Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 8]

ปริศนาค่อย ๆ คลายทีละนิด…มั้ง?

สปีดเฉลยปริศนาช้ากว่าที่คิดจนชักกลุ้มแล้วค่ะ  เอาไงดีเนี่ย…//โดนตบ

สงสัยเรื่องนี้คงยาวกว่าเรื่องที่แล้วแน่ ๆ เลยค่ะ  ยังไงก็ช่วยอดทนตามต่อไปให้ด้วยนะคะ ;w;

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


แสงในมืออ่อนแรงเกินกว่าจะส่องเห็นสีหน้าอีกฝ่ายชัดเจน

มิยูกิรีบยกมือปิดจมูกดังเดิมเมื่อกลิ่นในห้องหวนกลับเข้าโพรงจมูกอีกครั้ง  แต่ก็ยังไม่ละความพยายามส่งเสียงเรียกเพื่อนต่อ  “คุราโมจิ!!  นี่ฉันเอง  มิยูกิไง!!!!”

คราวนี้ร่างตรงหน้ามีปฏิกิริยาโต้กลับด้วยการเงยหน้าขึ้นมามอง

เอ๊ะ….?

สัญชาตญาณเขาจับความผิดปกติได้

“…รุ่นพี่คุราโมจิ!?”  ฟุรุยะที่เพิ่งตามเข้ามาทีหลังส่งเสียงตกใจเบา ๆ ทันทีที่เห็นคนในห้อง

คุราโมจิ  โยอิจิขยับเข้ามาช้า ๆ จนสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงทั้งตัว  เขาใส่ชุดเครื่องแบบฤดูหนาวเหมือนคนอื่น ๆ ผมทรงแบบแยงกี้เริ่มฟูยุ่งเล็กน้อย  บนตัวไม่มีร่องรอยเลือดเปรอะเปื้อนหรือบาดเจ็บอะไร  เพียงแต่ดูหลุดลุ่ยเล็กน้อยเท่านั้น

มิยูกิยังไม่เอามือลง  เสียงจึงฟังดูอู้อี้เล็กน้อย  “คุรา…โมจิ?”

แล้วก็สังเกตเห็นจุดบ่งชี้ถึงความผิดปกติชัดเจน

แววตาเขาสะท้อนแสงเป็นสีแดง

และในมือถือกรรไกรเอาไว้

“คุ—-”

“ระวัง!!!!”

ร่างของกัปตันถูกฉุดไปด้านหลังก่อนคำพูดจะหลุดออกจากปากหมด  ตัวเขาเซถลาจนเกือบหงายหลังแต่ก็ยังตั้งตัวยืนใหม่ได้ทัน

“ฟะ–ฟุรุยะ!!?”  เขาเหลือบไปหาอีกคนด้วยความตกใจ  แต่พอเห็นสายตาคนคว้าข้อมือเขาไว้พุ่งตรงไปด้านหน้าก็เบนเป้าสายตากลับไปยังที่เดิม

คมกรรไกรสะท้อนแสงตะเกียงเข้าสายตา

คุราโมจิหยุดยืนค้างให้ท่ายื่นปลายกรรไกรตรงมาข้างหน้า  หากเขาไม่ถอยหลังมาปลายคมนั้นคงแทงเข้านัยน์ตา (หากพูดให้ถูกคือชนเลนส์แว่น) ไปแล้ว

“…คุรา…โมจิ………?”สมองของมิยูกิยังลำดับเหตุการณ์ไม่ถูก

“…ไม่เอาด้วยหรอก…………”

ปากของอีกฝ่ายส่งเสียงต่ำเสียจนแทบไม่ได้ยินออกมา

แสงตะเกียงในมือส่องให้เห็นใบหน้าหวาดกลัวของอีกฝ่ายชัดเจน

“…..ถ้าจะให้ตายอยู่ที่นี่……….ก็ไม่เอาด้วยหรอก……….”

