Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 11]

เรื่องจับมือนี่ไม่ได้จงใจนะคะ!!! //โดนตบ

ที่จริงอยากให้มิยูกิอธิบายเรื่องที่เจอกับคนอื่น ๆ มากกว่านี้  แต่ขืนใส่เยอะเกินเดี๋ยวเรื่องจะมีแต่คำอธิบายไม่ไปไหนสักที  กับอีกอย่างตานี่ไม่ค่อยพูดความคิดในใจตัวเองเท่าไรอยู่แล้วอะนะ…

แอบสงสารคนที่ต้องไปไหนมาไหนด้วย  คงรู้สึกเหมือนโดนลากไปลากมาจนมึนหัวแหงเลย //ตบบ่าทุกคน

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


มิยูกิเอื้อมมือแตะบริเวณจมูกแคชเชอร์ปีหนึ่ง

…………จริง ๆ เหรอเนี่ย…..

เขาพ่นลมหนัก ๆ ก่อนลุกขึ้นยืน  เดินออกมาจากห้องนั้นแล้วเลื่อนปิดประตู  กลิ่นเลือดค่อย ๆ จางหายไปในมวลอากาศด้านนอกเหมือนจะแข็งตัวเป็นเกล็ดจากความเย็นปลายฤดูใบไม้ผลิ

……..แล้วเอาไงต่อดี……

ตรงหน้าเขามีรุ่นน้องสองชั้นปีนั่งขดตัวหลังพิงกำแพงอยู่เงียบ ๆ  หนึ่งในนั้นเงยหน้าขึ้นมาราวกับจะถามว่าเป็นยังไงบ้าง  เขานิ่งไปสักพักก่อนจะส่ายหัวเป็นคำตอบ

อีกคนชะงักในท่าเงยหน้า  ก่อนจะกัดปากตัวเองแล้วกำหมัดเหวี่ยงใส่กำแพงข้างตัวเต็มแรง

ตึง!!

เสียงจากแรงสั่นสะเทือนดังสะท้อนอยู่ในทางเดินก่อนจะค่อย ๆ เงียบไป

มิยูกิถอนหายใจอีกหน  ค่อย ๆ ย่อตัวลงแล้ววางตะเกียงในมือลงกับพื้น  ตรงหน้าเขาคือพิชเชอร์ประจำทีมอีกคนซึ่งเอาหน้าซุกเข่าตัวเองอยู่เงียบ ๆ มาพักหนึ่งแล้ว

“ซาวามูระ”  เขาลองส่งเสียงเรียก

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมา  “รุ่นพี่มิยูกิ…”

แววตาของเขาไร้ซึ่งประกายร่าเริง  เหมือนกลับไปเป็นตัวเขาในอดีตหลังจบการแข่งกับอินาจิสึไม่มีผิด

มิยูกิอ้าปากกะจะพูด  แต่ก็เปลี่ยนใจกลืนถ้อยคำลงคอแล้วเอามือวางบนหัวอีกฝ่ายเบา ๆ แทน  รุ่นน้องตรงหน้าขยับตัวเหมือนสะดุ้งเล็กน้อย  ก่อนจะก้มหน้าลง  ค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะมือของเขา  จับมันไว้ให้วางอยู่บนหัวต่อไปเหมือนไม่อยากให้ยกออกไป

กัปตันถอนหายใจอีกหน

สถานการณ์เลวร้ายขึ้นจนได้

เขาหลับตาลงเล็กน้อย  สลัดความลังเลในใจออกไปก่อนจะหันไปหาอีกคนหนึ่งซึ่งยังค้างอยู่ในท่ากำหมัดทุบกับกำแพง  “โอคุมูระ”

อีกคนหันมามอง

“ต้องขอโทษด้วยถ้าจะเร็วไปหน่อย”  คนพูดหยุดหายใจ  “ช่วยเล่าให้ฟังทีว่าทำไมพวกนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

