Angels of Death · Novel translation

[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [1]

แปลจนได้…

เป็นนิยายจากฟรีเกมของญี่ปุ่นที่ชื่อ Satsuriku no Tenshi (殺戮の天使) ค่ะ  เรารู้จักเกมนี้จากที่คิโยะซัง (最終兵器俺達 キヨ) เล่นเกมนี้ให้ดู  และน่าจะเป็นเพราะเขาที่ทำให้เกมนี้เป็นที่รู้จักขึ้นมาด้วยค่ะ  (เสียงแซ็กของเขานี่แทบจะเรียกได้ว่าออฟฟิเชียลแล้วค่ะ  อันที่จริงออฟฟิเชียลก็ดูจะยอมรับเสียงแบบนี้ไปแล้วด้วย)

คนเขียนเกมคือคนเดียวกับที่ทำเกม Kirisame ga Furu Mori (霧雨が降る森) ไทยมีแปลเป็นการตูนชื่อ “อาถรรพ์ป่าต้องสาป” ของค่ายเด็กซ์เพรสค่ะ

จะพยายามอัพแปลเรื่องนี้ให้ได้อย่างต่ำอาทิตย์ละตอนนะคะ  แปลนิยายมันใช้เวลาเยอะเหลือเกิน…orzll

หากอยากลองเล่นเกมสามารถเข้าไปหาได้จากลิงก์นี้นะคะ  มีแปลภาษาอังกฤษเรียบร้อยแล้ว

ทุกคนมาติ่งแซ็กกับเราเถอะค่ะ!!!


……———นี่  แซ็ก———–ช่วยฆ่า  ฉันที—————-

โลกใบนี้เป็นสีฟ้าอ่อนอยู่เสมอ

คงเป็นเพราะตาสีฟ้าคู่นี้เลยเห็นเป็นแบบนั้น

(วันนี้คุณพ่อกับคุณแม่ก็สนิทกันดีเหมือนเคย)

เวลาอยู่บ้าน  คุณพ่อกับคุณแม่จะนั่งจับมือกันแน่นราวกับจะแกะไม่ออกอยู่บนโซฟาทั้งวัน  และไม่ขยับตัวเหมือนกลายเป็นตุ๊กตาไปเสียแล้ว

ฉันยืนมองภาพอันแสนสุขนั้นจากทางเข้าห้องไม่วางตา

“เอ้า  เรก็มาทางนี้บ้างสิ”

คุณแม่ขยับยิ้มขณะเรียกชื่อฉัน

ดวงตาของคุณพ่อเป็นสีดำ  ส่วนดวงตาของคุณแม่เป็นสีฟ้า  ด้วยเหตุนั้นฉันจึงได้รับดวงตาสีนี้มาจากคุณแม่  แต่ดวงตาของคุณแม่กับฉันต่างกันเล็กน้อย  ดวงตาของคุณแม่ขุ่นมัวเหมือนมีหยาดฝนพร่างพรมอยู่ข้างใน

ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ดวงตาของคุณแม่สกปรกแบบนั้น….นึกไม่ออกเลย

“อืม”

ฉันจ้องมองดวงตาขุ่นมัวสกปรกนั้นขณะพยักหน้าน้อย ๆ แล้ววิ่งเข้าไปหาทั้งสองคน  แต่ไม่ว่าจะวิ่งแค่ไหนก็ไม่อาจขยับจากทางเข้าห้องเข้าไปใกล้ได้แม้แต่นิดเดียว

(ทำไม…..?)

ฉันล้มลงพลางหายใจหอบ  ตัวอักษรอ่านว่าสิ้นหวังเริ่มทับถมอยู่เต็มหัวใจ

“เร  เป็นอะไรไป”

คุณพ่อพูดด้วยเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนขณะนั่งบนโซฟาอยู่ในท่าเดิม

“ไปทางนั้นไม่ได้”

ฉันตอบกลับไปขณะจับจ้องยังดวงตาเหมือนกระดุมสีดำของคุณพ่อ

และในตอนนั้นเอง

ก็พบว่าจู่ ๆ ตัวเองก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ  ในหัวกลายเป็นสีขาวโพลนราวกับถูกอะไรบางอย่างทาทับ

กริ๊ง——-….กริ๊ง———…

(อะไรกัน…..?)

