Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 6]

เราตัดสินใจแล้วว่าเรื่องนี้เราจะรังแกมิยูกิถึงขีดสุดค่ะ!!! //โดนไม้ฟาดหน้า

ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะ…

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“ฟะ…ฟุรุยะเป็นอะไรไป!!?”  มิยูกิถามเสียงหลง

“หลังพวกผมตื่นขึ้นมาตอนแรกไม่นาน…ก็มีตัวประหลาดอะไรก็ไม่รู้เอามีดไล่แทง”  เอย์จุนยังเอามือกุมท้องด้วยสีหน้าทรมาณอยู่  “แล้วฟุรุยะเขา…บอกว่าจะล่อไอ้ตัวนั้นไปอีกทางเพื่อให้ผมกับเซโตะหนีมา………..”

ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ย้อนกลับมาในหัว

ไอ้เงานั่น…!!!!!!

มิยูกิกัดฟันกรอด

“เพราะงั้นผมต้องรีบ…อึ๊ก!!!!”  พอรุ่นน้องขยับตัวจะเดินก็ทรุดลงไปอีกหน  กัปตันรีบประคองตัวเขาไว้อีกรอบแล้วเปลี่ยนเรื่องถาม  “นายเจ็บตรงไหนเหรอ!!?”

“…ท้อง…………”  อีกฝ่ายพึมพำเสียงเบา

หรือว่า…

“นายโดนแทงตรงไหนมาหรือเปล่า!!?”  มิยูกิถามเสียงหลงขณะพยายามกดอีกฝ่ายให้นั่งลงกับพื้น

“…โดนแทง…..?”  คนถูกถามทำเสียงแปลกใจ

“ไม่เห็นเหรอว่าเลือดเต็มเสื้อขนาดนี้!!!!”  เขาถามต่อแล้วยื่นมือที่เคยประคองตัวไว้ให้ดู  บนมือเต็มไปด้วยของเหลวสีแดงเข้มซึ่งเริ่มแห้งติดมือ  โอคุมูระรีบยื่นตะเกียงเข้ามาใกล้เพื่อส่องให้เห็นชัด ๆ

“เฮ้ย!!!  นี่ผม…!!!!!????”  เอย์จุนรีบเอามือกดท้องตัวเองบ้าง  “เอ๊ะ….?”

“ไม่เจ็บตรงไหนเหรอ!?”  คนประคองยังถามด้วยความร้อนรน

“แค่จุกเหมือน…โดนชกเฉย ๆ…”  คนเจ็บทำเสียงเคลือแคลงขณะพูด  “…นี่เลือดผมเรอะ!!!!?????”  ก่อนจะตะโกนเสียงหลงในตอนท้าย

“ขอดูหน่อยนะครับ”  คนถือตะเกียงเห็นท่าว่าถึงถามไปก็ไร้ประโยชน์  เขาวางต้นไฟในมือลงกับพื้นแล้วปลดเสื้อคนตรงหน้าโดยไม่รอคำอนุญาตแม้แต่นิดเดียว

“เฮ้ย!!!  ไอ้หนูหมาป่า!!!  หยุดนะ!!!  โอ๊ย!!!!!!”  คนโดนจับแก้ผ้า(?)รีบส่งเสียงประท้วงแต่ก็สู้แรงไม่ไหวจากอาการเจ็บ  มิยูกิเห็นท่าไม่ดีเลยกำลังจะอ้าปากห้ามแต่อีกฝ่ายดันปลดกระดุมเสื้อเสร็จเสียก่อน

ตาของโอคุมูระเบิกกว้าง  “อะ…ไม่มีแผล”

กัปตันก้มมองดูบ้าง  จริงอย่างที่เขาพูด  บนท้องของเอย์จุนเต็มไปด้วยรอยเลือดที่ซึมผ่านจากเสื้อผ้าด้านนอก  แต่ไม่มีรอยแผลจากของมีคมหรืออย่างอื่นใดทั้งสิ้น

“จู่ ๆ มาถอดเสื้อคนอื่นเขาแบบนี้มันรุกล้ำความเป็นส่วนตัวนะรู้ไหม!!!!!”  พอคนเจ็บเห็นว่าทั้งสองคนละมือจากตัวเขาแล้วก็รีบดึงเสื้อกลับมาติดกระดุมปิดตัวเหมือนเดิม

มิยูกิแอบถอนหายใจโล่งอก  ก่อนจะยักไหล่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย  “ถ้ายังส่งเสียงดังแบบนี้ได้ก็คงยังไม่ตายง่าย ๆ หรอกสินะ”

“นี่แอบแช่งกันเรอะ!!!!”

