Angels of Death · Novel translation

[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [7]

ตอนที่แล้วแปลผิดจุดนึงค่ะ  ขอโทษด้วยค่ะ orzll

ตรงรอยนูนต้องเป็นรอยยุบค่ะ…เข้าใจผิดอย่างร้ายแรง orzll

คือตอนแรกก็แปลว่ารอยยุบแหละค่ะ  แต่ไม่รู้ไปนึกยังไงว่ามันไม่น่าใช่เลยเปลี่ยนเฉยเลย…

//จำเนื้อเรื่องในเกมละเอียด ๆ ไม่ได้แล้ว…;___;


หลังจากนั้นเรก็พาแซ็กผู้ดูพึงพอใจเดินด้วยฝีเท้าไม่ค่อยเบาเท่าไรกลับไปยังที่ว่างหน้าลิฟท์  ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าของที่อยู่ตรงก้นบึงนั้นเป็นกลไกอะไรหรือเปล่า  เรเร่งฝีเท้าเข้าใกล้สระน้ำแล้วหรี่ตามองของที่จมอยู่ข้างใต้  แล้วก็พบว่าเป็นสวิตซ์ขนาดใหญ่ทรงกลมขนาดเท่ากับรอยยุบนั้นพอดี

“นี่”

“อะไร?”

“คือว่าฉันยังไม่รู้ว่าใช่กลไกหรือเปล่า  แต่ช่วยไปยืนบนสวิตซ์นั้นให้หน่อยได้ไหม”

เรชี้ไปยังสวิตซ์ในสระ

“หา?!  ในน้ำนี่?  ฉันเนี่ยนะ”

แซ็กเผลอหรี่ตา  แค่นี้ในชั้นนี้ก็หนาวอยู่แล้ว  เขาไม่อยากลงไปยืนในสระฉุนกลิ่นยาแรงแบบนี้หรอก

“…ถ้าไม่อยากก็ไม่เป็นไร”

เรเก็บมือข้างที่ชี้ลงเมื่อเห็นแซ็กทำหน้าไม่อยากอย่างเห็นได้ชัด

“เฮ้ย  ไม่ได้พูดว่าไม่อยากซะหน่อย”

“แต่ทำหน้าไม่อยากนี่นา”

“หา?!  ทำหน้าไม่อยากหน่อยไม่ได้เรอะไง!?  บอกไว้ก่อนนะว่าฉันต่างจากเธอตรงที่ไม่อยากถูกฆ่าอยู่ที่นี่หรอกนะ”

“งั้นก็ให้ความร่วมมือที….”

“เออ  ไม่ต้องพูดก็รู้อยู่แล้วน่า  แค่ลงไปก็พอแล้วใช่มะ!”

ถึงแซ็กจะสบถหงุดหงิดแต่ก็ลงไปในสระตามคำสั่งของเร  ความลึกน่าจะประมาณหนึ่งเมตร  ครึ่งตัวล่างเลยเปียกน้ำทั้งหมด

“เย็นจนหงุดหงิดชะมัด…..”

ในสระเย็นกว่าที่คาด  อุณหภูมิประมาณนี้หากอยู่นาน ๆ ทั้งตัวคงได้แข็งแน่

“เป็นไรไหม?”

“จะไม่เป็นไรได้ไง  แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่หว่า!  แค่ยืนบนนี่ก็พอใช่ไหม?”

ถึงจะบ่นแต่แซ็กก็ขึ้นไปยืนบนสวิตซ์  แล้วในตอนนั้นสวิตซ์ก็ส่งเสียงดังกริ๊กชวนรู้สึกดีก่อนจมบุ๋มลงไป

“อืม”

เรเห็นกระดาษเมโมแผ่นหนึ่งตกลงตรงเท้าตอนเธอพยักหน้ารับพอดี

(….อะไรน่ะ)

เรหยิบกระดาษขึ้นมา  กระดาษชุ่มน้ำเล็กน้อยเหมือนมีใครจับมาก่อน

 

 

ผมจะให้ยืมมือเอง

ถ้าอยากทรมาณก็จะทรมาณ  ถ้าอยากได้แบบสบายก็จะทำแบบใจดี—–จะเลือกวิธีให้ตามใจชอบเอง

นี่  อยากถูกฆ่าแบบไหนเหรอ?

