Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 7]

ตัวละครในทีมเซย์โดเยอะเหลือเกิน  เลือกไม่ค่อยถูกเลยว่าจะจับใครมาลงบ้างดี

(แต่พวกตัวละครคงบอกว่าอย่าเอาฉันมาลงเลยมากกว่ามั้ง  เพราะอาจซวยได้…)

 

ตอบ somainchan

กลิ่นเลือดนี่แหละค่ะ  เคยอ่านเจอวิธีบรรยายกลิ่นเลือดว่ากลิ่นคล้ายเหล็ก  (เพราะฮีโมโกลบินหรือเปล่านะ?) เลยลองใช้ดูน่ะค่ะ

…หรือว่าเราเข้าใจผิดไปเองหว่า…

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“—มิยูกิครับ  รุ่นพี่มิยูกิครับ—”

ใครบางคนกำลังเรียกชื่ออยู่

“—ได้ยินไหมครับ  รุ่นพี่มิยูกิ—”

แวบแรกมิยูกิทำเพียงลืมตาขึ้นด้วยอาการเหม่อลอย  ในหัวคิดเพียงรำคาญนิด ๆ ที่มีคนพยายามปลุกทั้งที่ยังรู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม

“—รุ่นพี่มิยูกิครับ—”

ก่อนสติจะพลันกลับมาในอีกเสี้ยววินาที

“เฮ้ย!!!!”

เขาผุดลุกขึ้นนั่ง  ก่อนรีบยกมือกุมหัวเนื่องจากอาการมึนศีรษะแล่นขึ้นกระทันหัน

“อะ…!!!”  เจ้าของเสียงเรียกส่งเสียงอุทานเล็กน้อย

เสียงนี้…

มิยูกิใช้ข้อมือกดบริเวณขมับตัวเองเพื่อเบาอาการปวดหัวขณะเหลือบมองไปทางต้นเสียงข้างตัว  ก่อนส่งเสียงเรียกชื่อเมื่อเห็นใบหน้าอีกฝ่าย  “…ฟุรุยะ…?”

“…เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”  ฟุรุยะ  ซาโตรุส่งเสียงถามด้วยความเป็นห่วง  เขากำลังนั่งชันเข่าข้างหนึ่งสูงจากพื้น  มีตะเกียงวางไว้ข้างตัว  แสงไฟส่องให้เห็นชุดเครื่องแบบฤดูหนาวดูยับยู่ยี่เล็กน้อย  แต่ยังสะอาดสะอ้านเมื่อเทียบกับชุดที่เขาใส่อยู่ปัจจุบัน

“…ไม่เป็น….ไร…”  รุ่นพี่ลากเสียงเล็กน้อยขณะพยายามทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

เสียงฟุรุยะ…เหรอ………

เขาเหม่อต่อได้อีกแวบเดียวก็นึกอะไรออก  “เออฟุรุยะ!!!นายปลอดภัยดีใช่ไหม!!?”

อีกฝ่ายทำหน้าแปลกใจเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำถาม  เขาก้มมองตัวเองก่อนจะสบตากลับงง ๆ  “ก็ปลอดภัย…ดีนะครับ?”

“เหรอ…”เขาถอนหายใจโล่งอก  แต่ก็รีบดึงความร้อนใจกลับมาเหมือนเดิม  “ฉันได้ยินจากซาวามูระว่านายวิ่งล่อเงาประหลาดถือมีดไปอีกทาง…ไม่ได้โดนอะไรมาสินะ…”

“อ่อ…”  เหมือนฟุรุยะจะเข้าใจที่เขาต้องการสื่อแล้ว  “ผมหนีเข้าไปหลบในห้อง  แล้วรอจนเงานั้นเดินห่างออกไปเลยออกมาน่ะครับ”

“อ๋อ”  คนถามเริ่มนึกภาพออก

“หลังจากนั้นผมเลยออกเดินตามหาคนอื่น ๆ…จนมาเจอรุ่นพี่สลบอยู่ในห้องนี้แหละครับ”พอถึงตรงนี้  น้ำเสียงคนพูดกลับฟังดูไม่ค่อยดีขึ้นมา  “แล้วก็…”

แล้วก็…?

