Angels of Death · Novel translation

[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [4]

หลบหน่อยพระเอกมา!!!

เรียกได้ว่าเรื่องจริง ๆ น่าจะเริ่มจากตรงนี้แหละค่ะ

แซ็กเท่เหลือเกิน~


เรกลับไปยังห้องผ่าตัดแล้วนึกย้อนถึงการปฏิบัติตัวของแดนี่ต่อตนเองตั้งแต่เจอกันนี้ทีละอย่าง

(แปลก—-…)

——-ยังนึกอะไรไม่ออกก็จริง…แต่คุณหมอที่ให้คำปรึกษาฉันไม่ใช่แบบนั้นแน่ ๆ….เธอรู้แค่นั้น

(รอที่นี่ต่อไปแล้วจะเป็นไรไหมนะ…..?)

—–ชักกลัวแล้วสิ….

เธออยากจะไปจากที่แห่งนี้ในตอนนี้เลย  ความคิดชวนขนลุกค่อย ๆ แผ่ซ่านขึ้นมาจนเรเอามือผลักประตูเพื่อออกไปจากห้องผ่าตัด  แต่ประตูกลับล็อกอยู่

(……..คุณหมอเป็นคนล็อก)

ในชั้นนี้มีคุณหมออยู่คนเดียว…เคยมีแค่คุณหมอคนเดียว  คนไข้ที่นอนอยู่ในห้องผู้ป่วยนั้นเสียชีวิตไปแล้ว  ตั้งแต่คุณหมอมา….

——–ต้องหนี  ต้องหนีแล้ว………!

“ต้องหนี….”

มีมือใครสักคนวางบนไหล่เรเบา ๆ ตอนเธอเผลอส่งเสียงออกมา  มือนั้นแตะบนไหล่อย่างเบามือ  ก่อนบีบไหล่เรอย่างแรงเหมือนจะบอกว่าไม่ปล่อยให้หนีไป

“เรเชล  กำลังจะไปไหนเหรอ……..?”

แล้วแดนี่ก็กระซิบเสียงต่ำข้างหูเร

“……คุณ  หมอ”

(ทำไงดี——–….)

เสียงนั้นทำเธอขนลุก

“เมื่อกี๊บอกแล้วไงว่าไม่ยอมให้หนีน่ะ?  ที่นี่เป็น…ชั้นของฉันนะ”

“…….ชั้นของ  คุณหมอ….?”

“อืม  ใช่แล้วละ  เพราะงั้นถ้าเธอหนีไปชั้นอื่นก็ทำอะไรด้วยมือฉันเองไม่ได้แล้วสิ”

 

 

“———-ที่แห่งนี้มีผู้เหมาะสมต่อชั้นแต่ละชั้นอาศัยอยู่”

“กฎกำหนดไว้ว่าคนผู้นั้นไม่อาจออกไปจากชั้นของตนเองได้”

“หากไม่อยากถูกอาศัยในชั้นนั้น ๆ ฆ่า  มีทางเดียวคือจงขึ้นไปยังชั้นอื่น ๆเท่านั้น”

 

 

ในหัวของเรนึกย้อนข้อความนั้นขึ้นมา  นั่นคงเป็นกฎที่แดนี่เคยพูดถึงไม่ผิดแน่

(…….คุณหมอ  ไม่ใช่  เครื่องสังเวย……)

ถ้าอย่างนั้น………?

——–คุณหมอ  จะ…….ฆ่าฉัน

ในตอนนั้นเรเผลอตะคอกออกมา

“…….ไม่นะ  คุณหมอ….ปล่อย!”

หากถูกฆ่าแล้วจะกลับบ้านไม่ได้  และเรยังไม่อยากตาย

แต่แดนี่เมินเสียงนั้น  คว้าคออันบอบบางของเรด้วยแรงมหาศาลพาไปยังบนเตียงผ่าตัด

“นี่  เรเชล  ผมน่ะ……ปรารถนาเฝ้ามองดวงตามีชีวิตชีวาของเธออยู่ข้าง ๆ ตลอดไปเลยนะ….แต่ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะช่วยไม่ได้น่ะ  เพราะตอนนี้เธอไม่ใช่ “ตาสีฟ้ามีชีวิตชีวา” ในอุดมคติของผมอีกต่อไปแล้ว…”

แล้วแดนี่ก็กดเรลงบนเตียงผ่าตัดด้วยมือขาวสะอาดทั้งสองข้างขณะพูดเสียงเศร้าหมอง

“เพราะงั้น  นะ  เรเชล……..ขอตาคู่นั้น  ให้ผมได้ไหม?”

ลูกตาสีแดงเขียวสองลูกในดวงตาของปลอมก้มมองตัวเร

“ให้  ตา……?  ไม่เอา……กลัวเหลือเกิน!”

——–อยากกลับ  บ้าน………..!

