Ace of Diamond · Fiction

[DnA] The Forgotten Pages- Chapter 17

เนื้อเรื่องน่าจะเข้าช่วงท้ายแล้วค่ะ  (น่าจะ…มั้ง?)

ต่อจากนี้จะเริ่มเฉลยความจริงรัว ๆ แล้วนะคะ

ตอนนี้แอบยาวหน่อยเพราะหาจุดตัดไม่ได้ orzll (ที่ตุนไว้จะไม่เหลือแหล่ว…)

แล้วก็ขออนุญาตถามเล็กน้อยว่าถ้าตอนหน้าจะทำช่วงตอบคอมเม้นท์ด้วย  จะมีใครถามอะไรไหมนะ (ฮา //โดนตบ)

 

The Forgotten Pages

Rates : PG-13

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


มืด

ความมืดเป็นสิ่งแรกที่ฮารุอิจิเห็น

เย็น

ก่อนที่ประสาทสัมผัสจากผิวจะรับความรู้สึกตามมาติด ๆ

เขาใช้เวลาไม่นานนักก็ตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น  เจ้าของตำแหน่งเซคันด์เบสตัวจริงประจำทีมออกแรงยันตัวลุกขึ้นยืนแต่ก็ไม่สำเร็จ  และในตอนนั้นเองที่ประสาทตรงข้อมือทั้งสองข้างรับรู้ความเจ็บเป็นเส้นแนวยาว

เขาถูกมัดมือไพล่หลัง

ฮารุอิจิเค้นแรงจากร่างกายเพื่อพลิกตัวขึ้นนอนหงาย  ความมืดทำให้มองไม่ชัดว่าตัวเองอยู่ที่ไหนในช่วงสิบวินาทีแรก  แต่แสงไฟจากที่ไหนสักแห่งช่วยให้ดวงตาค่อย ๆ ชินกับความมืดช้า ๆ จนมองเห็นเพดานสูงเหนือหัว

เพดานแบบนี้มัน…

โรงฝึกในร่ม?

รอบข้างยังเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่  เขากัดฟันออกแรงส่งร่างกายท่อนบนให้ลุกขึ้น  ความเจ็บจากแขนและข้อมือเพิ่มความยากลำบากขึ้นเล็กน้อย  แต่ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นนั่งสำเร็จ

ผมหน้าร่วงลงมาปรกตา  แต่ความเคยชินจากการไว้ผมทรงปิดตามาสิบห้าปีกว่าทำให้เรื่องแค่นี้ไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้  กลับกันทรงผมใหม่ทรงนี้นั้นทำแค่สะบัดหัวหน่อยเดียวก็ส่งให้ผมด้านหน้าพ้นจากดวงตาได้สบาย ๆ

ฮารุอิจิกวาดสายตาไปมองรอบตัว  หางตาเห็นแสงไฟลาง ๆ มาจากมุมหนึ่งของโรงฝึกในร่ม  แต่ด้วยตำแหน่งที่เขานั่งอยู่นั้นเป็นองศาที่มองต้นกำเนิดไฟไม่เห็นพอดีเลยไม่รู้ว่าแสงนั้นคืออะไร  รอบตัวยังเงียบกริบ  ไม่มีการเคลื่อนไหวของใครหรืออะไรใด ๆ ทั้งสิ้น  มีแต่เสียงหายใจของใครบางคนดังแว่วอยู่รอบตัว

เสียงหายใจ

เขารีบหันมองรอบตัว  ก่อนจะเบิกตากว้าง

รุ่นพี่โซโนะ  รุ่นพี่ชิราสุ

รุ่นพี่ในทีมสองคนนอนคว่ำหน้าอยู่ข้างตัว  มือถูกมัดไพล่หลังแบบเดียวกัน  ดวงตาของทั้งสองคนปิดอยู่จนแวบแรกคนเห็นนึกกลัวขึ้นมาว่าจะเป็นอะไรไป  แต่ฟังจากเสียงหายใจสม่ำเสมอแล้วก็พอให้โล่งอกได้ว่าคงแค่สลบไปเฉย ๆ

“รุ่นพี่โซโนะ…รุ่นพี่ชิราสุ…”  เขาลองเรียกทั้งสองคนเบา ๆ  ไม่กล้าขึ้นเสียงดังมากเพราะยังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นว่าไม่มีคนอื่น  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นเหตุที่ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้)  อยู่บริเวณนี้อีกหรือเปล่า  “ตื่นขึ้นมาทีครับ  รุ่นพี่!!”  เขาลองเร่งเสียงขึ้นเล็กน้อยเมื่อสองคนตรงหน้าไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใด ๆ

เอาไงดี

คนมีสติเพียงคนเดียวกวาดตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง  แสงไฟจากที่ห่างไกลไม่ได้ช่วยให้มองเห็นสภาพในโรงฝึกในร่มได้ชัดเจนเลย  แต่เท่าที่มองเห็นแล้วสถานการณ์ยังปลอดภัยอยู่  เขาเลยพยายามยันตัวลุกขึ้นยืนช้า ๆ  ใช้เวลาไม่นานนักก็สำเร็จ

แวบแรกเขานึกอยากใช้เท้าที่ยังว่างอยู่เขี่ยตัวรุ่นพี่สองคนให้ตื่น  แต่พอนึกถึงเรื่องมารยาทขึ้นมาแล้วก็ต้องห้ามใจเอาไว้ก่อน

หรือว่าจะทำดี

ฮารุอิจิชักลังเล

ตอนนี้มันหน้าสิ่วหน้าขวานอยู่ด้วย  ถ้าทำแล้วปลุกทั้งสองคนได้ก็ไม่ผิดอะไรหรอกน่า

จิตใจด้านมืด(?)เริ่มครอบงำตัวรุ่นน้อง  เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ  นึกขอโทษทั้งสองคนไว้ล่วงหน้าในใจแล้วขยับเท้าช้า ๆ

“…โคมินาโตะ!?”

