Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 9]

แต่งตอนนี้แล้วอยากสคิปไปแต่งตอนเฉลยจังเลยค่ะ

ส่วนพาร์ทที่มิยูกิวางแผนการนี่…ถ้าตรงไหนดูแหม่ง ๆ ก็อย่าสนใจมากนะคะ  สมองเราคิดได้แค่นี้แหละค่ะ  ฮ่า ๆๆๆ //โดนตบ

อารมณ์ตอนแต่งนี่กำลังสิ้นหวังจากรอนปะ V3 บทแรกอยู่เลยค่ะ ทำไมต้องเป็นคนนี้ด้วย ;[];  หวังว่าจะถ่ายทอดความสิ้นหวังออกมาได้บ้างนะคะ  (แต่ตอนนี้มันก็ยังไม่ค่อยสิ้นหวังเท่าไรนี่หว่า…)

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


พวกเขาลงมาถึงชั้นล่างอย่างปลอดภัย  ระหว่างทางไม่พบใครคนอื่น  เงาประหลาดถือมีด  หรือแม้แต่ ‘ร่าง’ ของคนอื่น ๆ เลยแม้แต่นิด  มิยูกิลอบถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อเท้าแตะบนพื้นไม้ของชั้นหนึ่งได้  พอลองยกตะเกียงให้แสงทอดตัวไปตามทางเดินสู่ประตูใหญ่  เบื้องหน้ายังคงมืดมิดชวนให้คิดไปว่าตรงสุดปลายแสงนั้นเป็นโลกลี้ลับอีกใบหนึ่ง

เขาหันตัวไปทางขวา  แสงไฟจากตะเกียงในมือทอดยาวลงพื้นกระทบรอยเลือดเปื้อนเป็นทางบนพื้นยาวจากบันไดก่อนหายไปใต้ประตูทางขวามือ  พอเห็นแบบนี้อีกทีก็อดคิดเปรียบมันเป็นลูกศรบอกทางเสียไม่ได้

แบบนี้ไม่มีวันหาทางไปห้องพยาบาลไม่ถูกได้แน่ ๆ

เขาแค่นหัวเราะในใจก่อนเดินไปหยุดอยู่หน้าประตู  ยกมือขึ้นก่อนจะค้างเล็กน้อยด้วยความลังเล  แต่ก็ตัดสินใจเคาะบนพื้นไม้เบา ๆ  พร้อมส่งเสียงเรียก  “โคมินาโตะ  นี่ฉันเอง  มิยูกิ”

เสียงฝีเท้าดังขึ้นพร้อมกับบานประตูเลื่อนออก  “รุ่นพี่มิยูกิ!!!”

ร่างของรุ่นน้องผมสีซากุระปรากฎขึ้นอีกฟากของประตู  อีกฝ่ายเงยหน้ามองเขาด้วยรอยยิ้มโล่งอกกว้างถึงใบหู  “ปลอดภัยดีใช่ไหมครับ!?”

“อืม  พวกนายก็ด้วยใช่ไหม”  รุ่นพี่อดยิ้มโล่งอกออกมาไม่ได้บ้าง

“รุ่นพี่มิยูกิ!!”  เสียงของเซโตะดังขึ้นจากด้านในก่อนจะปรากฎตัวตามขึ้นมาติด ๆ  พอเขาเห็นสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มผู้มาใหม่ก็เร่งระดับเสียงขึ้นอีก  “อ้ะ  รุ่นพี่ฟุรุยะ–รุ่นพี่คุราโมจิ!!?”

“คุณโย!!?”  ฮารุอิจิเหลือบตาไปเห็นคนด้านหลังบ้าง  “มาอยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ!!?”

“เออ”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ ระหว่างชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้อง”แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ?”

“อ้ะ!!”  เสียงแปลกหูดังขึ้นจากด้านใน  ในห้องสว่างพอมองเห็นได้ทั่วบริเวณจากแสงตะเกียงอีกตัวบนโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งอยู่ติดกับเตียงอีกตัว  และแสงนั้นกำลังส่องกระทบร่างใครคนหนึ่งที่นั่งหย่อนขาลงจากเตียงตัวนั้น  “…รุ่นพี่…!?”