เรสลบไปขณะจ้องมองดวงตาวิปลาสราวกับฝันร้ายพร้อมกับหวังอย่างแรงกล้าไปพร้อมกัน

 

 

 

 

 

 

เรฝันสั้น ๆ ขณะสลบอยู่

ในฝันร้ายนั้นเรนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก  และกำลังหมกมุ่นอยู่กับการเย็บตุ๊กตาขณะฟังเสียงกล่องดนตรีบรรเลงไปด้วย  ตุ๊กตาเสร็จสมบูรณ์พร้อมกับเสียงจากกล่องดนตรีหยุดลง  ตุ๊กตาตัวนั้นตัวโตกว่าส่วนสูงของเรเสียอีก

(ดีจัง  ทุกคน  หายแล้ว….)

แล้วพอเรกอดตุ๊กตาแน่นในความฝัน  เรก็ได้สติกลับมาทันใด

(——ฝัน….)

พอเรตระหนักได้ว่าตัวเองกลับมาสู่โกความจริงก็ลืมตาขึ้นอย่างหวาดระแวง  แล้วก็พบว่าร่างกายบอบบางนั้นถูกมัดด้วยอุปกรณ์พันธนาการดูแข็งแรงบนเตียงผ่าตัดจนขยับมือเท้าไม่ได้

“…..อะ  เรเชล  ตื่นแล้วเหรอ”

แดนี่มองตาสีฟ้าของเรด้วยตาสองสีราวกับจะมองทะลุเข้าไป

(เรเชล….มองผมด้วยใบหน้าแบบเด็กสาวอ่อนแอเลยเหรอ…..)

—–กลายเป็นเพียงตาสีฟ้าธรรมดาไปเสียแล้ว  เรเชล  ผมเศร้าเหลือเกิน….

“นี่  นึกไม่ออกจริง ๆ เหรอ?  ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่  ทำไมถึงเจอเรื่องแบบนี้….หากทำได้เธอก็จะดึงตัวเธอเองกลับมาได้แล้วเชียว  กลับไปเป็นดวงตาแสนวิเศษแล้วอยู่กับผมด้วยกันเถอะ  เรเชล…”

แดนี่บีบมือเรซึ่งขยับไปไหนไม่ได้ไว้แน่นแล้วมองเธอราวกับจะอธิษฐาน  สีหน้านั้นเหมือนกำลังรอเรกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

“……..”

เรเผลอนึกไปว่าตัวเองได้ตายไปแล้วแวบหนึ่งขณะเห็นสีหน้านั้นของแดนี่  เหมือนกลายเป็นเพียงตุ๊กตาตัวเดียวกับที่ตัวเองเย็บในฝันเมื่อครู่

“……ไม่สำเร็จเหรอ”

แดนี่ทำหน้ากลุ้มใจพอเรไม่ตอบอะไรแล้วกัดเล็บด้วยความเจ็บใจ

(….พอฉันตื่นก็อยู่ที่นี่….นึกไม่ออกว่าทำไมถึงอยู่ที่นี่ได้…….——อยากกลับบ้านแล้ว)

“ขอร้องละคุณหมอ  พาฉันออกจากที่นี่ที  ฉันอยากกลับไปหาคุณพ่อคุณแม่……!”

เรมองแดนี่ด้วยแววตาโศกเศร้าเหมือนเด็กสาวธรรมดา

“……เรเชล  ผมทำแบบนั้นไม่ได้  ถึงตาของเธอจะกลายเป็นเพียงตาสีฟ้าธรรมดา ๆ ไปแล้ว  แต่ตาของเธอก็ยังงดงามยิ่งกว่าดวงตาของมนุษย์คนใดที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้อยู่ดี…..”

แดนี่ลูบแก้มของเรเบา ๆ

“แล้วเดี๋ยวเธอก็จะได้เจอคุณพ่อกับคุณแม่แล้วละ….”

เขาพูดพลางหัวเราะ

“…….ทำไม?”

“เดี๋ยวต่อจากนี้ผมจะฆ่าเธอให้เอง”

“…..ถ้าตาย  ก็ไปหาไม่ได้……..”

“ไม่ใช่หรอก  ก็คุณพ่อกับคุณแม่ของเธอ…….——รอเธออยู่ในนรกแล้วไง”

กริ๊ง——…..แล้วในตอนนั้นเสียงกระดิ่งก็ดังก้องในแก้วหูของเรอีกครั้ง

“เอ้า  เรเชล  มองผมสิ…..”

กริ๊ง——….เสียงแบบเดิมดังขึ้นราวกับจะตอบสนองกับคำพูดของแดนี่  เสียงนั้นดังชัดเจนยิ่งกว่าก่อนหน้านี้อีก

พอเสียงเงียบไป  ภาพพระจันทร์เต็มดวงก็ลอยขึ้นในหัวของเร….

