อต้านเขามากกว่านี้จนชิงร่างตัวเองคืนมาได้  เรื่องก็คงไม่บานปลายจนถึงขนาดนั้นหรอก…”

รองกัปตันมองหน้าเพื่อนก่อนจะหันไปมองอีกคนด้วยใบหน้าจนใจ  เขาเองก็อยากจะปลอบแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรพูดอะไรออกมาดี

คนใส่แว่นก้มหน้าลงเล็กน้อย  ก่อนจะเปิดปากพูด  “ฉันเองก็ถูกสิงเหมือนกันนะ  นาเบะ”

“…เอ๊ะ?”  ดูเหมือนวาตานาเบะจะยังไม่รู้เรื่องนี้

“ถึงจะไม่ถึงขนาดถูกยึดร่างสมบูรณ์แบบนาย  แต่ฉันก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่เป็นระยะเหมือนกัน”  ผู้ถูกสิงอีกร่างเล่าออกมาช้า ๆ  “แล้วฉันก็ห้ามตัวเองไม่ได้…ถึงขนาดบีบคอฟุรุยะ…ไม่ก็เอาไม้เบสบอลฟาดหัวซาวามูระจนหัวแตกเลยนะ”

“…จริงเหรอ”  สีหน้าของคนฟังดูตกใจจนหน้าซีด

“ฉันเองก็คิดเหมือนกันแหละว่าถ้าตอนนั้นฉันหยุดตัวเองได้…เรื่องก็คงไม่เกิด”  แววตาหลังแว่นดูเศร้าลง  “แต่เรื่องมันเกิดไปแล้ว…ถึงฉันจะเอาแต่เสียใจตอนนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  มีแต่จะทำทุกอย่างแย่ลงไปเท่านั้นแหละ”

คุราโมจิมองเพื่อนข้างตัวเงียบ ๆ  เขาสัมผัสได้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังพูดความในใจออกมา

“นายไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนั้นหรอกใช่ไหม  นาเบะ”  คนพูดเงยหน้าขึ้นมองอีกคนตรง ๆ  “ถ้านายห้ามรุ่นพี่ฮิโนวะได้  นายก็คงห้ามไปนานแล้ว…ใช่ไหมล่ะ”

“…อืม”  วาตานาเบะพยักหน้า

“แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ  นายอย่าโทษตัวเองอีกเลย”  กัปตันพูดพลางยิ้มให้

มิยูกิ…

คนถูกใช้ร่างมองหน้ากัปตันและเพื่อนร่วมชั้นเงียบ ๆ

ที่จริงนายเองก็…

“…อืม  โทษทีนะ”  วาตานาเบะขยับยิ้ม  ก่อนจะหันหน้าไปมองนาฬิกาแขวนบนกระดานหน้าห้อง  “งั้นฉันกลับห้องเรียนก่อนละ”

“แล้วเจอกันตอนเย็น  นาเบะ”  รองกัปตันเอ่ยลา  อีกฝ่ายยิ้มให้น้อย ๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

คุราโมจิมองตามจนแผ่นหลังนั้นหายลับออกจากประตูห้อง  เขาถอนหายใจแล้วเหลือบมองเพื่อนที่กลับไปก้มหน้าซ่อนแววตาไว้หลังแว่นอีกครั้ง

“นายเองก็ยังไม่ให้อภัยตัวเองอยู่ละสิ”  เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเดินกลับโต๊ะพร้อมกันกับที่เสียงออดเข้าเรียนดังขึ้น

หมอนี่มองคนอื่นอยู่เสมอจริง ๆ

มิยูกิอดหัวเราะขื่น ๆ ในใจไม่ได้

.

.

.

.

.

.