“…นายพูดอะไรน่ะ…คุราโมจิ………….”  เพื่อนร่วมห้องเรียนยังคงสับสน

“แกบังคับฉันเองนะ……..บังคับให้ฉันต้องทำแบบนี้เองนะ……..”  อีกฝ่ายยังพร่ำประโยคน่าสงสัยออกมาเหมือนไม่ได้ยินเสียงเพื่อนสักนิด  ตัวเขาสั่นนิด ๆ จนปลายกรรไกรขยับอย่างเห็นได้ชัด  “แกเป็นคนเริ่มเอง……..เพราะงั้นฉันถึงต้องป้องกันตัวแบบนี้นะ……….”

“รุ่นพี่มิยูกิ”  ฟุรุยะดึงตัวกัปตันให้ถอยเข้ามาใกล้มากกว่าเดิมแล้วรีบกระซิบ  “รีบหนีเถอะครับ”

“คุราโมจิ!!!?  มัวพูดอะไรอยู่ห้ะ!!!”  แต่มิยูกิยังไม่ละความพยายาม

ก่อนจะหยุดหายใจเมื่อเห็นแววตาสีแดงวาวโรจน์กว่าเดิม

“ถึงฉันต้องฆ่าแก…..นั่นก็เพราะแกบังคับฉันเองนะ”

“รุ่นพี่มิยูกิ!!!”

รุ่นน้องขึ้นเสียงแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนพร้อมออกแรงดึงข้อมือมิยูกิให้ถอยไปด้านหลังในจังหวะเดียวกับที่คุราโมจิเงื้อกรรไกรในมือแล้วพุ่งเข้าใส่  แทบได้ยินสายลมถูกแหวกดังเข้าหู  ตัวของคนถูกดึงถลาถอยไปด้านหลังอีกแต่ก็ยังยันเท้าไม่ให้ล้มไว้ได้ทันฉิวเฉียด

“ไปกันเถอะครับ!!!”  คนดึงรีบพูดย้ำด้วยท่าทางลนลาน  เขาคงตกใจกับการกระทำของรุ่นพี่อีกคนมากเพราะยังไม่เคยเห็นเขาออกอาการแบบนี้เลย

แต่มิยูกิยังไม่ยอมขยับเท้า

“คุราโมจิ…นี่นาย…..”

หนึ่งในรองกัปตันปล่อยแขนข้างที่ถือกรรไกรลงพื้นตามแรงโน้มถ่วง  ตัวเขาเซไปมาดูคล้ายคนเมา  มีเพียงแววตาฉายแสงสีแดงก่ำยังคงจับจ้องมายังใบหน้าเขาไม่ไหวติง

แววตาสีแดง

จู่ ๆ มิยูกิก็นึกบางอย่างออก

“อย่านะ….อย่า….อย่าเข้ามานะเฟ้ย…….”  เสียงพึมพำแฝงความหวาดกลัวดังลอดออกมาจากริมฝีปากคุราโมจิ  ตัวของเขาค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้อีกครั้งพร้อมกับเงื้อมือข้างที่ถือกรรไกรขึ้นมาช้า ๆ

แววตาฉายแสงสีแดง

สีหน้าท่าทางหวาดกลัว

ทีท่าดูราวกับจำคนในทีมไม่ได้

คำพูดเหมือนห้ามไม่ให้คนเข้าใกล้

มิยูกิจำได้ว่าเขาเคยเห็นท่าทางคล้าย ๆ กับคุราโมจิในตอนนี้มาก่อน

ตอนนั้น ‘โคมินาโตะ’ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน

“รุ่นพี่!!!!”  คราวนี้ฟุรุยะแทบตะโกนใส่หูเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ในระยะโจมตีถึงอีกครั้ง

แล้วทำไมทั้งสองคนถึงกลายเป็นแบบนี้

ตอนนี้เขาพอทราบว่าที่แห่งนี้เคยเกิดเหตุ ‘ฆาตกรรมหมู่’ มาก่อน และตอนนี้เขายังแน่ใจแล้วว่าเขาเห็นตัว ‘ฆาตกร’ คนนั้นอยู่ในที่แห่งนี้ด้วย

หากถามว่าสองคนนั้นเป็นอะไรไป  สาเหตุก็คงไม่พ้นคดีนี่แน่

แต่อาการของฮารุอิจิก่อนหน้านี้หรือคุราโมจิในตอนนี้ดูไม่เข้าค่าย ‘ฆาตกร’แม้สักนิด

ถ้าไม่ใช่ ‘ฆาตกร’——–

“รุ่นพี่ครับ!!!!!!”