(พระจันทร์ดวงนั้น…..)

 

 

——–…เป็นพระจันทร์สีฟ้า

——–พระจันทร์เต็มดวงสีฟ้า  เห็นแล้วชวนหวาดหวั่น….

“เรเชล…..?”

 

 

ใช่….คืนนั้น…..—-มีพระจันทร์เต็มดวงสีฟ้าดวงใหญ่ลอยอยู่นอกหน้าต่างเหมือนกำลังเห็นโลกอีกใบ

(……….ฉัน……)

“………..”

เสียงเงียบหายไป  เรกะพริบขนตายาว ๆ ช้า ๆ  แล้วจึงมองแดนี่ด้วยดวงตาสีฟ้าเหมือนกำลังมองโลกถึงจุดสิ้นสุดแบบเดียวกับตอนก่อนเสียความทรงจำ

“…..คุณหมอแดนี่”

แล้วเรก็เรียกชื่อนั้นด้วยเสียงเบาแต่ฟังชัด  เนื้อเสียงไม่มั่นคงสมกับเด็กสาวก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว  เสียงนั้นไร้ซึ่งความอบอุ่นราวกับจะบอกว่าเธอนึกความทรงจำไร้การปรุงแต่งออกพร้อมกับพาตัวตนที่แท้จริงกลับมาได้ในเวลาเดียวกัน

“อา…เรเชล!  นึกเรื่องของผมออกแล้วสินะ?!  อา….ทำไมเธอ….ทำไมเธอถึงมีดวงตาแสนวิเศษเช่นนี้!”

แดนี่ทำสีหน้าหลงใหลแล้วมองดวงตาของเรซึ่งไม่ใช่ตาสีฟ้าทั่วไปนิ่ง

(นี่แหละ…..ดวงตาที่ผมถวิลหา….เป็นเพียงดวงตางดงาม  ไม่ฉายแม้ความสิ้นหวังหรือความหวัง…..)

“……คุณหมอ  ฉัน……มีชีวิตอยู่ไม่ได้……..”

เรพึมพำเงียบ ๆ ขณะจ้องมองแดนี่ด้วยแววตาไร้ความรู้สึก

——ฉัน…นึกออก  จนได้  ทั้งเรื่องรับคำปรึกษากับคุณหมอดั่งเช่นทุกวัน….ทั้งเรื่องคุณพ่อกับคุณแม่….ทั้งเหตุการณ์น่าเศร้าที่เกิดขึ้นในคืนพระจันทร์สีฟ้าเต็มดวง….แล้วก็หนังสือที่อ่านใต้แสงจันทร์….นึกออก  ทั้งหมดจนได้

(ดวงตาช่างวิเศษเหลือเกิน…….!)

แดนี่จ้องมองดวงตาของเรจมลงสู่ความสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัดราวกับจะกลืนกินจนตัวสั่นด้วยความยินดี

“ไม่ใช่เลยสักหน่อย!  เดี๋ยวจะปลดไอ้นี่ออกให้เดี๋ยวนี้แหละ  แล้วมามีชีวิตอยู่ด้วยกันกับผมตลอดไปเลยนะ  เรเชล!”

แดนี่พูดจนสำลักลมหายใจระหว่างรีบปลดเครื่องพันธนาการที่ติดกับตัวเรออกจนเกิดเสียงดัง  เขาตะโกนด้วยเสียงดังเหมือนกับจะแสดงอารมณ์ออกมาทั้งตัว

“อา….ผมนี่ช่างโชคดีเสียจริง!!”

 

 

 

 

 

 

 

ชายเจ้าของแขนยาว ๆ พันด้วยผ้าพันแผลลวก ๆ แต่แน่นตึงโผล่พ้นชายเสื้อคลุมสีดำถือเคียวส่องประกายด้ามใหญ่—–แซ็กเดินไปตามทางเดินขัดเงาจนสะอาดต่างกับชั้น B6 ที่ตนเองอาศัยอยู่

(โธ่เว้ย….หายไปไหนแล้ววะ)

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแซ็กถึงไล่ตามเรขึ้นมาถึงชั้นนี้จากแรงกระตุ้นทั้งอย่างนั้น  ปกติแล้วถึงจะปล่อยเครื่องสังเวยหนีไปก็ไม่คิดออกตามหามาถึงชั้นที่ตัวเองไม่ได้รับผิดชอบแบบนี้  แต่หากปล่อยเด็กสาวพรรค์นั้นหนีไปได้  แมลงในท้องก็ไม่ยอมสงบลงเสียที

(ต้องฆ่าให้ได้เลย)

แซ็กเดาะลิ้นเบา ๆ แล้วกำด้ามเคียวแน่น

ตอนนั้นเอง  เขาได้ยินเสียงเจ้าของชั้นนี้  แดนี่ดังมาจากอีกฟากของกำแพงที่เดินผ่านมา

——-อา….ผมนี่ช่างโชคดีเสียจริง!!