ทันใดนั้น  เขาก็นึกถึงบางอย่าง

จะว่าไป…ทำไมฉันถึงนอนสลบอยู่ตรงนี้?

แล้วภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็ไหลกลับเข้ามา

เป็นจังหวะเดียวกับที่ฟุรุยะหันหน้าไปมองอีกทาง

ในห้องที่เขาเห็นตอนนี้เหมือนกับตอนเพิ่งเข้ามาครั้งแรก  ไม่มีร่างของคนนอนกองทับกันเต็มพื้น  ไม่มีของเหลวสีแดงเจิ่งนองทั่วบริเวณ  ไม่มีกลิ่นคาวเหล็กอบอวลจนชวนคลื่นไส้

แต่มีสิ่งหนึ่งยังคงอยู่ที่เดิม

ร่างของมาเอโซโนะ  เคนตะยังคงนอนนิ่งอยู่กับพื้นข้างแอ่งของเหลวสีแดงเข้ม

“อะ….”

แล้วความเป็นจริงก็ถาโถมใส่ตัวเขาทันที

.

.

.

.

.

.

“…แบบนี้น่าจะโอเค…แล้วสินะครับ”

ฟุรุยะถามขึ้นหลังเอาผ้าคลุมหุ่นรูปปั้นซึ่งหาเจอจากในห้องคลุมบนร่างหนึ่งในรองกัปตันเรียบร้อย

“….เออ  ขอบใจนะ…”  มิยูกิกล่าวสั้น ๆ  “ขอโทษด้วยที่…ต้องให้นายทำ”

อีกฝ่ายไหวไหล่  ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ  “ไม่เป็นไรครับ”

มิยูกิเกือบกรีดร้อง  เกือบแผดเสียงด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดในตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า  เพียงแต่เขาห้ามตัวเองไว้ได้ทันในเสี้ยววินาทีสุดท้ายเพราะมีรุ่นน้องที่ต้องดูแลอยู่ในที่นี้ด้วย  แต่เขาก็ไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะช่วยเพื่อนร่วมทีมให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมได้  สุดท้ายจึงต้องขอร้องอีกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้แทน

จนถึงตอนนี้เขายังไม่อยากรับความจริง  อยากจะหลับตาลงไปอีกครั้งเพื่อหวังว่าพอลืมตาแล้วทุกอย่างตรงหน้าจะเปลี่ยนไป

นี่มันเกิดอะไรขึ้น

ในหัวได้แต่พร่ำประโยคนี้ไปมา

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“…รุ่นพี่มิยูกิครับ…”  คนข้างตัวคงเห็นเขาเงียบไปอีกหนจึงลองเรียกชื่อดู

“…โทษที”  เขารีบสลัดความฟุ้งซ่านออกจากหัว  หันไปมองรุ่นน้องข้างตัว  “ฉันไม่เป็นไรแล้วละ”

“…ครับ”  อีกฝ่ายคงอ่านใจออกจึงทำเพียงพยักหน้ารับ

รุ่นพี่ถอนหายใจยาวก่อนจะคว้าตะเกียงไว้ในมือแล้วรวบรวมแรงที่เหลือลุกขึ้นยืน  ตัวเขาเซเล็กน้อยเพราะอยู่ในท่านั่งมานาน  แต่ก็ยังไม่ถึงขึ้นจะล้มไปกับพื้น  เขาตั้งสติตัวเองอีกครั้งก่อนก้มมองอีกคน  “ไปกันเถอะ  ฉันต้องพานายไปรวมกับคนอื่น ๆ…ป่านนี้ซาวามูระคงโวยวายแย่แล้วละ”

“คนอื่น ๆ?”  ฟุรุยะทวนคำขณะลุกขึ้นยืนตาม

“ตอนนายฟื้นครั้งแรก  นายเจอแค่ซาวามูระกับเซโตะหรือเปล่า”  มิยูกิลองเดาดูจากที่ได้ยินมา