“อะ  รู้ด้วยเหรอ”  เขาทำหน้าตาย

“หนอย!!!!!”

“งั้นก็ดีแล้วละครับ”  โอคุมูระผละตัวออกห่าง  ก่อนวนกลับมาถามเรื่องเดิม  “แล้วคุณฟุรุยะตอนนี้น่าจะอยู่ที่ไหนเหรอครับ”

“เออ  จริงด้วย!!!  ฟุรุยะ!!!!!”  เอย์จุนทำเหมือนนึกขึ้นได้  เขาผุดลุกขึ้นอีกหน  (คราวนี้ไม่มีอาการเซหรือทำท่าจะล้มให้เห็น) ก่อนจะยืนค้างไปเฉย ๆ

“ซาวามูระ!?”  มิยูกิเรียกชื่ออีกฝ่าย

“ผมจำได้ว่าเขาเลี้ยว…ขึ้นบันไดไปด้านบน…………แต่ไม่รู้ว่าชั้นไหน…”  อีกฝ่ายขยับปากตอบช้า ๆ แล้วเบนสายตามาทางสองคนที่เหลือ  “แล้วตอนนี้…ผมอยู่ไหนเหรอครับ…….?”

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ

จะโทษหมอนี่ก็ไม่ได้สินะ…

มิยูกิถอนหายใจยาว  ก่อนลุกขึ้นยืนตามแล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  “ฉันจะออกตามหาฟุรุยะเอง  โอคุมูระ”  แล้วเบนสายตาไปหารุ่นน้องอีกคนซึ่งลุกขึ้นตามมาติด ๆ  “นายพาซาวามูระไปรอโคมินาโตะกับเซโตะที่ห้องพักครูก่อน  เดี๋ยวฉันหาตัวฟุรุยะเจอแล้วจะตามไป”

“หา?”  เอย์จุนอุทานเสียงหลงเพราะเข้าใจที่คนตรงหน้าพูดไม่ถึงครึ่ง

แต่โอคุมูระรีบแย้งสวนขึ้น  “คุณไปคนเดียวไม่ได้นะครับ”

“ตอนนี้ฉันไปคนเดียวจะปลอดภัยกว่าไปสามคนนะ”  กัปตันแจกแจงเหตุผล  “ซาวามูระเองถึงจะไม่มีบาดแผลอะไรแต่ก็เจ็บท้องอยู่  ขืนเจอเงาประหลาดนั้นขึ้นมาคงวิ่งหนีไม่ทันแน่”

“อย่าดูถูกความอึดผมเชียวนะ  ผมไหวน่า!!!”  คนเจ็บรีบโวยวาย

“แค่ลุกขึ้นยืนตะกี๊ก็แทบจะทรงตัวไม่อยู่แท้ ๆ  ไม่ต้องมาฝืนตัวเองเลยน่า”  มิยูกิฉายสายตาคมกริบใส่จนอีกฝ่ายชะงัก  เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันไปหารุ่นน้องเด็กสุดในกลุ่ม  “แล้วถ้าจะพาซาวามูระไปด้วยจริง ๆ ก็ต้องมีคนดูแล  ดังนั้นเราก็จะเสียกำลังพลไปอีกหนึ่งคน  ใช่ไหมละ”

โอคุมูระทำเพียงมองกลับนิ่ง ๆ

“ผะ…ผมดูแลตัวเองได้น่า….”  คนกลายเป็นภาระยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

