Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 13]

เขียนโคชูตอนนี้สนุกมากค่ะ

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


“คะ…คุณพูดอะไรกันครับ…?”  คนถูกถามทำหน้าไม่เชื่อหูตัวเอง  “ก็ผมไง  ซาวามูระ  เอย์จุนไง!!?”

“…คุณถามอะไรออกมาเนี่ยครับ?”  ขนาดคนจับตัวไว้ยังมองกลับมาด้วยแววตาเหมือนเห็นคนบ้า

“นายไม่ใช่ซาวามูระหรอก”  มิยูกิถามต่อขณะออกแรงดึงให้มือตัวเองหลุดเป็นอิสระ  “ตอบมาสิว่าเป็นใคร”

“นะ…นี่ที่จริงคุณช็อกจากเรื่องยุยมากกว่าผมจนเพี้ยนไปแล้วใช่ไหม!!!??”  คนโดนสงสัยโวยออกมาแล้วเหลือบตาไปหาคนล็อกแขนตัวเองข้าง ๆ  “เห็นไหมไอ้หนูโอคุมูระ  กัปตันเขาบ้าไปแล้ว  นายอย่าไปเชื่อคำพูดคน ๆ นั้นนะ!!”

“อย่านะโอคุมูระ!!!!”  คนสั่งรีบตะโกนห้ามไว้  “นายช่วยฟังฉันที!!!”

รุ่นน้องเด็กสุดเหลือบตามองคนข้าง ๆ สลับกับกัปตันตรงหน้าเหมือนกำลังชั่งใจ

“โอคุมูระ  นายเป็นแคชเชอร์นะ!!  นายต้องเชื่อใจพิชเชอร์เซ่!!!!”  เอย์จุนเริ่มยกเหตุผลอื่นมาอ้าง

“แต่อีกฝ่ายเขากัปตันนะครับ  แถมเป็นแคชเชอร์เหมือนกันด้วย”  อีกฝ่ายตอบหน้าตาเฉย

“ไอ้แคชเชอร์ทรยศ!!!  แบบนี้นายขาดคุณสมบัติเป็นแคชเชอร์แล้ว!!!  เปลี่ยนไปเล่นตำแหน่งอื่นเดี๋ยวนี้!!!!”

“มันเกี่ยวด้วยเหรอครับ?”

มิยูกิรีบพูดขัดก่อนบรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นเวทีตลก  “งั้นขอฉันถามคำถามอื่นบ้าง  ช่วยตอบตามตรงหน่อยได้ไหม  ซาวามูระ”

เจ้าของชื่อชะงักปากขณะกำลังจะโวยวายใส่อีกคน  เขาหันมามองหน้าคนพูดแล้วขมวดคิ้ว  “อะ…อะไรละครับ…?”

คนตั้งคำถามเลียปากตัวเองเล็กน้อยเพื่อเรียกสมาธิก่อนเปิดปากขึ้นเบา ๆ  “ทำไมนายถึงไม่ยอมปล่อยมือฉัน?”

อีกฝ่ายชะงัก  “กะ…ก็…”

“จะบอกว่ายังทำใจเรื่องยุยไม่ได้เหรอ”  มิยูกิชี้จุดต่อขณะสังเกตอาการคนตรงหน้าไปเรื่อย ๆ  “แล้วทำไมต้องเกาะติดฉันตลอดเวลาด้วย?  อยู่กับฉันแล้วสบายใจหรือไง?”

“กะ…ก็มัน….เอ้อ…….”  อีกฝ่ายหน้าเริ่มขึ้นสีเล็กน้อย

โอคุมูระเหลือบตามองรุ่นพี่ข้างตัวก่อนสบตากับคนถามด้วยแววตาต้องการสื่ออะไรบางอย่างแต่ก็ยังไม่พูดอะไรออกมา

“ตอนแรกฉันนึกว่านายแค่ช็อกมากเฉย ๆ…เหมือนตอนที่แพ้อินาจิสึ”  กัปตันเริ่มอธิบายเหตุผลต่อ  “แต่ตอนนั้นถึงนายจะช็อกก็ไม่ได้เป็นขนาดนี้  กลับกันแล้วกลับฟื้นขึ้นมาได้เองเฉยเลยด้วย”

“กะ…ก็นี่มันต่างจากตอนนั้นนะครับ!!!”  เอย์จุนได้ทีเถียงกลับ  “นั่นมันก็แค่ผมขว้างลูกไม่ได้  แต่นี่มัน…คนในทีม…..คนในทีมคนนึงตายไปนะครับ!!!?”

คำว่าตายดังก้องในบรรยากาศอย่างประหลาด

มิยูกิทันเห็นโอคุมูระกัดปากตัวเองเบา ๆ แต่เขาก็ต้องพูดต่อแม้รู้สึกผิดอยู่ในใจบ้าง  “นั่นมันก็ใช่…แต่ประเด็นที่ฉันสงสัยมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นน่ะสิ”

“แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะ!!!?”