เสียงใครบางคนดังขึ้นมาก่อนเขาจะเอื้อมเท้าถึงตัวมาเอโซโนะ

“อ้ะ”  คนถูกเรียกชื่ออดอุทานไม่ได้  ความตกใจทำเจ้าตัวเสียการทรงตัวจนเกือบล้มไปกับพื้นอีกครั้ง  พอตั้งตัวได้ก็รีบมองไปทางต้นเสียงด้วยระแวงทันที

“ฟื้นแล้วเหรอ…ดีจัง”

ต้นเสียงขยับเข้ามาใกล้ ๆ จนร่างเข้าสู่ขอบเขตการมองเห็น

“…รุ่นพี่นาเบะ!!”

เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นมาที่รุ่นน้องรู้สึกดีใจได้เต็มร้อยเปอร์เซ็น  ร่างของวาตานาเบะ  ฮิซาชิ  เจ้าของตำแหน่งเสนาธิการประจำทีมโผล่มาจากมุมมืดด้านหนึ่งของโรงฝึกในร่มก่อนค่อย ๆ ตรงเข้ามาหา  ท่าทางการเดินแปลกประหลาดทำคนเห็นนึกแปลกใจเล็กน้อย  แต่ก็เข้าใจได้ว่าทำไมทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเองเอามือไพล่หลังเวลาเดิน

“เฮ้อ  นึกว่าจะไม่ฟื้นขึ้นมาแล้วซะอีก”  วาตานาเบะถอนหายใจโล่งอกขณะเดินเข้ามาใกล้  “ตอนฉันฟื้นขึ้นมาเห็นพวกนายนอนสลบอยู่ข้าง ๆ นี่เล่นเอาใจตกไปอยู่ตาตุ่มเลย”

“รุ่นพี่นาเบะเองก็ถูก…จับตัว…มาเหมือนกันเหรอครับ”  รุ่นน้องเว้นระยะตอนพูดว่า ‘จับตัว’เล็กน้อย  ความทรงจำล่าสุดที่ติดค้างอยู่ในสมองคือเขาถูกเสียงประหลาดที่มองไม่เห็นโยนลงมาจากระเบียงชั้นสอง  แล้วหลังจากนั้นสติก็ดับวูบไป  พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในสภาพนี้แล้ว  เขายังนึกแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงยังอยู่ครบสามสิบสอง

“คงเป็นแบบนั้นแหละ”  อีกฝ่ายตอบด้วยใบหน้าเคร่งเครียด  “ฉันจำได้ว่าหลังจากออกจากโรงอาหารมาแล้วก็กลับมาที่ห้องตัวเอง  แล้วหลังจากนั้นก็วูบไป  ฟื้นมาอีกทีก็เป็นแบบนี้แล้วน่ะ”  เขาหันหลังให้เห็นข้อมือทั้งสองข้างถูกมัดด้วยเชือกจนไม่อาจขยับแขนได้ตามใจชอบ  ก่อนจะหันกลับมาอีกรอบ  “ฉันลองส่งเสียงเรียกพวกนายแล้วแต่ทำยังไง ๆ ก็ไม่ตื่นสักที  เลยลองลุกเดินไปดูรอบ ๆ ว่าเป็นยังไงบ้าง  แล้วนายก็ตื่นขึ้นมาพอดีน่ะ  เฮ้อ  ดีจริง ๆ”  รุ่นพี่อดถอนหายใจอีกรอบไม่ได้

“แล้วรุ่นพี่เห็นคนอื่น ๆ บ้างไหมครับ”  ฮารุอิจิลองถามต่อ

“…”  จู่ ๆ คนถูกถามก็เงียบไป  ก่อนจะเงยหน้าหันมองไปด้านหนึ่งเป็นสัญญาณเหมือนให้มองตาม

รุ่นน้องผมสีซากุระทำหน้าสงสัยแต่ก็หันไปมองตาม  ก่อนจะเผลออุทานออกมาดังลั่นจนล้มลงไปกับพื้น  “เหวอ!?”

หยดน้ำ

จะใช่ก็ไม่เชิง…ที่แน่ ๆ เขารู้ว่าตัวเองไม่อาจบัญญัติคำเรียกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ถูกต้องแน่  ตรงกลางโรงฝึกในร่มมีก้อนกลม ๆ บางอย่างรูปร่างคล้ายลูกแก้วขนาดยักษ์สูงจดเพดานที่ใส่ของเหลวไร้สีไว้จนเต็ม  ด้านในมีร่างของนักเรียนชมรมเบสบอลเซย์โดลอยคว้างไร้ทิศทางอยู่เต็มไปหมด  ฟองอากาศเล็ก ๆ ลอยออกมาจากปากและจมูกของทุกคนเป็นระยะ  สีหน้าของพวกเขาสงบนิ่ง  เหมือนแค่กำลังหลับอยู่เฉย ๆ

“ทะ…ทุกคน!!?”  ฮารุอิจิเผลอตะโกนเรียก  แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  เขาค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปใกล้  ความอบอุ่นแผ่ออกมาจากก้อนหยดน้ำนั้นจนสัมผัสได้ถึงแม้จะยังไม่ทันได้แตะต้อง  พอเอาไหล่เข้าไปแตะ  ความรู้สึกหยุ่น ๆ เหมือนเวลาใช้นิ้วจิ้มเยลลี่ก็สะท้อนกลับมาผ่านเสื้อเข้าสู่ผิวหนัง

“ดูเหมือนจะมีแต่คนที่ไม่ได้อยู่ทีมหนึ่งอยู่ข้างในนั้นนะ”  วาตานาเบะออกความเห็น

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น…”  รุ่นน้องถึงกับพูดไม่ออก

