Angels of Death · Novel translation

[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [3]

แดนี่เซนเซย์ปรากฎตัว!!!

พร้อมกับคำพูดดังของตัวละครนี้ค่ะ  คนเอาไปล้อเยอะเกินไปแล้ว…//ฮา

อันที่จริงในเกมจะเน้นเรื่องตาของเรเยอะมากนะคะ  ยิ่งตอนหลัง ๆ นี่ภาพไอค่อนของเรจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของแววตาชัดเจนเลย

พอลองอ่านตอนแดนี่เซนเซย์ออกละเอียด ๆ แล้วขนลุกไม่ได้แฮะ…


FLOOR B5

เรลงจากลิฟท์ทั้งที่ยังเวียนหัวอย่างรุนแรง  พอสูดหายใจเพื่อปรับลมหายใจให้เป็นปกติก็ได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุนขึ้นโพรงจมูก

(ที่นี่คือ  โรงพยาบาล…..?)

เบื้องหน้าดวงตาพร่ามัวคือสถานที่แสนสะอาดคล้ายโรงพยาบาลเหมือนตอนลืมตาตื่นขึ้น  ตรงข้ามกับชั้นที่ชายคนนั้นอยู่ลิบลับ  แต่บรรยากาศกลับต่างจากชั้นที่เธอตื่นขึ้นเล็กน้อย  เธอไม่อาจสัมผัสถึงความมีชีวิตชีวาได้จากชั้นนั้นแม้แต่นิด  แต่ที่แห่งนี้ยังมีไอของสิ่งมีชีวิตราวกับมีใครบางคนทำงานอยู่จนถึงก่อนหน้านี้อบอวลอยู่  เพราะแม้มองไปบนพื้นทุก ๆ ที่ก็เห็นว่ามันถูกขัดจนเงาวับแทบไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น  เห็นได้ชัดว่ามีใครมาทำความสะอาดทิ้งไว้

แต่รอบตัวกลับมืดเพราะปิดไฟไว้

มีเพียงคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่บางอยู่ตรงจุดคล้ายกับโต๊ะประชาสัมพันธ์ส่องแสงสีฟ้าสว่างอยู่เพียงดวงเดียว

เรรีบเดินเข้าไปยังด้านในโต๊ะประชาสัมพันธ์เหมือนถูกแสงสีฟ้าสว่างนั้นดูดเข้าไป

ตู้กระจกสูงใหญ่ด้านในโต๊ะประชาสัมพันธ์มีขวดยาบางอย่างวางเรียงรายเป็นระเบียบจนชวนขนลุก  แสงไฟขนาดเล็กฉายบนขวดจนส่องแสงระยิบระยับเหมือนจงใจตั้งโชว์ให้เห็น

บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งส่องแสงอยู่แสดงภาพลูกตาสมจริงหลาย ๆ ภาพสลับไปมา

(รู้สึกไม่ดีเลย…..)

นาฬิกาอนาล็อกซึ่งตั้งข้าง ๆ คอมพิวเตอร์หยุดเดินอยู่บริเวณแปดนาฬิกา  แต่ไม่รู้ว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน

(แปดนาฬิกา….)

ในหัวของเรผุดภาพนาฬิกาโชว์ช่วงเวลาเดียวกับนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมา  แต่นาฬิกาเรือนนั้นต่างจากนาฬิกาอนาล็อกตรงหน้าตรงที่เป็นนาฬิกาแขวนผนังรูปทรงคล้ายนกตัวน้อยน่ารัก

(นาฬิกาในห้องของฉัน…..?)

—–เธอรู้สึกเช่นนั้น  แต่นึกไม่ออก…..

แล้วก็นึกกลัวขึ้นมาว่าทำไมจู่ ๆ ถึงนึกถึงมัน

(ยังไงตอนนี้ก็ต้องรีบหาทางออกจากที่นี่เร็ว ๆ ก่อนไอ้นั่นจะหาเจอ……)

หากถูกเจอตัวต้องถูกฆ่าแน่  เธอไม่มั่นใจว่าจะหนีพ้นหากถูกฆาตกรคนนั้นไล่ตามอีกครั้งได้

(มีอะไรเป็นแผนที่ของตึกนี้อยู่บ้างไหม….)

เธอกลืนลมหายใจแล้วดึงลิ้นชักที่เห็นเพื่อหาของ

แต่ไม่อาจหาสิ่งของอะไรที่เกี่ยวข้องกับตึกนี้เจอเลย  ในลิ้นชักเจอแต่แฟ้มประวัติคนไข้  ในแฟ้มคงมีข้อมูลหรืออาการของผู้ป่วยเขียนไว้  แต่ตัวหนังสือกลับยึกยือเหมือนแมลงคลานจนอ่านเนื้อหาข้างในไม่ออก

(ที่นี่คงไม่มีอะไร……)

เรนึกท้อขึ้นมาก่อนจะออกจากโต๊ะประชาสัมพันธ์  แล้วในตอนนั้นเอง

ประตูที่เขียนไว้ว่าห้องตรวจก็เปิดออก  แล้วมีคนตัวสูงคนหนึ่งเดินตรงดิ่งมาหาเร

(…..!)