มิยูกิเบนสายตากลับมา  คนถูกจ้องสะดุ้งนิด ๆ แต่ก็ยกมือตั้งท่าเหมือนจะสู้กลับ

ไอ้บ้านี่นะ…

“ซาวามูระ”

“อะ…อะไร้!?”  เจ้าของชื่อทำเสียงหลงเมื่อถูกเรียกไม่ให้ตั้งตัว

มิยูกิขยับยิ้มบาง ๆ  “อย่าให้ฉันต้องเป็นห่วงนายไปมากกว่านี้เลยน่า”

ทุกอย่างเงียบไปชั่วขณะ

“ฉันจะพาฟุรุยะกลับมาให้ได้  ระหว่างนั้นพวกนายไปรอที่ห้องพักครูก่อน  ไม่แน่ว่าป่านนี้โคมินาโตะกับเซโตะอาจจะกลับมาแล้วก็ได้”  เขาพูดต่อขณะมองหน้ารุ่นน้องอีกคน  “โอคุมูระ  ฝากซาวามูระด้วยละ”

อีกฝ่ายทำเพียงมองหน้ากลับตรง ๆ  “แล้วถ้ารอยังไง ๆ คุณก็ไม่กลับมาละครับ?”

เจ้านี่…

หากคนอื่นฟังก็คงโกรธจากประโยคแฝงคำแช่งนี้ไว้แล้ว  แต่มิยูกิกลับหัวเราะเบา ๆ ออกมาแทน  ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง  “ถ้าพวกนายเห็นสมควร  ก็ช่วยออกตามหาให้หน่อยละกัน”

ทั้งสองคนยืนมองหน้ากัน  โดยมีคนที่เหลือหันมองซ้ายทีขวาทีไปมาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรกันแน่  ก่อนจะเป็นโอคุมุระที่เป็นฝ่ายหลบตาลงก่อนด้วยการพยักหน้าเบา ๆ  “ครับ”

“รบกวนด้วยละ”  คนอาวุโสสุดพูดทิ้งท้าย

อีกฝ่ายหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดไฟ  ก่อนเดินตรงมาแล้วยื่นตะเกียงให้  “แล้วพวกผมจะรอที่ห้องพักครูนะครับ”

มิยูกิทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย  แต่ก็ยิ้มตอบแล้วรับความหวังดีมาแต่โดยดี  “ขอบใจ”

“ไปกันเถอะครับ  รุ่นพี่ซาวามูระ”  แล้วโอคุมูระก็คว้ามือคนที่เหลือลากออกไปทางประตูอย่างไม่รีรอ

“อะ  เฮ้ย!!!?  เอาจริงเหรอเนี่ย??  เฮ้ย!!!!!!”  คนถูกลากพยายามสะบัดมือออกแต่ก็สู้แรงรุ่นน้องไม่ไหว  พอตัวเขาจะพ้นผ่านประตูไปแล้วเลยเปลี่ยนเป็นตะโกนแหวกขึ้นมาแทน  “คุณก็อย่าเป็นอะไรไปละกัปตัน!!!!!”

“เออน่า!!!”  เขาตะโกนไล่หลังกลับ  ร่างของรุ่นน้องทั้งสองคนหายลับไปเมื่อหักเลี้ยวผ่านบานประตู  ได้ยินเพียงเสียงจากจอมโวยวายค่อย ๆ ลดระดับลงก่อนจะหายไปกับความเงียบงันในที่สุด

ตะโกนแบบนั้นเข้าเดี๋ยวก็โดนเจอตัวเข้าหรอก

มิยูกิอดขำปนเป็นห่วงในใจไม่ได้  ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ  ยกตะเกียงขึ้นให้แสงไฟส่องสว่างไปทั่วห้องที่เขายืนอยู่ต่อ

เอาละ

เขาขมวดคิ้วเครียด

หวังว่าฟุรุยะจะไม่เป็นอะไรก่อนเขาจะไปเจอตัวแล้วกัน

.

.

.

.

.

.