“..อาซาดะ?”  มิยูกิพอจำเสียงนั้นได้

“สะ…สวัสดีครับ!!”  เจ้าของชื่อรีบลงจากเตียงแล้วเดินมาหา  แสงไฟในมือกัปตันส่องกระทบร่างผอมแห้งของอาซาดะ  ฮิโรฟุมิ  พิชเชอร์ปีหนึ่งในชุดเครื่องแบบฤดูหนาวแว่นของเขาสะท้อนแสงไฟจนมองไม่ค่อยเห็นดวงตาเท่าไรแต่ก็เห็นได้ชัดว่าดูโล่งอกแม้สีหน้ายังซีดอยู่

“เออ…แล้วนี่นายไม่เป็นไรใช่ไหม”  เขานึกถึงข้อความที่ฮารุอิจิเขียนทิ้งไว้ได้เลยรีบถามด้วยความเป็นห่วง

“อะ…ไม่เป็นไรครับ!!”  อีกฝ่ายตอบเสียงเลิ่กลั่ก  รีบถกแขนเสื้อให้เห็นผ้าก๊อซชิ้นเล็ก ๆ แปะอยู่ตามแขนให้ดู  “แค่ล้มจนถลอกเฉย ๆ!!”

“เห็นว่าลื่นตกบันไดตอนหนีจากไอ้เงาถือมีดนั่นมาน่ะครับ”  เซโตะช่วยอธิบายต่อ  แววตาเขาหม่นลงเล็กน้อยขณะพูด  “พวกผมไปเจอตัวตอนเข้าไปหลบในห้องนึงหลังหนีจากไอ้เงานั้นมา  ตอนอาซาดะส่งเสียงทักจากในห้องมานั่นนึกว่าวิญญาณจะหลุดจากร่างแล้วซะอีก”  ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงหยอกขณะหันไปยิ้มให้เพื่อนร่วมชั้น

“ตอนนั้นผมก็ตกใจเหมือนกันแหละ!!”  อีกฝ่ายรีบประท้วงกลับ  “อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูแล้วก็มีคนวิ่งเข้ามา  นึกว่าจะถูกเจอตัวแล้วซะอีก”

“นายลื่นตกบันไดมาเหรอ”  มิยูกิถามเสียงตกใจ

รุ่นน้องสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็รีบตอบ  “ครับ  แต่ลื่นไม่กี่ขั้นเองครับ”  เขารีบยิ้มแห้ง ๆ เหมือนไม่ให้เป็นห่วง  “กลายเป็นว่าพอลื่นลงไปชั้นล่างแล้วเงานั้นก็เดินเลยผ่านไปเลย  สงสัยคงไม่เห็นมั้งครับ”

“แล้วฟุรุยะคุงเป็นไงบ้าง!?”  ฮารุอิจิได้ทีถามบ้าง  “แล้วคุณโยมาอยู่ที่นี่ได้ไงครับ!?”

“เอ้อ  ใช่  รุ่นพี่ฟุรุยะไม่เป็นไรใช่ไหม!?”  เซโตะทำหน้านึกขึ้นได้ก่อนถามเสียงลนลาน

“อืม  ผมสบายดี”  คนถูกยิงคำถามพยักหน้า

“เฮ้อ~  ตอนคุณบอกจะล่อไปอีกทางให้แล้ววิ่งขึ้นบันไดไปนี่ผมตกใจหมดเลย~”  รุ่นน้องใส่แว่นเอามือลูบอกตัวเองเบา ๆ

“เหรอ”  ฟุรุยะตอบกลับนิ่ง ๆ  แต่แผ่รังสีดีใจออกมาจนเห็นได้ชัด

“บางทีหมอนี่ก็ทำตัวบ้าบิ่นเหมือนกันเนอะ”  คุราโมจิคว้าคอรุ่นน้องร่างสูงไว้แล้วกดตัวเขาให้ก้มมาอยู่ในระดับเดียวกัน  อีกฝ่ายรีบยกมือแกะแขนตรงคอออกแต่ก็สู้แรงไม่ไหว  เลยทำได้แค่พยายามฝืนด้วยใบหน้าซีด ๆ แทน

“ฉันเจอคุราโมจิระหว่างทางมาที่นี่น่ะ”มิยูกิช่วยตอบแทน  เหล่สายตามองเพื่อนข้างตัวปรามไม่ให้เขาเผลอรัดคอเอซประจำทีมตายไปเสียก่อน

“เหรอครับ”  คนถามเงยหน้ามองคู่หูรุ่นพี่  “ดีแล้วครับที่ไม่เป็นอะไร”

กัปตันเหลือบมองเข้าไปในห้องอีกครั้ง  สภาพทุกอย่างในห้องพยาบาลยังเหมือนเดิมไม่ผิดจากตอนเขาเข้าไปครั้งแรก  เหมือนเดิมแม้กระทั่งรอยเลือดลากยาวไปยังเตียงตัวริมสุดผนังที่ ๆ พวกเขาพบตัวเซโตะเป็นครั้งแรก

เขาขยับปากพูด

จังหวะเดียวกับที่ฮารุอิจิอ้าปากขึ้นมาเช่นกัน

“แล้วซาวามูระกับโอคุมูระล่ะ?”