พอเดินกลับมายังหอหลังเลิกเรียน  พวกเขาก็เจอเอย์จุนกับฟุรุยะกำลังยืนคุยกับคาตาโอกะอยู่

“หัวไม่เป็นอะไรใช่ไหม”  ดูเหมือนโค้ชกำลังถามถึงอาการเจ็บบนหัวรุ่นน้องอยู่

“สบายใจหายห่วงได้เลยครับบอส  กระผมซาวามูระ  แข็งแรงครบสามสิบสองทุกประการครับ”  ตัวคนเจ็บทำท่ายืดอวดความแข็งแรงของตัวเอง

“น่าจะพูดว่าไม่มีแผลมากกว่า”  ฟุรุยะเสริมเสียงเรียบ ๆ

“เออ  ก็นั่นแหละน่า”  อีกคนทำหน้าเซ็งเพราะถูกแก้คำพูด

“ไหน  ขอฉันดูหน่อย”  มิยูกิรีบตรงเข้ามาหา  เขาได้ยินเรื่องแผลบนหัวเอย์จุนหายไปจากปากของเพื่อนร่วมห้อง  แต่ยังไม่ได้เห็นกับตาว่าเป็นความจริงหรือเปล่าเลยอยากจะดูให้แน่ใจอีกที

“อ้ะ”  เอย์จุนหันมาเห็นกัปตันเลยอุทานเล็กน้อย  แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อก็ถูกอีกฝ่ายถือวิสาสะจับปอยผมเลิกดูเสียก่อน

“ไม่มีจริง ๆ ด้วย…”  กัปตันพึมพำด้วยความโล่งอก

โค้ชเองก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นกับตาว่าลูกทีมไม่มีรอยแผลอะไร  “ดีแล้วล่ะ”

“จะขอดูก็บอกดี ๆ ก็ได้นี่ครับ  เดี๋ยวผมเปิดให้ดูเองน่า”  คนเคยเจ็บบ่นอุบอิบขณะยกมือปัดมือรุ่นพี่ออก  แล้วรีบลูบผมตัวเองให้เข้าทรงตามเดิม

“แล้วโค้ชจะไปไหนเหรอครับ”  รุ่นพี่ที่เดินตามมาทีหลังสุดทักขึ้น  ตอนนั้นเองที่ทุกคนเพิ่งเห็นชัด ๆ ว่าโค้ชยังอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวคอปกกับกางเกงแสล็คแถมยังสะพายกระเป๋าไว้ที่ไหล่  ไม่ได้เปลี่ยนเป็นชุดกีฬาเหมือนที่เคยทำประจำ

“…ฉันกะจะไปเยี่ยมหลุมศพรุ่นพี่ฮิโนวะ”  เขาตอบ  “วันนี้ฉันงดซ้อมเพราะเตรียมรับเด็กใหม่เข้าหอด้วย  เลยพอมีเวลาว่างขึ้นมาน่ะ”

“เหรอครับ”  กัปตันพึมพำ

คาตาโอกะยกมือตบกระเป๋าสะพายตัวเองเบา ๆ  “ฉันกะจะเอากระดาษข้อความนั้นไปให้เขาด้วยน่ะนะ”

“กระดาษข้อความ?”  เอซประจำทีมทำหน้าสงสัย

“หมายถึงกระดาษที่เจอในห้องชมรมน่ะเหรอครับ?”  รองกัปตันนึกขึ้นได้

“อืม  พอตื่นขึ้นมาฉันก็พบมันวางอยู่บนโต๊ะ  เลยรู้ว่าเขายังไม่ได้เอาไปด้วย”  โค้ชเล่าสาเหตุให้ฟัง  “เดิมทีพวกฉันก็ตั้งใจจะให้เขาอยู่แล้ว  ตอนนี้เลยได้โอกาสขึ้นมาพอดี…ถึงจะสายไปหน่อยก็เถอะ”

ทุกคนจับความเศร้าเสียใจในน้ำเสียงของคนพูดได้  เลยไม่พูดอะไรต่อ

คาตาโอกะหันไปมองทางเข้าหอ   “เดี๋ยวพวกปีหนึ่งจะมากันแล้ว  พวกนายไปเตรียมตัวเถอะ”  เขาพูดแค่นั้นก็ยิ้มให้ก่อนจะเดินออกจากหอไป

“อ้ะ  จริงด้วย”  เอย์จุนหันมาทำตาวาวใส่รุ่นพี่ร่วมห้องพัก  “มาเตรียมตัวกันเถอะครับรุ่นพี่คุราโมจิ  เอาให้เด็กใหม่กลัวจนขาอ่อนกันเลย!!”