เสียงของรุ่นน้องด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับปลายกรรไกรสะท้อนแสงตะเกียงวาบเข้าสายตา

“ฉันไม่คิดจะฆ่านาย”

เสียงเยือกเย็นดังออกจากปากกัปตัน  พร้อมกับอีกฝ่ายหยุดมือไว้กลางอากาศจนปลายของมีคมห่างจากใบหน้าคนพูดไม่ถึงคืบ

“…เอ๊ะ?”  คนข้างหลังหลุดปากอุทาน

“เห็นไหมละ  ฉันไม่ได้ถืออาวุธไว้เลยนะ”  มิยูกิพยายามสั่งตัวเองไม่ให้สนใจกลิ่นในห้อง  ปลดแขนตัวเองออกจากมือฟุรุยะแล้วแบมือให้เห็น  เขาทำเสียงฟังดูไม่ทุกข์ร้อนขณะสายตายังจับจ้องสีหน้าของอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ  “ฉันเองก็เป็นคน ‘ถูกตามฆ่า’ เหมือนนายนั่นแหละ”

“ยะ…อย่ามาโกหกน่า………..”  คุราโมจิเค้นเสียงแหบแห้งออกมา  “ก่อนหน้านี้แกก็ทำหน้าเหมือนไม่มีอะไร….แล้วแทงฮาตาโนะเฉย!!!!”

ปลายกรรไกรขยับเล็กน้อยตามแรงตะโกน  คนพูดกล่อมเผลอสะดุ้งแต่ก็รีบเก็บอาการลง  “ฮาตาโนะ…เพื่อนของนายเหรอ……?”

“…อย่าเข้ามา………อย่าเข้ามา…”  อีกฝ่ายกลับไปพูดพึมพำกับตัวเองต่อ

“เพื่อนฉัน….ก็โดนแทงเหมือนกัน…..”

เสียงของมิยูกิหมองลง

“แล้วดูนี่สิ…”  เขาถือตะเกียงใกล้ตัวให้เห็นเสื้อผ้าเปื้อนคราบของเหลวสีแดงเข้มบนตัว  “ฉันเองก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายเหมือนกับนายนะ”

แววตาสีแดงก่ำของคุราโมจิหรี่ลงเหมือนพิจารณา  ก่อนสถานการณ์จะเริ่มฉายแววดีขึ้นเมื่อเขาลดกรรไกรในมือลง  “…..นายก็…….ด้วย…?”

ยอมฟังแล้ว

มิยูกิรีบห้ามตัวเองไม่ให้แสดงท่าทางดีใจออกมาขณะพูดเกลี้ยกล่อมต่อ  “ใช่….พวกฉันก็……เป็นเหมือนนายแหละ”

“เป็นเหมือน…..ฉัน……?”

“แต่ฉันไม่เข้าใจว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น…”  คนพูดเร่งเสียงขึ้นเล็กน้อยพลางหรี่ตาลง  กลิ่นอบอวลในห้องพร้อมดึงสติเขาให้หลุดลอยตลอดเวลาจนสมองต้องทำงานอย่างหนักเพื่อคงการรับรู้เอาไว้  “จู่ ๆ พวกฉันก็…โดนทำร้ายแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยขึ้นมาเฉย ๆ….”