รุ่นน้องทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจคำถาม  แต่สีหน้าก็กลับมานิ่งเฉยเหมือนที่เคยเห็นทั่วไป  “หมายความว่าไงครับ”

“ฉันบอกให้พวกนายไปที่ห้องพักครูไม่ใช่เหรอ”  มิยูกิย้อนถามกลับ  “แล้วทำไมถึงไม่ไปกันสักที”

โอคุมูระนิ่งไปแวบหนึ่งขณะเบนสายตาออกห่าง  “พวกผมเจอไอ้เงาในผ้าคลุมนั่นระหว่างทางกำลังจะไปน่ะครับ”

คำตอบที่ได้ผิดคาดเสียจนคนถามตกใจ  “นายเจอไอ้นั่นเข้าเหรอ!?”

“ครับ  ตอนลงมาถึงชั้นนี้”  คนตอบปรายตาไปยังระเบียง  “พวกผมตกใจแทบแย่เพราะคิดว่าพวกรุ่นพี่โคมินาโตะน่าจะล่อมันไปอีกทางเลยรีบเข้าไปหลบในห้องใกล้ ๆ รอจนคิดว่ามันออกไปแล้วจึงค่อยออกมา–”

“เดี๋ยวนะ”  มิยูกิรีบห้ามไว้ก่อน  “นายบอกว่านายเข้าไปหลบแถว ๆ นี้เหรอ”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วใส่  “ใช่แล้วครับ”  พลางเหลือบตามองตะเกียงอีกตัวบนพื้นข้าง ๆ  “ผมได้ตะเกียงมาตอนนั้นแหละ”

“แล้วพวกนาย…ไม่เจอพวกโคมินาโตะบ้างเหรอ?”

ฟังจากที่ฮารุอิจิเล่าก่อนหน้านี้  พวกเขาน่าจะเข้ามาหลบซ่อนตัวจากเงาประหลาดนั้นบนชั้นสองนี้เหมือนกัน  จำนวนห้องในชั้นนี้ก็ไม่เยอะ  อีกทั้งก็ไม่ได้ใหญ่โตหรือทำด้วยวัสดุเก็บเสียงจนทำให้ไม่ได้ยินเสียงอะไรดังจากห้องอื่น  จะว่าไปแล้วขนาดเขาเองก็ยังเคยได้ยินเสียงหลาย ๆ อย่างขณะอยู่ชั้นนี้เช่นกัน

โอคุมูระยังทำหน้าไม่เข้าใจ  “ไม่…เลยครับ”

“แล้วได้ไปห้องพักครูต่อจากนี้ไหม”  เขารีบถามต่อ

“ไปครับ…แต่ไม่เจอใครเลย”

นี่ก็แปลก

“แล้วทำไมถึงไม่รอในนั้นล่ะ?”  กัปตันถามเสียงเข้ม

รุ่นน้องปีหนึ่งเหลือบตามองพิชเชอร์รุ่นพี่ข้างตัวซึ่งยังอยู่ในท่าก้มหัวซุกหน้ากับเข่า  มือข้างหนึ่งจับมือของอีกคนให้วางไว้บนหัวแน่นไม่ยอมขยับตัวไปไหน  “รุ่นพี่ซาวามูระบอกอยากล้างหน้าล้างตาขึ้นมา  ผมไม่อยากปล่อยให้ออกไปคนเดียวเลยตามมาด้วยครับ”

หรือตอนนั้นเขาจะสวนกับพวกโคมินาโตะ

มิยูกิยังตั้งสมมติฐานในใจก่อนไล่ถามต่อไปอีก  “ล้างตาล้างตาที่ว่านี่ตรงไหน”

โอคุมูระหันหน้าไปทางห้องน้ำที่ตัวเองเคยใช้ล้างปากในครั้งแรกสุด  “ตรงนั้นแหละครับ”

“แล้วพวกนายไม่ได้ยินอะไรเลยเหรอ?”  กัปตันถามย้ำ

สีหน้าของคนตอบเริ่มฉายแววไม่สบายใจออกมา  “ไม่…นะครับ”