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”  เสียงของคนข้างตัวเบาลงไปเล็กน้อย  ก่อนเขาจะปรับน้ำเสียงใหม่  “ก่อนอื่นฉันว่าเราควรหาวิธีแก้เชือกกันก่อนเถอะ”

“อะ…นั่นสินะครับ”  ฮารุอิจิเห็นด้วย  เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนลองเดินไปยังต้นไฟ  ไม่นานนักเขาก็เห็นไฟฉายกระบอกหนึ่งเปิดสวิตซ์ค้างไว้กลิ้งอยู่กับพื้นข้าง ๆ ก้อนหยดน้ำ  แต่ครั้นจะหยิบขึ้นมาใช้เองตอนนี้ก็คงเพิ่มความลำบากให้ตนเองมากกว่า  เขาเลยปล่อยมันนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นตามเดิม

สมองของรุ่นน้องเริ่มต้นทำงาน  เขานึกขึ้นได้ว่าในโรงฝึกในร่มมีห้องเก็บอุปกรณ์ที่เอาไว้เก็บของเกี่ยวกับใช้ฝึกซ้อมเบสบอล  รวมถึงพวกกระดานไวท์บอร์ดสำหรับใช้เวลาประชุมทบทวน

ไม่แน่อาจจะมีของใช้ตัดเชือกได้

พอคิดดังนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังห้องเก็บอุปกรณ์ทันที

โชคดีที่ประตูห้องไม่ล็อก  แต่กว่าจะหันหลังใช้มือบิดลูกบิดออกได้ก็เสียเวลาไปมากพอควร  ในห้องนั้นยิ่งมืดกว่าข้างนอกเพราะแสงไฟจากไฟฉายกระบอกเดียวในโรงฝึกในร่มนั้นแทบส่องมาไม่ถึง  แต่ด้วยสายตาที่เริ่มชินกับความมืดแล้วทำให้เขายังพอเห็นของในห้องอยู่บ้าง  มุมหนึ่งของห้องมีตาข่ายใช้ซ้อมขว้างลูกตั้งแอบไว้  พร้อมด้วยตะกร้าใส่ลูกเบสบอลวางอยู่ข้างกัน  ฝั่งตรงข้ามมีตะกร้าใส่ไม้เบสบอล  ลูกบอลยางขนาดยักษ์ไว้ฝึกการทรงตัว  และของจิปาถะอีกมากมายหลายหลาก  ใกล้ตัวของฮารุอิจิมีกระดานไวท์บอร์ดกับปากกาเมจิคตั้งไว้  ส่วนด้านล่างมีตะกร้าเล็ก ๆ ใส่พวกอุปกรณ์ช่างวางแอบไว้อยู่

นี่ไง!!

เขารีบย่อตัวลงเพ่งดูใกล้ ๆ  แล้วก็ถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นกรรไกรกับคัตเตอร์อยู่ในตะกร้านั้นด้วย

ใครก็ตามที่เอาสองสิ่งนี้มาไว้ที่นี่  ขอบคุณมากครับ

เขานึกขอบคุณในใจแล้วพยายามเอี้ยวตัวคว้าทั้งสองอย่างไว้ในมือ  เชือกที่รัดข้อมือไว้สร้างความลำบากในการหยิบกว่าที่คิด  แต่หลังจากใช้เวลาไปประมาณหนึ่งนาทีก็หยิบของสองสิ่งนั้นได้สำเร็จ

“ผมเจอกรรไกรกับคัตเตอร์ด้วยครับ!!”

พอฮารุอิจิออกมาจากห้องได้ก็รีบตะโกนเรียกรุ่นพี่อีกคนทันที

“อ้ะ!!  ไหน ๆ”  วาตานาเบะที่กำลังเดินวนไปมารอบ ๆ รีบหันมามองแล้วเดินตรงเข้ามาหา  คนเรียกหันหลังให้อีกฝ่ายเห็นของในมือก่อนจะหันกลับ  “รีบ ๆ แก้เชือกกันเถอะครับ”

“อะ  อื้ม”  อีกฝ่ายยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะถามต่อ  “แล้วใครจะแก้ให้ใครก่อนดี…ฉันไม่กล้าใช้คัตเตอร์ด้วยสิ  กลัวบาดข้อมือนายน่ะ”  น้ำเสียงตอนท้ายแฝงความกังวลไว้เล็กน้อย

“…นั่นสินะครับ  งั้นเดี๋ยวผมตัดเชือกให้ก่อนแล้วกัน”  คนถืออุปกรณ์ออกความเห็น  ที่จริงเขาก็กลัวตัวเองเผลอตัดเนื้อของรุ่นพี่แทนเช่นกัน  แต่ดูท่าทีแล้วอีกฝ่ายคงไม่กล้าตัดเชือกให้ตนก่อนแน่ ๆ  เขาเลยต้องทำใจแข็งเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

“…อือ  ฝากด้วยนะ”  รุ่นพี่พูดแค่นั้นก่อนจะหันหลังให้

ฮารุอิจิย่อตัววางคัตเตอร์ในมือลงกับพื้น  พยายามขยับมือให้ถือกรรไกรในท่าถนัด  แล้วถอยหลังเขยิบเข้าไปใกล้อีกคน  “รุ่นพี่ช่วยจับปลายกรรไกรให้สอดใต้เชือกด้วยได้ไหมครับ”

“เอ๊ะ?”  อีกฝ่ายอุทานงง ๆ

“ขืนให้ผมสอดปลายกรรไกรเอง  ผมกลัวมันจะทิ่มมือรุ่นพี่นาเบะแทนน่ะ”  คนถือกรรไกรอธิบายเหตุผล  เขาขยับนิ้วอ้าปลายกรรไกรเตรียมรอไว้  “รบกวนด้วยนะครับ”