“แล้วเอย์จุนคุงกับโอคุมูระคุงล่ะครับ?”

.

.

.

.

.

.

ทุกอย่างเงียบไปชั่วขณะ

มิยูกิชะงัก  ก่อนค่อย ๆ ขยับปาก  “…นายว่าไงนะ?”

“เอ๊ะ  รุ่นพี่…?”  อีกฝ่ายทำหน้าตกใจไม่แพ้กัน  “ไม่ได้อยู่กับโอคุมูระคุงเหรอครับ?”

“เปล่า…พอซาวามูระฟื้นแล้วได้ยินเรื่องฟุรุยะ…ฉันเลยให้โอคุมูระพาหมอนั่นไปที่ห้องพักครูก่อน…”  รุ่นพี่ลากเสียง  ใจเริ่มตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม  “นายไม่เจอพวกเขาเหรอ……?”

“เปล่านะครับ…หลังจากที่พวกผมหนีพ้นไอ้เงานั่นแล้วเจออาซาดะคุง  พวกผมก็มารอพวกรุ่นพี่ที่ห้องพักครู”รุ่นน้องผมสีซากุระตอบเสียงแผ่ว  “แต่รอเท่าไรก็ไม่มีใครมาสักที  เลยตัดสินใจพาตัวอาซาดะคุงลงมาทำแผลก็เลยทิ้งข้อความไว้ไงครับ…”  หน้าของเขาซีดลงทุกขณะที่พูด

“กะ…ก็นายเขียนไว้ว่า ‘ทุกคน’ ปลอดภัยดีไม่ใช่เหรอ…”  เขารีบถามต่อ

“ทุกคนที่ผมว่าหมายถึงผม  เซโตะคุง  แล้วก็อาซาดะคุงเองครับ…”  เสียงฮารุอิจิเริ่มสั่น  “ก็ผมคิดว่าโอคุมูระคุงกับเอย์จุนคุงอยู่กับรุ่นพี่….”

บรรยากาศหนักอึ้งพัดไล่ความดีใจและโล่งอกเมื่อครู่นี้ให้หายไปทันที

“มะ…ไม่แน่ว่าสองคนนั้นอาจจะมาช้ากว่าคนอื่น ๆ ก็ได้…”  เซโตะรีบหาทางเรียกกำลังใจทุกคนกลับคืนมา  “รุ่นพี่มิยูกิยังทิ้งโน๊ตของรุ่นพี่โคมินาโตะไว้ใช่ไหมครับ!?”

“อะ  เออ…”  คนถูกถามนึกย้อน

“เดี๋ยวสองคนนั้นเห็นโน๊ตนั่นก็คงรีบตามมาเองแหละ!!”  เสียงของคนปลอบฟังดูสูงกว่าปกติ

…กำลังฝืนอยู่สินะ……

มิยูกิอ่านใจรุ่นน้องใส่แว่นออก  ยิ่งโอคุมูระเป็นเพื่อนสนิทเขาด้วย  เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยหากเจอเรื่องแบบนี้เข้า

ยิ่งสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติด้วยแล้ว…….

“ออกตามหากันดีกว่า”

กัปตันเปิดปากพูด

“หา?”  คุราโมจิอุทานขณะปล่อยแขนออกจากคอฟุรุยะ  (อีกฝ่ายรีบถอนหายใจเฮือกใหญ่)  “ถ้ายิ่งออกตามหาเนี่ยไม่ยิ่งหลงกันไปใหญ่เรอะ?”

เห็นได้ว่าอีกฝ่ายก็คิดแบบเดียวกับเขาก่อนหน้านี้  เขาจึงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนบอกเหตุผล  “ฉันให้โอคุมูระพาซาวามูระไปก่อนตั้งแต่ก่อนเจอฟุรุยะกับคุราโมจิอีกนะ”

แถมก่อนหน้านี้ยังสลบไปด้วยรอบหนึ่งแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าระยะเวลาที่ไร้สติไปนั้นนานมากขนาดไหน

แต่เขาจงใจไม่พูดออกไป

“ขนาดฉันทำอย่างอื่นมาตั้งนานก็ยังกลับมาก่อนได้  แล้วสองคนนั้นทำไมยังไม่มาถึงสักทีทั้ง ๆ ที่น่าจะเดินตรงมาหาพวกนายล่ะ?”เขาจบประโยคด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

หน้าของอาซาดะซีดตาม  “เกิดอะไรขึ้น…กับสองคนนั้นเหรอครับ!?”