“แหงอยู่แล้วน่า!!”  คุราโมจิกำหมัดชกกับมือ  ดูท่าจะเอาจริงเต็มที่

“ซาวามูระ  ฟุรุยะ”  จู่ ๆ มิยูกิก็เรียกชื่อรุ่นน้อง  “ช่วยอยู่อีกแป๊บนึงได้ไหม”

“เอ๊ะ?”  จอมโวยวายชะงัก  “อะไรอีกละครับ  เดี๋ยวผมไม่มีเวลาไปเตรียมตัวหรอก!!”

“เออน่า”  อีกฝ่ายไม่ฟังคำอ้าง  เพียงแต่มองหน้าทั้งคู่ตรง ๆ

คุราโมจิลอบมองหน้าเพื่อนจากด้านข้าง  ก่อนจะยกมือเกาหัวตัวเองแล้วเอ่ยขึ้น  “เดี๋ยวฉันไปเตรียมของในห้องก่อนแล้วกัน  นายค่อยตามมาทีหลังล่ะ  ซาวามูระ”  แล้วก็ชิงเดินหนีไปก่อน

“อะ  เดี๋ยวสิครับท่านชีต้าห์!!”  รุ่นน้องร่วมห้องจะรั้งตัวไว้แต่ก็ไม่ทัน  เขาเลยหันกลับมาหาคนเรียกด้วยสีหน้างงปนหงุดหงิด  “อะไรอีกล่ะครับ”

อีกฝ่ายจมอยู่ในความเงียบ

“รุ่นพี่มิยูกิ?”  คราวนี้แม้แต่คนหัวทื่ออย่างเอย์จุนยังจับความผิดปกติได้

ฟุรุยะมองหน้ารุ่นพี่อยู่พักหนึ่งก่อนจะเปิดปากพูด  “เรื่องเมื่อคืนเหรอครับ”

“เอ๊ะ?”  อีกคนหันไปมองงง ๆ

กัปตันถอนหายใจ  ในเมื่ออีกฝ่ายเดาออกแล้วก็คงมีแต่ต้องพูด  เขาเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคนด้วยใบหน้าจริงจังก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อย  “ฉันต้องขอโทษที่ทำร้ายพวกนายไปด้วย”

“…หา?”  เอย์จุนทำหน้าช็อกเพราะนึกว่าตัวเองหูฝาดไป  “เมื่อกี๊คุณว่าอะไรนะ?”

“ฉันขอโทษ…ที่ทำร้ายพวกนายไปเมื่อคืน”  อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น  แววตาไม่มีเค้าความล้อเล่นอยู่แม้แต่นิด

“…คะ…คุณเพี้ยนไปอีกแล้วเหรอ…”  จอมโวยวายค่อย ๆ ถอยหลังหนีเรื่อย ๆ ด้วยความกลัว  “ผมก็บอกแล้วไงว่านั่นไม่ใช่เพราะคุณแต่เป็นรุ่นพี่ฮิโนวะ–”

“แต่ยังไงมันก็เหมือนฉันเป็นคนทำอยู่ดี  ฉันทำเรื่องที่กัปตันไม่ควรจะทำลงไปแล้วน่ะสิ”  เขาพูดด้วยความเจ็บใจ

ถึงจะรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจ  แต่ยังไงก็อดรู้สึกผิดไม่ได้

เพราะความรู้สึกมันยังค้างอยู่ที่มือ

ภาพนั้นมันยังติดตรึงอยู่ในตา

ถึงเขาจะปลอบนาเบะไปไม่ให้คิดมาก  แต่ที่จริงตัวเขาเองนั่นแหละที่รู้สึกผิดกับเรื่องนี้มากกว่าใคร

เพราะเขาต่างจากนาเบะตรงที่ยังมีสติพอห้ามตัวเองได้  แต่ก็ทำไม่สำเร็จ

มันก็เหมือนกับเขาเป็นคนทำเองนั่นแหละ

ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุมให้บรรยากาศอึดอัดขึ้น  เอย์จุนมองคนตรงหน้าด้วยอาการเลิ่กลั่กไม่รู้ว่าจะทำยังไง  แต่จู่ ๆ ฟุรุยะก็พูดออกมาก่อน  “ที่คุณอยากพูดด้วยคือเรื่องนี้เหรอครับ?”