“อะ…อืม”  วาตานาเบะรับคำแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก  เขาค่อย ๆ ขยับนิ้วควานหาปลายกรรไกรจนเจอ  แล้วค่อย ๆ ขยับมันให้สอดเข้าใต้เชือกที่พันข้อมือตัวเองไว้  ปลายแหลม ๆ ตรงหัวคมกรรไกรบาดเข้าผิวหนังเล็กน้อยจนเขาต้องหยีตาสะกดความกลัว  แต่ไม่นานนักก็สัมผัสได้ว่าปลายกรรไกรสอดเข้าใต้เชือกเรียบร้อยแล้ว

“…ตอนนี้แหละ  ตัดได้เลย”  เขาให้สัญญาณ

“จะตัดแล้วนะครับ”  รุ่นน้องพูดให้อีกฝ่ายเตรียมใจอีกหน  อีกคนพยักหน้ารับถึงแม้จะรู้ว่าคนตัดคงมองไม่เห็นเพราะหันหลังให้กันอยู่  พร้อมกับกลั้นหายใจลุ้นไปด้วย

แกรบ

เสียงเชือกขาดออกจากกันเบา ๆ  แล้วความเจ็บเป็นเส้นตรงบริเวณข้อมือทั้งสองข้างของวาตานาเบะก็หายไปทันที

“…ฟู่ว…”  เขาผ่อนลมหายใจยาว  ยกมือทั้งสองข้างที่เคยถูกพันธนาการไว้ขึ้นมาดู  เชือกที่เคยรัดข้อมือไว้ร่วงหลุดลงบนพื้น  โชคดีที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี  บนข้อมือมีเพียงรอยเส้นแดง ๆ จากการถูกเชือกพันไว้เท่านั้น  ไม่มีรอยแผลจากกรรไกรหรือรอยเลือดเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”  รุ่นน้องเอ่ยถามขึ้นเพราะยังไม่ได้หันกลับมามอง

“อื้ม  ขอบใจนะ”  คนได้รับอิสระแล้วตอบกลับ  แล้วหยิบกรรไกรจากมืออีกฝ่าย  “เดี๋ยวฉันตัดให้นะ”

“ครับ”  ฮารุอิจิตอบกลับสั้น ๆ  คราวนี้ทุกอย่างง่ายกว่าเดิมมากเพราะคนตัดสามารถขยับมือได้ตามใจอยาก  พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงห้าวินาทีก็ตัดเชือกบนข้อมือของรุ่นน้องได้สำเร็จ

“เฮ้อ”  วาตานาเบะถอนหายใจยาว  ก่อนเก็บกรรไกรใส่กระเป๋าเสื้อตัวเอง  รุ่นน้องนวดข้อมือตัวเองทั้งสองข้างจนความเจ็บจากการถูกรัดจางลงไปบ้างจึงเก็บคัตเตอร์ใส่กระเป๋าเสื้อตัวเองเผื่อไว้

“แล้วต่อจากนี้จะเอาไงต่อดี”  อีกคนกวาดตามองไปรอบ ๆ พลางขมวดคิ้วเครียด

“อะ  จริงด้วย  ต้องปลุกรุ่นพี่โซโนะกับรุ่นพี่ชิราสุก่อน!!”  รุ่นน้องผมสีซากุระตะโกนเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้  เขารีบตรงไปหาทั้งสองคนที่ยังนอนสลบอยู่แล้วลงมือเขย่า  “รุ่นพี่โซโนะ!!  รุ่นพี่ชิราสุครับ!!”

“อย่าเขย่าแรงมากนะ  ถ้าหัวได้รับการกระทบกระเทือนมาจะยิ่งอันตรายขึ้นอีก!!”  เสนาธิการประจำทีมรีบร้องห้ามไว้ก่อน

“อะ  ขอโทษครับ”  คนถูกเตือนรีบลดแรงมือลง  เปลี่ยนเป็นเร่งเสียงเรียกใกล้ ๆ  “รุ่นพี่โซโนะ  รุ่นพี่ชิราสุ!!”

อีกคนขยับเข้ามาใกล้ ๆ แล้วช่วยเรียกด้วย  “โซโนะ!!  ชิราสุ!!  ตื่นเร็ว!!”

หลังจากทั้งสองคนช่วยกันส่งเสียงเรียกอยู่ได้ไม่นาน  ใบหน้าของสองคนที่เหลือก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว

“รุ่นพี่โซโนะ!!”  ฮารุอิจิอดยิ้มด้วยความโล่งอกไม่ได้  “ได้ยินผมไหมครับ  รุ่นพี่โซโนะ!!”

“ชิราสุ!!”  คนข้าง ๆ ก็ช่วยเรียกด้วยอีกแรง

เจ้าของชื่อทั้งสองคนหยีตาเบา ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น  ดวงตาของมาเอโซโนะสบตากับรุ่นน้องตรงหน้า  ก่อนจะเหลือบไปมองเพื่อนร่วมชั้นอีกคน  “…นี่พวกนาย…”

“ที่นี่มัน…”  เสียงชิราสุดังขึ้นตาม  ก่อนเขาจะพยายามยันตัวขึ้นยืนแต่ก็ไม่สำเร็จ  “เอ๊ะ?…”

“อะ  รอแป๊บนะ!!”  วาตานาเบะอุทานขึ้น  แล้วล้วงเอากรรไกรออกมาตัดเชือกให้ทั้งสองคน  ฮารุอิจิช่วยประคองตัวรุ่นพี่ผู้เป็นรูมเมทตนให้นั่งขึ้นแล้วรีบถามอาการ  “เป็นยังไงบ้างครับ!?”