“…ก็อาจจะเป็นไปได้……”  คนเสนอความเห็นรับคำสั้น ๆ

“ไม่จริงน่า…”  เซโตะอุทานเสียงแผ่ว  ท่าทีสดใสเมื่อก่อนหน้านี้หายไปในพริบตา

“ก็แค่ ‘อาจจะ’ ใช่ไหมล่ะ?”  คุราโมจิพูดขัด  “อาจจะแค่เผลอแวะระหว่างทางเลยมาช้ากว่าเดิมก็เท่านั้นเอง”

ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายปฏิเสธข้อสันนิษฐานจนหมดสิ้น  แต่มิยูกิสัมผัสถึงความคิดในใจอีกฝ่ายได้ว่าเขาพยายามพูดไม่ให้คนอื่น ๆ ใจเสียไปกว่านี้

เพราะอีกฝ่ายย่อมรู้ดีกว่าเกิดอะไรขึ้นในอาคารเรียนแห่งนี้บ้าง

‘อะไร’ ที่ในตอนนี้ยังไม่อยากพูดออกไป

“แต่ถ้าเกิด ‘อะไร’ ขึ้นมาจริง ๆ  ตอนนี้สองคนนี้ก็อันตรายนะครับ!!”  ฮารุอิจิแสดงความเป็นห่วงออกมาเต็มที่  แววตาสีเดียวกับผมเริ่มแผ่ประกายแข็งกร้าวขึ้นอีกหน

“งั้นแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มนึงรอที่นี่  แล้วอีกกลุ่มออกตามหา  แบบนี้ดีกว่าไหมล่ะ?”

รองกัปตันเสนอทางเลือกที่สองออกมาราวกับรอจังหวะนี้ไว้แล้ว

“แบ่งกลุ่ม?”  ฟุรุยะทวนคำ

“ใช่ว่าฉันจะไม่เห็นด้วยกับมิยูกิหรอก  แต่ก็ไม่คิดว่าการยกโขยงออกไปตามหาทั้งหมดจะได้ผลดีเหมือนกัน”  คนพูดเหลือบตามองเพื่อนร่วมชั้นเล็กน้อย  “งั้นก็แบ่งกลุ่ม  ทำทั้งสองทางเลยไม่ดีกว่าเรอะ”

“…นั่นสินะ”  มิยูกิส่งสายตาขอบคุณกลับไป  “งั้นฉันจะเป็นคนออกตามหาเอง  คุราโมจิ  นายเฝ้าอยู่ที่นี่ไปได้ไหม”

“เออ”  คนรับคำสั่งทำเพียงยกมือเกาหัวพร้อมขานตอบสั้น ๆ

“ถ้างั้นผมขอไปหาด้วย!!!”  เซโตะรีบเสนอตัวเอง

“เซโตะ  อาซาดะ  ฉันขอให้นายอยู่ที่นี่”  กัปตันออกคำสั่งโดยไม่ฟังเสียง  “ฟุรุยะ  โคมินาโตะ  ช่วยมากับฉันหน่อยได้ไหม?”

“อะ  ครับ!!”  ฮารุอิจิรีบขานรับ  ส่วนเอซประจำทีมทำเพียงพยักหน้า

“ตะ…แต่ผมไม่เป็นไรแล้วนะครับ!!”  อาซาดะรีบประท้วง  ยกแขนโบกไปมาให้เห็น  “ไม่ได้เจ็บแผลอะไรขนาดนั้นซะหน่อย!!”

“ใช่ครับ  รุ่นพี่มิยูกิ!! ให้ผมไปด้วยเถอะ!!!”  คนถูกห้ามอีกคนรีบแย้งกลับ

มิยูกิมองหน้าทั้งสองคน  ก่อนถอนหายใจแล้วเปิดปาก  “ฉันเข้าใจนะว่าพวกนายเป็นห่วงซาวามูระกับโอคุมูระ  แต่ถ้าจะออกไปตามหาสองคนนั้นคือต้องทำใจว่าจะเจอไอ้เงาถือมีดนั่นเข้าด้วยนะ”

“แต่ผม…”  เซโตะอ้าปากเตรียมพูดขัด

“ถ้าอยู่ในห้องนี้อย่างน้อยก็น่าจะปลอดภัยกว่าข้างนอก  ฉันพารุ่นน้องเล็กสุดในชมรมออกไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้นไม่ได้หรอก”

แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดจากในฐานะกัปตันทีม

“ให้รุ่นพี่อย่างพวกฉันออกหน้าแทนเถอะนะ”