 

 

ข้อความนั้นเขียนด้วยตัวหนังสือของเด็กลายมือเดียวกับที่อ่านในโน๊ตก่อนหน้านี้  เธอไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน  แต่เรสัมผัสได้ทันทีว่าเขาเขียนถึงเธอแน่

(ที่เขียนในโน๊ตก่อนหน้านี้ก็ด้วย…..)

“———-สถานที่หลับใหลชั่วนิรันดร์”

เรนึกถึงประโยคนั้นก่อนครุ่นคิด  หากไม่ใช่แซ็กแล้วอาจจะฆ่าให้ทันทีก็ได้……พอคิดแบบนั้นแล้วหัวใจก็เต้นรัวขึ้นมา

“เฮ้ย  มัวทำอะไรอยู่?”

แซ็กเงยหน้ามองเรว่าทำไมถึงยืนอยู่นิ่ง ๆ จากในน้ำเย็น

“มีกระดาษตกอยู่……เขียนไว้ว่า ‘จะฆ่าให้’ น่ะ…”

เรเงยหน้ามองแซ็กขณะนึกหวั่นไหวเพียงเล็กน้อยหลังคิดเรื่อให้ใครคนอื่นฆ่าให้แม้ไม่แสดงออกทางสีหน้า  แล้วแซ็กก็ทำหน้าหงุดหงิดขึ้นมา

“หา?  ฆ่าให้งั้นเรอะ?”

ไม่รู้ทำไมแซ็กถึงเลือดขึ้นหน้าพอได้ยินคำพูดนั้นของเร

———-อย่าดูถูกกันสิวะ

“เอามานี่”

แซ็กเดาะลิ้นเบา ๆ แล้วถอยห่างจากสวิตซ์ขยับเข้าใกล้ขอบสระ  ก่อนดึงเมโมจากมือเรฉีกเป็นชิ้น ๆ แล้วโปรยลงในสระ

“ฟังนะ  ห้ามคิดยอมให้คนอื่นฆ่าเชียวนะ? ถ้าฉันออกจากที่นี่ไม่ได้ก็ลำบากสิ”

“อืม…แต่คุณจะฆ่าฉันให้จริง ๆ เหรอ?  ฉันเป็นคนน่าเบื่อออก……”

เรถามด้วยเสียงเกือบไม่ได้ยิน  เธอไม่มั่นใจว่าถ้าออกจากที่นี่แล้วเขาจะฆ่าเธอให้จริง ๆ หรือเปล่า  เรนั้นอยากหายไปจากโลกอันโชคร้ายนี้ให้ได้เร็วที่สุดแล้ว

แต่แซ็กถามกลับด้วยอาการเหนื่อยหน่ายกับคำพูดคล้ายจะวัดคำตอบนั้น

“ก็แล้วทำไมแกถึงไม่ตายทั้งที่อยากตายเล่า….?”

ไม่รู้ทำไมคำพูดว่าถูกคนอื่นฆ่าจึงทำเขาอารมณ์เสีย  แต่พอมองแววตาคล้ายผิวน้ำในสระไร้คลื่นนั้นของเรแล้วความประสงค์อยากฆ่า——ก็ถูกช่วงชิงไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

“……เพราะฆ่าตัวตายจะไม่ได้รับการให้อภัยน่ะ”

เรเปิดปากตอบหลังเงียบไปนานด้วยเสียงคล้ายน้ำฝนหยดแรกที่ตกลงมาจากฟ้า

“หา?  ทำไมวะ?”

“……เพราะพระเจ้า……บอกไว้แบบนั้น”

เรพูดพลางทำตาเหม่อลอยขณะนึกถึงหนังสือเล่มที่อ่านจนติดงอมใต้แสงจันทร์  แต่แซ็กกลับหัวเราะเยาะคำพูดจริงจังแบบนั้นของเร

“เหอะ…พระเจ้าเรอะ  งั้นก็พยายามทำตัวให้ถูกฉันฆ่ากว่านี้หน่อยสิ”

(พยายาม  ทำตัวให้ถูกฆ่า….?)