มิยูกิวาดแผนที่ไว้ในหัว

ตอนนี้เขาอยู่ที่ชั้น 3 (นับจากชั้นที่เห็นประตูใหญ่)  จากคำพูดของเอย์จุนแล้วฟุรุยะวิ่ง ‘ขึ้น’ บันไดไปเพื่อล่อเงาประหลาดให้ตามเขาไป  หากคิดจากตำแหน่งที่เจอตัวพยานแล้ว  ฟุรุยะน่าจะวิ่งขึ้นไปชั้นบน…ซึ่งคงจะเรียกว่าชั้น 4 ของตึกนี้

แต่ตอนที่เอย์จุนแยกกับฟุรุยะ  เขาบอกว่าเขาหนีมากับเซโตะด้วย  ซึ่งพวกมิยูกิเจอตัวเซโตะที่ชั้นล่างสุด  ดังนั้นหากคิดถึงคำว่า ‘ชั้นบน’ แล้ว  ก็เป็นไปได้ว่าฟุรุยะอาจจะวิ่งไปที่ชั้น 2 ข้างล่างนี้ก็เป็นได้

แต่มิยูกิฟื้นขึ้นมาตอนอยู่ชั้น 2 เหมือนกับโอคุมูระ  ถึงแม้พวกเขาจะเข้าไปแค่ห้องเรียนห้องหนึ่ง  ห้องพักครู  และห้องน้ำเท่านั้น  แต่ระหว่างนั้นพวกเขาก็ไม่พบใครอื่นนอกจากฮารุอิจิอีกเลย  และสัมผัสไม่ได้ถึงวี่แววว่ามีคนอื่นนอกจากนี้อยู่ด้วย

ดังนั้นความน่าจะเป็นที่ฟุรุยะอยู่ชั้น 4 จึงสูงกว่า…

เขาเดินออกมานอกห้อง  บนระเบียงเงียบเสียจนวังเวง  เหมือนไม่มีใครคนอื่นอยู่ในตึกแห่งนี้อีกเลยนอกจากตัวเขา   แสงไฟจากตะเกียงในมือยังฉายให้เห็นกองเลือดบริเวณหน้าห้อง  จนถึงตอนนี้เขาก็ยังนึกไม่ออกว่าของเหลวสีแดงนี้มาจากไหนกันแน่

ทั้งตอนโอคุมูระ  เซโตะ  จนมาถึงซาวามูระ…

ทำไมบนตัวพวกเขาถึงมีเลือดอยู่ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีบาดแผลอะไรทั้งนั้น

พอนึกมาถึงจุดนี้  ในหัวของมิยูกิก็เริ่มคิดจะหาคำตอบว่าทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ในที่แบบนี้อีกครั้งจนเขาต้องส่ายหัวแรง ๆ เพื่อเรียกสมาธิให้กลับมา

ตอนนี้ต้องตามหาตัวฟุรุยะก่อน

ดูจากท่าทีเงาประหลาดแล้ว  หากถูกจับตัวเข้าคงไม่มีทางรอดกลับมาได้ครบ 32 แน่

มิยูกิสูดลมหายใจแรง ๆ แล้วก้าวเท้าขึ้นบันไดไปข้างบน

“ฟุรุยะ!!  ได้ยินฉันไหม  ฟุรุยะ!!!”  เขาส่งเสียงเรียกชื่อรุ่นน้องร่วมทีมไปเรื่อย ๆ ขณะค่อย ๆ ปีนขึ้นบันไดไปทีละก้าว  เสียงเอี๊ยดอ๊าดของไม้ดังประสานกับเสียงตะโกนขับให้บรรยากาศน่ากลัวขึ้นกว่าเดิม  สุดท้ายเขาก็ขึ้นบันไดมาถึงชั้น 4  ก่อนพบว่าขั้นบันไดทางขึ้นสิ้นสุดอยู่ที่ชั้นนี้