“…ปวดหัวเป็นบ้า…”  เขาพึมพำแค่นั้น  ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นตกใจพร้อมกับส่งเสียงดังลั่น  “โทโจ!!? ฟุรุยะ!!?”

“…โคมินาโตะ  นายปลอดภัยดีเหรอ?”  รุ่นพี่อีกคนที่เพิ่งจะลุกนั่งได้ก็ถามขึ้นบ้างก่อนจะหันไปมองรอบตัว  “แล้วโนริล่ะ?”

“โทโจ?  ฟุรุยะ?โนริ?  ทำไมเหรอ?”  วาตานาเบะตกอยู่ในโหมดสับสน

“โทโจคุงกับฟุรุยะคุงเขาทำไมเหรอครับ!?”  พอได้ยินชื่อเพื่อนร่วมชั้น  รุ่นน้องก็อดตกใจไม่ได้เหมือนกัน

ทั้งสี่คนเงียบไปพักหนึ่ง

“เห็นทีจะต้องคุยกันแล้วล่ะ”  ชิราสุตั้งตนเป็นหัวหน้าการประชุมหลังจากเห็นว่าขืนปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ถึงไหนกันแน่  “ช่วยเล่ามาทีว่าใครเจออะไรมาบ้าง

.

.

.

.

.

.

.

ผ่านไปประมาณห้านาที  ทุกคนจึงเล่าเหตุการณ์ที่เจอมาก่อนมานอนสลบในโรงฝึกในร่มนี้จนจบ

“สรุปก็คือ…ตอนนี้พวกเราถูก ‘ใครบางคน’ ที่มองไม่เห็นตัวตามทำร้ายอยู่ใช่ไหม”  วาตานาเบะถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ซึ่ง ‘ใครบางคน’ ที่ว่านั่นน่าจะเป็นเจ้าของสมุดโน๊ตที่พวกปีหนึ่งเจอตอนทำความสะอาดสินะ”  ชิราสุผู้รู้เรื่องราวน้อยเป็นคนที่สองพูดออกมาบ้าง

“น่าจะใช่ครับ”  ฮารุอิจิพยักหน้า

“แล้วก็น่าจะเล็งเป้าหมายไปที่ ‘พิชเชอร์’ด้วย”  มาเอโซโนะเสริมความเห็น  รุ่นน้องเลยร้องอ๋อออกมา  “อ้ะ  มิน่าล่ะถึงเล็งทำร้ายแต่คนที่มีตำแหน่งพิชเชอร์”

“ส่วนคนอื่น ๆ เลยแค่โดนจับมาเฉย ๆ ล่ะสิ”  ชิราสุเข้าใจเหตุผลที่ตนเองมาอยู่ที่นี่แล้ว  เขาเหลือบมองก้อนหยดน้ำกลางโรงฝึกเล็กน้อย  “เหมือนที่อยู่ในนี้ไง”

“แล้วไอ้นี่…พังทิ้งได้ไหมเนี่ย”  มาเอโซโนะหันไปมองตามบ้าง

“…นั่นสินะครับ”  ฮารุอิจิล้วงคัตเตอร์  เลื่อนใบมีดออกมาแล้วลองเหวี่ยงแขนแทงเข้าไปยังก้อนหยดน้ำก่อนที่ทุกคนจะห้ามทัน

“เฮ้ย!!!?”

เสียงรองกัปตันดังลั่นโรงฝึก  พร้อมกับวาตานาเบะยกมือปิดปากตัวเอง  แต่แทนที่ก้อนหยดน้ำนั้นจะระเบิดออกมาดั่งที่ทุกคนคาด  มือของรุ่นน้องกลับจมลงไปในผิวหยดน้ำเล็กน้อยก่อนจะกระเด้งสะท้อนกลับมาจนตัวคนแทงเซตาม

“…เหมือนจะไม่ได้ผลนะครับ”  คนทดลองเลื่อนใบมีดคัตเตอร์กลับแล้วเก็บลงกระเป๋าเสื้อตามเดิม

“ตะ—ตกใจหมดเลยโคมินาโตะ!!”  รุ่นพี่ผู้ขวัญอ่อนที่สุดในกลุ่มรีบโวยวายขึ้น  “ทีหลังจะทำอะไรก็บอกกันก่อนสิวะ!!”

“อะ  ขอโทษครับ”  คนโดนดุทำเพียงพูดขอโทษสั้น ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เชื้อไม่ทิ้งแถวจริง ๆ

รองกัปตันอดเอามือกุมหัวตัวเองไม่ได้  ส่วนคนอื่น ๆ ต่างพากันถอนหายใจโล่งอกก่อนจะกลับมาทำหน้าเครียดตามเดิม

วาตานาเบะหันไปมองก้อนหยดน้ำซึ่งไร้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้นก่อนท้วงขึ้น  “แต่จากที่พวกนายเล่านี่น่าจะมีคนอื่นๆถูกจับมาอีกนะ  แต่เท่าที่มองเห็นตอนนี้ก็ไม่เห็นมีคนที่เคยอยู่กับพวกนายเลยนี่นา”

“ไม่แน่ว่าอาจจะอยู่แถว ๆ นี้ก็ได้”  ชิราสุออกความเห็นบ้าง  “ลองหาดูก่อนดีไหม”

“อะ  อือ” รองกัปตันพยักหน้ารับก่อนจะเดินแยกออกไปหามุมหนึ่งกับเจ้าของไอเดีย  ฮารุอิจิเลยเดินไปจับคู่กับคนที่เหลือ  สีหน้าของเสนาธิการประจำทีมดูไม่ค่อยสู้ดีนักแม้มองเห็นไม่ชัดในความมืด  จนรุ่นน้องอดเป็นห่วงไม่ได้  “รุ่นพี่นาเบะไหวหรือเปล่าครับ?”