เธอไม่เคยนึกเรื่องนั้นเลย  ก็สำหรับชายคนนี้แล้วการฆ่าคนนั้นง่ายดายพอ ๆ กับการกินขนม  ตอนคุณหมอแดนี่ก็เหมือนกัน  เขาฟันลงบนร่างกายโดยไม่ลังเล  แต่พอตัวเองร้องขอให้ฆ่าแล้วกลับไม่ฆ่าให้ทันที  เรยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นเลย

“ทำยังไงเหรอ….?”

“หา?  ก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ไง  แล้วก็ถ้าอยากถูกฆ่าก็ช่วยหยุดทำหน้าน่าเบื่อแบบนั้นซะที  มนุษย์น่ะ…โกรธหรือร้องไห้ได้ไม่ใช่เรอะ”

“โกรธ  หรือร้องไห้……?”

เขาคงไม่ชอบที่เธอดูไม่มีอารมณ์  พอคิดแบบนั้นเรก็ลองเปลี่ยนสีหน้าดู  แต่ถึงจะทำท่าสมกับเป็นเด็กราว ๆ นั้นแต่ดวงตากลับตายสนิท

“จะว่ากล้ามเนื้อแสดงอารมณ์….เธอเนี่ยตายเป็นผีไปแล้วหรือเปล่าห้ะ”

พอคิดแบบนั้นแล้วแซ็กก็ยอมรับได้ขึ้นมาบ้าง  แต่ผีคงไม่ขอร้องว่า “ช่วยฆ่าที” หน่อยหรอกมั้ง

(ผี….)

เรขมวดคิ้วเพียงนิดเดียว  เธอไม่คิดว่าจะโดนใครบอกว่าเป็นผีเลย

“…….ฉันยังมีชีวิตอยู่  เลยอยากขอให้ฆ่าให้ที”

“เออ  รู้แล้ว ๆ งั้นก็ยิ้มให้ดูหน่อยสิ”

แซ็กออกคำสั่งด้วยท่าทีเล่น ๆ ตอบกลับเรที่ดูจริงจังจนน่ากลัว

(—–ยิ้ม)

นั่นคือหลักฐานว่ามีชีวิตอยู่เหรอ

“…….เป็นไงบ้าง?”

เรขยับมุมปากยิ้มเพียงเล็กน้อย  แต่สำหรับตัวเธอนั้นถือว่าพยายามยิ้มอย่างเต็มที่แล้ว  แต่กล้ามเนื้อใบหน้ากลับไม่ยอมตอบสนองตามที่แซ็กขอ

“ตายังตายอยู่”

เพราะอย่างนั้นสำหรับแซ็กเลยไม่เห็นว่าเธอยิ้มจนถึงที่สุดสักนิด

“เหรอ….ไม่ไหวสินะ”

เรพึมพำด้วยความท้อแท้  แต่สำหรับหูแซ็กแล้วก็ยังได้ยินเหมือนไม่มีอารมณ์อะไรแฝงอยู่เลยอยู่ดี

(…….ดูไม่ออกจริง ๆ แฮะว่ามีชีวิตอยู่หรือเปล่า)

“แต่…….ฉันไม่ใช่ผีนะ”

เรพูดต่อเหมือนอ่านใจแซ็กออก  สำหรับเรแล้วแม้จะเห็นคนน่ากลัวถึงขนาดไหนเธอก็ไม่กลัวอีกแล้ว  แต่ยังไงก็ยังยอมรับตัวตนที่เรียกว่าผีไม่ได้อยู่ดี  เธออดรู้สึกไม่ดีจนถึงกับเผลอโต้ตอบไปไม่ได้พอรู้ว่าแซ็กคิดว่าตนเป็นอะไรแบบนั้น

“หา?  ฉันรู้อยู่แล้วน่า!  ยังไงผีก็ไม่มีตัวตนอยู่แล้วนี่หว่า  บ้าหรือเปล่า!”

“เอ๊ะ…….?  ผีไม่มีจริงเหรอ?”