คุราโมจิยืนนิ่งเหมือนรอฟัง  เขาใช้จังหวะนั้นยกมือปิดปากตัวเองเบา ๆ เพื่อสูดลมหายใจเข้า  กลิ่นเลือดแทรกซึมเข้าจมูกจนนึกอยากขย้อนออกมาแต่ก็เขาก็รีบกดมันกลับไปเหมือนเดิม  ก่อนจะค่อย ๆ จ้องหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ

“นายรู้ไหม….ว่าทำไมพวกฉันถึงถูกทำร้าย”

หากมิยูกิเดาไม่ผิด  คุราโมจิ……ไม่สิ  ‘ใครบางคน’ ในตัวคุราโมจิต้องเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายที่ถูก ‘เงาปริศนา’ ไล่แทงมาก่อน

หรือหากจะเรียกให้ถูกก็คือเป็นคนที่ถูกตัวต้นเหตุในข่าวหนังสือพิมพ์ก่อนจะมากลายเป็นเงาปริศนาไล่แทง

ว่าง่าย ๆ คือเป็นคนในเหตุการณ์เมื่อ 18 ปีก่อน

หากคนตรงหน้ายอมเล่าเรื่องที่รู้ให้ฟัง  เขาอาจจะเข้าใจมากขึ้นก็ได้ว่าทำไมพวกเขาต้องประสบเหตุการณ์อย่างในตอนนี้อยู่

“……..ฉันก็…….ไม่ค่อยแน่ใจ………………..”

เสียงแผ่วเบาดังจากปากคนตรงหน้า

มิยูกิรีบตั้งใจเงี่ยหูฟัง  แต่ก็จับภาพได้ว่าคุราโมจิเริ่มดูมีทีท่าแปลกไป  เขาปล่อยกรรไกรตกลงพื้น  ยกมือกุมหัวทั้งสองข้างเหมือนกำลังปวดหัวอย่างหนัก  สีหน้าเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวช้า ๆ  แววตาสีแดงเริ่มลดประกายแสงลง

“…….ฉันแค่……เป็นเพื่อนร่วมห้อง ‘หมอนั่น’…….แท้ ๆ…….”

เพื่อนร่วมห้อง?

“…’หมอนั่น’…คือ?”  เขาลองถามต่อ

“……………….ปกติ….ออกจะเป็นคนเงียบ ๆ……..ไม่ว่าจะพูดอะไรใส่ก็ยิ้มอย่างเดียว………..ดูไม่มีอะไรแท้ ๆ………”นิ้วของคนตรงหน้าจิกลงไปในหัวตัวเองจนเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นบนมือแม้อยู่ในที่อับแสง  “…….ทำไม…….ทำไมถึง……..ทำเรื่องแบบนี้…………..”

“ขอร้องละ!!”  คนถามเริ่มร้อนใจจนเผลอขึ้นเสียง  “ช่วยบอกฉันที…ว่า ‘หมอนั่น’ ที่นายว่าคือใคร!!?”

“อะ……..อะ………………”

ร่างของคุราโมจิทรุดลงกับพื้น

“คุราโมจิ!!?”

“……..อย่านะ………..อย่าเข้ามา………..อย่าเข้ามา——–!!!!!!!”อีกฝ่ายก้มหน้ามองพื้น  จิกนิ้วลงบนหัวตัวเองจนน่ากลัวว่าเลือดจะไหลออกมา  เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วห้องจนคนถามต้องเผลอเบ้หน้าด้วยความตกใจ

“หมอนั่นไม่อยู่ที่นี่หรอก!!!”  เขาพยายามตะโกนแข่งเพื่อปลอบ  “ไม่ต้องกลัว!!  ทำใจดี ๆ ไว้!!!!!!”

“…….นางาทานิ………..ทำไม………”

สิ้นเสียงแผ่วเบาจากปากอีกฝ่าย  ร่างของคุราโมจิก็ล้มตึงลงไปกับพื้นทันที

“คุราโมจิ!!!!!??????”

มิยูกิรีบตรงเข้ามาจับตัวเพื่อนเอาไว้  ใบหน้าและลำตัวข้างหนึ่งของคนบนพื้นเริ่มเปื้อนสีแดงจากกองเลือดบนพื้น  กลิ่นเหล็กชวนอาเจียนลอยคลุ้งหนักขึ้นกว่าเดิมจนเขาต้องรีบยกมืออุดจมูก  แต่ก็พยายามตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายต่อ  “คุราโมจิ!!!?  คุราโมจิ!!!!!!”