เธอไม่รู้ว่าคนนั้นเป็นใคร  แต่ในตอนนั้นเรคิดขึ้นมาว่าต้องหนีไปทางตรงข้าม  แต่พอเรจะกำลังจะออกวิ่ง  เจ้าของเสียงนั้นก็เรียกชื่อเรและคว้าแขนบอบบางข้างนั้นเพื่อหยุดเธอไว้

“รอก่อน  เรเชล!  นี่ผมเอง”

ก่อนจะออกแรงดึงแขนบังคับตัวเรให้หันมาทางตัวเอง

(ชื่อ  ของฉัน——–?)

“เรเชล  จำผมไม่ได้เหรอ?”

“…….เอ๊ะ?”

เรเบิกตาขึ้นเล็กน้อยจากคำพูดนั้น  ชายที่เรียกชื่อเธอต่างจากชายก่อนหน้านี้ตรงที่ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยน

“ก็……ผมเป็นคนตรวจเธอเองไง  ลองนึกดูดี ๆ สิ?”

(…….——ตรวจ?)

“ผมเป็นหมอที่ให้คำปรึกษาเธอไม่ใช่เหรอ!”

ในตอนนั้น  ข้างหูเรก็ได้ยินเสียง  กริ๊ง——….เสียงกระดิ่งใสดังก้อง  เสียงกระดิ่งนั้นย่อมเป็นเสียงเดียวกับที่ดังในหูตอนเธอลืมตาตื่นแน่

“….คุณหมอ  ที่ตรวจฉัน….?”

“อืม  ใช่แล้ว  ผมคือหมอแดนี่ที่รับผิดชอบเธอไง”

“คุณหมอ…..แดนี่…..”

เธอจำชื่อนั้นได้  และเรก็นึกเรื่องตอนรับคำปรึกษาขึ้นมาได้ราง ๆ

——จริงด้วย…..คุณหมอ….ที่มักตรวจฉันในห้องให้คำปรึกษามักใส่ชุดกาวน์สีขาวสะอาด…..และสวมแว่นเสมอ…..

ภาพเรือนลางในความทรงจำซ้อนทับกับคนตรงหน้าเป็นเนื้อเดียว

“…..คุณหมอ  แดนี่……คุณหมอ  ที่ให้คำปรึกษาฉัน….”

เรพึมพำเหมือนพยายามเรียกความทรงจำกลับคืนมา  แต่ถึงจะนึกภาพในห้องให้คำปรึกษาออกก็ไม่อาจนึกใบหน้าจิตแพทย์ผู้ตรวจรักษาเธอออกได้ชัดเจนเลย

———…แต่  นั่นย่อมเป็น  คุณหมอแดนี่….แน่ ๆ

“เรเชล  กำลังสับสนอยู่สินะ  แต่ก็ไม่แปลกหรอก….ที่นี่เป็นที่ ๆ น่ากลัวนี่นา  แต่สบายใจได้  ผมคือคุณหมอของเธอจริง ๆ….นะ?”

แดนี่ยิ้มเพื่อให้เรที่กำลังหวาดกลัวอยู่สบายใจขึ้น

(…..จำได้ว่าคุณหมอชอบยิ้มแบบนี้เวลาตรวจฉันเสมอ….)

“………ค่ะ  คุณหมอ”

พอเรนึกรอยยิ้มอ่อนโยนนั้นออกมาได้บ้างก็รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหายไปในพริบตา  เธอเปลี่ยนแววตามองแดนี่เป็นแววตาว่างเปล่าเหมือนตอนลืมตาตื่นขึ้น

“เฮ้อ  ดีจังที่นึกออกได้  แล้วก็…..ปลอดภัยดีสินะ  แต่เธอเป็นคนฉลาดนี่นา  ฉันคาดไว้ว่าต้องมาถึงตรงนี้ได้อยู่แล้วละ”

แดนี่เงียบลงหลังพูดจบ  ก่อนจะจ้องมองดวงตาสีฟ้าสดของเรแล้วแสดงสีหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

“……ทำไมคุณหมอถึงมาอยู่ที่นี่?”

เรถามขณะนึกสงสัยสีหน้านั้นขึ้นมา

“ผม….พอรู้สึกตัวก็อยู่ที่นี่แล้วละ  หาทางออกยังไงก็ไม่เจอเลยอยู่มาสักพักแล้ว  แต่บนชั้นนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากผมหรอก”

แดนี่ตอบหลังทำท่าครุ่นคิดก่อนมองไปรอบ ๆ

(ไม่มี  ใครอยู่….)

พอนึกย้อนดู  ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่มีใครอยู่ในชั้น B7 ส่วนชั้น B6 ก็มีแต่ชายคล้ายยมทูตคนนั้นเท่านั้น

“นี่  คุณหมอ  ฉัน  กลัวมาก ๆ เลย….เมื่อกี๊ถูกไล่ตามมา…ที่นี่คือ  อะไร……?”

เรถามพลางตัวสั่นเล็กน้อย  เสียงหัวเราะบ้าคลั่งของชายผู้น่าจะเป็นฆาตกรชวนให้นึกถึงในหนังน่ากลัว ๆ ที่เห็นประจำยังดังสะท้อนอยู่ในหู

“เรเชล  คนที่ไล่ตามเธอมาคงจะเป็น….ฆาตกรน่ะ  ถึงจะน่ากลัว  แต่ที่นี่คงเป็นที่เหมือนอยู่ในเกมก็ได้  ถูกฆาตกรไล่ตาม  พอถูกจับได้ก็ถูกฆ่า…คนถูกไล่ตามคือเครื่องสังเวย  อะไรแบบนี้”

“….เครื่องสังเวย?”