ทั้งสองคนเงียบลง  เซโตะกัดปากตัวเองเล็กน้อยเหมือนเจ็บใจ  ส่วนอาซาดะก้มหน้าลงเหมือนรู้สึกผิด  แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดแย้งอะไรมาอีกแล้ว

มิยูกิยิ้มบาง ๆ ให้  เขาวางมือบนไหล่ของทั้งสองคนเบา ๆ ก่อนจะยกมือออก  หันไปมองรองกัปตันอีกคนซึ่งยืนดูอยู่เงียบ ๆ  “คุราโมจิ  ฝากด้วยละ”

“เออ”  เขาขานรับอีกหน  มองหน้าคนพูดตรง ๆ  “นายก็ระวังตัวด้วยละ”

“…ขอบใจ”  มิยูกิตอบแค่นั้น  ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมา  “มีใครโทรศัพท์ยังเหลือแบตเยอะอยู่บ้างไหม”

“อะ  ผมครับ”  อาซาดะทำหน้านึกขึ้นได้แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงของตน  บนหน้าจอบริเวณที่เคยขึ้นตัวเลขเวลาตอนนี้โชว์ตัวอักษรประหลาดไม่ต่างกับของเขาเอง

“ช่วยลองหน่อยได้ไหมว่าระบบจับเวลายังทำงานได้หรือเปล่า”  คนออกคำสั่งพูดขณะเข้าโปรแกรมจับเวลาของโทรศัพท์ตัวเองบ้าง

“อะ  ครับ”  อีกฝ่ายทำหน้างง ๆ แต่ก็ลองต่อ  มิยูกิลองกดปุ่มเริ่มจับเวลาแล้วเฝ้ามองตัวเลขขยับไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางแววตาสงสัยของคนรอบตัว  พอเขาปล่อยตัวเลขเพิ่มไปสักพักก็กดหยุดแล้วถอนหายใจ  “โอเค  ไม่มีปัญหา”

“ของผมก็…ใช้ได้นะครับ”  รุ่นน้องกดหยุดบ้างพลางตอบด้วยเสียงสงสัย

“ดีละ”  กัปตันพ่นลมเบา ๆ ก่อนพูดต่อ  “พอฉันออกจากห้องแล้วช่วยกดเริ่มจับเวลาที  ฝั่งฉันก็จะจับเวลาด้วยเหมือนกัน”  เขายกโทรศัพท์ในมือให้ดูอีกรอบ  “กลุ่มของฉันจะออกตามหาสองคนนั้น  แล้วพอใกล้ครบสิบนาทีเมื่อไรจะกลับมาที่นี่รอบหนึ่ง  แล้วจะทำซ้ำ ๆ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหาสองคนนั้นเจอ”

“ทำไม…เหรอครับ?”  เซโตะทำหน้าแปลกใจ

“ถ้าพวกฉันยังไม่กลับมาภายในสิบนาที…แปลว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วไง”  มิยูกิเหลือบมองใบหน้าตกใจจากเกือบทุกคนรอบตัวแต่ยังพูดต่อ  “ถึงตอนนั้น  คุราโมจิ”  เขาหันไปหาคนวัยเดียวกันที่เหลือ  “ให้นายตัดสินใจเลยว่าจะออกตามหาพวกฉันต่อหรือจะรออยู่ในนี้”

“แล้วถ้าพวกนายแค่มาช้าไปสักนาทีสองนาทีเองล่ะ?”  อีกฝ่ายยิงคำถามต่อ

“ถ้าพวกนายคิดจะออกจากห้องนี้ก็ขอให้ทิ้งโน๊ตไว้ด้วย”  กัปตันอธิบายต่อ  “และตรงโน๊ตขอให้ช่วยเขียนไว้ด้วยว่าตอนนี้จับเวลารอบที่เท่าไรแล้ว  อ้อ  แล้วก็อาซาดะ”  เขาหันไปหาผู้รับหน้าที่  “ตอนจับเวลาน่ะ  พอครบสิบนาทีเมื่อไรก็รีบรีเซ็ตแล้วจับต่อทันที  ห้ามทิ้งช่องว่างก่อนจะจับใหม่นะ  ฉันก็จะทำแบบนั้นเหมือนกัน  เราจะได้รับรู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไรพอ ๆ กันน่ะ”

“ดะ  ได้ครับ”  สีหน้าของอีกฝ่ายดูเกร็งขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่สำคัญแค่ไหน

“และถ้าพวกนายคิดออกตามหาฉัน  ก็ขอให้กลับมาทุก ๆ สิบนาทีด้วย  ฉันเองถ้ากลับมาไม่เจอใครอยู่ในห้องก็จะรออยู่ในนี้สิบนาที  แล้วค่อยออกไปเหมือนกัน”มิยูกิขยายความจนคิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจ  “แบบนี้ก็ไม่น่าจะคลาดกันได้แล้วละ”