“ฉันไม่แปลกใจหรอกถ้านายคิดอยากเกาะฉันเรียกกำลังใจต่อไป”  กัปตันหรี่ตาลง  แล้วออกแรงฝืนมือตัวเองที่ถูกบีบไว้ให้ยกสูงขึ้น  “แต่ต้องทำถึง ‘ขนาดนี้’ ด้วยเรอะ?”

“…นั่นสินะครับ”  โอคุมูระออกความเห็นบ้างหลังเงียบไปนาน

“คือ…ผม…”  คนจับเบาเสียงลงกระทันหัน

“แล้วก็ทำไมต้องเป็นฉัน?”  เขายิงคำถามต่อไม่ให้เว้นจังหวะ

“กะ…ก็คุณเป็นกัปตันไง!!?  อาวุโสสุดในตอนนี้แล้วด้วย!!?”  เอย์จุนเริ่มพูดตะกุกตะกัก  “วะ…เวลาแบบนี้มีรุ่นพี่อยู่ใกล้ ๆ มันก็ต้องอุ่นใจกว่าอยู่แล้วสิ!!?”

“ถึงขนาดไม่ยอมปล่อยมือถึงฉันจะขอขนาดนี้เลยเหรอ?”  คนถามเหลือบสายตาไปทางมือตัวเองให้เห็น

ไม่มีคำตอบ

เขากดเสียงต่ำลงแล้วพูดช้า ๆ  “ซาวามูระ  ปล่อยมือฉัน  เดี๋ยวนี้”

คนจับไม่ทำอะไร  เพียงแต่เม้มปากให้เห็น

“รุ่นพี่ซาวามูระ”  โอคุมูระเปิดปากขึ้นบ้างขณะสังเกตคนข้างตัวด้วยหางตา  “ทำตามที่รุ่นพี่มิยูกิว่าสิครับ”

คราวนี้เขาทำเพียงก้มหน้าลง

“ฉันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ ตั้งแต่นายขอเกาะตัวฉันแล้ว”  มิยูกิอธิบายต่อ  แววตายังไม่ยอมละออกไปจากคนตรงหน้าเพื่อไม่ให้คลาดความผิดปกติอะไรไปนิดเดียว  “แล้วก่อนหน้านี้ที่นายเคยหลุดเรียกฉันว่า ‘รุ่นพี่มิยูกิของผม’ อีก…นายไม่น่าใช่คนที่พูดอะไรแนวนี้ออกมาด้วยซ้ำ”

คนตรงหน้ายังเงียบ

“แต่นั่นมันก็เป็นแค่ลาง  ถึงฉันเอาตัวนายตอนนี้เทียบกับตอนแพ้อินาจิสึ  แต่ก็จริงอย่างที่นายว่าว่าแรงกระทบกระเทือนมันต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”  เขาหยุดเว้นวรรค  “แผลทางใจมันอาจจะใหญ่มากจนถ้าไม่มีใครอยู่ด้วยแล้วจะรู้สึกเคว้งคว้างจนไม่อาจยืนไหวก็ได้”

รุ่นน้องอีกคนหันมามองทางคนพูดด้วยความแปลกใจ  “แล้วทำไมคุณถึงมั่นใจว่านี่ไม่ใช่รุ่นพี่ซาวามูระล่ะครับ?”

มิยูกิเอามืออีกข้างวางทาบบนกระเป๋าเสื้อตัวเอง  “เครื่องรางนี้ไง”

“…เครื่องราง?”  อีกฝ่ายทำเสียงไม่เข้าใจ

“ซาวามูระ”  คนอธิบายหันเป้าหมายสนทนากลับไปยังผู้ต้องสงสัยอีกหน  “เมื่อกี๊นายบอกว่านี่คือวิธีจัดการนางาทานิใช่ไหม?”

“เอ๊ะ?”  อีกฝ่ายสะดุ้งเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว  “อะ  กะ  ก็ใช่น่ะสิครับ!!!!?  คุณบอกมาเองไม่ใช่เหรอ!!?”

“บอก?”  เขาทวนคำ  “ฉันบอกตอนไหน?”

“เอ้า!!?  ก็ที่เล่าให้ฟังเรื่องสมุดบันทึกนั้นไง!!?”  เอย์จุนได้จังหวะรีบสวนกลับ  “ที่บอกว่าน่าจะมีวิธีจัดการอยู่ในห้องสมุดนี่ใช่มะ!!!?”

“….เอ๊ะ?”  จู่ ๆ โอคุมูระก็อุทานออกมา

เริ่มเข้าใจแล้วสินะ

มิยูกิอดชื่นชมความหัวไวของรุ่นน้องอีกคนไม่ได้  แต่เขาก็อธิบายต่อเพื่อใช้กดดันคนตรงหน้าด้วย  “ฉันพูดว่าอาจจะมี ‘วิธีจัดการ’ อยู่ในห้องสมุดนี้….แต่ไม่ได้บอกว่า ‘เครื่องราง’ นี้เป็นวิธีจัดการซะหน่อยนะ?”