“อ้ะ!?”  คนถูกเรียกสะดุ้ง  พอทำความเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายทักตนเพราะอะไรก็รีบยิ้มแห้ง ๆ ให้  “อะ…อื้ม  ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก  ฉันสบายดี”

“อ่อ  เหรอครับ”  คนถามพูดแค่นั้นแล้วก็มองไปรอบ ๆ ต่อ

“โคมินาโตะดูไม่กลัวเลยนะ”  รุ่นพี่เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาบ้าง  ฮารุอิจิหันกลับมามองด้วยแววตาสงสัยก่อนจะตอบเสียงเรียบ  “งั้นเหรอครับ  ที่จริงผมก็กลัวนะ”

“เอ๊ะ?”  วาตานาเบะอุทาน  “ดูแล้วไม่เห็นเป็นแบบนั้นเลยนี่นา”

“ถามว่ากลัวไหมก็กลัวแหละครับ”  รุ่นน้องผมสีซากุระเอ่ยขึ้นขณะเดินเลียบไปตามริมกำแพง  “แต่ถ้ามัวแต่อยู่เฉย ๆ ได้แต่กลัวไปวัน ๆ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  สู้ข่มความกลัวแล้วพยายามหาทางออกให้ได้น่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอครับ”

“ข่มความกลัวเหรอ…”  เสียงของอีกฝ่ายเบาลง  “ถ้าทุกคนทำได้ก็ดีน่ะสิ…”

“ทุกคนทำได้อยู่แล้วครับ”  รุ่นน้องพูดขัดขึ้น  “เพียงแต่จะลงมือทำไหมก็เท่านั้นเอง”

“จะทำหรือไม่ทำ…”  แวบหนึ่งเสียงของวาตานาเบะฟังดูหมองลง  แต่ชั่ววินาทีเดียวก็กลับมาเป็นปกติ  “พวกทีมตัวจริงนี่กล้าได้กล้าเสียดีเลยเนอะ”

“มันไม่ได้เกี่ยวว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่านี่ครับ”  ฮารุอิจิชักเริ่มสงสัยว่าอีกฝ่ายพูดอะไรออกมา

“กล้าถึงขนาดทำอะไรก็ได้ด้วยนี่นะ…”

“หืม?”  รุ่นน้องทำหน้าแปลกใจเพราะเหมือนได้ยินคนข้างตัวพูดอะไรแปลก ๆ ออกมา  แต่ก่อนจะได้ถามอะไรต่อก็มีเสียงร้องลั่นดังมาจากอีกมุมหนึ่งของโรงฝึกในร่มเสียก่อน

“เฮ้ยยยยยยยยยย!!!!!!!!”

“…รุ่นพี่โซโนะ!?”  เขาจำเสียงอีกฝ่ายได้ทันที

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า  รีบไปดูกัน!!”  วาตานาเบะรีบชวนรุ่นน้องให้วิ่งไปทางต้นเสียงทันที

“อะ  ครับ!!” เขารีบคำแล้วรีบวิ่งตามไป  เสียงของมาเอโซโนะดังมาจากทางด้านหลังของก้อนหยดน้ำฝั่งตรงข้ามกับประตูที่ติดกับหอซึ่งตอนแรกพวกเขาไม่ได้เดินเข้าไปดู  พอทั้งสองคนไปถึงก็เห็นรองกัปตันและเจ้าของตำแหน่งไรท์ฟิลด์กำลังพยายามดึงอะไรกันอยู่ตรงมุม

“ทำไมมันเหนียวแบบนี้วะ!!!”  มาเอโซโนะสบถออกมาอย่างเหลืออด

“มีอะไรกันเหรอ!?”  วาตานาเบะเป็นคนทักขึ้น

“อ้ะ  นาเบะ  โคมินาโตะ!!”  อีกฝ่ายหันมาเรียกทั้งสองคนทันทีที่ได้ยินเสียง  “มาช่วยกันหน่อยเร็วเข้า!!!”

“ช่วย?”  ฮารุอิจิอุทานงง ๆ  แต่พอหันไปมองตามสายตารุ่นพี่ก็อดร้องออกมาไม่ได้  “คะ–คุณโย!!?–อะ  คาเนมารุคุง!!?  โทโจคุงด้วย!!?”

คุราโมจิ  โยอิจิถูกวัตถุบางอย่างคล้ายใยดักแด้สีดำสนิทตรึงร่างไว้กับกำแพง  มีเพียงส่วนลำคอขึ้นไปเท่านั้นที่โผล่ออกมา  ข้าง ๆ กันเป็นคาเนมารุ  และโทโจผู้ตกอยู่ในสภาพแบบเดียวกัน  ดวงตาทั้งสามคนปิดสนิท  ไม่มีวี่แววจะลืมตาขึ้นมาถึงแม้คนอื่น ๆ จะส่งเสียงดังอยู่ใกล้ ๆ เพียงนี้

“นะ…นี่มันอะไรกัน…”  เสนาธิการประจำทีมตกอยู่ในอาการสับสน

“พวกฉันเรียกยังไงก็ไม่มีทีท่าจะตื่น  แถมยังแกะไอ้นี่ไม่ออกอีก”  ชิราสุรายงานผลขณะยังไม่วางมือจากการรื้อวัตถุปริศนาสีดำออก  ถึงแม้ดูเหมือนว่าการกระทำจะไร้ผลก็ตาม

“อะ  ลองนี่ไหมครับ!?”  ฮารุอิจิหยิบคัตเตอร์ขึ้นมาอีกรอบแล้วลงมือกรีดไปบนวัตถุสีดำ  ความรู้สึกนุ่มหยุ่นไหลผ่านด้ามคัตเตอร์มาที่มือ  แต่สิ่งนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะขาดออกจากกัน

“ตัดไม่ขาดน่ะครับ!!”  เขาหันกลับไปบอกทุกคนด้วยอาการร้อนรนจนเรียกได้ว่าใกล้สติแตก

“ชิ…เฮ้ย  คุราโมจิ!!!”  รองกัปตันเดาะลิ้นก่อนจะเปลี่ยนจากพยายามรื้อสิ่งพันธนาการตัวเพื่อนออกเป็นตะโกนเรียกแทน  “ฟื้นขึ้นมาสิวะ  คุราโมจิ!!”