เรนึกถึงเสียงประกาศซึ่งได้ยินในลิฟท์ตอนขึ้นจากชั้น B6 มา  B7  ตอนนั้นเธอได้ยินไม่ชัด——แต่ก็จำได้ว่ามีคำว่าเครื่องสังเวยอยู่ในเนื้อหาด้วย

“ผมเองก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน  แต่เราไปด้วยกันก่อนเถอะ  เป็นไปได้ผมก็อยากหนีรอดไปด้วยกันกับเธอนะ”

แดนี่คว้ามือเย็นเฉียบของเรแล้วยิ้มอบอุ่นให้

“อืม…..”

“—–คุณหมอก็  เป็นเครื่องสังเวย……เหมือนกันเหรอ?”

 

 

——-เทวดานางฟ้า  หรือเครื่องสังเวย

 

 

ในใจของเรผุดประโยคคำถามแบบเดียวกับคำสาปนั้นขึ้นมาราง ๆ ขณะมองรอยยิ้มชวนคิดถึงของแดนี่

 

 

 

 

 

ต่อจากนั้นทั้งคู่ก็เดินอยู่ในความเงียบเหมือนอยู่ใต้ก้นทะเล

แดนี่มองทะลุทางเดินไร้จุดสิ้นสุดแล้วเดินไปข้างหน้าราวกับรู้จักสถานที่หมดแล้ว  ดูยังไงก็ไม่อาจสัมผัสถึงความลังเลได้แม้แต่นิดเดียว

“คุณหมอถูกขังไว้ในนี้นานแล้วเหรอ…..?”

เรนึกแปลกใจกับทีท่าผ่อนคลายจนดูไม่เหมือนคนถูกขังนั้นเลยเงยหน้าถามแดนี่ดู

“ก็อย่างนั้นแหละนะ….เรเชล  กลัวออกไปไม่ได้เหรอ?”

“ถ้าอยู่กับคุณหมอก็ไม่เป็นไร….”

เรตอบเสียงเบาเหมือนหายใจ  แต่คงเป็นเพราะเธอไม่ได้คิดแบบนั้นอยู่  แค่นึกขึ้นมาว่าต้องตอบไปแบบนั้นเฉย ๆ

“อืม  นั่นสินะ  ถ้าสมมติว่าเกิดออกไปไม่ได้จริง ๆ  แต่ถ้าเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคนก็อาจจะเกิดเรื่องดี ๆ ขึ้นก็ได้  ทั้งสำหรับเรเชลแล้วก็ผมเองด้วยแล้ว  เนอะ  เฮ้อ  ผมดีใจจริง ๆ นะที่เธอมาหา”

แดนี่มองไปยังเรด้วยสีหน้าเหมือนนึกอะไรออก

“……?  อืม”

เรรู้สึกกลัวสายตานั้นขึ้นมานิด ๆ

(คุณหมอ……เป็นแบบนี้หรอกเหรอ?)

เรนึกเรื่องตอนรับคำปรึกษาได้เพียงราง ๆ  แต่เธอยังคงดึงเศษเสี้ยวความทรงจำว่าเคยพูดอะไรกับแดนี่หรือว่าต้องรับคำปรึกษาไปทำไมไม่ออกเลย

 

 

 

 

 

พอเดินไปบนทางเดินมืด ๆ ได้สักพัก  จู่ ๆ ก็พบกำแพงกระจกหนาตั้งขวางอยู่ตรงหน้า

“…..ทางตัน”

เรพึมพำเหมือนถอนหายใจ  เห็นทางเดินทอดยาวต่อไปจากฝั่งตรงข้ามกำแพงแก้วเหมือนกำลังดูภาพวาดแสนพิศวงอยู่

“อืม  เราไปทางนั้นต่อไม่ได้….กระจกนี้แข็งมาก ๆ เลยละ”

แดนี่ทำหน้ากลุ้มใจแล้วเคาะหลังมือกับกำแพงกระจก

“เหรอ…”

(…..เลยถูกขังไว้เป็นเวลานานสินะ?)

พอเธอนึกเช่นนั้นขึ้นมา

“เหมือนกับเธอและผมถูกขังไว้ด้วยกันสองคนเลยเนอะ?”

แดนี่พูดติดสนุกขณะมองไปฝั่งตรงข้ามกำแพงกระจก

“……เอ๊ะ?”

เขาอาจพูดล้อเล่นเพื่อคลายความตึงเครียดก็ได้  แต่คำพูดนั้นกลับฟังดูผิดธรรมชาติเหลือเกิน

——ก็เมื่อกี๊คุณหมอยังพูดกับฉันว่าอยากออกไปจากที่นี่กับเธอ  อยู่เลย….