“สมมติว่านายมาช้าไปสักสามนาที  พวกฉันก็จะออกไปก่อนหน้านายกลับมาสามนาที”  คุราโมจิลองยกตัวอย่าง  “ดังนั้นพอนายรออยู่ในนี้ถึงนาทีที่เจ็ด  ก็น่าจะถึงเวลาพวกฉันกลับมาพอดี…เหรอ”

“อืม”  คนออกความเห็นพยักหน้า  “และถ้ารออีกสิบนาทีพวกนายยังไม่กลับมาฉันก็จะทิ้งโน๊ตแบบเดียวกันไว้ในห้องนี้เหมือนกัน  จะได้รู้ไงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

พอถึงตรงนี้มิยูกิก็ลดเสียงต่ำลงเล็กน้อย  “แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เจอใครเลยหลังเวลาผ่านไปสามสิบนาทีแล้ว…….ก็ไม่ต้องสนเรื่องนี้  หาทางหนีไปเลยนะ”

ทุกคนกลืนน้ำลาย

“ตกลงไหม”  เขาถามย้ำอีกรอบ

หลาย ๆ คนมองหน้ากันแล้วพยักหน้ารับ  ส่วนคุราโมจิทำเพียงยืนกอดอกจ้องหน้าเขาเงียบ ๆ  มิยูกิผงกหัวให้กับความเป็นห่วงที่แผ่ออกมาตามสายตาก่อนเดินกลับไปหยุดหน้าประตู  “ฟุรุยะ  โคมินาโตะ  พร้อมนะ”

เจ้าของชื่อทั้งสองคนพยักหน้าก่อนเดินตามมา

“อาซาดะ  นายก็พร้อมนะ”  เขาหันไปหาคนถือโทรศัพท์ในมือ

“อะ  ครับ!!”  เขารีบกำโทรศัพท์ไว้แน่น

“ฝากด้วยนะครับ!!”  เซโตะตะโกนสวนกลับมา

มิยูกิทำเพียงขยับยิ้ม  ก่อนกดปุ่มเริ่มจับเวลาแล้วรีบออกจากห้องไป

.

.

.

.

.

.

.

พอปิดประตูห้อง  ฮารุอิจิก็ยิงคำถามขึ้นมาทันที  “จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีครับ”

“ฉันแยกกับโอคุมูระแล้วก็ซาวามูระจากชั้นสาม”  มิยูกินึกย้อนเหตุการณ์  “ตอนนั้นฉันบอกให้สองคนนั้นมาที่ห้องพักครูก่อน  ดังนั้นจุดที่สองคนนั้นอยู่น่าจะเป็นระหว่างชั้นสามกับชั้นสอง”  ก่อนจะชะงักไปนิด  “แต่ก็มีเรื่องข้อความของนายด้วย  ดังนั้นไม่แน่ว่าสองคนนั้นอาจจะลงมาชั้นหนึ่งเพื่อมารวมกับพวกนายในห้องพยาบาลก็ได้”

“ก็แปลว่าน่าจะอยู่ระหว่างชั้นหนึ่งถึงสาม…”  อีกฝ่ายทำหน้าครุ่นคิด  “ขอบเขตกว้างอยู่นะครับ…”

“อืม  แล้วต้องกลับมาทุกสิบนาทีอีก”  คนจับเวลายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมามอง  แค่พูดคุยกันตอนนี้เวลาก็ผ่านไปสามสิบกว่าวินาทีแล้ว  “รีบกันหน่อยเถอะ  เริ่มจากชั้นแรกเนี่ยแหละ”

รุ่นน้องสองคนพยักหน้า  มิยูกิยกตะเกียงในมือขึ้นฉายตรงทางเดิน  “ก่อนอื่นเริ่มจากห้องด้านริมสุดตรงนั้นก่อน”  เขาชี้ไปทางระเบียงฝั่งซ้ายของตึก  “ก่อนค่อย ๆ ไล่กลับมา  ตอนใกล้ ๆ หมดเวลาจะได้อยู่ใกล้ห้องพยาบาลมากที่สุด  แบบนี้จะได้ไม่เสียเวลาย้อนกลับมาด้วย”

“ตกลงครับ”  รุ่นน้องผมสีซากุระรับคำ

ก่อนเขาจะเดินนำคนในกลุ่มไปยังเป้าหมาย  รุ่นน้องอีกคนก็ส่งเสียงขึ้นมาเบา ๆ เสียก่อน  “อะ…”