“เสร็จแล้วทำอะไรต่อ”

“ก็…เข้าไปรอในห้องพักครูต่อน่ะครับ”

แปลกแล้วจริง ๆ

ตอนแรกเขายังคิดว่าอาจจะแค่สวนทางกันเฉย ๆ  แต่ฟังจากคำบอกเล่าของฮารุอิจิแล้วพวกเขาใช้เวลาอยู่ในห้องพักครูนานพอควรกว่าจะย้ายตัวเองลงไปข้างล่าง  ถึงพวกเอย์จุนจะออกจากห้องไปรอบหนึ่งก่อนกลับเข้าไปก็ไม่น่าใช้เวลานาน  แต่นี่ทั้งสองฝ่ายกลับบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เจออีกฝ่ายเลยสักนิด

แถมหลังจากพวกฮารุอิจิออกไป  ตัวเขาเองก็ยังเข้าไปในห้องนั้นและไม่เจอใครอีกด้วย  จะบอกว่าแอบซ่อนตัวอยู่ก็ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้  เพราะถ้าได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันก็น่าจะออกมาให้เห็นแล้ว

แล้วตอนนั้นยังมีเรื่องคุราโมจิอีก…

“……..ไม่น่าเป็นไปได้…”  มิยูกิพึมพำกับตัวเอง

โอคุมูระคงจับสีหน้าเคร่งเครียดของเขาได้เลยยิงคำถามกลับ  “มีอะไรครับ?”

เขาไม่ตอบ  แต่กลับหันไปหารุ่นน้องอีกคนที่ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติงเหมือนเดิม  “ซาวามูระ  ปล่อยมือฉันก่อนได้ไหม”

อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองเหมือนสงสัย  แต่ก็รีบปล่อยมือออกตามคำขอ

กัปตันรีบลุกขึ้นยืนก่อนหันมามองทั้งสองคน  “ยังไงตอนนี้รีบไปหาคนอื่น ๆ กันก่อนดีกว่า”

“คนอื่น ๆ?”  แคชเชอร์อีกคนลุกขึ้นยืนตามพลางคว้าตะเกียงมาถือแต่ก็ยังทำหน้าแปลกใจ  “แต่ในห้องพักครูไม่มีใครอยู่นะครับ”

“โคมินาโตะเปลี่ยนที่เป็นห้องพยาบาลน่ะ”  มิยูกิตอบสั้น ๆ ขณะก้มมองอีกคนซึ่งทำเพียงเงยหน้ามองเงียบ ๆ  “นายไหวไหม?”

“…ไหวครับ”  เอย์จุนพยักหน้ารับก่อนลุกขึ้นยืน  แม้ดวงตาจะยังคงไร้แววสดใสเหมือนที่เคยเป็น  แต่สีหน้าก็กลับมาดูเป็นปกติ

“ขอให้ทุกคนอยู่ที่นั่นด้วยเถอะ…”  คนออกคำสั่งพึมพำเบา ๆ ไม่ให้อีกสองคนเห็นก่อนจะรีบก้าวเท้าไป  แต่ตัวก็หยุดชะงักด้วยแรงดึงปลายเสื้อเบา ๆ จากด้านหลัง  พอหันไปมองก็พบว่าพิชเชอร์ประจำทีมเป็นคนดึงปลายเสื้อเขาไว้

“…หืม?”  เขาอดส่งเสียงแปลกใจออกมาไม่ได้

“ขอโทษทีครับ  คือ…”  อีกฝ่ายก้มหน้าลงแต่ยังไม่ยอมปล่อยมือออก

“รุ่นพี่ซาวามูระ”  คนเด็กสุดในกลุ่มพูดด้วยเสียงติดรำคาญ  “มีอะไรก็พูดออกมาสิ”