ฟุรุยะที่ยืนเงียบอยู่นานรีบตรงเข้ามาช่วยด้วย  เขาช่วยประคองตัวคุราโมจิให้ลุกนั่งแล้วหันมามองรุ่นพี่ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก  “พาเขาออกไปข้างนอกก่อนดีกว่าไหมครับ”

“อะ  เออ  จริงด้วย”  กัปตันพยักหน้ารับ  รุ่นน้องตัวสูงคว้าแขนคนสลบหิ้วปีกขึ้นแล้วค่อย ๆ ลากตัวออกจากห้องไปช้า ๆ  มิยูกิรีบลุกขึ้นยืนเพื่อจะเข้าไปช่วย  แต่ประกายแสงอะไรบางอย่างก็สะท้อนแสงตะเกียงกระทบตาเขาจากบนพื้น

พอหันไปมองก็เห็นกรรไกรที่คุราโมจิเคยถือไว้ในมือตกอยู่บนกองเลือดสีเข้ม

คนเห็นตัดสินใจฉวยมันขึ้นมา  เขาสลัดเลือดให้ออกจากด้ามเล็กน้อยก่อนหย่อนเข้ากระเป๋ากางเกงคนละข้างกับที่ใส่โทรศัพท์มือถือไว้  แล้วรีบออกจากห้องก่อนปิดประตูไม่ให้กลิ่นเล็ดรอดออกมา

“เฮ้อ….”  พอร่างกายได้สูดอากาศไร้กลิ่นคาว  เขาก็แทบทรุดลงไปกับพื้นด้วยความโล่งอกปนหมดแรง  ฟุรุยะค่อย ๆ วางตัวรุ่นพี่บนไหล่ให้นั่งพิงกับพื้นก่อนจะทรุดลงนั่งกับพื้นข้าง ๆ ตาม ๆ กัน

“เออ…ขอบใจนะ  ฟุรุยะ”  มิยูกิกล่าวขอบคุณเบา ๆ  รู้สึกผิดอยู่บ้างที่ไม่ได้ทำตามคำขอให้หนีของรุ่นน้องตรงหน้าขณะอยู่ในห้องนั้นเลย

อีกฝ่ายทำเพียงส่ายหน้า  ก่อนจะขยับตัวเอนหลังพิงกำแพงด้วยสีหน้าอ่อนล้า

เจ้านี่แรงน้อยซะด้วยสิ

กัปตันชักรู้สึกผิดขึ้นมา  เขาย่อตัวลงนั่งตรงหน้าคนทั้งสองก่อนหันไปมองเอซประจำทีมพลางถาม  “ไหวไหม”

“ไม่เป็นไรครับ”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ

มิยูกิยิ้มแห้ง ๆ ให้  เขายกมือชกที่อกรุ่นน้องเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยังสลบอยู่  “คุราโมจิ….ได้ยินฉันไหม  คุราโมจิ?”

อีกฝ่ายยังเงียบ

“รุ่นพี่…คุราโมจิ”  ฟุรุยะก็ช่วยส่งเสียงเรียกด้วยคน  ดูเหมือนเรี่ยวแรงเขาเริ่มกลับมาแล้วจากที่ได้นั่งพักและสูดอากาศบริสุทธิ์ไร้กลิ่นชวนทรมาณท้องเข้าไปในตัว

“คุราโมจิ!!  ตื่นสิ  คุราโมจิ!!!”  ขณะรุ่นพี่กำลังลังเลว่าจะลองเอามือเขย่าตัวดีไหม  คนตรงหน้าก็ย่นคิ้วเข้าสองสามทีก่อนลืมตาขึ้นมาช้า ๆ  “……หือ….?”

“คุราโมจิ!!!!”  คนเรียกเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่  รีบยกตะเกียงขึ้นส่องให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น  “นายเป็นไงบ้าง!!?”

“….มิยูกิ……?”  คนสลบก่อนหน้านี้หรี่ตาสู้แสงไฟขณะมองหน้ากลับ  แววตาของเขากลับเป็นสีน้ำตาลเข้ม  ไม่มีประกายสีแดงเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

“…รุ่นพี่คุราโมจิ….!!!!”  รุ่นน้องอีกคนก็ทำเสียงดีใจด้วย  แต่ก็เปลี่ยนเป็นสงสัยในประโยคต่อมา  “…ใช่ไหมครับ?”