“อะ  อืม”  มิยูกิชะงักกับท่าทีของรุ่นน้อง  แต่ก็พยักหน้ารับ

เอซประจำทีมขยับกระเป๋าสะพายบนบ่า  “ในเมื่อผมไม่เป็นไร  แล้วผมจะโกรธรุ่นพี่ไปทำไมครับ”

“หา?”  คนฟังอุทานงง ๆ

“ผมขอตัวก่อนนะครับ  เดี๋ยวต้องไปจัดห้องต่ออีก”  เขาพูดแค่นั้นก็เดินผ่านทั้งสองคนขึ้นบันไดหอไปด้านบนโดยไม่รอฟังอะไรต่อ

สองคนที่เหลือได้แต่มองตามหลังคนตัวสูงไปด้วยอาการพูดไม่ออก

“…ฮะฮะฮะ”

แล้วมิยูกิก็หัวเราะออกมา

หมอนี่ก็ยังสมกับเป็นหมอนี่จริง ๆ

“คะ…คราวนี้เป็นอะไรอีกละครับเนี่ย  จู่ ๆ ก็หัวเราะออกมาทำไม!!?”  รุ่นน้องที่เหลืออีกคนรีบถอยตัวให้ห่างไปอีกเพราะนึกว่ากัปตันทีมตัวเองเพี้ยนไปแล้ว

“เปล่า ๆ ไม่มีอะไร”  เขารีบหยุดเสียงหัวเราะตัวเองไว้  แล้วหันมามองอีกคน  “แล้วนายล่ะว่าไง  ซาวามูระ”

“เอ๊ะ?”  แวบแรกเจ้าของชื่อไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไร

“จะยกโทษให้ฉันไหมล่ะ”  กัปตันถามยิ้ม ๆ

“อะ…กะ…ก็แหงสิครับ!!”  เอย์จุนตอบตะกุกตะกักเพราะยังตกใจไม่หาย  “ผมก็บอกตั้งแต่แรกแล้วนี่ว่าไม่ได้โกรธอะไรคุณอยู่แล้วน่ะ!!”

“อ่อเหรอ  ขอบใจละกัน”  เขายิ้ม  รู้สึกเหมือนภาระหนักอึ้งในใจหายไปในพริบตา

ที่จริงแล้วเขาอาจจะอยากได้ยินแค่นี้ก็ได้

เอย์จุนยังทำหน้าเคลือบแคลงเมื่อรุ่นพี่ตรงหน้าดูมีท่าทีต่างไปจากเดิม  แต่ก็ตัดสินใจเปิดปากขึ้นเมื่อเห็นว่าความเงียบยาวนานเกินไปจนชวนอึดอัด  “ถ้าไม่มีอะไรผมไปละนะ”

“ซาวามูระ”

“อะ…อะไรอีกล่ะคร้าบ…”  เขาต้องชะงักเท้าอีกหนเมื่อถูกเรียก

“แกล้งรุ่นน้องมากไปไม่ดีนา  อย่าเอาอย่างรุ่นพี่ฮิโนวะเขาล่ะ”  กัปตันเอ่ยเตือนด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

อีกฝ่ายถลึงตาใส่  “คุณนั่นแหละที่ต้องระวัง”

“เอ๊าะเหรอ? ฉันว่าฉันออกจะเอ็นดูทุกคนดีนะ”  คนใส่แว่นทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“ไม่ต้องมาพูดเลย  ก่อนหน้านี้ยังเมินคำสัญญาจะรับลูกให้ผมไปรับลูกให้ฟุรุยะเฉย!!!”  เอย์จุนรีบขุดเรื่องในอดีตมาอ้าง  “เป็นกัปตันซะเปล่าไม่รักษาสัญญา  เป็นแคชเชอร์ตัวจริงซะเปล่าไม่ฟังคำขอร้องพิชเชอร์   ไอ้คนใจดำ!!”

“ฉันฟังคำขอพิชเชอร์แล้วไง  ฟุรุยะก็เป็นพิชเชอร์นี่”  คนถูกประนามเลิกคิ้วมอง

“แล้วผมล่ะ  ผมก็พิชเชอร์นะ!!?”

“ขอโทษที  ในกรณีนี้ท่านเอซต้องมาก่อนอยู่แล้ว”

“หนอยแน่มิยูกิคาสุย้า!!!!!”