มิยูกิมองหน้าจอมโวยวายซึ่งตอนนี้เงียบผิดสังเกตด้วยความแปลกใจ  แน่นอนว่าอาการของเขาในตอนนี้ไม่ค่อยต่างจากตอนเจอยิปส์ก่อนหน้านี้เท่าไร  และเขาก็โทษคนตรงหน้าที่ทำตัวแบบนี้ไม่ได้ด้วย  แต่ก็อดสัมผัสความผิดปกติบางอย่างไม่ได้อยู่ดี

แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามามัวสงสัย

“ซาวามูระ”  เสียงของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย  “พวกเราต้องรีบแล้วนะ  เข้าใจไหม”

เอย์จุนกัดปากตัวเองเบา ๆ ก่อนจะปล่อยมือออกจากปลายเสื้อแล้วคว้ามืออีกคนไว้ทันที

“หือ!!?”  คนถูกจับมืออดตกใจไม่ได้

“อ้ะ!?”  คนข้างตัวเผลออุทาน

มืออีกฝ่ายบีบมือมิยูกิไว้แน่นจนสัมผัสถึงเหงื่อบนฝ่ามือเขาได้

ซาวามูระ…นี่นาย……….

ลางสังหรณ์ไม่ดีเอ่อล้นออกมาจนถมเต็มจิตใจของมิยูกิ  แต่ด้วยความพะวงกับอีกเรื่องที่เพิ่งนึกขึ้นได้ทำให้เขารีบโยนความคิดนั้นทิ้งไป  เขาวางมืออีกข้างบนมือรุ่นน้องก่อนพูดขอเบา ๆ  “ปล่อยมือก่อนได้ไหม”

อีกฝ่ายไม่ยอมเงยหน้าขึ้นไม่รู้เพราะความอายหรืออะไร  แต่ก็ยอมปล่อยมือออกช้า ๆ

มิยูกิหันหลังกลับแล้วคว้ามือเอย์จุนจากด้านหลัง  กุมไว้หลวม ๆ เหมือนคนกำลังจูงมือกัน  “แบบนี้คงโอเคใช่ไหม”

แม้จะไม่หันกลับไปมองแต่เขาก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายตกลงจากแรงบีบเบา ๆ

“ไปกันเถอะ  โอคุมูระ”  คนออกคำสั่งหันไปพยักหน้าเรียกรุ่นน้องอีกคน

“อะ…ครับ”  อีกฝ่ายยังเหมือนตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้า  เขาเหลือบตามองพิชเชอร์ประจำทีมเล็กน้อยแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา

มิยูกิถอนหายใจก่อนรีบสาวเท้ามุ่งหน้าตรงไปยังบันได

อย่าให้สิ่งที่ฉันคิดเป็นจริงเลย

เขาอดภาวนาในใจไม่ได้แม้ลางสังหรณ์ลึก ๆ จะส่งเสียงประท้วงว่าไม่มีทางเป็นจริง

.

.

.

.

.

.

ทั้งสามคนลงมาถึงชั้นหนึ่ง

ระหว่างทางพวกเขาไม่เจอใครเลย  ซึ่งยิ่งส่งผลให้ความไม่สบายใจทับถมในใจมิยูกิจนเขาเผลอเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว  พอเท้าแตะพื้นระเบียงเขาก็สาวเท้าเร็วจนเกือบวิ่งตรงดิ่งไปทางประตู

“คุราโมจิ!!!”

ตอนแรกเขากะจะเลื่อนประตูเปิดออกเอง  แต่ติดที่มือทั้งสองข้างไม่ว่างเลยทำได้แค่หยุดตะโกนหน้าประตูห้องเท่านั้น

ไม่มีเสียงตอบ

โอคุมูระวิ่งตามมาเป็นคนสุดท้ายก่อนรีบเปิดประตูใหญ่เหมือนอ่านใจออก  พอประตูเลื่อนออกมิยูกิก็รีบเดินพรวดเข้าไปข้างในก่อนสาดแสงไฟจากตะเกียงในมือไปทั่วห้อง

ไม่มีใครอยู่

กัปตันกัดปาก  แต่ก็ลองส่งเสียงเรียกต่อ  “คุราโมจิ!!  เซโตะ!!  อาซาดะ!!”