ได้ยินเสียงกระดิ่งดังจากที่ใดสักแห่ง

เสียงกระดิ่งนั้นราวกับดังอยู่ในน้ำ——–….

FLOOR B7

เสียงกระดิ่งดังกังวานอยู่ในแก้วหู

ในดวงตาฉายความพร่ามัว  พอลืมตาขึ้นเรก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้  เป็นเก้าอี้สีขาวสัมผัสแข็งทื่อ  ตรงหน้ามีเก้าอี้แบบเดียวกันวางตั้งไว้เหมือนให้ประจันหน้ากันอีกตัวหนึ่ง

เรไม่รู้จักที่แห่งนั้น  เป็นที่ว่างเปล่าไม่มีอะไร  ดูไร้ชีวิตจิตใจเหมือนห้องให้คำปรึกษา  อากาศเย็นเยือกอบอวลอยู่ในห้องจนอาจมองเห็นลมหายใจที่ปล่อยออกมาได้

“ที่นี่  ที่ไหน……?”

เรลุกจากเก้าอี้  มองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกแปลกใจ

“……”

แต่เธอนึกอะไรไม่ออกเหมือนกับสูญเสียความทรงจำไปตั้งแต่ตอนในหัวกลายเป็นสีขาวโพลน  เพียงแต่ยังรับรู้ว่าโลกนี้เป็นความจริงเพราะยังขยับไปที่ไหนก็ได้ตามใจนึกไม่เหมือนกับในความฝัน

(เมื่อกี๊ฉันฝันสินะ……)

เรถอนหายใจเบา ๆ  แล้วเดินเข้าใกล้บริเวณหน้าต่างเหมือนถูกดูดเข้าไปทั้งที่ยังไม่เข้าใจอะไรอย่างอื่นนอกจากว่าโลกนี้เป็นของจริง  ก่อนมองออกไปด้านนอกหน้าต่างใบใหญ่

(………….พระจันทร์เต็มดวง  สีฟ้า)

ด้านนอกหน้าต่างมีพระจันทร์ฉายแสงสีฟ้าดูแปลกตาลอยเด่น  แต่พระจันทร์ดวงนั้นดูไม่เป็นธรรมชาติทั้งขนาด  สีหรือแสงประกาย…..ราวกับถูกฉายอยู่บนผ้าใบ

(ดูไม่เหมือนของจริงเลย…..)

แล้วพระจันทร์สีฟ้าก็ไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ยากเสียหน่อย———–….

คุณหมอเคยพูดไว้อย่างนั้น

(คุณหมอ…..?)

——-คุณหมอนี่  ใครเหรอ….?  เป็นใคร  กันนะ  นึกไม่ออกสักนิด

มีเพียงภาพด้านหลังของคนใส่ชุดเหมือนชุดกาวน์สีขาวลอยขึ้นเลือนรางใต้เปลือกตาของเร

(…..คุณ  หมอ?)

และในตอนนั้น  เซลล์สมองที่เกือบเลือนหายไปก็ฟื้นคืนกลับขึ้นมา

“จริงด้วย…….ฉันมาโรงพยาบาลนี่นา”

เธอเผลอส่งเสียงออกมา

(ถ้าจำไม่ผิด  ที่นี่คือห้องตรวจ…….)

——-แต่ฉันไม่ได้ป่วยสักหน่อย……ก็ไม่ได้เจ็บตรงไหนแท้ ๆ  แล้วทำไมถึงมาโรงพยาบาลล่ะ

“อึก…”

และในตอนนั้นเรก็ถูกอาการวิงเวียนอย่างนักเหมือนตอนตื่นจากฝันจู่โจมเข้าอีกครั้ง

(รู้สึกไม่ดีเลย…..)

—-เอ้า  เรก็มาทางนี้บ้างสิ

เธอเผลอล้มลงอีกครั้ง  พอหลับตาลงก็ได้ยินเสียงของคุณแม่ที่ได้ยินในฝันดังสะท้อนอยู่ในหู

“ยังไงก็ไปหาคุณพ่อกับคุณแม่ก่อนแล้วกัน……”

เรเดินโซเซออกจากห้องราวกับถูกเสียงนั้นเรียกให้ตามไป

……..——–ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ฉันรู้จัก

นึกไม่ออกว่าทำไมถึงมาโรงพยาบาล  แต่ก็รับรู้เรื่องนั้นได้จากสัญชาตญาณ

(มีใครพาตัวมาที่ชั้นอื่นขณะหลับอยู่หรือเปล่า…..)