(——–….โชคดี  เหรอ)

ณ ตอนนั้นแซ็กสัมผัสถึงความหงุดหงิดปะทุขึ้นมาจากเสียงตะโกนอิ่มเอิบนั้น  นั่นอาจเป็นความรู้สึกเพียงหนึ่งเดียวที่แซ็กรู้จักมาตั้งแต่เด็กก็เป็นได้

(…..——–โชคดีเรอะ  ไร้สาระสิ้นดี)

แซ็กใช้เคียวในมือพังประตูห้องผ่าตัดเพื่อปลดปล่อยความหงุดหงิดอันเหี้ยมโหดนั้น  เสียงดังลั่นดังครืน——ดังก้อง  แล้วประตูก็พังในพริบตา  แดนี่หันกลับมามองตามเสียงผิดปกตินั้นทันที  พอเห็นร่างของแซ็กยืนขวางตรงประตูก็ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์  แซ็กยืนประจันหน้ากับแดนี่  แยกเขี้ยวยิ้มผ่านช่องว่างของผ้าพันแผล

“ย้าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!””

แล้วเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของแซ็กก็ดังก้องเต็มบรรยากาศตึงเครียดห้องผ่าตัด  ใช่ว่าเห็นว่าน่าสนใจตรงไหน  ก็แค่ไม่สบอารมณ์กับมนุษย์ผู้มีความรู้สึกต่อคำว่าโชคดีเท่านั้นเอง

เรหันสายตาเลื่อนลอยไปยังเสียงหัวเราะนั้นจากบนเตียงผ่าตัด

(ชายคนนั้น….)

และตอนเรนึกได้ว่าเจ้าของเสียงหัวเราะคือฆาตกรที่เจอในชั้น B6 นั้นเอง

แซ็กเพียงทำตามสัญชาตญาณของตน  เหวี่ยงเคียวตัดท้องของแดนี่อย่างไม่รีรอ  ในแววตาฉายเพียงความสิ้นหวังของเรเห็นหยดเลือดสกปรกพร่างพรมต่างจากตอนนกตายช้า ๆ

“นี่  นาย….”

——-ทำ  ไม

(อีกนิดเดียว…อีกนิดเดียวตาของเรเชล  ก็จะเป็นของผมแล้วแท้ ๆ——-ยังจะตาย….ยังจะตายทั้งแบบนี้ไม่ได้…..!)

แม้คิดแบบนั้น  แต่ความเจ็บปวดก็แล่นบนส่วนท้องที่ถูกกรีดเป็นแผลลึกอย่างมากจนภาพตรงหน้าถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีขาวในทันควัน  แดนี่เงยหน้ามองแซ็กจากตำแหน่ราวกับช่องแคบระหว่างโลกหลังความตายและความเป็นจริง

“เอ้า ๆ แดนี่….เพราะแกส่งเสียงฟังมีความสุขออกมาฉันเลยอดทนไม่ไหวเชือดแกเข้าจนได้ไง!”

แซ็กหัวเราะเยาะด้วยความพึงพอใจขณะจับสีหน้าสิ้นหวังของแดนี่ได้ยามมองเขาสติค่อย ๆ หลุดลอยออกไป

“….อึ๊ก”

แดนี่คิดอยากโต้กลับแต่เสียงกลับไม่ออกตามความคิด  ดวงตาเริ่มปิดง  มองไม่เห็นแม้แต่ภาพถูกบดบัง  แวบหนึ่งใต้เปลือกตาแดนี่เห็นดวงตาสีฟ้าไร้ชีวิตชีวาของเรลอยขึ้นราวกับจะกลายเป็นดวงตาของตนเองแล้วหายไป

(ตาสวยเหลือเกิน…)

แดนี่หลับตาลงเงียบ ๆ เหมือนเข้าสู่ภวังค์ล้ำลึกขณะรู้สึกต่อภาพลวงตาราวกับฝันนั้นไปพร้อมกัน

พอแซ็กรับรู้ว่าแดนี่ไม่ขยับตัวแล้วก็ทำหน้าเย็นชาเหมือนสูญเสียความสนใจขึ้นมากระทันหันก่อนหันหลังกลับ

“…….เฮ้ย  พอไล่ตามแกมาถึงนี่ก็เจอเรื่องผิดคาดเข้าให้เลยนะเนี่ย?”

แล้วก้มมองเรที่นอนอยู่บนเตียงผ่าตัดพลางยิ้มด้วยท่าทางสนุกสนานใส่

“เอ้า  ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ก็รีบหนีตอนนี้เลยสิ  กระเสือกกระสนหนีเข้า!  กอดความหวังเอาไว้ด้วย!  จะได้เชือดให้ไม่มีออมแรงได้ไง!”