ไม่มีเสียงขานรับ

“อาซาดะ!?”  มีแต่เพียงเพื่อนร่วมชั้นอุทานขึ้นมาเมื่อได้ยินชื่อคนใหม่อีกคน

คนส่งเสียงเรียกเดาะลิ้น  รีบตรงไปยังเตียงปิดม่านซึ่งตั้งเรียงรายเป็นแถวในห้องแล้วหันไปหาเอย์จุน  “ถือตะเกียงให้ที” พร้อมกับส่งตะเกียงในมือให้

คนข้างตัวสะดุ้งแต่ก็ใช้มือข้างที่ว่างรับตะเกียงไป  พอมือว่างเขาก็รีบดึงม่านเปิดทีละเตียง ๆ จนหมด

ไม่มีใครอยู่

“……..จริงเหรอเนี่ย…”

มิยูกิพึมพำเสียงเครียด  ก่อนจะหันควับแล้วเดินตรงไปทางประตู

“นี่คุณจะไปไหนครับ!!!?”  โอคุมูระซึ่งมองการกระทำของรุ่นพี่

“ไปตู้รองเท้า”  เขาตอบเสียงดังแล้วสาวเท้าตรงดิ่งไปโดยไม่รอคำตอบ

ตรงหน้าตู้เก็บรองเท้าไม่มีใครอยู่  มิยูกิหยุดเท้าตรงหน้าตู้รองเท้าตู้หนึ่งซึ่งเปิดค้างไว้  แล้วก้มลงเก็บกระดาษที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา

“…อะไรเหรอครับ?”  เอย์จุนยกตะเกียงขึ้นตาม

.

.

.

.

ไม่ต้องโผล่หน้ามาที่โรงเรียนอีกได้ไหม

เห็นแล้วอยากจะอ้วก!!

.

.

.

.

เหมือนเดิม

เขารีบหันไปมองซ้ายขวาแต่ก็ไม่เห็นใครอยู่ดี

รุ่นน้องอีกคนตามมาสมทบทีหลัง  เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นกัปตันถือกระดาษบางอย่างในมือ  “ไอ้นั่นมันอะไรครับ?”

มิยูกิหันไปมองทางประตูตึก  ก่อนจะพูดเรื่องอื่นแทน  “ช่วยมาทางนี้หน่อย”

สีหน้าของสองคนที่เหลือฉายความไม่เข้าใจจนเห็นได้ชัดแต่ก็ยอมเดินตามมา  คนนำทีมหยุดยืนอยู่หน้าประตูใหญ่แล้วลองเอามือผลักประตูดู

ไม่เปิด

ตรงกลางประตูระดับเอวพวกเขามีรูกุญแจอยู่  คาดว่าประตูคงล็อกกุญแจไว้

ไม่ก็ด้วยเรื่องอื่น

เพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์ทำเขาพะวงในเรื่องอื่นแทน

“…ชิ”  พอลองยืนยันทุกอย่างเท่าที่นึกได้และผลออกมาตามที่คาดการณ์ไว้  เขาก็อดส่งเสียงสบถออกมาไม่ได้

ความเงียบเข้าปกคลุมเล็กน้อย  ก่อนแคชเชอร์อีกคนจะส่งเสียงเข้มออกมา  “รุ่นพี่มิยูกิ…ช่วยอธิบายให้พวกผมฟังได้ไหมครับว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่”

จากคำนี้ทำให้มิยูกิหันกลับมามองหน้ารุ่นน้องทั้งสองคนชัด ๆ และสัมผัสความสับสนได้จากหน้าเอย์จุนพร้อมกับความไม่พอใจจากหน้าโอคุมูระในเวลาเดียวกัน