แปลว่าตึกนี้มี 4 ชั้น…

มิยูกิจดจำรายละเอียดนี้ไว้ในใจแล้วยื่นตะเกียงในมือไปรอบ ๆ

ระเบียงบนชั้นนี้ไม่ต่างกับชั้นอื่น ๆ เลยสักนิด  ทั้งสองด้านมีห้องทอดยาวไปจนสุดระเบียง  และแสงไฟยังส่องไปไม่ถึงจนดูเหมือนไร้ที่สิ้นสุดเช่นเคย  แสงสว่างจากตะเกียงส่องกระทบกระจกบนหน้าต่างให้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน  เมื่อพยายามเพ่งมองออกไปด้านนอกก็ไม่เห็นอะไรอีกเช่นกัน

เขาเหม่อมองภาพสะท้อนตัวเองบนกระจก  สีหน้าของเขาดูไม่ดีขึ้นแม้แต่นิด  กลับกันแล้วสภาพร่างกายยังดูย่ำแย่กว่าเดิมจากรอยเลือดที่ติดมาตอนอุ้มตัวเอย์จุน  หากมองเผิน ๆ คนคงนึกว่าเขามีแผลบริเวณตัวเช่นกัน

นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย…

เขาอดสบถในใจไม่ได้อีกครั้ง  ก่อนจะกลับมาทุ่มความพยายามในการเรียกหารุ่นน้องที่หายไปต่อ  “ฟุรุยะ!!  ได้ยินแล้วตอบด้วย  ฟุรุยะ!!!!—”

แล้วหางตาก็เห็นบางอย่าง

ประตูห้อง ๆ หนึ่งเปิดอยู่

มิยูกิชะงักเท้า  ค่อย ๆ หันแสงไฟในตะเกียงไปช้า ๆ ด้วยความระแวดระวัง

ห้อง ๆ หนึ่งซึ่งอยู่ติดกับห้องน้ำถูกเลื่อนประตูเปิดทิ้งไว้  แสงสว่างลอดเข้าไปในห้องให้พอเห็นเก้าอี้วางตั้งกระจายห่าง ๆ กัน  ประกบด้วยขาตั้งวางกระดาษวาดภาพเป็นคู่ ๆ

ห้องศิลปะ…?

เขายืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน

พอเลื่อนประตูปิด  แสงสว่างในมือก็ส่องให้เห็นสภาพภายในห้องเกือบทั้งหมด  รอบห้องเต็มไปด้วยภาพเขียนใส่กรอบแขนไว้ตามผนัง  ริมห้องมีตู้ไม้ตั้งไว้เป็นระเบียบ  พอมองเห็นว่าข้างในเก็บอุปกรณ์วาดภาพเอาไว้  เก้าอี้และขาตั้งภาพถูกวางไว้ล้อมรอบโต๊ะตัวหนึ่งตรงกลางห้อง  ข้างในไร้ซึ่งกลิ่นคาวเหล็กและของเหลวสีแดง

“…ฟุรุยะ…?”  เขาลองส่งเสียงเรียกชื่อเป้าหมายขณะส่องไฟเดินสำรวจภายในห้อง  บนขาตั้งมีกระดาษสำหรับใช้วาดรูปวางไว้ทุกตัว  เพียงแต่บนกระดาษยังขาวสะอาด  ไม่มีแม้แต่ร่องรอยดินสอใช้ร่างภาพ  เมื่อเบนสายตาลงมาด้านล่างก็เห็นถาดสีติดกับขาตั้ง  บนถาดมีของเหลวสีต่าง ๆ อยู่ในหลุม  เพียงแต่แสงจากตะเกียงไม่อาจสู้ความมืดรอบตัวได้พอ  เขาจึงเห็นสีสันเหล่านั้นหม่นลงกว่าที่เคย

อย่างกับ…เตรียมพร้อมจะใช้เลย

มิยูกิอดขนลุกกับบรรยากาศประหลาดในห้องนี้ไม่ได้  ยิ่งพอมองดูดี ๆ ก็เห็นพู่กันและดินสอวางรอไว้ในถาดตรงขาตั้งรอคนหยิบใช้ก็ยิ่งหนาวสันหลังขึ้นอีก  เขารีบส่ายหัวแรง ๆ อีกหนก่อนกวาดสายตาไปรอบตัว