แล้วแซ็กก็เหวี่ยงเคียวเหมือนยมทูตขึ้นพลางตะโกนขู่เสียงดังด้วยอารมณ์พุ่งพล่านผิดปกติ

แต่คำพูดของแซ็กไม่เข้าหูเรเลยสักนิด  ตอนนี้เรอยู่ตรงก้นบึ้งของความสิ้นหวัง  ในใจถูกฝังเต็มไปด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนพระจันทร์สีฟ้าเต็มดวงลอยขึ้นมาติดต่อกัน

“……หา?”

แซ็กพ่นเสียงไม่พอใจใส่เรเมื่อเห็นเธอไร้ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างงดงาม

(…อะไรฟะ?)

เรผู้นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าไร้อารมณ์จนผิดแปลกนั้นดูราวกับเป็นคนละคนกับตอนเจอกันครั้งแรก

“เฮ้ย  ทำไมทำหน้าน่าเบื่ออยู่ฟะ  ฉันอุตส่าห์เอาปลายมีดจ่อใกล้ขนาดนี้แล้ว  ไม่คิดอยากมีชีวิตบ้างหรือไง?”

แซ็กถามใส่เรซึ่งทำตาเหมือนคนตาย  ไม่รู้ว่ามองไปที่ไหนหรือฉายอะไรอยู่บนนนั้น

“………..”

——ไม่คิด

เรคิจะตอบโต้กลับไป  แต่ก็ส่งเสียงออกมาไม่ได้

“เฮ้อ…น่าเบื่อเป็นบ้า  ฉันน่ะเป็นชายโตเต็มวัยปกติ ๆ คนนึงนะ  ไม่มีงานอดิเรกเชือดตุ๊กตาหรอก”

แซ็กพ่นลมหายใจต่อทีท่าแบบปลาตายนอนรอวันเชือดอยู่บนเขียงก่อนลดเคียวที่ยกขึ้นลง  เขาไม่อาจคิดฆ่ามนุษย์ผู้ไม่ยึดติดว่าอยากมีชีวิตอยู่แม้ยืนอยู่ระหว่างความเป็นความตายได้เลย

(กลับไปข้างล่าง  ดีกว่า….)

——แก๊ง  แก๊ง  แก๊ง

พอแซ็กสูญสิ้นความอยากเลยกะจะเดินออกจากตรงนั้น  เสียงดังเหมือนระฆังโบสถ์ก็ดังขึ้นจากลำโพงที่ติดไว้ที่ใดสักแห่งขึ้นอีกครั้ง

 

 

“—–พบผู้หักหลัง——”

“—–ผู้อาศัยอยู่ชั้น 6 ทำร้ายผู้อาศัยอยู่ชั้น 5——-”

“——ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าผิดต่อกฎ——–”

“—–จึงขอประกาศว่า  ผู้หักหลังกลายเป็นเครื่องสังเวยต่อจากเรเชล——-”

 

 

เสียงประกาศนั้นแจ้งให้ทราบว่าแซ็กกลายเป็นเครื่องสังเวยคนใหม่

“…..เฮ้อ  ขำไม่ออกนะเฟ้ย  บ้าเอ๊ย  หนีดีกว่า”

(——-….แต่ทางออกเนี่ยอยู่ไหน?)

แซ็กทำหน้าเหนื่อยหน่ายเล็กน้อยก่อนออกจากห้องโดยไม่หันไปมองเรซึ่งนอนนิ่งราวกับตุ๊กตาอยู่บนเตียงผ่าตัด  เขาไม่ได้มีเหตุผลที่อยากมีชีวิตอยู่อะไร  แต่ก็ไม่อยากโดนฆ่าเหมือนกัน

 

 

(เครื่องสังเวย….)

เรพึมพำในใจขณะเงยหน้ามองเพดานหลังจากถูกทิ้งให้อยู่ในห้องผ่าตัดเพียงคนเดียว

 

 

—–ใช่……ฉันจะ  มีชีวิตอยู่  ต่อไปไม่ได้…..——-

 

 

เรลุกขึ้นจากเตียงผ่าตัดที่นอนแผ่อยู่อย่างไร้เรี่ยวแรงหลังแซ็กไม่อยู่แล้ว

บนพื้นยังมีร่างอุ่น ๆ ของแดนี่จมกองเลือดนอนแผ่อยู่

(ตาของคุณหมอ….ปิดจนมองไม่เห็นแล้ว)

เรมองใบหน้าคล้ายกับนอนหลับอยู่ของแดนี่อย่างไร้อารมณ์ด้วยดวงตาโศกเศร้าที่ไม่ว่ามองอะไรก็ไร้สีสันไปหมด  แล้วเอานิ้วจิ้มแก้มเหมือนจะเช็คว่าเอานิ้วแตะของเล่นได้ไหม

(ตายแล้วหรือเปล่า…..)