“ตอนแรกสุดผมฟื้นขึ้นมาคนเดียวครับ…”รุ่นน้องเริ่มเล่าย้อนความหลัง  “ก่อนจะเดินมาเจอสองคนนั้นตอนกำลังเดินดูว่าที่นี่ที่ไหน…แล้วพอเดินไปสักพักก็เจอเงาดำในผ้าคลุมถือมีดไล่ทำร้าย  เผอิญผมอยู่ใกล้เงามากกว่าแล้วเห็นทางขึ้นลงบันไดพอดีเลยตัดสินใจล่อให้มาทางนี้….” ก่อนจะหยุดหายใจ

“แล้ว…?”  เขารออีกคนพูดต่อ

ฟุรุยะสูดลมหายใจแล้วเปิดปากเล่าต่อ  “ตอนนั้นผมเห็นประตูห้องหนึ่งเปิดอยู่เลยรีบเข้าไปหลบ…แล้วพอเห็นว่าเงานั้นเดินไปทางอื่นเลยจะออกจากห้อง  ผมก็…”  ก่อนจะเงียบไปอีก

คนถามรอคนตรงหน้าพูดต่อ  แต่อีกฝ่ายก็ทำเพียงเอียงคอเหมือนกำลังนึกอะไรอยู่เท่านั้น

จนสุดท้ายเขาชักทนไม่ไหวเลยถามต่อ  “แล้วไงต่อเรอะ”

“ผม…สลบไปเหรอ?”

“หา?”  เขาอุทานเสียงหลง

“จำเรื่องต่อจากนั้นไม่ได้…”  คอของฟุรุยะยิ่งเอียงมากขึ้น  “แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็เห็นรุ่นพี่นอนอยู่กับพื้น…แล้วก็เห็นรุ่นพี่โซโนะ……”  พอถึงตอนนี้เขาก็เงียบลงอีกครั้งขณะเหลือบสายตาไปยังกองผ้าสีขาวบนพื้น

แปลว่า…ฟุรุยะก็อยู่ในห้องนี้ด้วย…?

………เอ๊ะ

“เดี๋ยวนะ”  มิยูกิรีบขัดไว้ก่อนขมวดคิ้ว  “นายบอกว่านายฟื้นขึ้นมาเห็นฉันนอนบนพื้นเหรอ”

อีกฝ่ายทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนพยักหน้า  “ครับ”

“แปลว่านายต้องสลบอยู่ตรงไหนสักแห่งในห้องนี้ตอนฉันเข้ามาน่ะสิ”  เขาเริ่มลำดับเหตุการณ์ต่อ

คนตรงหน้ากะพริบตา  “ก็น่าจะใช่…นะครับ”

“แต่ฉัน……..ไม่เห็นนายอยู่ในห้องนี้ตอนเข้ามาเลยนะ”

มิยูกิมองหน้าฟุรุยะตรง ๆ

แน่นอนว่าเขาไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นหรอกว่า ‘ไม่เห็น’ เอซประจำทีมคนนี้ตอนเข้ามาในห้อง  เนื่องจากความมืดนั้นมีมากเกินกว่าแสงไฟจากตะเกียงจะฉายให้เห็นทั่วทั้งหมด  และตอนเข้ามาครั้งแรกสายตาเขาถูกเก้าอี้และโต๊ะตรงกลางดึงดูดไปเสียก่อน  เขาจึงไม่มีโอกาสสำรวจตามมุมห้องเลยสักนิด

แต่ตัวของรุ่นน้องคนนี้ก็ไม่ได้เล็กจนไร้ตัวตนถึงเพียงนั้น  แม้จะไม่เห็นในทันทีแต่อย่างน้อยก็น่าจะสะดุดตาชวนให้เข้าไปมองใกล้ ๆ อยู่ดี

ถ้าเรื่องที่ฟุรุยะพูดเป็นความจริง…

……..แล้วทำไมเขาถึงไม่สะกิดใจเลย?