“นั่นสิครับ”  แคชเชอร์ส่งเสียงประท้วงบ้าง  “คุณเอาแต่เดินจ้ำเอา ๆ จนผมเกือบล้มหลายรอบแล้วนะ”

งั้นก็ปล่อยมือฉันสักทีเซ่

มิยูกิเกือบแยกเขี้ยวใส่เพราะตัวคนบ่นนั่นแหละจับมือเขาแน่นไม่ยอมปล่อยขณะวิ่งไปมาเมื่อครู่นี้

….แต่ยังไงก็ต้องบอกแล้วสิ…

เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเปิดปากพูด  “ไม่แน่ว่าพวกเราคงคลาดกับคนอื่น ๆ แล้วละ”

“คลาด?”  โอคุมูระขมวดคิ้ว  “หมายความว่าสวนทางกันเหรอครับ?”

“ไม่ใช่สวนทาง”  กัปตันปฏิเสธ  “แต่น่าจะอยู่คนละที่กันเลยละ”

เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นบนหัวเอย์จุน  “……..หา?”

“จะพูดไงดีละ”  คนอธิบายนิ่งไปขณะพยายามเรียบเรียงประโยค  “ถ้าพูดแบบหนังวิทยาศาสตร์ก็…อยู่คนละมิติ?….แล้วละมั้ง”

“……………คุณพูดอะไรออกมาครับ”  โอคุมูระส่งเสียงเกือบเรียกได้ว่าเคลือบแคลงใจออกมาแบบไม่ปิดบัง

“ตอนแรกฉันก็ไม่คิดแบบนี้หรอก  คิดว่าคงแค่สวนทางกันเฉย ๆ”  มิยูกิค่อย ๆ อธิบาย  “แต่พอฟังจากที่นายพูดบวกกับสถานการณ์ในตอนนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าคงเป็นเพราะแบบนี้อย่างเดียวแล้วละ”

“คนอื่น ๆ แค่จะไปอยู่ตามห้องอื่นก็ได้นะครับ”  อีกฝ่ายยังประท้วง  “ระหว่างทางนี้พวกเราก็ยังไม่ได้แวะตามห้องอื่น ๆ เลยด้วย”

“แต่ตึกนี้ทำจากไม้  แล้วก็ไม่เก็บเสียงสักหน่อยนะ”  รุ่นพี่ยกเหตุผลขึ้นมาแย้ง  “ถึงพวกเราจะไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย  แต่คนอื่น ๆ ก็น่าจะได้ยินเสียงคนเดินหากเราเดินผ่านไม่ใช่เหรอ  พวกนายเองก็น่าจะได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเองเมื่อกี๊ด้วยนี่”

“อะ…จริงด้วย!!”  รุ่นน้องอีกคนอุทานออกมา

“เพราะคิดว่าเป็นไอ้เงาถือมีดนั่นเลยไม่กล้าออกมาหรือเปล่าครับ”  แต่โอคุมูระยังไม่ยอมเลิกรา

“นายได้ยินเสียงเงานั้นตอนเคลื่อนที่ไหมละ”  กัปตันย้อนถามกลับ

คนประท้วงชะงัก  เขาเหลือบตาขึ้นด้านบนเป็นสัญลักษณ์ว่าใช้ความคิดอยู่สักครู่ก่อนจะอ้าปากออกมาน้อย ๆ  “อะ…”

“เพราะเงานั้นไม่มีขาไง”

แน่นอนว่ามิยูกิเห็นเงานั้นชัด ๆ เพียงแค่ครั้งเดียว  แถมเงานั้นยังสวมผ้าคลุมยาวปิดบังช่วงท่อนล่างเสียมิด  แต่เขาแน่ใจว่าเงานั้นลอยอยู่บนพื้นขณะเลื่อนตัวเข้าใกล้พวกเขาก่อนหน้านี้แน่นอน