“…………………หา?”  อีกคนชันตัวนั่งก่อนจะอุทาน  “อึ๊ก!!!”

“เป็นอะไรไหม!?”  มิยูกิรีบถามด้วยความเป็นห่วง

“…ปวดหัวเฉย ๆ น่ะ…”  เขายกมือกุมหัว  แต่ก็ยังตอบคำถามของฟุรุยะต่อ  “ส่วนนี่ก็ฉันไง…คุราโมจิ….”  ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วลดมือข้างนั้นลงมาดู  “…เปื้อนอะไรเนี่ย…..”

“อะ”  ฟุรุยะอุทาน

คุราโมจิยกมือดมก่อนจะทำหน้าเบ้  “อะไรเนี่ย…….เลือด?”  ก่อนจะก้มหน้ามองเสื้อผ้าตัวเอง  “…….เกิดอะไรขึ้นวะ…..”เขาพึมพำเสียงเครียดขณะจับชายเสื้อคลุมตัวเองพลิกไปมา

มิยูกิถอนหายใจ  ก่อนจะตีหน้าจริงจัง  “เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น”

.

.

.

.

.

.

คุราโมจินั่งฟังโดยไม่พูดอะไรขัดสักคำจนจบ  พอเห็นว่าคนเล่าจบเรื่องตัวเองแล้วเขาก็มองหน้าเพื่อนสนิทตัวเองตรง ๆ ก่อนเปิดปากพูด  “นี่นายพูดจริงเรอะ?”

“แล้วนายคิดว่าฉันจะโกหกไปทำไมล่ะ?”  คนเล่าย้อนถาม

“ฉัน…น่าจะถูกสิง……เนี่ยนะ?”  คนฟังเอานิ้วชี้ตัวเอง  “จะเป็นไปได้ยังไง….”

“ถ้าไม่เชื่อก็ให้ฟุรุยะช่วยยืนยันก็ได้นะ”  มิยูกิหันไปหาผู้เห็นเหตุการณ์อีกคน  “จริงมะ  ฟุรุยะ”

รุ่นน้องพยักหน้าตอบรับ

“จริงดิ….”  คุราโมจิเบิกตากว้าง  ก่อนทำหน้าครุ่นคิด  “ไม่เห็นจำได้เลย….”

ทีแบบนี้กลับเชื่อง่าย ๆ เลยนะ

มิยูกิแอบบ่นในใจ

“งั้นแปลว่าตอนนี้พวกเราก็น่าจะอยู่ในโรงเรียนที่เกิดเหตุฆาตกรรมหรืออะไรสักอย่างเมื่อ 18 ปีก่อนน่ะสิ”  รองกัปตันเปลี่ยนเรื่อง  เขายกมือกอดอกด้วยแววตาจริงจัง

“อะ  เออ”  คนเล่าแอบตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปกระทันหันของเพื่อนร่วมทีมเล็กน้อยแต่ก็พูดต่อ  “แล้วพอถามคนที่สิงนายว่าชื่ออะไรเขาก็พูดชื่อ ‘นางาทานิ’ ออกมา”

“งั้นไอ้เงาประหลาดที่ว่านั่นก็คือนางาทานิเรอะ”  อีกฝ่ายตีความ

“น่าจะใช่”  มิยูกิถอนหายใจเบา ๆ  “แต่พอจะถามต่อนายก็ดันสลบไปก่อน  เลยถามข้อมูลต่อไม่ได้น่ะสิ”

“จากหนังสือพิมพ์ที่นายเจอ  ข่าวมันเขียนว่า ‘ฆ่ายกโรงเรียน’ เรอะ…”คุราโมจิเหลือบตาทำท่าครุ่นคิด  “ฆาตกรรมไม่เลือกหน้า……เพราะงั้นไอ้เงานั่นเลยพยายามจะทำร้ายทุกคนทันทีที่เจอสินะ”

“น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ”  กัปตันพูดเสียงเบา

“เออ  เมื่อกี๊นายบอกว่าเจอพวกฮารุอิจิด้วยนี่”  คนฟังทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้เลยถามต่อ  “แล้วตอนนี้เจ้าพวกนั้นอยู่ไหน?  ทุกคนปลอดภัยดีไหม?”