“อะไรเรอะ  ฟุรุยะ”  กัปตันหันไปถาม

เจ้าของร่างสูงใหญ่ชี้มือไปทางประตูเข้าตึก  “ตู้มัน…เปิดออก”

แวบแรกมิยูกิไม่เข้าใจความหมายที่พูด  แต่พอยกตะเกียงส่องไปตามทางนั้นก็เห็นหนึ่งในช่องของตู้เก็บรองเท้าซึ่งตั้งขนานทางเดินตรงไปยังประตูทางเข้าตึกเปิดอ้าออก  เขาจำได้ว่าตอนก่อนเข้าไปในห้องพยาบาลทุกตู้ยังปิดสนิทดี

“อะ  จริงด้วย”  รุ่นน้องอีกคนอุทาน

“ทำไมถึง…เปิดออกได้…?”

จะบอกว่ามันเปิดออกเองจากด้วยลมหรืออะไรก็ไม่น่ามีทางเป็นไปได้  เพราะในตึกนี้ไม่มีลมแม้แต่นิด  อีกทั้งบานประตูตู้เก็บรองเท้าก็ทำจากไม้ทั้งแผ่น  ไม่น่าเบาถึงขนาดมีอะไรไปขยับนิดหน่อยก็เปิดออกเองได้

แปลว่ามีคนมาเปิดไว้…?

แต่ตอนพวกเขาคุยกับพวกฮารุอิจิตรงห้องพยาบาล  ที่จริงแล้วทีมมิยูกิสามคน ‘ไม่ได้’ เข้าไปในห้องเลยด้วยซ้ำ  พวกเขาแค่ยืนคุยกันอยู่บริเวณหน้าห้อง  ถ้ามีใครเดินมาบริเวณนี้ก็น่าจะรู้สึกตัวบ้าง  แม้จะมีกำแพงไม้ตรงข้ามห้องบังสายตาไม่ให้เห็น  แต่ห้องก็อยู่ใกล้กับบันไดตรงกลางซึ่งอยู่ตรงข้ามทางเข้าตึก  อย่างน้อยคุราโมจิซึ่งเป็นคนเซนส์ไวน่าจะสัมผัสวี่แววคนได้

หมายความว่าไง…?

ในใจเขารู้ดีว่าควรรีบออกตามหารุ่นน้องอีกสองคนที่เหลือก่อน  แต่ก็นึกติดใจตู้เก็บรองเท้านั้นเสียจนนึกกลัวว่าหากไปทางอื่นก่อนแล้วกลับมาจะพลาด ‘อะไร’ บางอย่างไป

“ลองไปดูดีไหมครับ?”  ฟุรุยะพูดเหมือนเร่ง

กัปตันใช้ความคิด  ก่อนรีบตัดสินใจไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้  “แค่ไปดูก่อนแล้วกันว่ามีอะไร  พยายามใช้เวลาให้น้อยที่สุดกันเถอะ”

คนที่เหลือพยักหน้ารับอีกรอบ  มิยูกิรีบเร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังช่องที่เปิดออก  คราวนี้แสงไฟจากตะเกียงส่องกระทบถึงบานประตูใหญ่ตรงกลางตึกแล้ว  โครงสร้างมันมองเผิน ๆ แล้วทำจากแผ่นไม้ขนาดใหญ่สีเข้ม  ไม่มีช่องกระจกให้ส่องออกไปเห็นด้านนอก  ลูกบิดประตูเป็นสีเหลืองออกน้ำตาล  ดูเก่าเหมือนสนิมขึ้นแต่ก็น่าจะแข็งจนไม่อาจหาอะไรมาพังได้ง่าย ๆ

“ฟุรุยะ”  พอเห็นลูกบิดประตูเขาก็นึกขึ้นมาได้  “ลองไปเปิดประตูนั้นหน่อยสิ”

“อะ  ครับ”  คนรับคำสั่งทำหน้าสงสัยแวบหนึ่งแต่ก็เดินไปลองตามคำขอ

มิยูกิหันกลับมาตั้งสมาธิกับตู้เก็บรองเท้า  เขายกตะเกียงขึ้นเพื่อส่องให้เห็นด้านใน  กลิ่นไม้เก่า ๆ ลอยฉุนออกมาจนต้องย่นจมูกเล็กน้อย  ข้างในไม่มีรองเท้าหรือของอย่างอื่นวางอยู่นอกจากกระดาษถูกพับเป็นสี่เหลี่ยมวางอยู่ตรงพื้นตู้