และเขาก็ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเงานั้นเลยด้วย

“อีกอย่างหนึ่ง  ขอถามหน่อย”  คนเสนอทฤษฎีเริ่มตั้งคำถามใหม่  “เห็นพวกนายบอกว่ารออยู่ในห้องพักครูตลอดใช่ไหม  แล้วทำไมตอนฉันมาเจอถึงไปอยู่สุดระเบียงได้ละ”

สีหน้าของโอคุมูระซีดลงเล็กน้อยบ่งบอกได้ว่าเขากำลังนึกถึงเหตุการณ์ชวนช็อกก่อนหน้านี้  “พวกผม…ได้ยินเสียงดังมาจากห้องนั้นเลย…ไปดูน่ะครับ”

“แปลว่าพวกนายอยู่บนชั้นนั้นตลอด?”  รุ่นพี่ถามย้ำ

ทั้งสองคนหันมองหน้ากัน  ก่อนจะหันกลับมาพยักหน้ารับ  “ก็ใช่นะครับ”  เอย์จุนตอบต่อ

“ระหว่างนั้นก็ไม่เจอใครเลย?”

“ไม่เจอนะ”  คนตอบส่ายหัว

“ไม่ได้ยินเสียงอะไรด้วย?”

“…จนได้ยินเสียงนั่นแหละครับ”  อีกคนตอบต่อ

“นั่นแหละ”  กัปตันพูดขัด  “ที่จริงแล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งฉันอยู่บนชั้นสองด้วย”

“………………เอ๊ะ?”

เครื่องหมายคำถามผุดบนหัวทั้งสองคนแทบพร้อมกัน

“ฉันเจอคุราโมจิบนชั้นสองที่พวกนายอยู่นั่นแหละ”

“….จริงเหรอครับ!?”  เอย์จุนร้องเสียงหลง  “แต่ผมไม่ได้ยินเสียงพวกคุณเลยนะ  เนอะ”  แล้วก็หันไปหารุ่นน้องอีกคนเหมือนอยากให้ช่วยยืนยัน

“….จะเป็นไปได้ยังไง…”  อีกคนพึมพำเสียงแผ่ว

“เห็นได้ชัดว่าคำพูดพวกเราขัดกันอยู่  จริงไหม”  มิยูกิเสริมคำอธิบายต่อ  “ปกติแล้วหากขัดแย้งแบบนี้ก็ต้องหาว่าใครสักคนพูดโกหก  แต่สถานการณ์แบบนี้พวกเราคงไม่โกหกกันหรอก”  เขาหยุดมองหน้ารุ่นน้องเล็กน้อย  “ดังนั้นถ้าจะหาคำอธิบายว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้  ก็คงเป็นเพราะเหตุผลเหนือวิทยาศาสตร์แบบนี้แหละ”

“แต่….อยู่คนละมิติ….เนี่ยนะ…….”  โอคุมูระยังทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ

คนเสนอทฤษฎีขยับยิ้มเหนื่อย  “นายคิดว่าสถานการณ์ที่เราเจอนี่หาคำอธิบายได้ด้วยเหรอ”

ความเงียบปกคลุมรอบตัวสามคน  ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบเสียดแทงเข้าใต้เสื้อผ้าซึมเข้าผิวหนังช้า ๆ  โอคุมูระค่อย ๆ ก้มหน้าลงไม่ให้เห็นสีหน้าเจ็บใจ  ส่วนเอย์จุนทำเพียงมองหน้ากัปตันด้วยสีหน้ากังวลพร้อมกับแววตาว่างเปล่าชวนขนลุกเหมือนเดิม

ที่จริงเขาเองก็ไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้

ขนาดตอนเขาพูดอธิบายให้รุ่นน้องทั้งคู่ฟัง  ในใจลึก ๆ ก็ยังส่งเสียงประท้วงว่าจะเป็นไปได้ยังไงตลอดเวลา

พร่ำบอกเขาตลอดว่ามันน่าจะเป็นเพราะแบบอื่นสิ

แต่เขาก็ไม่อาจนึกอะไรอย่างอื่นออก

เพราะในใจเขายังกังวลหลาย ๆ เรื่องอยู่อีก

มิยูกิเหลือบตามองคนจับมือเขาแต่ก็ไม่พูดอะไร

“……..แล้ว…เอาไงต่อดีครับ?”