อีกฝ่ายทำเพียงจ้องตากลับตรง ๆ

ไม่รู้ทำไมมิยูกิถึงขนลุกขึ้นมา

แต่บรรยากาศชวนหนาวสันหลังก็หายวับไปทันทีเมื่อฟุรุยะเอียงคอตัวเองพลางเปิดปากพูดอีกครั้ง  “ตอนผมเข้ามาหลบในห้องนี้  ผมหลบในตู้นั้นน่ะครับ”

คนอธิบายชี้นิ้วไปทางด้านหนึ่งของห้อง  พอหันไปมองตามก็เห็นตู้ไม้ขนาดใหญ่ใบหนึ่งตั้งอยู่ตรงนั้น  ตู้นั้นต่างจากตู้อื่น ๆ ตรงที่ไม่ได้กรุกระจกไว้จึงทำให้มองไม่เห็นด้านใน  ความสูงนั้นสูงเลยหัวพวกเขาไปเสียอีก

“น่าจะเป็นตู้เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดน่ะครับ”  เขาอธิบายต่อ  “ขนาดพอเข้าไปหลบได้พอดี  ผมเลยหนีเข้าไปในนั้นน่ะ…”

อ่อ

ถ้าอย่างนั้นแล้วฉันจะไม่เจอตัวก็ไม่แปลกสินะ

มิยูกิพยักหน้าอย่างยอมรับได้  แม้ในใจคิดอยากพูดขัดว่าไปจำมุกแบบในเกมมาจากไหน  แต่ด้วยบรรยากาศทำเขาสูญเสียความอยากนั้นไปในวินาทีต่อมา

“พอจะออกจากตู้นั้นก็…จำอะไรไม่ได้…แล้วพอรู้สึกตัวอีกทีก็ออกจากตู้มาเจอรุ่นพี่น่ะครับ”  อีกฝ่ายอธิบายขยายความจนครบ

“งั้นเหรอ…”  คนฟังลากเสียง  ไม่นึกติดใจอะไรอีกต่อไป  “…โทษทีที่ถามยาว  รีบไปก่อนดีกว่า  คนอื่น ๆ คงรอนานแล้วละ”

“ครับ”  รุ่นน้องไม่ว่าอะไร  ทำเพียงพยักหน้ารับแล้วขยับเข้ามายืนใกล้ ๆ

มิยูกิเหลือบตาไปมองร่างที่ถูกผ้าคลุมเอาไว้บนพื้น

โซโนะ…

ไว้จบเรื่องทุกอย่าง  ฉันจะพานายกลับเอง

ดังนั้น…ช่วยรอหน่อยนะ

ความเจ็บใจเอ่อล้นออกมาจนเขาต้องกัดปากตัวเองเบา ๆ ยั้งไม่ให้ตัวเองหลุดการควบคุม  ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ

.

.

.

.

.

.

ระหว่างทางพวกเขาไม่เจอใครคนอื่น  หรือแม้แต่เงาปริศนาถือมีดตัวนั้นเลย  พวกเขาใช้เวลาไม่นานนักก็ลงมาถึงห้องพักครู  จุดนัดพบที่ตกลงกันไว้  มิยูกิออกแรงเลื่อนบานประตู  คราวนี้มันขยับออกอย่างง่ายดาย  คงเป็นเพราะผ่านการเปิดปิดมาหลายรอบแล้ว

“ทุกคน…นี่ฉันเอง”  เขาส่งเสียงเป็นสัญญาณให้ขณะก้าวเท้าเข้าไปในห้อง

ทุกอย่างเงียบกริบ

“…โคมินาโตะ?  ซาวามูระ?”  เขาลองเรียกชื่อรุ่นน้องที่น่าจะอยู่ในห้องนี้  แต่ก็ไม่มีเสียงขานรับสะท้อนกลับออกมา

ฟุรุยะก้าวเท้าตามเข้ามาในห้องพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ  “ไม่มีใครอยู่เลย…นะครับ”

“ฉันบอกว่าให้มารออยู่ที่นี่แท้ ๆ…”  คนออกคำสั่งเดาะลิ้น  เขายกตะเกียงขึ้นให้แสงไฟส่องไปทั่วห้องมากกว่าเดิมแล้วลองส่งเสียงเรียกต่อ  “เซโตะ  โอคุมูระ  อยู่ในนี้ไหม”

ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม  ดูเหมือนในห้องจะไม่มีใครเลยนอกจากพวกเขาสองคน