“เลิกเรียกชื่อฉันเต็ม ๆ ได้แล้วน่า”  เจ้าของชื่อถึงกับยกมืออุดหู  “เอาเป็นว่ารับน้องเย็นนี้ก็เอาให้พอดี ๆ ละกัน  ห้องนายยิ่งรับน้องกันน่ากลัวอยู่”  ใจเขานึกไปถึงเพื่อนร่วมชั้นอีกคนที่ดูท่าจะเอนจอยพิธีกรรม(?)ต่อจากนี้เต็มที่  “ทำไม่ดีเดี๋ยวจะโดนรุ่นน้องเกลียดเอานะ”

“คุณเองก็อย่าเป็นแบบรุ่นพี่ฮิโนวะด้วยละกันน่า  แค่นี้ก็ไม่มีใครคุยด้วยแย่แล้ว”  เอย์จุนแลบลิ้นใส่

“นายก็เกลียดฉันด้วยเรอะ?”

“หะ…หา!?”  อีกฝ่ายชะงักไปพักหนึ่งด้วยใบหน้าเหลอหลา  “กะ…เกลียดอะไรเล่า…”

“งั้นก็ชอบน่ะสิ?”

“พะ…พูดอะไรออกมาเนี่ย!!!”  คราวนี้รุ่นน้องรีบถอยกรูด  “ผมขนลุกเกรียวทั้งตัวแล้วนะ!!!”

“แล้วว่าไงล่ะ?”  กัปตันหัวเราะหึ ๆ เขาไม่ยอมหยุดแหย่

“…นี่คุณไม่มีใครรักถึงขนาดต้องมาเรียกร้องจากรุ่นน้องแบบนี้เลยเหรอครับ”  เอย์จุนโต้ตอบแบบผิดคาดด้วยการทำหน้าเหลือเชื่อใส่แทน

“ไอ้บ้า  ไม่ใช่ว้อย”  คนถูกย้อนถึงกับหลุดขำพรืดออกมาขณะว่ากลับ  “แล้วนี่ไม่รีบกลับห้องไปเตรียมรับน้องแล้วรึไง?”

“เออ  จริงด้วย!!!”  อีกฝ่ายตะโกนเสียงหลง  “เพราะคุณนั่นแหละมัวแต่ถามอะไรไม่รู้  ผมไปละ  แล้วเจอกันนะครับ”  ก่อนจะวิ่งกลับห้องตัวเองหายไป

มิยูกิมองตามรุ่นน้องก่อนจะส่ายหัวขำ ๆ  แล้วเดินกลับห้องตัวเองไปอีกทาง

เสียงจอกแจกจอแจดังแว่วมาจากด้านล่าง

มิยูกิเดินออกจากห้องพักตัวเองแล้วหยุดยืนที่ระเบียง  ข้างล่างมีผู้คนเริ่มมายืนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ  มีทั้งเด็กที่ดูแล้วเพิ่งจะขึ้นม.ปลาย  และก็ผู้ใหญ่ที่ดูเหมือนเป็นผู้ปกครองยืนกันเต็มไปหมด

เพื่อนร่วมทีมในหอเองต่างก็ออกมายืนดูตรงระเบียง  บ้างก็กำลังเตรียมตัวรอรับอยู่ในห้อง  หลาย ๆ คนเริ่มจับกลุ่มคุยพลางชี้ลงไปด้านล่าง  คงมีคนรู้จักอยู่ในกลุ่มนั้น  ไม่ก็คงมีคนที่เคยลงหนังสือพิมพ์ปะปนอยู่ในนั้นด้วย

รุ่นน้อง…เหรอ

ในหัวเขานึกย้อนเหตุการณ์เมื่อคืนขึ้นมา

คราวนี้ฉันจะกลายเป็นรุ่นพี่ใหญ่สุดในทีมแล้วสินะ

ต้องพยายามซะแล้วสิ

เขายิ้มให้กับตัวเองเงียบ ๆ ขณะมองลงไปข้างล่างอีกครั้ง

เอาล่ะ

เขากวาดตามองไปรอบบริเวณ

แล้วปีนี้จะมีพวกอวดดีแบบไหนเข้ามากันนะ…

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s