“………”

แต่ร่างของแดนี่กลับไม่กระดิกแม้แต่นิดเดียว

ในตอนนั้นเธอพลันเห็นการ์ดเปิดประตูห้องผ่าตัดอยู่ในกระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาวของแดนี่ที่ถูกย้อมเป็นสีแดงเหมือนทำอุปกรณ์วาดเขียนหกใส่

(ไอ้นี่…อาจจะเอาไปใช้กับประตูบานอื่นก็ได้…)

เรยื่นมือใส่กระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาวอย่างไม่ลังเล  ก่อนหยิบการ์ดใบเล็กนั้นใส่กระเป๋าตนเอง

 

 

 

 

 

 

———-…ตื่นจากฝันแสนสุขเสียได้

ตอนนี้เรเข้าใจเพียงเรื่องนั้นแจ่มแจ้งแล้ว  เธอทิ้งแดนี่ซึ่งไม่ขยับตัวแล้วไว้ในห้องผ่าตัดเดินล่องลอยออกมายังทางเดินก่อนเดินต่อไปขณะความทรงจำชวนสิ้นหวังลอยผุดขึ้นมาอยู่ในหัว

ระหว่างทางเรเดินผ่านหน้าห้องผู้ป่วยพิเศษ  แล้วก็นึกถึงข้อความบนกำแพงที่แดนี่ห้ามไม่ให้ปัดออกขึ้นมา

(จะว่าไป  ไอ้นั่นเขียนว่าอะไรนะ…..)

เรนึกติดใจขึ้นมาเลยหยุดยืนอยู่หน้าประตูนั้นก่อนยื่นมือไปจะเปิด  แต่ประตูล็อกกุญแจไว้  นั่นคงเป็นเพราะแดนี่ล็อกเอาไว้ไม่ผิดแน่  ถ้าอย่างนั้นการ์ดจากในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของแดนี่ก็น่าจะเปิดได้

เรลองเสียบการ์ดตรงช่องเสียบซึ่งติดบนประตู  แล้วก็เกิดเสียงกริ๊กก่อนประตูจะเปิดออกตามคาด

(ใช้กุญแจนี้ในชั้นนี้ได้จริง ๆ ด้วย….)

พอเห็นดังนั้นเรก็ใส่การ์ดใบนั้นลงกระเป๋าอีกครั้ง

(……ลองปัด  ฝุ่นดู…..)

แล้วเธอก็ปัดฝุ่นหนาทึบโดยไม่สนว่าฝุ่นจะเข้าตาหรือไม่  ก่อนเห็นข้อความดูบ้าคลั่งไม่ก็ระทมทุกข์เขียนด้วยตัวหนังสือสีแดงบนกำแพง

——ช่วยด้วย  ช่วยด้วย  กลัวเหลือเกิน  กลัวเหลือเกิน.

——-เคยมีอยู่สามคน.แท้ ๆ  แต่ที่อยู่ที่นี่มีแค่ฉันคนเดียว

——-จะเข้ามาฆ่า  จะเข้ามาฆ่า  ในบรรดาสามคนนั้น  มีแค่ฉันอยู่คนเดียวที่จะถูกฆ่า

——–คนในที่นี่จะเข้ามาฆ่าฉัน  เหมือนกับเป็นเรื่องปกติ

——–ใครปล่อยเจ้าพวกนั้นมา?

——–ช่วยด้วย  ช่วยด้วย  พระเจ้า

 

 

(คนไข้ถูกคุณหมอฆ่าจริง ๆ ด้วย……..)

“………พระเจ้า”

เรพึมพำคำสุดท้ายบนประโยคด้วยเสียงนอบน้อมก่อนออกจากห้องผู้ป่วยไป

 

 

เรกลับมาเดินบนทางเดินด้วยอารมณ์เหมือนอยู่ในฝันร้ายอีกครั้ง

แล้วก็เห็นของเป็นประกายระยิบระยับแตกกระจายอยู่บนพื้นนับไม่ถ้วน  พอมองไปข้างหน้าก็เห็นกำแพงกระจกดูแข็งแรงนั้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ  เธอรู้ทันทีว่าชายผู้ฆ่าคุณหมอแดนี่คนนั้น——-แซ็กเป็นคนทำ

——-ชายคนนั้นฆ่าคุณหมอแดนี่เหมือนพังกระจกแบบนี้…ลบให้หายไปจากโลกนี้ในชั่วพริบตาเดียว

(นี่  พระเจ้าคะ….พระเจ้าจะยอมรับเรื่องถูกฆ่าไหมนะ……?)

“……………”

——–อยากให้…….คน ๆ นั้น…….ฆ่าฉันให้…….