“…ไปไหนกันวะ…”  คนเรียกสบถเล็กน้อย

“รุ่นพี่นัดทุกคนไว้ที่ห้องนี้เหรอครับ”  รุ่นน้องข้างตัวถามขณะหยิบแฟ้มที่วางสุม ๆ ไว้บนโต๊ะใกล้ตัวขึ้นมาเปิดดู

“ก็ใช่น่ะสิ…เออ  ฉันยังไม่ได้เล่าให้ฟังสินะ”  มิยูกินึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้เล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าเจอฟุรุยะให้เขาฟัง  จึงเล่าสรุปออกมาคร่าว ๆ  “ตอนแรกฉันเจอโอคุมูระสลบอยู่ในห้องบนชั้นนี้แหละ  ก่อนจะเข้ามาเจอโคมินาโตะในห้องนี้”  เขาเบนสายตาไปยังส่วนลึกของห้อง  “พอออกไปข้างนอกก็เห็นเงาประหลาดเดินไปข้างล่างเลยตามไป  แล้วไปเจอเซโตะตรงห้องพยาบาลข้างหลัง  ตอนนั้นเซโตะบอกว่าเจอเงานั่นเอามีดไล่ทำร้ายเลยกลับขึ้นมาข้างบน  แล้วเจอเงานั้นกับซาวามูระนี่แหละ”

อีกฝ่ายหันมายืนฟังเงียบ ๆ  คนเล่าหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนอธิบายต่อ  “ตอนนั้นโคมินาโตะกับเซโตะบอกจะล่อเงานั้นไปอีกทาง  พวกฉันเลยนัดกันว่าถ้าหนีพ้นแล้วให้มาเจอกันที่ห้องนี้  พอช่วยซาวามูระได้เขาก็เล่าเรื่องนายให้ฟัง  ฉันเลยให้โอคุมูระพาซาวามูระมาที่นี่  ส่วนฉันก็ตามหานายจนไปอยู่ในห้องนั้นไง”

สีหน้าของฟุรุยะเปลี่ยนจากสงสัยเป็นเข้าใจอย่างช้า ๆ  “อ่อ…”

“เพราะงั้นทุกคนน่าจะอยู่ที่นี่สิ…”  ความไม่สบายใจค่อย ๆ ตกตะกอนทับถมในใจรุ่นพี่อีกครั้ง  “หรือว่าพวกโคมินาโตะจะหนีจากเงานั้นไม่พ้น…”

คนฟังเอียงคอเล็กน้อย  “อาจจะรอกันไม่ไหว…เลยออกไปแล้วหรือเปล่าครับ?”

“จะออกไปได้ยังไง  ก็ฉันบอกว่าให้รอที่นี่จนกว่า—”

ในหัวมิยูกิดึงความทรงจำชิ้นหนึ่งออกมา

“ถ้าพวกนายเห็นสมควร  ก็ช่วยออกตามหาให้หน่อยละกัน”

“…อะ”  เสียงหลุดออกจากปากเขาสั้น ๆ

“…มีอะไรเหรอครับ?”  อีกฝ่ายเห็นคนตรงหน้าชะงักไปเลยถามต่อ

“ฉันเคยบอกโอคุมูระไปว่า…ถ้าฉันหายไปนานก็ช่วยตามหาตัวที…น่ะสิ”  มิยูกิยกมือกุมขมับ  นึกด่าตัวเองในใจที่ไม่น่าพูดแบบนั้นออกไป  “ตอนนั้นไม่ได้คิดจะให้ออกตามหาจริง ๆ ซะหน่อยแท้ ๆ……”

“งั้นทุกคนคง…ออกตามหาตัวรุ่นพี่กันแล้วละครับ”  ฟุรุยะพูดสรุปให้

โอคุมูระคนนั้นเป็นคนจริงจังเกินเหตุซะด้วยสิ

แน่นอนว่าใจหนึ่งเขาอดดีใจไม่ได้ที่รุ่นน้องคนนี้ยอมทำตามที่พูดขนาดนี้  เลยได้แต่โทษตัวเองที่ดันพูดแบบนั้นออกไปจนเกิดเรื่องยุ่งยากแบบนี้ทีหลังแทน