“….งั้น  เรเชล  ฉันจะพาเธอเข้าไปยังห้องนั้น  ห้องไม่ได้ล็อกอยู่แล้ว  ลองเปิดประตูดูสิ”

แดนี่หลบสายตาเรที่ขมวดคิ้วมองน้อย ๆ หันกลับไปยังทางเดินด้านหลัง  แล้วพึมพำขณะชี้นิ้วไปยังประตูซึ่งเดินเลยมา

 

 

 

 

 

“ที่นี่เคยเป็นห้องสำหรับคนไข้พิเศษน่ะ”

ในห้องนั้นมีเพียงเตียงเหล็กสีขาวสะอาดอยู่เตียงเดียว  และล้อมรอบไว้ด้วยรั้วสูงทั้งสี่ด้าน  บนเตียงถูกปูผ้าตึงไว้อย่างสวยงาม  แต่ปล่อยกลิ่นเหม็นคาวเลือดบางอย่างออกมา  ข้างเตียงมีเสาน้ำเกลือ  ในนั้นยังมีของเหลวบางอย่างหลงเหลืออยู่

(นี่มัน…..?)

ตรงแถว ๆ หมอนมีปุ่มเขียนว่าสำหรับเหตุฉุกเฉินติดตั้งไว้   แต่พอหรี่ตาดูก็เห็นว่าปุ่มนั้นถูกกดไว้  และตรงกลางมีรอยแตกเล็ก ๆ ปรากฎ

“คุณหมอเคยพบกับคนไข้คนนั้นเหรอ?”

เรถามขณะมองรอยแตกแปลกประหลาดนั้น

“อืม  แต่ตอนผมมาถึงเขาก็เสียไปแล้วน่ะ”

“ทำไม?”

“ป่วยน่ะ”

“ไม่ได้รักษาเหรอ?”

“ผม…..เป็นจิตแพทย์น่ะนะ  ทำได้แค่ช่วยรักษาอาการป่วยทางใจเท่านั้นเอง”

(อาการป่วยทางใจ……?)

———ฉันป่วยทางใจเหรอ……?

เธอรู้อยู่แล้วว่าคงจะเป็นแบบนี้แต่ก็นึกเรื่องก่อนมาที่นี่ไม่ออกสักนิด  เพราะอย่างนั้นตอนนี้เรจึงคิดว่าตัวเองเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง

“…….คุณหมอให้คำปรึกษาอะไรฉันเหรอ?”

“นึกไม่ออกจริง ๆ เหรอ  เรเชล?”

แดนี่จ้องมองตาของเรด้วยสีหน้าไม่สบายใจเหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไป

“……อืม”

“เหรอ  แต่เดี๋ยวก็นึกออกเองแหละ…..เอ้า  ลองอ่านนี้ก่อนสิ”

หลังแดนี่แสดงสีหน้าโศกเศร้ากับคำตอบของเรเล็กน้อยก็ชี้ไปบนกำแพงที่มีตัวหนังสือสลักไว้

 

 

“ตระหนักถึงความปรารถนาของตัวเองไหม”

“ตระหนักถึงความต้องการไหม”

“หากนั่นคือสัญชาตญาณแล้ว  ก็แทบไม่มีค่าอะไรต้องขัดขืน”

“เพราะเจ้าผู้อยู่ที่นี่ไม่มีแม้แต่ความหมายเช่นนั้นอยู่”

“แต่ความปรารถนาย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน”

“คือห้ามทำลายกฎลง”

 

 

“ข้อความบนกำแพงมีความหมายอะไรเหรอ….?”

เรนึกถึงข้อความที่เคยอ่านมาจากชั้นล่าง ๆ  ทั้งหมดถูกเขียนด้วยของคล้าย ๆ ชอล์กสีขาวเหมือนกับข้อความนี้

“อืม  อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้  ช่วงนี้ผมเริ่มสะกิดใจขึ้นมาว่าที่นี่ต้องมีกฎอะไรอยู่  อย่างเช่นคนที่ไล่ทำร้ายเธอไม่ได้ตามมาถึงตรงนี้น่ะ”

(…..กฎ)

เธอพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินคำนั้น  พอลองคิดดูตอนนี้ประตูสู่ลิฟท์มาชั้น B5 ก็เปิดออกแล้ว  ถ้าชายคนนั้นยังไล่ตามมาก็น่าจะขึ้นมาถึงตรงนี้แล้ว  แต่ก็ไม่เห็นทีท่าว่าชายคนนั้นจะตามขึ้นมาเลย

(นั่นเป็นเพราะมีกฎอยู่เหรอ……?)

“แล้วความปรารถนานี้ล่ะ?”

เรถามพลางคิด

“ไม่รู้สิ  เรื่องนั้นมันต่างไปแต่ละคนน่ะนะ  แต่…นั่นสินะ  หากเป็นผมแล้ว…..ก็อยากได้ดวงตาสวย ๆ น่ะ  ตาขวาของผมไม่ค่อยดีเท่าไร….แล้วก็ไม่ชอบสีด้วย  ถ้าได้ตาแบบเธอมาเป็นของผมแล้วก็วิเศษไปเลยนะ”

แดนี่ตอบเงียบ ๆ ขณะมองใบหน้าหลงเหลือความอ่อนเยาว์ของเด็กสาวของเร

(ไม่ชอบสี  ดวงตา…..?)

ตาขวาของแดนี่เท่าที่เห็นบนตาของเรถึงจะไม่มีประกายเท่าไรแต่ก็ดูไม่ต่างจากตาปกติเลย

——–อยากได้ตาสวย ๆ เนี่ยหมายความว่าไงเหรอ…..