เรเดินบนทางเดินปูด้วยกระเบื้องสีขาวไร้ซึ่งผู้คน  ทางเดินนั้นทอดยาวจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด  เธอเดินด้วยอาการโซเซเล็กน้อยไปบนทางเดินน่าสงสัยที่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหายใจไปเรื่อย ๆ จนเห็นประตูโครงเหล็กสีดำ  บนบานประตูฝังเครื่องมือคล้ายสำหรับใช้อ่านการ์ดไว้อยู่

เธอลองเอามือดันประตูด้วยความระมัดระวังแต่ก็เปิดไม่ออก  พอลองฝืนเปิดดู  เครื่องมือนั้นก็ส่งเสียงปี๊บ ๆ ออกมา

(ต้องใช้การ์ดหรือเปล่า…..)

เรหรี่ตามองลอดช่องว่างบนโครงเหล็กของประตู  ข้างในมืดจนมองเห็นได้ไม่ชัด  แต่ก็พอเห็นของคล้าย ๆ ลิฟท์ตั้งอยู่ในนั้น

(อยากกลับบ้านเร็ว ๆ จัง…..)

แต่เรนึกภาวนาแรงกล้าในใจขณะเพ่งสายตามองไปด้านหน้าก่อนกัดริมฝีปากแน่น   ริมฝีปากนั้นแห้งจนเจ็บ  และรู้สึกมึนหัวเหมือนเพิ่งกินยามา

(รู้สึกไม่ค่อยดีจริง ๆ……..)

เรออกเดินไปบนทางเดินอีกครั้งทั้งที่ภาพตรงหน้ายังวูบไหวเหมือนถูกขังไว้ในกล้องสลับลาย

“เอ๊ะ….บนกำแพงมีอะไรเขียนไว้……”

แต่แล้วร่างกายก็ขยับไม่ได้เหมือนถูกผีอำอีกครั้งทันทีที่ข้อความประหลาดนั้นฉายเข้าในตา

“ตัวเจ้าคือใคร  คือผู้ใด”

“จงยืนยันสิ่งนั้นด้วยตัวเจ้าเอง”

“ว่านี่คือตัวตนที่แท้จริง  คือตัวตนที่ปรารถนา”

“คือเทวดานางฟ้า  หรือเครื่องสังเวย”

“ประตูจะเปิดออกยามรู้ซึ้งถึงตน”

“…..?”

เรถอยไปด้านหลังเพราะนึกหวาดกลัวข้อความเหมือนคำสาปบางอย่างขึ้นมาเล็กน้อย

——–เทวดานางฟ้า  หรือเครื่องสังเวย

(ฉัน…..)

——-ไม่ใช่  ทั้งคู่…..?

ตอนคำตอบนั้นผุดขึ้นมาลอย ๆ  ภาพประตูแบบเดียวกับห้องตรวจเมื่อครู่ตั้งอยู่ติดกับกำแพงที่มีข้อความนั้นเขียนเอาไว้ก็ฉายเข้าสายตา

แล้วในตอนนั้นเรก็เปิดประตูบานนั้นราวกับมีใครบังคับให้ทำ

ในนั้นเป็นห้องไร้ชีวิตชีวาเหมือนห้องตรวจเมื่อครู่  ตรงกลางห้องมีโต๊ะรูปตัวซีคว่ำขนาดใหญ่  บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์สีขาววางไว้  เรขยับเข้าใกล้คอมพิวเตอร์ตัวนั้นแล้วกดปุ่มเปิดเครื่องบนคีย์บอร์ด

(ไฟไม่ติด…)

——–พังอยู่หรือเปล่า…..?

พอเอียงคอมองเล็กน้อย  จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนมองลงมาจากเพดาน  เธอค่อย ๆ แหงนหน้าขึ้น  ก่อนจะเห็นสิ่งของคล้าย ๆ กล้องวงจรปิดแขวนอยู่บนเพดานขยับไปมาเหมือนกำลังตามตัวเรอยู่

(ดูท่าไม่ดีเลย….)