เรแสดงสีหน้าคล้ายตกใจให้เห็นขณะนึกถึงรายการสยองขวัญที่ดูในห้องมืดสนิทคนเดียวเวลานอนไม่หลับตอนกลางคืน  เธอไม่ชอบผีถึงขนาดแม้รู้ว่าถึงภาพถ่ายผีไม่รู้ตัวตนนั้นจะเป็นของสร้างขึ้นก็ตาม  แต่บางครั้งก็อดกลัวจนนอนไม่หลับพอนึกถึงมันขึ้นมา

“แหงอยู่แล้ว  ฉันบอกว่าแกเป็นผีเพราะทำตัวประหลาดเฉย ๆ!  ถ้ามีของพรรค์นั้นอยู่แถวนี้ก็คงโผล่มาให้พรึ่บแล้ว”

แซ็กสวนกลับตรงเป้าอย่างไม่น่าเชื่อพอเรถามเรื่องผีมีอยู่จริงหรือไม่อย่างจริงจัง

“เหรอ….”

จะว่าไปก็คงไม่แปลกหากในตึกนี้มีผีอยู่  แต่ที่ไม่เจอก็อาจเป็นเพราะผีไม่มีอยู่จริงตามที่แซ็กบอกก็ได้….

(ยัยนี่เชื่อเรื่องผีด้วยเรอะ….)

“แล้วนี่เธออายุเท่าไรละ”

แซ็กนึกสงสัยขึ้นมาเลยถาม  ดูจากภายนอกแล้วเขารู้ว่าเธออายุน้อยกว่า  แต่กลับเชื่อเรื่องผี  แล้วก็นึกอยากตายทั้งที่ฉลาด——-เลยเดาไม่ถูกว่าอายุเท่าไร

“13…”

เรตอบตามตรง  เธอไม่จำเป็นต้องโกหก  แล้วแซ็กก็เคยบอกว่าเขาเกลียดคำโกหกด้วย

(13 เรอะ  ยังเด็กอยู่นี่หว่า)

“แล้วคุณล่ะ?”

“หา?  ฉันเคยบอกว่าเป็นชายโตเต็มวัยแล้วไม่ใช่เรอะ”

แซ็กตอบ  เขาคิดว่าคำพูดที่ว่าชายโตเต็มวัยนั้นฟังดูเท่กว่าตอบว่าอายุ 20 เลยติดใจคำนี้น่าดู

“….ชายโตเต็มวัย?”

(อายุ 20 ปี)

พอคิดเป็นตัวเลขแล้วเขาก็ดูอายุเยอะกว่ามากสำหรับเด็กอายุ 13 ปีอย่างเร  แต่มองจากภายนอกแล้วแซ็กกลับไม่ให้ความรู้สึกอายุมากเลย  ที่สัมผัสถึงความห่างของอายุได้ก็แค่ส่วนที่ตัวสูงเท่านั้นเอง

“เออ  แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะน่า  ฉันไม่สนเรื่องกลไกอะไรนั่นหรอกแต่รีบ ๆ ไปได้แล้ว”

(ดันใช้เวลาไปกับเรื่องเปล่าประโยชน์ซะได้…..)

จะให้อยู่ในน้ำแบบนี้ต่อไปก็ไม่ไหว  แซ็กสัมผัสได้ว่าตัวเย็นขึ้นเลยพูดเสียงออกรำคาญออกมา

“นั่นสิ  เดี๋ยวไปดูรอยบุ๋มตรงรอยแตกก่อนละ”

แต่แซ็กถามเรื่องอายุก่อนแท้ ๆ…เรรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้างแต่ก็มุ่งหน้าไปทางประตู  ถึงจะพูดคุยยืดยาวกว่านี้ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา

“รีบ ๆ กลับมาด้วยละ!”

“ได้สิ”

คราวนี้เรพยักหน้าแรง ๆ ก่อนเดินออกห่างจากจุดนั้น

เธอสัมผัสได้ว่าคำพูด “จะฆ่าให้เอง” ที่เขียนในเมโมค่อย ๆ หมุนพันรอบหัวใจขณะมุ่งหน้าไปยังสุสานแห่งที่ 1

 

 

 

 

 

 

เรรีบกลับไปยังสุสานแห่งที่ 1 แล้วเข้าไปในรอยแยกเพื่อพยายามไปต่ออีกครั้ง

แต่ในรอยแยกกลับต่างจากเมื่อก่อนหน้านี้  เปลี่ยนกลายเป็นมืดมากจนครั้นจะไปต่อก็มองข้างหน้าไม่เห็น  เรคาดว่าไฟฟ้าในห้องด้านในอาจจะขาดไปแล้วก็ได้  กลับกันแล้วกลับมีกล่องเขียนว่าไฟฉุกเฉินวางเอาไว้ราวกับจะมอบให้อยู่ตรงทางเข้ารอยแยก

(จำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่มีกล่องแบบนี้อยู่นี่นา…)

แม้เรจะนึกเคลือบแคลงแต่ก็ลองเปิดกล่องดู  ก่อนจะพบไฟฉายเก่า ๆ ใส่อยู่ข้างใน  ส่วนก้นกล่องมีเมโมขนาดเล็กวางอยู่

“ไม่ต้องลังเลอะไรหรก  ความปรารถนาของผมกับเธอตรงกันพอดีเป๊ะเลยนี่นา”

เรคาดว่ากระดาษนั้นคงเขียนหาตัวเธอเองอีก  เพราะลายมือตรงกับเมโมที่ตกอยู่ในห้องทางเข้าก่อนหน้านี้

น่ากลัว  แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าหาถ้อยคำประหลาดนี้เช่นกัน

(ยังไงก็ลองไปก่อน….)

เรเก็บเมโมลงกระเป๋าเสื้อ  และใช้เพียงแสงไฟอ่อนแรงเดินผ่านทางเดินด้านในรอยแยก  หลังจากเดินไปได้หน่อยก็พบเมโมขนาดเล็กอยู่หน้าทางเข้าห้องเอกสารเหมือนอ่านทางออกว่าเรจะกลับมาที่นี่อีก

“ผมจะทำความปรารถนาของเธอให้เป็นจริงเอง  แต่ผมก็มีความปรารถนาเหมือนกันนะ”

(….ความปรารถนา  ของฉัน….)

เรกลืนลมหายใจเบา ๆ แล้วหลับตาปี๋เหมือนตัดขาดออกจากโลก  ในตอนนั้นเองก็สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนตรงเข้ามาใกล้จากด้านหลัง  แต่พอลืมตาหันกลับไปก็ไม่เห็นมีใครอยู่

(อะไร….?)

แซ็กเพิ่งบอกมาว่าไม่มีผีอยู่  แต่เรก็ยังนึกกลัวถึงความเป็นไปได้ว่าจะมีสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้วรีบตรงไปยังรอยยุบขนาดใหญ่นั้นเพื่อจะได้รีบไขกลไกแล้วกลับไปหาแซ็ก

เมื่อไปถึงสุดทางของรอยแยกก็เห็นรอยยุบนูนขึ้นมากลายเป็นสวิตซ์ขนาดใหญ่ดังคาด

(เชื่อมโยงกันจริง ๆ ด้วย….)

เธอเห็นเมโมขนาดเล็กวางไว้บนสวิตซ์อีกแล้ว

            “เป็นไปได้ผมอยากให้เธอฝากตัวด้วยตัวเอง  ก็ ‘ใจตรงกัน’ เนี่ยดีออกจะตาย”

(ใจตรงกัน….?)

บนหัวเธอผุดเครื่องหมายคำถามจากคำที่ไม่คุ้นเคย  แต่ในใจของเรกลับเต้นรัวเล็กน้อย  แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจเมโมนี้เท่าไร  แซ็กกำลังรอเธออยู่ในน้ำเย็นเฉียบ  ถึงจะลังเลแต่เรก็ปัดเมโมใบนั้นทิ้งแล้วกระโดดขึ้นยืนบนสวิตซ์

ในตอนนั้นเอง  ก็มีเสียงกริ๊กดังก้องขึ้นเบา ๆ แล้วจู่ ๆ กำแพงตรงทางตันก็ขยับกลายเป็นชัตเตอร์เลื่อนขึ้นหายไปบนเพดาน

(…..นี่ไม่ใช่กำแพงเหรอเนี่ย)

เรตกใจแต่ก็มองเข้าไปด้านในทางเดิน  ตรงนั้นมีทางเดินทอดตัวยาว  และเห็นประตูติดป้าย “ห้องจ่ายไฟ  สุสานแห่งที่ 3” อยู่ตรงปลายทางเดิน

(ห้องจ่ายไฟ….หลังประตูบานนั้นอาจจะมีลิฟท์อยู่ก็ได้…..ลองไปดีกว่า)