เรออกวิ่งบนกระจกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ดั่งถูกสัญชาตญาณสั่งมุ่งหน้าไปหาแซ็กทันใด

 

 

 

 

 

 

 

“…..ไม่เห็นเปิดเลย!  ทุบเท่าไรก็ไม่พังอีก….ว้อย  เอาไงดีฟะ……”

พอเร่งความเร็วมุ่งหน้าเข้าไปด้านใน  ก็เห็นแซ็กกำลังสู้รบกับประตูไม่ยอมเปิดอยู่  คาดว่าจะมีลิฟท์อยู่ตรงฝั่งตรงข้ามของประตูแน่

“……ทำอะไรอยู่เหรอ”

เรสัมผัสได้ถึงความหวังน้อย ๆ จากการขอร้องแซ็กเลยดึงกำลังใจกลับมาได้ก่อนส่งเสียงเรียกจากด้านหลัง

“หา?……อะไรวะ  จู่ ๆ ก็โผล่หน้ามา  คิดจะทำอะไรกันแน่?”

แซ็กหันหลังกลับไปเปิดปากพูดเหมือนขู่พร้อมจ้องหน้าเรเขม็ง  แต่เรกลับไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว

“………คือ……..มีเรื่องอยากขอร้องน่ะ”

แล้วเรก็สูดหายใจเข้าเล็กน้อย  ก่อนจ้องมองดวงตาสีทองแสนงดงามราวกับพระจันทร์เสี้ยวซึ่งโผล่พ้นช่องว่างผ้าพันแผลสกปรกบนหน้าแล้วพูด

 

 

“………..ขอร้องละ——-….ช่วยฆ่า  ฉันที”

 

 

แซ็กเบิกตาโต  ช็อกกับสีหน้าแบบผู้ใหญ่ของเรจนนึกไม่ถึงว่าเป็นเด็กอายุ 13 ไปครู่หนึ่ง

 

 

“……ฆ่า…….ให้ที  เรอะ?”

 

 

——ขนลุก  ว้อย…….!

แต่หลังจากนั้น  ทันทีที่แซ็กเข้าใจความหมายของคำขอร้องนั้น  เขาก็คายของที่กินมาวันนี้ทั้งหมด  หรือจะบอกว่าโก่งคอลบอารมณ์ขนลุกซู่ไร้ที่มาซึ่งพุ่งขึ้นออกมาจนหมด

“….แหวะะะะะ!”

เขาไม่เคยมีใครขอร้องอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย  ไม่เคยมีใครต้องการอะไรจากเขามาก่อนด้วย  แต่นี่กลับมีเด็กผู้หญิงเพิ่งเคยเจอหน้าก่อนขอร้องว่าช่วยฆ่าฉันที——–ขอร้องเรื่องวิปลาสทั้งที่ไม่มีการเกริ่นใด ๆ มาก่อน  เขาเลยไม่อาจเข้าใจได้จากก้นบึ้งของหัวใจ

“ว้อยยยยยย!  อย่ามาขออะไรชวนขนลุกได้ไหมวะ!  ฉันไม่มีเวลามายุ่งกับคนสมองกลับอย่างแกนะเฟ้ย!”

แซ็กยกแขนเสื้อคลุมเช็ดปากเปื้อนคราบอาเจียนเหมือนจะสยบความรู้สึกชวนขนลุกที่แล่นพล่านไปทั้งตัวพลางตะโกนด่า

“……ไม่ได้เหรอ?”

เรถามด้วยสีหน้าเศร้าหมองโดยไม่สนใจคราบอาเจียนกระเด็นเปรอะเปื้อนอยู่บนพื้น  เธอไม่เข้าใจว่าทำไมแซ็กถึงดูเกลียดชังคำขอของตนเองขนาดนี้  ก็แซ็กสามารถจบชีวิตชายโตเต็มวัยอย่างแดนี่ได้ในพริบตาเดียวแท้ ๆ  ดังนั้นคงไม่ใช่การฆ่าเธอคงเรื่องยากอะไรเลย

“มันไม่ใช่ปัญหาว่าไม่ได้ซะหน่อย!  แล้วทำไมเด็กอย่างแกถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้ห้ะ!”

“……..พอรู้สึกตัวฉันก็อยู่ที่นี่แล้ว”

เรตอบกลับ  เธอไม่ได้โกหก  ตอนนี้เธอนึกเรื่องก่อนมายังที่นี่ได้ทั้งที่ไม่อยากแล้ว  แต่เรยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่

“หา?  จำเรื่องก่อนมาอยู่ที่นี่ไม่ได้เรอะ”

“……จำไม่ได้”

เรพูดหลังเงียบไปครู่หนึ่ง  เธอตอบได้แล้วว่าจำได้หรือจำไม่ได้  แต่ตอบไปว่าจำไม่ได้จะดีกว่า

“เออ  เรื่องนั้นช่างมันเถอะ  ถ้ามีเวลาว่างมากพอพูดเรื่องชวนขนลุกแล้วก็ช่วยทำอะไรกับไอ้นี่ทีสิ!”