ดูเหมือนฟุรุยะจะไม่อยู่ที่นี่

ไม่รู้ทำไมว่าประตูห้องถึงถูกเปิดเอาไว้  แต่เขาก็ไม่อยากนึกหาสาเหตุไปมากกว่านี้จึงเตรียมก้าวเท้าเดินกลับออกไปทางประตู

แล้วแสงไฟก็ส่องให้เห็นอะไรบางอย่างก่อน

เขาหันกลับไปตามหางตา  ก่อนเห็นกระดาษพับเป็นกองหนาวางอยู่บนโต๊ะซึ่งอยู่กลางห้อง

มิยูกิลองเดินเข้าไปใกล้แล้วยกตะเกียงขึ้นส่อง

…หนังสือพิมพ์?

เขาวางตะเกียงไว้บนโต๊ะ  ความมืดรอบตัวบดบังตัวหนังสือสีดำเล็กจิ๋วบนหน้ากระดาษไปเกือบหมด  พอลองหยิบขึ้นมาไว้ในมือก็สัมผัสได้ถึงความเก่าจนน่ากลัวว่าจะร่วงโรยกลายเป็นเศษผงหากออกแรงจับแรง ๆ  กลิ่นฝุ่นคลุ้งขึ้นจมูกขณะหยิบขึ้นมาจนเขาต้องย่นจมูก  ก่อนจะเพ่งมองข้อความบนหนังสือพิมพ์อีกครั้ง

.

.

.

.

ฆ่ายกโรงเรียน

เด็กม.ปลายก่อเหตุสลด

ใช้มีดแทงไม่เลือกหน้า

.

.

.

.

หูของมิยูกิแว่วเสียงหัวเราะขึ้นมา

เดี๋ยวนะ………..มีด………..

หัวของเขานึกย้อนไปถึงคำพูดของฮารุอิจิ

.

.

“แปลว่าโรงเรียนนี้…ไม่สิ  ตึกแห่งนี้ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นสักอย่างจนถูกปล่อยทิ้งร้างไว้แบบนี้สินะครับ” 

.

.

พร้อมกับภาพเงาประหลาดถือ ‘มีด’ ไว้ในมือ

หรือว่า…ตัวตนที่แท้จริงของเงานั้นคือ…………..คนในข่าวนี้?

แล้วตึกที่เขาอยู่ก็คือที่ ๆ เกิดเรื่องนี้ขึ้น?

สายตาเขาจับคำว่า ‘อ่านต่อหน้า 2’ ได้  เขาเลยรีบเปิดหน้าต่อไปเพื่อจะอ่านรายละเอียดเพิ่ม

ทันใดนั้น  อาการปวดหัวก็เข้าจู่โจม

.

.

“อย่าเข้ามานะ!!!  อย่าเข้ามา!!!!”

“แก!!!!  ไอ้ปีศาจ!!!  ทำบ้าอะไร!!!!!”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะ  มองฉันสิ…มองฉันสิ………..”

“ออกไปนะ!!!  ออกไปเดี๋ยวนี้!!!!!!!!!!!!”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ  นี่แหละ!!  นี่แหละที่ฉันอยากเห็น!!!!!!”

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

“แก!!!!  ไอ้คนโรคจิต!!!!!!”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ  ทุกคนจงสนใจฉัน!!!!!!”

“อย่าเข้ามา!!!!!!!”

“ใครก็ได้ช่วยด้วย!!!!!!!!”

“ฉันยังไม่อยากตาย!!!!!!!”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ——–“

.

.

ร่างของเขาทรุดไปอยู่กับพื้นตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

มิยูกิยกมือกุมหัว  สายตาเห็นเพียงแต่พื้นไม้บนห้องไหววูบ  เสียงผู้ชายผู้หญิงดังกึกก้องอยู่ในหัวราวกับมีคนเปิดลำโพงใส่จากรอบทิศทางพร้อม ๆ กัน  อาการปวดหัวรุนแรงขึ้นจนแทบลืมตาไม่ขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงเหล่านั้นเร่งระดับขึ้นจนสมองแทบระเบิด

……หยุด…นะ……….