แปลว่าพวกเขาไม่ยอมกลับมายังห้องนี้ซะทีจนทุกคนเห็นพ้องว่าคงเกิดอะไรขึ้นไปแล้วสินะ

“ฟุรุยะ…”  เขาลองถามขึ้นมา  “นายพอรู้ไหมว่าตัวเองสลบไปนานเท่าไร…”

อีกฝ่ายเอียงคอด้วยแววตาสงสัย  “ไม่…นะครับ”  แล้วเบนสายตาไปยังหน้าต่างในห้อง  “ไม่มีอะไรพอช่วยบอกเวลาให้ด้วย”

นั่นมันก็จริง

บรรยากาศในตึกนี้มืดสนิท  แม้จะมองออกไปนอกหน้าต่างก็ไม่เห็นอะไรแม้แต่นิด  หรือแม้ขนาดในตอนนี้เขาเห็นนาฬิกาแบบไขลานเรือนหนึ่งแขวนไว้บริเวณกำแพงห้อง  แต่ลูกตุ้มก็หยุดนิ่งอยู่กับที่มาตั้งแต่แรกแล้ว  ไม่มีทางไหนพอรู้เวลาได้แม้แต่นิด

มิยูกิลองหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองออกจากกระเป๋า  บนหน้าจอยังขึ้นคำว่าไม่มีสัญญาณเช่นเคย  และยิ่งไปกว่านั้นคือตัวเลขแสดงเวลาบนจอกลายเป็นตัวหนังสือประหลาด  ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ไปแล้ว

จะบอกว่าที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘เวลา’ เรอะ

เขาหัวเราะขึ้นจมูกเล็กน้อยแล้วเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิม

ประเด็นใหญ่ตอนนี้คือ  จะเอายังไงต่อดี

จะรออยู่ที่นี่เผื่อทุกคนกลับมา  หรือจะออกตามหาพวกนั้นต่อ

ตามหลักคนหลงแล้ว  วิธีที่ดีที่สุดคือควรรอยังจุดนัดพบ  เพราะเป็นที่ ๆ ทุกคนรู้จักดีและรู้กันอยู่แล้วว่าน่าจะต้องมาหยุดอยู่ตรงนี้มากที่สุด  ขืนยิ่งออกไปเดินตามหากันหมด  สุดท้ายก็จะไม่มีใครเจอใครเลยเพราะกระจัดกระจายไปคนละทาง

แต่เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าระหว่างเจ้าพวกนั้นตามหาเขา  จะไปเจออะไรเข้าหรือเปล่า

ยิ่งตอนนี้มีเงาประหลาดถือมีดคิดจ้องทำร้ายทุกคนด้วย

“รุ่นพี่มิยูกิครับ”

เสียงเรียกจากอีกคนดึงสติให้เขาหลุดออกจากภวังค์ความคิด  เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก  ก่อนเห็นรุ่นน้องถือกระดาษบางอย่างไว้ในมือในท่ายื่นออกมาให้ดู

“อะไรเหรอ”  เขาถามกลับ

“จาก…โคมินาโตะครับ”อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อยขณะพูดชื่อเพื่อนร่วมชั้นออกมา

โคมินาโตะ?

มิยูกินึกแปลกใจ  แต่ก็รับกระดาษแผ่นนั้นมาดู

กระดาษใบนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก  มีร่องรอยเหมือนถูกฉีกมาจากสมุดเล่มใดสักแห่ง  ตัวกระดาษดูเก่าและกรอบชวนให้เดาได้ว่าคงฉีกมาจากสมุดที่วางทิ้งไว้อยู่ในห้องนี้  มีข้อความเขียนด้วยปากกาอยู่ตรงกลาง

.

.

ถึงรุ่นพี่มิยูกิ

หากเห็นข้อความนี้  ช่วยตามพวกผมลงมาที่ห้องพยาบาลข้างล่างทีครับ

พวกผมเจอตัวอาซาดะระหว่างทางกลับมายังห้องนี้  แต่เขามีแผลตามตัวเล็กน้อย  พวกผมเลยตัดสินใจพาเขาไปห้องพยาบาลข้างล่างเผื่อมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครับ

แล้วก็ทุกคนปลอดภัยดีครับ

โคมินาโตะ

.