“คุราโมจิ!!!”  ชิราสุร่วมตะโกนเรียกด้วย

“คาเนมารุคุง!!  โทโจคุง!!!”  รุ่นน้องผมสีซากุระก็เปลี่ยนมาเรียกชื่อเพื่อนบ้าง

ถึงแม้พวกเขาจะตะโกนจนคอแหบคอแห้งแค่นั้น  แต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าสามคนนี้จะลืมตาขึ้นเลย  ความรู้สึกกังวลจนชวนขนลุกแทรกซึมเข้าหัวใจของทุกคนจนคลื่นไส้

“…เอาไงดีครับ”  ฮารุอิจิเป็นคนแรกที่ถามความเห็นขึ้นมาหลังจากตระหนักได้ว่าถึงตะโกนไปเท่าไรก็ไร้ผล

“คงต้องหาทางตัดไอ้ใยประหลาดนี้ให้ได้ก่อนแล้วล่ะ”  ชิราสุออกความเห็น  แล้วหันไปหาคนหัวดีที่สุดในกลุ่มตอนนี้  “นายคิดว่าไง  นาเบะ”

เจ้าของชื่อยืนมองคนตรงกำแพงเงียบ ๆ  ความมืดในโรงฝึกบดบังใบหน้าจนมองไม่ออกว่ากำลังทำหน้าแบบไหน  ฮารุอิจินึกขึ้นมาได้ว่าตั้งแต่เดินมาเจอคนในทีมตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เขาก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย

“นาเบะ?”  รองกัปตันช่วยเรียกอีกหน

“อะ”  เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อยด้วยท่าทางเหมือนเพิ่งหลุดจากภวังค์

“เป็นอะไรหรือเปล่า”  รุ่นพี่อีกคนถามต่อ

“อ้ะ…เปล่า ๆ”  คนถูกถามรีบปฏิเสธ  แล้วทำเสียงเคร่งเครียดขึ้น  “คงเป็นอย่างที่นายว่าแหละ  ชิราสุ  ก่อนอื่นคงต้องเอาตัวพวกเขาออกมาให้ได้”

“แล้วเอาไงดี”  มาเอโซโนะถามย้ำ

วาตานาเบะยกมือกอดอกพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน  “อาจจะต้องหาอย่างอื่นนอกจากคัตเตอร์มาตัด…ไม่ก็ต้องลองวิธีอื่น”  แล้วก็เงยหน้าขึ้น  “เอาเป็นว่าลองออกไปหาข้างนอกโรงฝึกดีกว่าไหม  ในนี้คงไม่มีอะไรใช้ได้หรอก”

“งั้นเหรอ…”  คนถามใช้ความคิดพิจารณาความเห็นอีกฝ่ายไม่นานก็พยักหน้า  “ยังไงก็เอาแบบนี้แล้วกัน  ออกไปทางหอกันเร็ว”

“อะ  ครับ!!”  รุ่นน้องเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มรับคำ  ส่วนคนที่เหลืออีกคนพยักหน้ารับ  มาเอโซโนะไม่รอช้ารีบเดินตรงไปทางประตู  ตามด้วยเจ้าของความคิด

“เดี๋ยวฉันไปเก็บไฟฉายตรงนั้นมานะ”  พูดจบชิราสุก็เดินไปทางต้นไฟเพียงหนึ่งเดียวในอาคารแห่งนี้เพื่อเก็บไฟฉายมาใช้

ฮารุอิจิพยักหน้ารับ  เขากำลังจะก้าวเท้าตามคนอื่น ๆ ไปแต่ก็ชะงัก  หันกลับมามองสามคนที่เหลือผู้ยังไม่ได้สติ

อดทนรออีกนิดนะครับ

เขาพยักหน้ากับตัวเอง  ก่อนหางตาจะเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างบนพื้นใกล้ ๆ สามคนนั้น

…กระดาษ?

ความมืดทำให้เห็นรายละเอียดไม่ชัดนัก  แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาช่วยเปิดกล่องความทรงจำในหัวของคนเห็นทันที  เขารีบเก็บมันขึ้นมาดู  ก่อนจะเดาะลิ้นเล็กน้อยเนื่องจากอ่านตัวหนังสือไม่ออกเลย

คงต้องขอยืมไฟฉายมาจากรุ่นพี่ชิราสุแล้ว

เขาคิดพลางเก็บมันลงกระเป๋าเสื้อ  ก่อนรีบตามคนอื่น ๆ ไปทางประตูมาเอโซโนะไปถึงประตูคนแรก  เขากำลังเอื้อมมือจะเปิดประตูแต่ก็หยุดอยู่ในท่านั้นเสียก่อน  “หือ?”

“มีอะไรเหรอ”  ชิราสุที่เดินถือไฟฉายกลับมาเอ่ยทัก

“เหมือนได้ยินเสียงใครสักคน…”  คนหยุดขมวดคิ้ว  ลดระดับเสียงลงเพื่อให้ตัวเองได้ยินชัดเจนขึ้น

“—ถ้าเปิดประตูเข้าไปแล้วเจอคนดักทำร้ายอยู่จะทำไงดี—”

“—จะเป็นใครก็ช่าง  รีบ ๆ โผล่ออกมาเถอะน่า!! จะได้เคลียร์ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย!!—”

“—นายจะเอาอะไรไปสู้ได้  แค่มองเห็นตัวยังทำไม่ได้เลยไม่ใช่เรอะ—”

“—ทีคุณเองก็ยังโดนสิงเลยนี่หว่า!!!—”

“เสียงนี้มัน…”  รองกัปตันพึมพำเบา ๆ แล้วก็เปิดประตูพรวดออกไปอย่างไม่มีรีรอ  “เฮ้ย  มิยูกิ!!!”