เขาหยิบมันออกมาแล้วกางดู  กระดาษกลายเป็นสีเหลืองและเริ่มกรอบ  ข้างในมีตัวหนังสือเขียนด้วยหมึก  กาลเวลาทำให้ตัวหมึกเลือนไปบ้างแต่ก็พออ่านออกหากพยายามเพ่งมองสักพัก

เสียงดังกุกกัก ๆ ดังมาจากทางเข้าประตู  ก่อนจะตามด้วยเสียงคนลองเปิด  “ประตูล็อกครับ”

ว่าแล้วเชียว

ถึงจะรู้ดีว่าคงไม่มีทางเกิดเรื่องดีขึ้นง่าย ๆ แต่มิยูกิก็อดถอนหายใจไม่ได้  ก่อนเปลี่ยนอารมณ์มาเพ่งมองข้อความบนกระดาษในมือแทน

.

.

ไม่ต้องโผล่หน้ามาที่โรงเรียนอีกได้ไหม

เห็นแล้วอยากจะอ้วก!!

.

.

“…จดหมายกลั่นแกล้ง…หรือเปล่าครับ…”  เสียงฮารุอิจิเบาลงหนึ่งระดับ

“อะไรวะ  พูดใส่เท่าไรก็ไม่เห็นโต้กลับเลย”

“หือ  เมื่อกี๊นายว่าไงนะ?”  มิยูกิถามกลับ

“เห็นแล้วขนลุกชะมัด”

“อะ  ก็…”

“คนแบบนี้ช่างมันไปเถอะ  ยุ่งด้วยก็เสียเวลาเปล่า”

อึ๊ก

“เฮ้อ  เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”

“…รุ่นพี่มิยูกิ!!?”

“อย่าไปยุ่งกับมันเลย  คนอะไรก็ไม่รู้  พูดอะไรด้วยก็เอาแต่ยิ้มท่าเดียว”

“เห็นแล้วขนลุกชะมัด”

ปวดหัว

“ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินว่ามีเด็กเกเรมาแกล้งแต่ขนาดโดนเตะใส่เท่าไรก็เอาแต่ยิ้มอย่างเดียวเลยนะ”

“ยี้  ขนลุก!!”

“ฟุรุยะคุง!!!!”

ได้ยินเสียงของตก

สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครสนใจ

สุดท้ายแล้วทุกคนก็เมินฉันไป

ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

แค่ยิ้มรับให้กับทุกคนแท้ ๆ

“ฮารุจจิ!!!!”

ทำไมไม่มีใครมองฉันเลย

ทำไม

ทำไม

“……นี่  เป็นอะไรหรือเปล่า….นางาทานิคุง?”

ภาพตรงหน้าวูบลง  ก่อนเปลี่ยนเป็นภาพมุมต่ำราวกับมองจากบนพื้นพร้อมกับความเจ็บจากทั่วร่าง  ในหัวเต้นตุบ ๆ เหมือนจะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ  เสียงอะไรหลาย ๆ อย่างดังประดังประเดขึ้นแทบพร้อมกัน

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะ”

เสียงหัวเราะคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับประกายแสงของอะไรบางอย่างสะท้อนเข้าตา

ไอ้เงา…นั่น………

มิยูกิกัดฟันสะกดความเจ็บปวดเพื่อจะตะโกนเตือนรุ่นน้องอีกสองคน  แต่ก่อนจะเค้นเสียงออกมาได้  หัวของเขาก็บีบรัดแน่นเสียจนคงสติเอาไว้ไม่อยู่

ทำไมต้อง…ตอนนี้ด้วย……..

เสียงดังก้องในหัวจนไม่อาจรับรู้ได้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น  แค่จะลืมตาก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอ  ทำได้แค่หายใจรวยรินอยู่กับพื้นเท่านั้น

แล้วตอนนั้นเอง  เงาของใครบางคนก็หยุดอยู่ตรงหน้า

“ไม่ได้นะ  นางาทานิคุง”

“อย่าทำอะไรมิยูกิคุงสิ”

เสียงนี่….อีกแล้ว………..

“เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ”

แล้วมือก็วางทาบลงเหนือแว่นตา

“หลับให้สบายนะ  มิยูกิคุงของผม”

“รออีกแป๊บเดียว  เดี๋ยวเราก็จะได้อยู่ด้วยกันแล้วละ”

ตอนนั้นเองที่สติของเขาขาดตอนไป

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 9]

  1. แอบขำแผนของกัปตัน เหมือนเล่นไล่จับ แต่แจ่มมาก สมกับเป็นกัปตัน รอบคอบไว้ก่อน
    จะได้ไม่หลงหากันไปหากันมา
    และแล้วปริศนาก็กลับมา กัปตันได้ยินเสียงคนเดียวเลยนี่

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s