เขากัดฟัน  กดมือลงบนหัวตัวเองหวังว่าอาการปวดจะลดลงไม่ก็เสียงเหล่านั้นจะเบาลงแต่ก็ไม่ได้ผล  ทั้งสองสิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบคุมสติไม่อยู่

.

.

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ!!!!!  มองฉันสิ!!!!  จำฉันสิ!!!!  นึกถึงฉันไว้สิ!!!!!!!!”

“ไม่!!!!  หยุดนะ!!!!!  ไม่เอาแล้ว!!!!!!!!!!!!”

“เจ็บ…ใครก็ได้……..ช่วยด้วย……..”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ!!!!!!!!”

“สองปีกว่าแล้วนะที่ไม่ได้เจอกันเลย”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ”

“นายยังเหมือนเดิมเลยนะ”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ”

“อย่าเข้ามา!!!!!!!!!!!!  อย่าเข้ามา!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

“ยังจำผมได้อยู่ใช่ไหม”

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ”

“ผมอยากเจอนายมาตลอดเลยละ  มิยูกิคุง”

.

.

ภาพตรงหน้าค่อย ๆ กลับมาแจ่มชัด

มิยูกิไม่แน่ใจว่าตัวเขาสลบไปหรือเปล่า  หรือก่อนหน้านี้แค่หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาเฉย ๆ  เพียงแต่ตอนนี้อาการปวดหัวหายไปแล้ว  หลงเหลือแต่เส้นประสาทเต้นตุบ ๆ จากการใช้สมองอย่างหนักเท่านั้น  เสียงปริศนาที่ดังกระหน่ำใส่สมองเขาก็หายไปด้วย  ที่สัมผัสได้ก็แค่ความเย็นจากอาการรอบตัว  และความเมื่อยล้าจากน้ำหนักตัวที่กดแขนเขาลงบนพื้นเท่านั้น

นี่มันเกิด…อะไรขึ้น…….

เขาค่อย ๆ ยันตัวขึ้นนั่ง  มือกุมหัวข้างหนึ่งไว้ไม่ให้ฟุบลงไปอีก  แสงสว่างจากตะเกียงบนโต๊ะกลางห้องยังสาดส่องให้เห็นสภาพภายในห้อง  ดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้

ก่อนเขาจะเห็นร่างของใครบางคนนั่งพิงขาโต๊ะกลางห้องในสภาพหันหลังให้

“ฟุรุ…ยะ…….?”  เขานึกชื่อรุ่นน้องที่ตามหาตัวอยู่ได้เป็นคนแรก  ก่อนพยายามฝืนลุกขึ้นยืนแล้วคว้าตะเกียงมาไว้ในมือแล้วเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่ง

ลมหายใจขาดห้วงเมื่อเห็นว่าร่างนั้นเป็นใคร

“…โซโนะ……….?”  มิยูกิเอ่ยชื่อเพื่อนร่วมทีมและหนึ่งในรองกัปตันออกมา  ก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเองเมื่อเห็นคนตรงหน้าชัด ๆ ว่าเป็นอย่างไร

ร่างของมาเอโซโนะ  เคนตะถูกจับวางพิงไว้กับขาโต๊ะพอให้นั่งอยู่ตรง ๆ ได้  เขาใส่ชุดเครื่องแบบฤดูหนาว  บนเสื้อเต็มไปด้วยเลือดไม่ต่างกับตอนเจอตัวคนอื่น ๆ  ดวงตาของเขาปิดสนิท  สีหน้าซีดเซียวจนแทบแผ่แสงสีขาวออกมาเมื่อต้องแสงตะเกียง

“โซโนะ!!?  เป็นไงบ้าง!!?”  เขารีบย่อตัวลงต่ำแล้วส่งเสียงเรียก  อีกฝ่ายไม่มีทีท่าตอบกลับเหมือนเช่นทุกคน

ไม่เป็นไรน่า…ใจเย็นไว้…

มิยูกิรีบปลอบตัวเอง  ก่อนหน้านี้เขาก็พบตัวทุกคนในสภาพแบบนี้มาแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแท้ ๆ  ยังไงคราวนี้มาเอโซโนะก็คงถูกใครบางคนเอาเลือดป้ายก่อนหน้านี้อยู่ดี