เรกำหมัดแน่น  แต่พอเธอจะก้าวเท้าเดินก็เห็นเมโมขนาดเล็กร่วงหล่นมาตรงหน้าเหมือนกลีบดอกไม้

“ผมรู้จักเธอดีนะ  เธออยากตายใช่ไหม?  นะ  เพราะงั้น——ช่วยตอบ “yes” ที”

 

 

 

 

 

 

 

(ยัยนั่น  ช้าเป็นบ้า…)

——-ไม่ใช่ว่าคงหนีไปแล้ว…ไม่สิ  คงไม่หนีหรอก  เห็นว่าบอกฆ่าตัวตายไม่ได้นี่หว่า…

ในตอนนั้นแซ็กยืนบ่นคนเดียวรอเรกลับมาในน้ำเย็นเฉียบ

“——แต่คุณจะฆ่าฉันให้จริง ๆ เหรอ?  ฉันเป็นคนน่าเบื่อออก……”

คำพูดดูไม่ค่อยสบายใจของเรเมื่อครู่ย้อนกลับเข้ามาในหัว

(ถึงจะฆ่า  แต่ก็ยังทำหน้าน่าเบื่อแบบนั้นอยู่นี่หว่า….)

แซ็กถอนหายใจเบา ๆ

ไม่รู้ทำไมถึงไม่นึกอยากฆ่าเรขึ้นมาสักนิดเดียว  เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน  แต่พอถูกแววตาเหมือนตายไปแล้วนั้นมอง  ความรู้สึกอยากฆ่าก็เหี่ยวหายไปหมด  อาจเป็นเพราะถูกขอให้ “ฆ่า” ก็ได้  แต่เขารู้สึกว่ามันไม่ได้มีแค่นั้น  เพียงแต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจดีเหมือนกันว่าแล้วนั่นมันคืออะไร

(เอาเหอะ…..ถ้าเมื่อกี๊แววตาไม่ตาย  สีหน้าก็ถือว่าใช้ได้แล้วละ….)

“ฮ้าว~”

แซ็กอ้าปากหาวกว้าง ๆ เพื่อรีเซ็ตเรื่องในหัว

(จะว่าไป  ขืนอยู่นานกว่านี้ตัวได้แข็งแน่  พอได้แล้วมั้ง)

ประกอบกับตัวของเขาเริ่มเย็นขึ้นมาด้วย  แซ็กเลยกระโดดขึ้นจากสระน้ำ

(เปียกโชกเลยแฮะ….)

เขาถอดกางเกงสีแดงที่สวมไว้แล้วบิดเอาน้ำเย็นเฉียบที่ซึมอยู่ออกมาด้วยมือสองข้าง  กางเกงหากอมน้ำไว้ครั้งหนึ่งแล้วคงไม่แห้งง่าย ๆ  แต่เขาก็ต้องสวมกลับเข้าไปอีกรอบเพราะไม่มีตัวเปลี่ยน

(แล้วยัยนั่นมัวทำอะไรอยู่วะ……)

แซ็กสวมกางเกงทั้งที่ไม่อยากก่อนเดินไปยังสุสานแห่งที่ 1 ที่เรมุ่งหน้าไป  ระหว่างทางนั้นไม่รู้ทำไมในหัวของเขาจึงผุดคำพูดของเรออกมาชัดเจน

“เพราะพระเจ้า  บอกไว้แบบนั้น”

——–พระเจ้า  เรอะ…ยัยนั่นเชื่อของพรรค์นั้นด้วย…….

“พระเจ้า….ไม่มีหรอกน่า…..”

แซ็กถอนหายใจเบา ๆ ขณะถึงสุสานแห่งที่ 1 แล้วมองเหล่าป้ายหลุมศพที่เขาพังลง  ใต้หลุมศพนี้มีเครื่องสังเวยที่ตนฆ่าในชั้นข้างล่างอยู่กี่คนกัน  เขานึกหน้าคนที่ฆ่าไปมีใบหน้าแบบไหนไม่ออกแล้ว  แล้วความทรงจำน่าชิงชังในอดีตทำท่าจะหวนย้อนคืนกลับมาในสมองของแซ็กอีกครั้ง

“ว้อย….!”