——–รีบขึ้นลิฟท์ออกไปข้างนอกดีกว่า…..

เรเดินไปรอบ ๆ โต๊ะเพื่อหาว่ามีการ์ดสำหรับใช้เปิดประตูหล่นอยู่ตรงไหนหรือเปล่า

“กำแพงโปร่งใส…..”

เธอเห็นกำแพงทำจากกระจกตั้งอยู่ตรงข้ามทางเข้า

พอเดินเข้าไปใกล้กำแพงนั้นก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลาง  เป็นเด็กสาวบอบบางร่างเล็กไว้ผมสีแพลตินั่มบลอนด์ยาวถึงเอว

(สีหน้าไร้อารมณ์….)

พอเรหายใจเข้า  เธอคนนั้นก็หายใจเข้า  พอกะพริบตา  เธอคนนั้นก็ทำแบบเดียวกัน

“……ไม่มีอะไรเปลี่ยนจากเคย”

นั่นคือตัวเรเองไม่ผิดแน่

(เฉพาะส่วนนี้ของกำแพงทำจากกระจกเหรอ  แต่ทำไมฉันถึงจำตัวเองไม่ได้ในทันทีละ…..)

หัวใจเต้นรัวจากเศษเสี้ยวของความกลัวว่าตนเองสูญเสียความทรงจำไปจนจำตัวเองไม่ได้ไปชั่วขณะ

เรลองขยับเข้าใกล้กระจกเพื่อจะยืนยันภาพของตัวเองอีกครั้ง  และในตอนนั้นก็ได้ยินเสียงคอมพิวเตอร์บนโต๊ะเดินเครื่องเองทั้งที่ไม่ได้เปิดสวิตซ์

เธอรีบมุ่งหน้าตรงไปยังคอมพิวเตอร์  บนหน้าจอลายน้ำสีดำปรากฎข้อความไร้ระเบียบภาษาอังกฤษขึ้นมาแล้วหายไปแล้วกลับขึ้นมาอีกด้วยความเร็วน่าเหลือเชื่อ

(คงเป็นโปรแกรมอะไรสักอย่าง…..?)

หลังจากเพ่งมองอยู่สักพัก  จู่ ๆ บนหน้าจอก็ปรากฎข้อความสีขาวขึ้นมา

———กำลังเปิดหน้ารายละเอียดข้อมูล

———โปรดใส่ข้อมูล

แล้วคอมพิวเตอร์ก็เริ่มส่งเสียงพูดเหมือนขานรับกับข้อความ

———กรุณาตอบคำถาม

———-คุณชื่ออะไร?

(ชื่อ…..?)

“……..เร……….เรเชล  การ์ดเนอร์”

เรตอบเหมือนเพิ่งนึกออก

———-อายุเท่าไร?

“…..สิบสาม”

———-ทำไมถึงอยู่ที่นี่?

“ฉันมาโรงพยาบาล….พอรู้สึกตัวก็อยู่ที่นี่…..”

———-ทำไม?

“……..?”

———-ทำไม?

———-ทำไม?

“………..”

(น่ากลัว……..)

เรเบ้หน้าจากเสียงเรียกไร้ความหมายที่ดังรัว ๆ จนไม่มีช่องว่างให้ตอบ

———-ทำไม?

———-ทำไมถึงมาโรงพยาบาล?

(ทำไมถึง…..มาโรงพยาบาล……)

ไม่รู้ทำไมใจถึงเต้นรัวจนชักเจ็บ  เรถอนหายใจเบา ๆ เพื่อสงบลมหายใจ  แล้วขยับออกห่างจากคอมพิวเตอร์เล็กน้อย

(….คดี  ฆาตกรรม….)

ในตอนนั้นความทรงจำขาดวิ่นก็ผุดขึ้นมาในหัวของเร  แต่เธอไม่รู้ว่าความทรงจำนั้นถูกต้องหรือเปล่า  เธอไม่รู้วิธีตรวจสอบ  และเดิมทีก็ไม่เคยนึกสงสัยว่าความทรงจำทั้งหลายเป็นของจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ

“……..ฉันเห็นคนตาย——–เห็นคนถูกฆ่า…….ตรงหน้า…….”