“โซโนะ!!  ลืมตาขึ้นสิ!!!”  เขายกมือขึ้นแตะไหล่หวังจะลองเขย่าตัวดู

แปะ

ร่างของคนตรงหน้าล้มลงไปนอนกับพื้น  แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาตกใจเท่ากับของเหลวสีแดงสดไหลออกมาจากบริเวณท้องของอีกฝ่ายเหมือนน้ำหกจากขวดพลาสติก

กลิ่นเหล็กโชยขึ้นคละคลุ้ง

…..เดี๋ยวนะ…………..

ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

หรือว่าเลือดนี่….จะมาจาก…………………..

พอกะพริบตาอีกหน  มิยูกิก็แทบหยุดหายใจ

สีแดง

ในห้องกลายเป็นสีแดง  พร้อมกับกลิ่นคาวตลบขึ้นมาจนเกือบอาเจียน  บนพื้นเต็มไปด้วยตัวคนนอนระเกะระกะ  มีของเหลวสีแดงสดไหลออกมาจากร่างรวมตัวกันบนพื้นจนแทบไม่เหลือที่ว่าง  ความร้อนชวนเหนียวเหนอะจับเข้าทุกส่วนประสาท  ขับไล่อากาศเย็นยะเยือกให้หายไปในทันที

มิยูกิเผลอปล่อยตัวเองลงนั่งกับพื้น  มือรีบปิดจมูกตัวเองให้แน่นกว่าเคยเพื่อไม่ให้ประสาทรับกลิ่นอบอวลในห้องนี้ได้

นี่มัน……..อะไร…..

‘คน’ พวกนี้…..มาจากไหน……….

แล้วโซโนะ……….

เสียงฝีเท้าย่ำลงบนของเหลวดังขึ้นด้านหลัง

ยังไม่ทันจะหันไปมอง  อาการปวดหัวอย่างหนักก็แล่นกลับเข้ามาอีกครั้ง  เขารีบยกมือข้างที่เหลือขึ้นจิกบนหัวเพื่อระงับอาการ  แต่พอทำเช่นนั้นแล้วกลิ่นก็เล็ดรอดเข้ามาจนอาการคลื่นไส้แล่นจากในท้องขึ้นมาจุกบริเวณคอทันที

“ขอโทษนะ  คงเร็วไปใช่ไหม”

เสียงใครบางคนดังขึ้น

ยังไม่ทันจะได้หันหลังกลับไปมอง  แขนของใครสักคนก็โอบเข้ามาจากด้านหลัง  กอดรัดตัวเขาไว้เหมือนกำลังปลอบประโลม

“หลับตาลงสิ  เดี๋ยวก็ไม่เป็นไรแล้ว”

เสียงนี้…

ความตกใจไม่อาจสู้อาการปวดหรือกลิ่นคาวในห้องได้  ภาพตรงหน้ามิยูกิเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ ก่อนจะหายวับไปพร้อมกับเสียงกระซิบข้างหู

“รออีกนิดเดียวเท่านั้นแหละ  มิยูกิคุงของผม”

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 6]

  1. ฮึ หมั่นไส้กัปตันจริงๆ พอเป็นเรื่องของเอซซามาหน่อยเดียว เอาจริงเอาจังขึ้นมาทันที
    ตามสบายเลยค่ะ คุณฟุ จะถลกหนังลากไส้หรือควักตา ก็เชิญ เราโบกธงเชียร์สุดใจ
    ปล.ถามนิดนึงค่ะ ตรงเวลาพูดถึงกลิ่นเหล็ก คือหมายถึงมาจากพวกโลหะ ที่อาจเป็นอาวุธ
    หรือจากกลิ่นบรรยากาศ แวดล้อม หรือในความทรงจำที่ปะปนอยู่
    คืออ่านแล้วสงสัยน่ะค่ะ //แง แง หรือเราจะอินกับเรื่องจนคิดมากไป
    แต่ถ้าอ่านต่อไปแล้วจะรู้เอง ก็รอได้ค่ะ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s