ตอนในหัวเธอผุดข้อสงสัยขึ้นมา  ตรงมุมสายตาก็เห็นหน้าต่างบานเล็กปรากฎขึ้น  เรสัมผัสถึงความไม่สบายใจไร้ที่มาแต่ก็วิ่งไปหาหน้าต่าง  ไม่มีแสงสว่างสาดเข้ามา  ถึงลองส่องดูก็ไม่เห็นความลึกออกไปข้างนอก  นั่นคือไม่เห็นอะไรเลย  และตรงหน้าต่างมีรอยเหมือนคนเอาเล็บขูดอย่างแรงหลงเหลืออยู่เต็มไปหมด

“เรเชล  รู้ไหมว่ารอยนั้นคือรอยอะไร?”

แดนี่ขยับตัวเข้าใกล้เรก่อนถามคำถามแล้วลูบไปตามรอยแผลบนหน้าต่างนั้นช้า ๆ

เรส่ายหัวน้อย ๆ

“…..คำใบ้  คนสร้างรอยนี้คือคนไข้——แล้วความหมายของรอยนี้คือ?”

“ความหมายของ  รอย….?”

“……ไม่รู้”

เรตอบเบา ๆ  เธอไม่มีทางคิดหาคำตอบของคำถามแบบนั้นออกหรอก

ไม่รู้ทำไมแดนี่ถึงทำสีหน้าพอใจขณะเห็นเรแสดงใบหน้าพิศวง  ดูเหมือนกำลังดีใจที่เรไม่รู้คำตอบของคำถามข้อนั้น

“อย่างนั้นแหละดีแล้ว  เธอไม่ต้องเข้าใจความหมายของรอยที่คนไข้แบบนั้นทำทิ้งไว้หรอก”

แล้วแดนี่ก็กลับมาพูดด้วยสีหน้าอ่อนโยนเหมือนดั่งเคย

“คุณหมอรู้คำตอบเหรอ…..?”

เรถามขึ้นเงียบ ๆ  เพราะแดนี่พูดเหมือนตัวเองรู้คำตอบนั้นอยู่

“ไม่รู้สิ  แล้วก็ไม่อยากรู้หรอก  ช่างมันเถอะ  ไปหาทางออกกันดีกว่า”

แต่แดนี่ปั้นใบหน้ายิ้มแย้มแล้วจับมือเรดึงไปเหมือนจะเบี่ยงเบนความสงใจ

(…..อะ)

แต่ในตอนนั้นตาของเรเห็นตัวหนังสือคล้าย ๆ ที่เขียนอยู่บนกำแพงลอยเข้าระยะมองเห็น

“คุณหมอ  บนกำแพงนั้นน่าจะมีอะไรเขียนอยู่อีก”

เรสลัดมือแดนี่ออกแล้ววิ่งไปหาข้อความนั้น

 

 

——–…ด้วย  ช่วย……  …..กลัว  กลัว…..

——-สามคน….แท้ ๆ  อยู่….ที่นี่……แค่ฉัน….เดียว

——…เข้ามา  ฆ่า………  …….นั้น  …แค่……..อยู่

 

 

เธอลองหรี่ตา  แต่ข้อความนั้นมีฝุ่นปกคลุมอยู่จนอ่านแทบไม่ออก  เรยื่นมือไปยังกำแพงเพื่อจะปัดฝุ่นที่จับตัวอยู่บนั้นออก

——-แต่ ณ ตอนนั้นเอง

“หยุดนะ!  เดี๋ยวผงจะเข้าตา!”

แดนี่เปลี่ยนสีหน้าจากที่ดูอ่อนโยนก่อนหน้านี้พร้อมตะโกนเสียงโกรธ  ก่อนจะคว้าแขนของเรอย่างแรงลากให้ถอยออกห่างกำแพงนั้นอย่างรวดเร็ว

(……..?!)

——-คุณหมอ  เจ็บ

เรเกือบจะหลุดปากพูดออกมาแต่ก็รีบหุบปากลงเพราะบรรยากาศไม่ชวนให้พูดเช่นนั้น  ท่าทีของแดนี่มีความผิดปกติแทรกซึมอยู่  ดูต่างจากที่แล้วมาอย่างชัดเจน

“เรเชล  เธอจงให้ความสำคัญกับดวงตาด้วยสิ  ดวงตาเธอสวยเสียจนผมนึกหวังอยากได้เลยนะ”

แดนี่พูดเหมือนสั่งสอน  ดวงตาของเขาสะท้อนภาพดวงตาสีน้ำเงินของเรขณะเขาจ้องมองเธอเหมือนมองก้อนแร่อัญมณี

“แต่บนกำแพงมีอะไรเขียนอยู่……”

เรนึกสับสนกับคำพูดเกินจริงของแดนี่เล็กน้อยแต่ก็หันไปมองทางกำแพงอีกหน

“นั่นคงเป็นคำพูดอ่อนแอน่าเบื่อของคนไข้แหละ  เสียงพร่ำบ่นในใจของคนทั่วไปน่ะ”

“คุณหมออ่านออกด้วยเหรอ…….?”