เรเบิกตากว้างเล็กน้อยเหมือนตอนเห็นภาพชวนสยองขวัญในคืนนั้นขณะตอบ  ทั้งคนถูกฆ่าหรือคนฆ่าไม่ใช่คนรู้จักแน่ ๆ เพราะนึกใบหน้าไม่ออกเลย  นึกออกเพียงผู้ชายคนหนึ่งขึ้นคร่อมผู้หญิงแล้วใช้มีดแทงเธอคนนั้นได้อย่างชัดเจน

“เลยถูกพามาที่ห้องให้คำปรึกษา……..”

ในหัวเรผุดภาพตัวเองกำลังรับคำปรึกษาจากที่สูงออกมาขณะพูด

ห้องตรวจเป็นพื้นที่สีขาวเหมือนอยู่ในสวรรค์  มีหมอให้คำปรึกษาสวมแว่นใส่ชุดกาวน์สีขาวนั่งอยู่ตรงหน้า  หมอจ้องมองดวงตาสีฟ้าเหมือนเห็นวันสิ้นโลกของเธอแบบตาไม่กะพริบขณะแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน

———–อยากทำอะไรต่อจากนี้?

คอมพิวเตอร์ถามแบบเดียวกับหมอคนนั้น

“…..อยากออกจากที่นี่  อยากพบคุณพ่อกับคุณแม่”

เรเงยหน้าขึ้นพลางพึมพำคำตอบให้ได้ยินคนเดียวขณะนึกย้อนภาพครอบครัวในความทรงจำ

———–เสร็จสิ้นการใส่ข้อมูล

———–กำลังพิมพ์การ์ดคีย์สำหรับเริ่มเล่น

คอมพิวเตอร์ส่งเสียงดังก่อนหน้าจอจะดับวูบไปหลังฉายข้อความนั้นเป็นข้อความสุดท้าย

(……?)

เธอลองกดปุ่มเปิดเครื่องอีกครั้ง  แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาทำงานอีก  แล้วการ์ดใบหนึ่งก็โผล่ออกมาจากด้านข้างของคอมพิวเตอร์

(คงเป็นการ์ดใช้เปิดประตูบานนั้น…..)

เรดึงการ์ดออกจากคอมพิวเตอร์  แล้วมุ่งหน้าไปยังประตูราวกับจะหนีออกจากห้องไป

พอเสียบการ์ดเข้าอุปกรณ์ที่ฝังบนประตู  ก็ได้ยินเสียงต่ำ ๆ ดังหึ่ง ๆ พร้อมกับประตูเปิดออก  เมื่อเดินเข้าไปก็พบว่ามีลิฟท์อยู่ข้างในจริง ๆ

เรกดปุ่ม “▲” เพื่อขึ้นไปด้านบนแล้วรีบเดินเข้าไปข้างในลิฟท์  พอเธอจะกดปุ่มควบคุมลิฟท์เพื่อขึ้นไปชั้นหนึ่งก็สังเกตเห็นคำว่า B7 ส่องแสงราวกับบอกว่าตอนนี้กำลังอยู่ชั้นไหน

(B7…….?  แปลกจัง……ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้อยู่ชั้นใต้ดินลึกขนาดนี้ซะหน่อย…….)

———ตรงแผงควบคุมมีเพียงปุ่มไปยังชั้น B6 เท่านั้น  และตอนกดปุ่มเปิดประตูลิฟท์ก็จำได้ว่าไม่เห็นปุ่ม “▼ “ เช่นกัน…..

ในตอนนั้นเธอได้ยินเสียงคล้ายระฆังในโบสถ์ดังก้อง

———–หญิงสาวชั้นล่างสุดได้กลายเป็นเครื่องสังเวย

———–ทุกท่านในทุก ๆ ชั้นโปรดเตรียมตัว

————ต่อจากนี้จะเข้าสู่เพลย์แอเรีย  เปิดประตูได้

แล้วเสียงแตกพร่าของผู้หญิงไร้ซึ่งความสูงต่ำเหมือนเสียงเครื่องจักรก็ดังก้องอยู่ในลิฟท์

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s