.

“อาซาดะเหรอ…”  มิยูกินึกภาพพิชเชอร์ปีหนึ่งตัวผอมสูงที่มักทำตัวลุกลี้ลุกลนเหมือนวางตัวไม่ค่อยถูกตลอดเวลาขึ้นมาในหัว

“ห้องพยาบาล…”  ส่วนฟุรุยะพึมพำเป้าหมายเบา ๆ  แล้วมองหน้าคนถือกระดาษอีกครั้ง  “รีบไปกันเถอะครับ”

“อะ  เออ”  อีกคนพยักหน้ารับ  วางกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้บนโต๊ะใกล้ ๆ ตัว

ทุกคนปลอดภัยดี

แม้โคมินาโตะจะไม่ได้เขียนรายละเอียดอะไรทิ้งไว้มาก (คงเพราะรีบด้วย)  แต่แค่เห็นประโยคนี้เขาก็อุ่นใจขึ้นมาเป็นกองแล้ว

รุ่นน้องหันหลังกลับไปเลื่อนประตูห้องแล้วเดินออกไปข้างนอก  แต่พอมิยูกิเดินตามไปจนถึงหน้าประตู  ร่างสูงของคนตรงหน้าก็หยุดชะงักขวางทางออกเสียก่อน

“มีอะไรเรอะ  ฟุรุยะ” เขาชะงักเท้าไม่ให้เดินชนได้ทันก่อนรีบถาม

คนยืนขวางเบนศีรษะไปทางซ้าย  แล้วทอดสายตาด้วยอาการเหม่อลอย“มีคน…อยู่ในนั้น?”

ประสาทของมิยูกิกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง  “ไหน?”

อีกคนขยับตัวออกจากบริเวณประตูเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้  เขาจึงมีโอกาสหันไปมองตรงทิศเดียวกัน  สายตาของฟุรุยะจับอยู่ที่บานประตูของห้องที่อยู่ทางด้านซ้ายถัดจากห้องพักครูไปพอดี  แสงจากตะเกียงส่องให้เห็นว่าประตูถูกปิดไว้  ดูไม่ต่างจากที่แล้ว ๆ มาสักเท่าไร

“…ทำไมนายถึงคิดว่ามีคนอยู่…”  เขาลดเสียงลงหนึ่งระดับ

คนข้างตัวทำเสียงแปลกใจขณะตอบกลับ  “เหมือนได้ยิน…เสียงอะไรสักอย่าง”

เสียง?

มิยูกิเงี่ยหูอีกครั้ง  จริงอยู่ที่อาคารไม้แบบนี้ไม่อาจเก็บเสียงไว้ได้ดีหากมีใครส่งเสียงดังในระดับ  ตอนที่เขาพบตัวโคมินาโตะก็เช่นกัน  แต่ตั้งแต่เขาเดินออกนอกห้องนี้มาก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงฝีเท้าพวกเดียวกันและเสียงแผ่นไม้แล่นเอี๊ยดอ๊าด  และแม้แต่ตอนนี้ที่ยืนกันอยู่เงียบ ๆ ก็ยังไม่ได้ยินเสียงอะไรอย่างอื่นอีก

“นายไม่ได้หูฝาดแน่นะ”  เขาลองถามดู

ฟุรุยะเอียงคอเล็กน้อยแล้วพึมพำ  “…เหรอ…” ราวกับจะบอกว่าถ้าว่าอย่างนั้นก็แล้วไป

ให้ตายสิ

ได้ยินรุ่นน้องทักขึ้นมาทั้งที  จะทำเป็นลืมปล่อยไปก็ไม่ได้ซะด้วย

อีกฝ่ายถอนหายใจยาวแล้วยกมือเกาหัว  “…ลองเข้าไปดูก็ได้”

คนข้างตัวเหลือบหันมามองเล็กน้อยด้วยแววตาแปลกใจ  แต่ก็พยักหน้ารับสั้น ๆ

มิยูกิเดินตรงไปยังบานประตูแล้วเอื้อมมือจับที่เปิด  เขาตั้งสมาธิเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ ออกแรงเลื่อน

ครืด

ทันใดนั้นกลิ่นไม่ชวนพึงประสงค์ก็ลอยออกมาตามช่องว่าง

“อุ๊บ!!!”  เขารีบยกมือปิดจมูกไว้ได้ทัน  ร่างกายจดจำได้ทันทีว่ากลิ่นนี้มีที่มาจากอะไรเพราะเขาพบกับความรู้สึกแบบเดียวกันนี้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

กลิ่นเลือด…?