“เปล่านะ  ก็ผมตาไม่ดีไปข้างนึงนี่นา….แต่ก็คงเป็นเรื่องไร้สาระแหละ  เอ้าเรเชล  ดวงตาคงชักเหนื่อยขึ้นมาแล้วสิ  ไปนอนพักกลางวันที่ห้องของผมไหม”

“ตอนนี้เป็นเวลากลางวันเหรอ?”

เรพึมพำถามเพราะนึกแปลกใจกับคำว่านอนกลางวัน

“…….จริงด้วย!  รู้สึกถึงเรื่องนั้นด้วยเหรอ  ฉลาดจังนะ  เรเชล”

แต่แดนี่ขยับยิ้มเหมือนเลี่ยงคำถามเรอีกหน

“…..กลางวัน  เหรอ?”

เรถามอีกครั้งขณะนึกไม่ไว้วางใจทีท่านั้นขึ้นมาแปลก ๆ

“นั่นสินะ  ถ้าเรเชลว่าว่าเป็นตอบกลางวัน  ก็อาจจะเป็นตอนกลางวันก็ได้”

“หมายความว่าไง?”

“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  เพราะอยู่ที่นี่มานานแล้วน่ะนะ  เลยไม่เหลือสัมผัสด้านเวลาไปแล้ว  เอาเถอะเรเชล  มาที่ห้องของผมกันก่อนเถอะ”

 

 

 

 

 

แดนี่ดึงมือเรกึ่งบังคับพาออกจากห้องผู้ป่วย  แล้วเลี้ยวไปตามทางเดินไปหยุดตรงหน้าประตูซึ่งอยู่สุดทางเดินมากที่สุด

“ผมหากุญแจห้องนี้เจอทันทีที่มาถึงที่นี่เลยละ”

แล้วก็หยิบการ์ดขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ก่อนเสียบเปิดประตู

(คล้ายกับการ์ดเมื่อครู่……)

เรนึกถึงการ์ดที่เก็บได้ตอนฝังนกขึ้นมา  การ์ดใบนั้นเปิดประตูตรงทางเดินไปสู่ลิฟท์ได้

———ใช้กุญแจนี้เปิดห้องผู้ป่วยของคนไข้พิเศษเหมือนกันหรือเปล่า…..?

“ที่นี่คือห้องผ่าตัด….?”

เมื่อมองเข้าไปด้านในจากทางเข้าขณะใช้ความคิดก็เห็นห้องคล้าย ๆ ห้องผ่าตัดแบบเต็มตัว  บนชั้นสแตนเลสไร้ชีวิตชีวาซึ่งตั้งอยู่ชิดกำแพงเต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่เต็ม  พอหรี่ตามองก็เห็นว่าบนอุปกรณ์มีคล้าย ๆ รอยเลือดติดอยู่

(คงไม่ได้ใช้แล้ว…..)

เรเบ้หน้าเล็กน้อยแต่ก็เข้าไปในห้องผ่าตัด

“ผมมักอาศัยอยู่ที่นี่น่ะ”

แดนี่ลูบมือไปบนเตียงผ่าตัดสีเขียวอ่อนที่ยังเหลือรอยเหมือนมีใครจิกเล็บกรีดไว้แล้วขยับยิ้ม

“….รู้สึกกลัว  นิดหน่อย”

ตัวเรนึกเช่นนั้นเมื่อได้กลิ่นฉุนขึ้นจมูกขณะมองไปรอบ ๆ

“เหรอ?  ไม่หรอกน่า  ไม่ต่างอะไรกับห้องทั่วไปเลย  ช่างมันเถอะ…เรเชล  ขอผมดู….ตาของเธอชัด ๆ หน่อยได้ไหม?”

แดนี่ขยับเข้าใกล้ด้วยรอยยิ้มหาเรที่กำลังสั่นกลัวเพียงเล็กน้อย  แล้วใช้มือจับคางเล็ก ๆ ให้เงยหน้าขึ้น  ก่อนจ้องมองลงไปในดวงตาสีฟ้า  ก่อนพูดเหมือนอ่านกลอนด้วยท่าทางเศร้าสร้อย

“เฮ้อ  เรเชล….ดวงตาเธอสวยจริง ๆ….แต่ตอนนี้กลับดูหวาดผวาจากความน่ากลัวไปเสียแล้ว…..เหมือนกับดวงตาทั่วไป……ผมเศร้าเหลือเกิน  อยากเห็นดวงตาสวยงามที่แท้จริงของเธอ…..หากลืมตาตื่นจากฝันร้ายนี้  ดวงตาของเธอจะกลับมาฉายภาพความเงียบงันอันงดงามราวกับดวงจันทร์สีน้ำเงินนั้นอีกไหม…..?”

(ฝันร้าย…..?——-ดวงตา  ทั่วไป…..?)

เรไม่เข้าใจว่าแดนี่พูดอะไร

“นี่  เรเชล  ผมน่ะ  คิดอยู่เสมอเลยว่าอยากใช้ชีวิตอยู่ข้างดวงตานั้นเลยนะ”

แดนี่ลูบข้าง ๆ ดวงตานั้นเบา ๆ แล้วยิ้มด้วยแววตาเหมือนร้องไห้

“คุณหมอ…..?”

(ทำไมคุณหมอถึงเศร้าที่ดวงตาฉันเหมือนคนทั่วไปเหรอ……?)