ทุกคน

ภาพในห้องศิลปะย้อนกลับมาในหัวอีกครั้ง

“คุราโมจิ”

มิยูกิขยับปาก

“หือ?”  เจ้าของชื่อทำเสียงสงสัย

บอกคน ๆ นี้ไป….คงจะดีกว่าสินะ

เขาลังเลมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับใครดีบ้าง  ฮารุอิจิ….บอกไปคงจะดีกว่า  ฟุรุยะนี่รู้อยู่แล้วเพราะเห็นร่างนั้นมาพร้อมกัน  โอคุมูระ………รายนี้ถึงปิดไว้ก็คงจับสีหน้าเขาออกจนโดนบีบให้พูดแน่ ๆ  ส่วนเซโตะนี่ถ้าโอคุมูระรู้เดี๋ยวก็คงรู้เอง

ซาวามูระ………

………..ถ้าเลี่ยงได้เขาก็ไม่อยากให้หมอนี่รู้เลย………….

ส่วนคุราโมจิ…ขืนไม่บอกคงเป็นเรื่องภายหลังแน่

ไม่สิ  ต้องพูดว่าควรจะบอกให้รู้เลยมากกว่า

“…..อะไรเรอะ”  อีกฝ่ายเห็นเขาเงียบไปนานเลยถามขึ้นอีกครั้ง  แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วเหมือนพอเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไร

มิยูกิหลับตาลงเล็กน้อย  ก่อนมองหน้าเพื่อนตรง ๆ

“ฉัน…มีเรื่องจะบอกน่ะ”

.

.

.

.

.

.

สีเลือดหายไปจากหน้าคุราโมจิในพริบตา

“มิยูกิ  นาย…”  เขาฝืนหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาสองสามที  “พูดเล่นใช่ไหม…?”

“…นายคิดว่าฉันพูดเล่นเหรอ…?”  คนเล่าย้อนกลับ

อีกฝ่ายเงียบไปแวบหนึ่ง  แล้วก็ทำเรื่องผิดคาดด้วยการคว้าคอเสื้อคนตรงหน้าทันที  “นี่แก—!!!!!!!”

“อ้ะ!!”  รุ่นน้องอีกคนเผลออุทาน

“แกจะบอกว่า…โซโนะ………..โซโนะเขา………..”  คนตะคอกกลืนน้ำลายลงคอเหมือนไม่อยากพูดคำในใจออกมาจากปาก  “……แล้วเรอะ………”

มิยูกิไม่ตอบ  ทำเพียงมองหน้าเพื่อนตรง ๆ

เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน

ว่าเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งของเขาจะ……….

……..พอคิดถึงขึ้นมาอีกครั้งเขาก็ปวดหัวจนต้องบีบตัวเองให้เลิกคิดถึงมันอีก

คุราโมจิกัดฟันกรอด  มิยูกิสัมผัสได้ว่ามือที่คว้าคอเสื้อเขาไว้สั่นน้อย ๆ ก่อนคนตรงหน้าจะปล่อยมือผลักตัวเขาเต็มแรงจนหลังแทบหงายล้มไปกับพื้น

“อะ!!”  ฟุรุยะส่งเสียงหลง  เขารีบหลับตาเผื่อว่าจะถูกชก  แต่พอทุกอย่างเงียบไปถึงค่อย ๆ ลืมตาช้า ๆ

คุราโมจิปล่อยมือสองข้างลงกับพื้น  หน้าก้มลงจนมองไม่เห็นว่าทำสีหน้าแบบไหนอยู่  “นี่มันเกิดเรื่องบ้า….อะไรขึ้นวะ…………….”