เขาระเบิดเสียงออกมาเพื่อหยุดมันลง  แล้วในตอนนั้น——มีเสียงแปลก ๆ เหมือนบางอย่างกระเด้งไปมากึงกึงดังก้องขึ้นกระทันหัน

(อะ  อะไรวะ….?!)

แล้วแสงสว่างทั้งหมดก็ดับลง  ภาพตรงหน้าถูกความมืดปกคลุม

<ไอ้คนพังสุสาน>

เสียงอ่อนเยาว์ดังขึ้นจากที่ใดสักแห่ง

“หา…..?”

ถึงมองไม่เห็นแต่แซ็กก็รู้ทันทีว่าเสียงนั้นเป็นของเด็กหนุ่มเจ้าของชั้นแห่งนี้—–เอ็ดดี้  เอ็ดดี้มักมาเก็บศพที่ตนเปเนคนฆ่าเสมอ  ในตอนนั้นเขาเคยเห็นหน้ากันไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

“ไง  แซ็ก  ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

แสงกลับมาสว่างขึ้น  และตรงหน้าแซ็กก็มีเอ็ดดี้ยืนอยู่ดั่งคาด  เขายังสวมหน้ากากคล้ายมันฝรั่งทำจากถุงกระสอบไร้รสนิยมอยู่เช่นเคย

“ทำอะไรของนายวะ  เอ็ดดี้”

แซ็กจ้องเอ็ดดี้ขณะเขายืนยิ้มเหมือนกำลังยินดีกับบางอย่างอยู่

“ผมต่างหากที่อยากถาม  อุตส่าห์เตรียมหลุมศพไว้ให้นายแล้วกลับมาพังหลุมศพตัวเองได้ยังไง”

เอ็ดดี้เปลี่ยนสีหน้าสบาย ๆ เป็นจ้องหน้าแซ็กแทน  ทั้งสองคนต่างพันผ้าพันแผลไม่ก็สวมหน้ากากไว้เลยไม่อาจอ่านสีหน้าของกันและกันได้  แต่ก็เดาออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่

“หืม  แต่หลุมศพฉันก็ออกจะลวก ๆ อยู่เหมือนกันนะ?  หือ?”

แซ็กจับเคียวหันไปทางเอ็ดดี้  แต่พอไฟดับไปอีกหนก็ไม่เห็นร่างของเอ็ดดี้อีกแล้ว

<ขอโทษนะ  ผมรีบทำของนายไปน่ะ  แต่หลุมศพเป็นแบบนั้นดีแล้วละเนอะ?  นายเหมาะกับของลวก ๆ แบบนั้นพอดีเป๊ะเลยนี่นา!>

“หา?  เดี๋ยวฉันสร้างหลุมศพให้นายก่อนเลยมะ?”

แซ็กหงุดหงิดใส่คำพูดยั่วยุที่ดังขึ้นใกล้ตัวในความมืดแล้วเหวี่ยงเคียวไปทางต้นเสียง

“ชิ…มืดชะมัด”

เอ็ดดี้หัวเราะคิกคักหลังแซ็กเหวี่ยงพลาด

<ผมชอบตั้งแต่แรกเห็นเลยละ……>

แล้วเอ็ดดี้ก็เริ่มเล่าถึงอุดมคติคล้ายกำลังหลงตัวเองอยู่ส่วนหนึ่งขณะแทรกตัวซ่อนในความมืดดั่งกลางดึก

<ผมเอาแต่สร้างหลุมศพให้ศพที่คนอื่นฆ่า  ช่วงนี้เลยชักเบื่อขึ้นมาแล้วสิ  ผมชอบสร้างหลุมศพน่ะ  แต่กลับไม่นึกชื่นชอบมนุษย์ที่เข้าไปสักนิดเลย….แบบนั้นมันไม่สวยเลยสักนิด  แต่ผมอยากสร้างหลุมศพในอุดมคติของผมให้เด็กคนนั้นนะ!>

(เด็กคนนั้นหมายถึงยัยนั่นเรอะ?)