“แค่ก ๆๆ…”  รุ่นน้องข้างตัวส่งเสียงไอออกมาพร้อมกับได้ยินเสียงฝีเท้าถอยไปข้างหลัง  เขารีบหันไปหาแล้วส่งเสียงเรียกทั้งที่ปิดจมูกอยู่  เสียงที่ดังออกมาจึงฟังดูอู้อี้ชอบกล  “เป็นอะไรไหม  ฟุรุยะ!!?”

“ผม…”  อีกฝ่ายพยายามตอบแต่ก็เงียบลงไปทั้งอย่างนั้น  พอเห็นร่างของเขาถอยไปชิดกับหน้าต่างได้เลือนราง

มิยูกิเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่เป็นอะไรเลยฝืนตัวเองหันกลับมาแล้วออกแรงเปิดประตูอีกครั้ง

กลิ่นเหล็กชวนฉุนขึ้นจมูกโชยออกมาอย่างเต็มที่จนต้องกลั้นหายใจเป็นระยะ  เขานึกขอบคุณร่างกายตัวเองแบบประชดประชันที่ปรับตัวชินกับกลิ่นนี้เสียจนไม่นึกอยากอาเจียนออกมากระทันหันแล้ว  แต่ก็ใช่ว่าจะไม่พะอืดพะอมอยู่ดี  เขาเลยรีบเพ่งมองไปข้างในเพื่อดูว่าเป็นยังไง

แสงจากตะเกียงในมือฉายให้เห็นโต๊ะยาวตั้งกระจายห่างกันเป็นระยะ  รอบโต๊ะมีเก้าอี้ไม้แบบไร้พนักตั้งล้อมไว้  ริมผนังเต็มไปด้วยตู้ใส่ของตั้งเรียงราย  การจัดวางของและเฟอร์นิเจอร์ชวนให้นึกถึงห้องทดลองวิทยาศาสตร์  เพียงแต่บนโต๊ะไม่ได้วางอุปกรณ์เหล่านั้นเอาไว้จึงไม่อาจฟันธงได้แน่ชัดว่าใช่หรือไม่

แต่ที่แน่ ๆ คือในห้องเต็มไปด้วยรอยของเหลวสีแดงเข้มสาดกระจายทั้งบนพื้น  บนผนัง  กระเซ็นเปรอะเปื้อนโต๊ะ  เก้าอี้  และตู้ใส่ของในห้องเต็มไปหมด

ที่นี่ก็ด้วยเรอะ

ไม่รู้ว่าแบบนี้ยังถือว่าดีหรือไม่ที่เขาไม่เห็นร่างคนนอนระเกะระกะทับกันอยู่เต็มพื้น  แต่ทั้งสภาพห้องและกลิ่นก็ชวนให้เขาเป็นลมได้ทุกเมื่ออีกหน

ทันใดนั้นสายตาก็หยุดอยู่ที่จุดหนึ่ง

มีใครบางคนยืนอยู่ตรงกลางห้อง

ร่างนั้นยืนนิ่งไม่ไหวติง  มองแวบแรกชวนให้นึกถึงหุ่นขี้ผึ้ง

มิยูกิเผลอลดมือลงแล้วตะโกนออกไป

“คุราโมจิ!!?”

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 7]

  1. เฮ้ พี่โยมาแล้ว!!! มาดีมาร้ายไม่รู้ล่ะ แต่ช่วยมาอยู่ข้างกัปตันหน่อยเถอะ ดูท่าจะไม่ไหวแล้ว
    ปล.ขอบคุณที่ตอบนะคะ เข้าใจแล้วค่ะ//ฮ่า ฮ่า เราคิดมากไปจริงดัวย

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s