นอกอาคารปรากฎร่างของมิยูกิ  เอย์จุน  ฟุรุยะ  และคาวาคามิ  คนถูกเรียกชื่อหันควับกลับมาอุทานลั่นตอนพบว่าใครเป็นคนเรียกชื่อตน  “—โซโนะ!!?”

“รุ่นพี่โซโนะ!!?  อ้ะมิสเตอร์มั่นคงก็อยู่ด้วย!!?”  ตามด้วยจอมโวยวายประจำทีม

“โนริ!!?”  เจ้าของตำแหน่งไรท์ฟิลด์ก็เอาบ้าง

“ชิราสุ!!?  นาเบะก็ด้วย!?”  พิชเชอร์ปิดม่านทำตาโต

ฮารุอิจิที่เดินตามมาทีหลังอดตกใจไม่ได้เหมือนกัน  “อ้ะ…รุ่นพี่โนริ  ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ!!?”

แม้แต่ฟุรุยะผู้ไม่ค่อยแสดงสีหน้ามากยังอดตกใจไม่ได้  “…ฮารุจจิ”

มิยูกิเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมาก่อน  เขารีบปราดเข้ามาหาเพื่อนร่วมทีมที่ยืนเงียบอยู่คนเดียวในกลุ่มทั้งหมด  “เออ  นาเบะ!!  นายยังเก็บ–”

ตึง

ทันใดนั้นพื้นก็สั่นไหวราวกับเกิดแผ่นดินไหว

“เฮ้ย!!!!!!”

ความแรงในครั้งนี้มากกว่าตอนมาเอโซโนะกับฟุรุยะเจอมาเสียอีก  ทุกคนสูญเสียการทรงตัว  ล้มลงไปนอนกับพื้นพร้อมกับร้องกันเสียงหลง

“นะนะนะนี่มันอะไรอีกละเนี่ยยยยยยยยยย”  แน่นอนว่าเจ้าของเสียงดังสุดย่อมไม่หนีไปจากจอมโวยวายประจำทีม

“แผ่นดินไหว!?”  ชิราสุตั้งข้อสงสัย  ตัวอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน

“ไม่ใช่  นี่มันเป็นเพราะไอ้บ้านั่น!!!”  รองกัปตันคำรามขึ้นมา

“งั้นก็…!!!”  เอย์จุนรีบหันไปมองกัปตันตัวเอง

แรงสั่นสะเทือนเริ่มรุนแรงขึ้นจนทุกคนได้ยินเสียงเหมือนอะไรแตกหัก  ก่อนที่ฮารุอิจิจะเห็นแสงสีขาวแสบตาเข้าล้อมรอบตัวเอซประจำทีมไว้

“ฟุรุยะคุง!!!?”

เขาฝืนแรงโน้มถ่วง  รีบโถมตัวเข้าใส่เจ้าของตำแหน่งพิชเชอร์มือหนึ่งประจำทีม

“ฮารุจจิ!!?”

ตามด้วยพิชเชอร์อีกคนรีบผุดลุกยื่นมือเข้าไปช่วยตาม

“ไอ้บ้าซาวามูระ!!!”

ก่อนจะปิดท้ายด้วยแคชเชอร์ตัวหลัก

“เดี๋ยวสิพวกแก!!!!”  มาเอโซโนะรีบตะโกนห้ามถึงแม้ในหัวจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่ก่อนเขาจะได้ทำอะไร  แสงนั้นก็สว่างวาบจนคนที่เหลือต้องปิดตาแทน

ฉับพลัน  ความมืดก็เข้าปกคลุม

ประสาทสัมผัสรับรู้ว่าแรงสั่นหายไปแล้ว

“…หายไปไหน?”

เสียงชิราสุกระตุ้นให้รองกัปตันลืมตาขึ้น

ภาพบนดวงตาคือด้านนอกโรงฝึกในร่ม  ทุกอย่างมืดและเงียบ  มีเพียงแสงจันทร์ลาง ๆ เพิ่มความสว่างจนพอเห็นว่าอะไรเป็นอะไร  พวกเขารีบลุกขึ้นยืนก่อนกวาดตาไปรอบ ๆ  แต่ก็ไม่พบตัวสี่คนนั้นอยู่ที่ไหนเลย

“มิยูกิ…ซาวามูระ…ฟุรุยะ…โคมินาโตะ…”  คาวาคามิพึมพำช้า ๆ  “…หายไป…?”

“หายไป…หายไปได้ไง!!?”  รองกัปตันเผลอหันมาตะคอกใส่ด้วยความโกรธและสับสน

“ถูกพาตัวไปน่ะ…”

เสียงเย็นเยียบของวาตานาเบะดังขึ้นตัดอารมณ์ของอีกฝ่าย

“…หา?”  เขาหันไปมองคนพูดช้า ๆ

อีกฝ่ายยืนทิ้งระยะห่างจากพวกเขาสามคนเล็กน้อย  เงามืดปิดบังหน้าไปประมาณครึ่งหนึ่งจนดูไม่ออกว่ากำลังทำหน้าแบบไหนอยู่

“…นะ…นาเบะ…?”  คาวาคามิลองส่งเสียงเรียกอีกหน

ก่อนจะสะดุ้งเมื่อเห็นมุมปากขยับ

“เพื่อชดใช้ความผิดไง”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s