เอ็ดดี้กระโดดเบา ๆ ไปมาในความมืดข้างตัวแซ็กที่แสดงทีท่าลังเลออกมาให้เห็นพลางเล่าต่อ

<บางทีคงเป็นเพราะอายุใกล้เคียงกัน  แวผมก็เข้าใจความรู้สึกของเธอได้ด้วย  ความคิดตรงกัน  ใจตรงกัน….!  สวยงามกว่าศพที่เละเทะอยู่ฝ่ายเดียวเยอะเลยจริงไหม?  แต่ก็นะ  ถ้าเธอหวังเช่นนั้น….ผมก็จะทำเละเทะให้ก็ได้>

อุดมคตินั้นสัมผัสถึงความปรารถนาอยากฆ่าเรและความรักต่อเรที่เริ่มแตกหน่อออกมาได้ชัดเจน

“อย่าพูดอะไรน่าขนลุกสิวะ”

แซ็กปล่อยคำพูดไม่สบอารมณ์ออกมา  เดิมทีคำว่าชอบตั้งแต่แรกเห็นก็ไม่มีในพจนานุกรมของตัวเองอยู่แล้ว

<ขนลุก….?  อะไรเหรอ?  นายอายุมากกว่าผมเยอะแท้ ๆ แต่กลับไม่เข้าใจความรักที่มีต่อหญิงสาวเหรอ  ช่างป่าเถื่อนจริง ๆ  เฮ้อ  ความยามระหว่างผมกับเธอ…ต้องเข้ากันมากกว่าของนายแน่นอน!  เพราะงั้นผมจะเป็นคนฆ่าเธอ  ห้ามเข้ามาขวางนะ!>

เขาจับได้ว่าเสียงมั่นใจในชัยชนะเจือเสียงหัวเราะอ่อนเยาว์ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป

และเมื่อตัวตนนั้นหายไปทั้งหมด  ก็มีเสียงดังกึงกึงก่อนแสงสว่างในชั้นจะกลับมา  แซ็กมองไปรอบ ๆ แม้จะรู้สึกแสบตา  แต่ไม่เห็นร่างของเอ็ดดี้อยู่ที่ไหนอีกแล้ว

(เฮ้ย ๆ  ไอ้บ้าขุดสุสานนั้นคิดจะทิ้งฉันไว้งี้เรอะ…….)

——ชอบยัยนั่นตั้งแต่แรกเห็น?

——อยากฆ่าด้วยตัวเอง?

“ความรักอะไรกันวะ…..เป็นเด็กเป็นเล็กมาคิดเรื่องเพศตรงข้ามนี่  ฟังแล้วคลื่นไส้!”

เขาเลือดขึ้นหน้าจากความรู้สึกของเอ็ดดี้ที่มีต่อเรฝ่ายเดียว  และเรื่องระดับความสำคัญของตนลดลงจนเริ่มไม่คิดอะไรต่อไปแล้ว

——-ใครจะยอมปล่อยไอ้เด็กเวรนั่นฆ่ากัน!

แซ็กรีบส่องเข้าไปในรอยแยกที่เรเข้าไปข้างใน

(ยัยนั่นเข้าไปจากทางนี้สินะ….)

“เฮ้ย  กลับมาได้แล้ว!”

แล้วแซ็กก็ตะโกนเข้าไปในรอยแยกด้วยความลนลานเล็กน้อย

“ก็บอกให้กลับมาไง!”

แต่เสียงนั้นไม่มีทางไปถึงเรที่อยู่ด้านในรอยแยกได้แน่นอน

“โธ่เว้ย…ไม่ได้ยินเรอะ!”

(ยัยนั่นเข้าไปลึกถึงไหนวะเนี่ย….!)

ในตอนนั้นแซ็กนึกขึ้นมาได้ว่าหากมีห้องอยู่ด้านในรอยแยกนี้ก็คงน่าจะอยู่ด้านหลังของห้องเก็บรักษาพอดี

(ลองไปดูดีกว่า…..)

 

 

———ขืนตายตอนนี้ก็ลำบากแย่สิ!

Advertisements

One thought on “[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [7]

  1. ฮือว์ ไม่นึกว่าจะมีคนแปลด้วย ขอบคุณมากนะคะ ;-; เราก็ติ่งเกมนี้มาจากคิโยะซังเหมือนกันค่ะ ได้ข่าวว่าเล่ม 2 จะวางขายในวันที่ 28 นี้แล้วด้วย เย่ะ // แปลเรื่อยๆนะคะ รอติดตามอยู่ค่า \;7;/

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s