รุ่นน้องคนเดียวในกลุ่มหันมามองทางกัปตันด้วยสีหน้าเหมือนจะถามว่าเอาไงดี  แต่เขาทำเพียงส่ายหน้าเบา ๆ กลับไปแล้วมองเพื่อนร่วมทีมเงียบ ๆ

“….นายคิดว่า……………ไอ้เงาประหลาดที่น่าจะชื่อนางาทานิ……….เป็นคนทำเหรอ?”  แล้วอีกฝ่ายก็ส่งเสียงถามอีกครั้ง

มิยูกิชะงักเล็กน้อย  ก่อนจะพยักหน้ารับ  “…น่าจะใช่…”

“เหรอ……….”  คนถามเงียบไปอีกหน  ก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดกางเกงตัวเองสองสามทีแล้วก้มหน้ามองคนอื่น ๆ  “นายบอกว่าพวกฮารุอิจิน่าจะอยู่ที่ห้องพยาบาลข้างล่างนี้ใช่ไหม”

คนเล่าเหตุการณ์เบิกตากว้างเล็กน้อยจากการเปลี่ยนแปลงกระทันหันของอีกฝ่าย  แต่ก็พยักหน้ารับอีกหน  “จากโน๊ตที่เขาเขียนไว้นะ”

“เออ  งั้นรีบไปหากัน”  คุราโมจิเบนสายตาหันไปมองยังระเบียงซึ่งหายลับไปในความมืดมิดรอบตัว  “ลุกขึ้นได้แล้ว  ฟุรุยะด้วย”

“อะ  ครับ”  เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อย  แต่ก็รีบยันตัวเองขึ้นยืนข้าง ๆ

“นายก็ด้วย  มิยูกิ  มัวนั่งเอ้อระเหยอะไรอยู่”  รองกัปตันรีบหันมาสั่งคนบนพื้นอีกคน

“อะ  เออ”  คนถูกสั่งตกใจจนทำได้แค่ส่งเสียงตอบรับแล้วรีบยันตัวเองลุกขึ้นยืนเป็นคนสุดท้าย  แสงไฟในตะเกียงแกว่งไปมาจากความลนลานจนน่ากลัวว่าเพลิงด้านในจะดับ  เขาเลยต้องรีบจับตะเกียงไว้ไม่ให้แกว่งไปมากกว่านี้

“แล้วห้องพยาบาลอยู่ตรงไหน”  คนออกคำสั่งถามต่อ

มิยูกิกะพริบตาปริบ ๆ  “นาย…ไม่เป็นไรแล้วเหรอ”

“หา?”  อีกฝ่ายแยกเขี้ยวใส่  “เห็นฉันเป็นสาวน้อยอ่อนปวกเปียกเหรอไง!?”

“ไม่ใช่…หมายถึง…”  เขาลังเลว่าจะใช้คำพูดอะไรดี

“ถ้าไม่รีบไปหาเจ้าพวกนั้น  ไม่แน่อาจจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาแล้วก็ได้!!”  คุราโมจิขึ้นเสียงเล็กน้อย  “อย่ามัวแต่ชักช้าสิวะ  รีบนำทางไปเร็ว!!”

หมายถึงเรื่องนี้เองเหรอ……

แม้มิยูกิจะยังกังวลกับท่าทีของรองกัปตันอีกคนอยู่บ้าง  แต่เขาก็พยักหน้ารับ  “เออ”  ก่อนออกเดินนำอีกสองคนที่เหลือลงบันไดไป

ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับคนอื่น ๆ ก็ได้…

มิยูกิพร่ำภาวนาในใจขอให้ความคิดนี้ไม่กลายเป็นจริง

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 8]

  1. ตายล่ะ!! กรรไกรในมือพี่เสียบใครไปบ้างแล้วรึยัง???? ม่ายยยยน๊าาาาา
    รวมกลุ่มกันได้สักที ค่อยโล่งใจหน่อย ฟุรุยะดูมีสติสตัง หัวไวกว่ากัปตันเยอะ
    ย้อนกลับไปอ่าน โซโนะไม่มีบอกลักษณะบาดแผล ชักแอบสงสัยตะหงิด
    กัปตันดันหยิบกรรไกรไปด้วยอีกต่างหาก

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s