โอคุมูระเปิดปากทำลายความเงียบ  เสียงของเขาแฝงความเหนื่อยล้าจนสัมผัสได้ชัด

คนถูกถามสะดุ้งเล็กน้อย  ก่อนโยนความคิดในหัวทิ้งไปก่อน  “ฉันอยากจะหาวิธีรับมือกับเงาถือมีดนั้นน่ะ”

“…เงาถือมีด?”  คนถามเบิกตากว้าง

“ฉันคิดว่าถ้าเราจะหาทางออกจากที่นี่  ก็คงต้องจัดการอะไรสักอย่างกับเงานั้นก่อน”  เขาอธิบายต่อ  “จากที่ฉันพอได้ข้อมูลมา  เงานี้น่าจะเป็นคนชื่อ ‘นางาทานิ’ ที่เคยเป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้มาก่อน”

“…นักเรียน…เหรอครับ?”  เอย์จุนถามบ้าง

“อืม”  คนเล่าพยักหน้า  “ดูเหมือนว่าคนที่ชื่อนางาทานิจะก่อเหตุแทงคนในตึกเรียนนี้ไม่เลือกหน้าจนตึกนี้ต้องถูกปิดไปชั่วคราวน่ะ”

“…หมายถึงประกาศในแฟ้มนั้นเหรอครับ”  คนเคยอ่านประกาศเกี่ยวกับเรื่องนี้ร้องอ๋อออกมา

“ใช่  รอยเลือดต่าง ๆ นั่นก็น่าจะมาจากเหตุการณ์นั้นแหละ”  มิยูกิลอบกลืนน้ำลายเล็กน้อยเมื่อภาพชวนสยดสยองแวบขึ้นมาในหัวทันทีที่พูดถึง

“แล้วทำไม…คน ๆ นั้นถึงทำแบบนั้น?”  โอคุมูระยิงคำถามต่อ

“…ฉันก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน  แต่พอเดาได้ราง ๆ”  พอถึงคำถามนี้คนอธิบายลดเสียงลงเล็กน้อย  “แล้วก็ไม่แน่ว่า…ฉันอาจจะเจอวิธีจัดการกับ ‘นางาทานิ’ นั้นแล้วก็ได้”

คราวนี้ทั้งสองคนตะโกนออกมาแทบจะพร้อมกัน  “ว่าไงนะครับ!!!?”

คนพูดเบ้หน้าเล็กน้อยจากระดับเสียงที่เพิ่มขึ้นกระทันหัน  “เดี๋ยวฉันจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังทีหลัง  ก่อนอื่น…”  เขาสูดหายใจเล็กน้อย  “พวกนายรู้ที่อยู่ห้องสมุดไหม”

“……………..หา?”  พิชเชอร์ทำหน้าเหวอ

มิยูกิหยิบกุญแจดอกเล็กในกระเป๋าออกมาโชว์ให้ดู

“วิธีจัดการเงานั่น…อาจจะอยู่ในนั้นน่ะสิ”

Advertisements

2 thoughts on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 11]

  1. โอ แม่เจ้า!! กัปตันจะเอาจริงแล้ว ได้เวลาเอาคืนเจ้าเงาเสียที
    ปล. เป็นการจับมือที่ไม่ก่อให้เกิดจินตนาการใดๆ ทั้งสิ้น///ฮือ ฮือ

    Like

  2. คนละมิติ…ว้าวเลยหากันให้ตายก็ไม่เจอ==

    โอ้ววว เขาสองคนจับมือกันน เขิลแทนเลย555=///= เรื่องสยองโรแมนติกชั่วพริบตา//โดนตบ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s