แซ็กตะโกนขึ้นอีกครั้งพลางเตะประตูหน้าลิฟท์ดังลั่น

“ประตูนั้นใช้การ์ดนี้เปิดได้”

เรหยิบการ์ดที่ขโมยจากเสื้อกาวน์ของแดนี่ออกจากกระเป๋าเสื้อ  ก่อนรูดผ่านเครื่องอ่านบนประตู  ก่อนหน้านี้เธอเปิดประตูห้องผู้ป่วยและห้องผ่าตัดได้ด้วยการ์ดใบนี้——-ดังนั้นก็จะเปิดประตูไปลิฟท์บานนี้ได้เช่นกัน

เสียงดังปิ๊บดังขึ้น  แล้วประตูก็เปิดออกหลังเครื่องอ่านการ์ดเสร็จดังที่เรสันนิษฐาน  ฉายให้เห็นลิฟท์ขึ้นไปยังชั้น B4 ต่อหน้าทั้งสองคน

“………ฮะฮะ”

จู่ ๆ แซ็กก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจหลังเห็นปุ่มบนลิฟท์เขียนไว้ว่า B4 ส่องแสงสว่างราวกับความหงุดหงิดเมื่อครู่เป็นแค่เรื่องโกหก

“จะว่าไป  นี่เธอขึ้นมาถึงที่นี่ด้วยตัวคนเดียวใช่มะ?”

แล้วแซ็กก็ถามเรด้วยใบหน้าเหมือนเด็กนึกแผนอะไรดี ๆ ออก

“อืม”

“เออ  ฉันเป็นคนงี่เง่าน่ะ  เพราะงั้น…..ช่วยพาฉันออกจากที่นี่ไปด้วยกันที”

“ด้วยกัน…….?”

แซ็กย่อตัวลงเล็กน้อยเหมือนให้สูงเสมอกันก่อนจ้องตาเรที่แสดงท่าทางตกใจเล็กน้อยให้เห็น

“เมื่อกี๊เธอบอกกับฉันว่าอยากให้ฆ่าใช่ไหม?”

“…ใช่”

เรพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง

“ฆ่าน่ะมันง่ายจะตาย  แต่บอกตามตรงนะ  ฉันนึกฆ่าคนทำหน้าซังกะตายแบบนั้นไม่ลงว่ะ  เพราะงั้นถ้าออกไปข้างนอกได้ก็คงทำสีหน้าดีขึ้นมาสักหน่อยใช่ไหมล่ะ”

แซ็กเสนอแผนการนั้นด้วยรอยยิ้มแสยะเหมือนเด็กขณะมองสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับตุ๊กตาของเร

 

 

“ถ้าออกไปข้างนอกด้วยกันได้แล้ว  ฉันจะ……———ฆ่าเธอให้เอง”

 

 

ณ ตอนนั้นเอง  ในหูของเรได้ยินเสียงกระดิ่งดังกริ๊ง——…ดังก้องมาจากที่ใดสักแห่ง  เธออาจจะหูฝาดไปก็ได้  แต่เสียงนั้นกลับชัดและใสที่สุดเท่าที่เคยได้ยินม

“…จริงเหรอ?”

เรเงยหน้ามองแซ็กด้วยแววตาอธิษฐาน

“เออ  แต่อย่าคิดทำอะไรงี่เง่าละ  แล้วก็อย่าโวยวายให้มากด้วย…..ถ้าฉันเห็นคนมีความสุข  หรือทำตัวมีความสุขเมื่อไร….ก็จะเผลอฆ่าทุกทีน่ะ”

“….เข้าใจแล้ว”

(…..ฉันคงทำหน้ามีความสุข  ไม่ได้หรอก)

เรคิดอย่างนั้นก่อนพยักหน้า

“เออเหอะ  ในเมื่อตาแกตายด้านแบบนั้นก็คงไม่ต้องเป็นห่วงมั้ง  เอ้า  รีบ ๆ ออกจากที่พรรค์นี้กันสักทีเหอะ”

“อืม”

หลังจากทั้งคู่สบตากันเหมือนแลกคำสาบานเพียงแวบหนึ่ง  ก็มุ่งหน้าเข้าไปด้านในลิฟท์ซึ่งปรากฎให้เห็นตรงหน้า

 

 

“ฉันจะ….——-ฆ่าเธอให้เอง”

 

 

เรนึกทบทวนถึงประโยคที่แซ็กพูดออกมานั้นขณะอยู่ในลิฟท์ที่เริ่มขยับเคลื่อนไหว  คำพูดนั้นราวกับจะร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า  ฉายแสงชวนแสบตายังโลกอันเศร้าโศกเห็นเพียงแต่ความสิ้นหวังไร้สีสันใบนี้ให้สว่างไสวขึ้นมา

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s