ไม่เข้าใจเลย…..—–แล้วท่าทางคุณหมอก็ดูต่างออกไปจากเมื่อกี๊……

จู่ ๆ ความไม่สบายใจอย่างมากก็เข้าถาโถมใส่  เรจึงขยับถอยออกห่างจากแดนี่ไปจริง ๆ

“อะ  ขอโทษนะ  ผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากไปจนติดนิสัยพูดแปลก ๆ คนเดียวเสียแล้วสิ”

แดนี่พูดต่อก่อนรินกาแฟสีดำสนิทที่เหลืออยู่ในเครื่องทำกาแฟบนชั้นที่เดียวกับอุปกรณ์ผ่าตัดใส่แก้วก่อนยกขึ้นแตะริมฝีปาก

“อะ  จะว่าไป…เหมือนผมจะลืมของไว้ในด้านในห้องน่ะ”

ก่อนยกนิ้วนางเช็ดปากแล้วพูดเหมือนนึกขึ้นได้

“ลืมของ….?”

เรทำหน้างงงวยจากคำพูดกระทันหัน  มองภาพด้านหลังของแดนี่ที่ขดตัวคล้ายกับแมว

“แต่ด้านในห้องมืดมากเลยน่ะ….ผมตาไม่ค่อยดีเท่าไร  ต้องหาไม่เจอแน่ ๆ….นี่  เรเชล  ช่วยเข้าไปด้านในหยิบของที่ผมลืมไว้มาให้หน่อยได้ไหม?”

“ลืมอะไรเหรอ…..?”

“จำไม่ได้เหรอ?”

แดนี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะถามกลับ

“………ไม่รู้”

เรส่ายหัว

“เหรอ……เดี๋ยวใบ้ให้นะ”

 

 

————–“ตาของผมคืออะเลกซานไดรต์”

 

 

แดนี่หรี่ตาลพลางเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากด้วยท่าทีสนุกสนาม  ก่อนพูดเหมือนกำลังร่ายคำสาป

 

 

 

 

 

(คุณหมอลืมอะไรเหรอ……?)

——อะเล็กซานไดรต์….หรือหมายถึงอัญมณี?

เรเดินจากห้องผ่าตัดไปตามทางเดินแคบ ๆ สั้น ๆ ขณะความไม่สบายใจไร้ตัวตนเริ่มทวีคูณมากขึ้นจากคำใบ้ที่ไม่เพียงพอ

ด้านในของห้องผ่าตัดเป็นที่ว่างมืดสลัวเหมือนที่วางของที่ถูกจัดระเบียบไว้จนผิดวิสัย  มีเพียงหลอดไฟเล็ก ๆ ส่องแสงสีน้ำเงินฉายไปรอบ ๆ ขณะสั่นไหวไปมา

หยดน้ำหยดติ๋ง  ติ๋ง….เป็นจังหวะจากก็อกน้ำปิดไม่สนิท  ดูเหมือนห้องนี้จะมีน้ำไหล  ในน้ำมีกลิ่นคล้าย ๆ สนิมแฝงตัวอยู่

(กาแฟนั้นใช้น้ำจากที่นี่ชงหรือเปล่า…..)

ในชั้นวางของสูง ๆ ทำจากเหล็กเต็มไปด้วยขวดใส  ข้างในมีของจำลองหลากหลายประเภทอัดใส่ไว้  ในบรรดาขวดเหล่านั้นมีขวดใบหนึ่งใหญ่กว่าขวดอื่น ๆ  ด้านในใส่ของเหลวคล้ายน้ำยาเพาะเลี้ยง  และในนั้นมีของกลม ๆ นับไม่ถ้วนลอยขึ้นจมลงสลับไปมา

(นี่มัน  ตา……)

“เป็นตาสีฟ้า  ทั้งหมด……”

เรเผลอถอยไปข้างหลังจากภาพชวนขนลุก  แล้วเธอก็เตะเข้ากับกล่องสีขาวใบใหญ่  กล่องล้มลงพร้อมส่งเสียงดังลั่น  ข้างในกล่องสีขาวมีลูกตาปลอมจำนวนมาก——–สีของลูกตาคือแดง  เขียว  ฟ้า……สามสีปนกันอยู่——กลิ้งตกลงมาเต็มพื้น

“……เรเชล  หาตาของผมเจอแล้วเหรอ?”

หัวใจของเธอเต้นระรัวจากภาพตรงหน้า  แล้วเสียงของแดนี่ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“คุณหมอ….นี่มัน  อะไร……?”

แม้เรจะรู้ว่าเป็นตาปลอม  แต่เธอก็ถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง  เธอไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่แดนี่ลืมไว้คือตา  เพราะตาของแดนี่ที่ส่องประกายผ่านกรอบแว่นในที่มืดมองตรงมาที่ตัวเธอเห็น ๆ

“นั่นคือตาไง  นี่  เรเชล  คิดว่าอันไหนในนี้คือตาของผม?”

(ตาของ   คุณหมอ….?)

คำถามของแดนี่ฟังก็รู้ว่าไม่ปกติ  เรลังเลแต่ก็ชี้ไปยังลูกตาปลอมสีฟ้าเหมือนกับของเธอจากลูกตาที่กลิ้งอยู่เต็มพื้น

“—–หากเป็นผมแล้ว…..ก็อยากได้ดวงตาสวย ๆ น่ะ  ถ้าได้ตาแบบเธอมาเป็นของผมแล้วก็วิเศษไปเลยนะ”

(คุณหมอเคยพูดไว้แบบนั้น…..)

เธอนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมา

“ฮะฮะฮะ  เรเชล  ผมดีใจนะ  นั่นคือตาสีฟ้าใช่ไหม  แน่นอนว่าผมชอบตาสีฟ้ามาก  เธอเองก็มีแต่สีฟ้าเหมือนกัน  แต่ผม……ไม่อยากได้สีฟ้านี้หรอก  เทียบกับตาของเธอแล้ว……..เป็นของปลอมชัด ๆ  นี่น่ะ  ตาสีฟ้าเป็นแค่ของเธอก็พอแล้ว”

แดนี่พูดพลางจ้องตาประดิษฐ์สีฟ้าที่เรชี้อย่างเคียดแค้นแวบหนึ่งก่อนกลับมายิ้มแย้มขณะมองตาของเร  แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ยิ้มหรอก  เพราะตอนนี้ตาของเรไม่ใช่ตาที่แดนี่ต้องการ  ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าแดนี่ว่าตาที่แท้จริงของเรเป็นแบบใด

“เอ้า  เรเชล  ใช้ตาสวย ๆ คู่นั้นมองผมให้ดี ๆ สิ?  ตอนนี้ผมทำหน้าแบบไหนอยู่?  นึกเรื่องตอนแอบพบกันลับ ๆ นอกห้องให้คำปรึกษาให้ออกสิ”

(นอกห้องให้คำปรึกษา…..?)

แต่เรไม่อาจนึกเรื่องของตัวเองก่อนมาที่นี่ออกได้  ขนาดเรื่องตอนพบกับแดนี่ในห้องให้คำปรึกษาก็นึกออกเพียงเลือนรางเท่านั้น

“……นึกไม่ออกว่าเคยพบกับคุณหมอนอกโรงพยาบาลด้วย”

“…..เหรอ  นั่นสินะ  เรเชลยังนึกเรื่องของผมออกไม่หมดนี่นา”

แดนี่แสดงสีหน้าเศร้าสร้อยเกินจริงเล็กน้อยให้เรเห็น

“……อะ  จริงด้วย  นึกออกแล้ว  ตาของผมอยู่ในลิ้นชักตรงนั้น  ลองเปิดให้หน่อยได้ไหม?  ที่นี่มันมืดจนมองไม่ค่อยเห็นน่ะ”

เขาเปลี่ยนทีท่าเป็นหัวเราะเบา ๆ ออกมาทันทีขณะชี้นิ้วไปยังลิ้นชักอันเล็กในตู้

“อืม….”

ไม่รู้ทำไมเรถึงไม่อาจฝืนคำสั่งได้  เธอเปิดลิ้นชักออกตามคำเร่ง  ด้านในลิ้นชักมีเพียงตาปลอมอันเดียวอยู่ข้างใน  และพอหยิบตาปลอมนั้นขึ้นมา  เรก็เกือบทำมันตกลงพื้นทันที

(…..!  ตาปลอมนี้….มีลูกตา  ติดอยู่สองอัน)

ในดวงตาสีขาวสะอาดส่องประกายแววตา  มีลูกตาสีแดงกับเชียวมองตรงมายังเร

“เรเชล  นั่นตาของผมไง  เห็นแล้วยังนึกอะไรไม่ออกอีกเหรอ?”

แดนี่ขยับเข้าใกล้เรแล้วกระซิบข้างหู

“……ไม่รู้”

เรทำเพียงส่ายหัวเบา ๆ  แล้วมองหน้าแดนี่ด้วยความหวาดกลัว

“เธอ……ตอนนี้ยังอยู่ในความฝันสินะ  เอ้า  เรเชล  ขอสิ่งนั้นหน่อยสิ?  ถ้าไม่ใส่ลูกตานั้นแล้วผมก็ไม่มีแรงทำอะไรอยู่ดี  ผมจำเป็นต้องใส่ลูกตานั้นเพื่อเธอและผมนะ”

(—–เพื่อเธอจะได้ดึงความทรงจำกลับมา……)

แดนี่แบมือขณะแย้มยิ้ม

(เพื่อคุณหมอและฉัน…….?)

เรขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดนั้นแต่ก็ส่งตาปลอมให้แดนี่ไป

“ขอบคุณนะ  เรเชล  เดี๋ยวผมขอตัวไปใส่ตาปลอมนี้ก่อน  ช่วย….รออยู่ในห้องตรงนั้นหน่อยได้ไหม?”

พอรับลูกตาปลอม  แดนี่ก็ปัดผมหน้าที่ปรกลงมาก่อนถอดตาปลอมที่ติดบนตาขวาออก

(ไม่มี  นัยน์ตา……)

ในตอนนั้น  ตาของเรสะท้อนภาพตาขวาของแดนี่เป็นสีดำและกลวงโบ๋เหมือนหลุมดำชัดเจน

“ไม่ยอมให้  หนีหรอกนะ”

แดนี่มองราวกับจ้องหน้าเรด้วยตาขวาไร้ลูกตาข้างนั้น

Advertisements

One thought on “[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [3]

  1. อ่อยย เห็นหมอในมังงะน่ากลัวจนฝันร้ายเลยค่ะ หมอโครหมี——- xD

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s