“อ้ะ…………………………..”

อีกฝ่ายเสียงขาดไปกระทันหัน

“ถ้าไม่รู้เนื้อหาในสมุดโน๊ตมาก่อนก็ไม่น่าเดาออกได้ง่าย ๆ ว่าเครื่องรางนี้อาจเป็นวิธีจัดการนางาทานิ”  กัปตันอธิบายต่อ  หันสายตาไปทางรุ่นน้องอีกคน  “เพราะดูยังไงก็น่าจะเป็นแค่ของที่มีคนลืมเอาไว้ในลิ้นชักนี้เฉย ๆ เอง  จริงไหม?”

โอคุมูระขยับมือล็อกแขนคนข้างตัวไว้แน่นขึ้น  แล้วหันไปมองด้วยแววตาจับผิด  “…….หมายความว่าไงครับ  รุ่นพี่ซาวามูระ?”

“จะมาบอกว่านายเคยเจอสมุดบันทึกเล่มนี้ก่อนฉันไม่ได้นะ  เพราะตอนที่ฉันเล่าให้ฟัง  นายพูดแสดงท่าทีออกมาว่าเพิ่งเคยได้ยินสมุดบันทึกนี้เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ”  คนเล่ารีบปิดทางหนี

คนถูกจับผิดยังไม่ตอบอะไรนอกจากเม้มปากเงียบอีกหน

“ถ้าเป็น ‘ซาวามูระ’ ก็ไม่น่าจะฝืนคำขอของฉันเรื่องปล่อยมือ  แล้วก็ไม่น่าปกปิดว่าทำไมถึงรู้เรื่องเครื่องรางนี้ด้วย”  มิยูกิลดเสียงลง  ก่อนค่อย ๆ พูดประโยคต่อมาอย่างระมัดระวัง  “เพราะงั้นเลยกลายเป็นที่มาของคำถามแรกว่า…”

เขาหยุดหายใจเล็กน้อย  ก่อนถามด้วยเสียงตึงเครียด

“นายเป็นใครกันแน่”

ความเงียบเข้าปกคลุม  สองคนที่เหลือต่างหันสายตามายังผู้ต้องสงสัยพลางรอให้เขาเปิดปากพูดออกมา

“…หมดทางแล้วเหรอเนี่ย”

แรงบีบหายไปจากมือมิยูกิ  แล้วแขนเขาก็ร่วงลงห้อยกับตัวตามแรงดึงดูด

เป็นจังหวะเดียวกับที่กัปตันเห็นความมืดด้านหลังตัวโอคุมูระบิดเบี้ยว

“โอคุมูระ–!!!??”

เสียงเตือนทำรุ่นน้องสะดุ้งแล้วหันหลัง  เขารีบปล่อยมือแล้วกระโดดถอยไปข้าง ๆ  หลบใบมีดที่วาดเฉียดตัวเขาไปได้อย่างหวุดหวิดแต่ก็เสียหลักล้มไปชนกับตู้ที่อยู่ชิดกำแพง  ตะเกียงในมือร่วงลงกับพื้นระหว่างกระโดดหนีก่อให้เกิดเสียงดังลั่นพร้อมกับแสงในห้องลดความสว่างไปครึ่งหนึ่ง

“โอคุมูระ!!!”  มิยูกิขยับเท้าเตรียมจะเข้าไปช่วย  แต่ทันใดนั้นเงาสวมผ้าคลุม…หรือนางาทานิก็หายวับขึ้นมาปรากฎอยู่ตรงหน้าแล้วยื่นปลายมีดจ่อห่างจากคอไม่กี่เซนติเมตร

“อึก…!!!”  เขาชะงักตัวเองไว้ได้ทัน

“อะ  ไม่ได้นะ”

แล้ว ‘เอย์จุน’ ก็เปิดปากอีกหน

เงาในผ้าคลุมเบี่ยงตัวไปด้านข้าง  เปิดทางให้ทั้งสองคนยืนประชันหน้าเข้าหากัน  แต่ปลายมีดก็ยังไม่ขยับห่างจากคอเลยแม้แต่นิดเดียว

“…รุ่นพี่มิยูกิ!!!”  โอคุมูระรีบยันตัวเองขึ้นนั่งได้ทัน  เขาเบิกตากว้างขณะเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าเป็นยังไง

คนถูกมีดจ่อคอกลืนน้ำลายเล็กน้อย  แต่ก็ยังถามต่อด้วยเสียงเข้มแข็งเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่เกรงกลัวอาวุธตรงหน้านี้เลย  “ในที่สุดก็ยอมเปิดเผยตัวออกมาแล้วเหรอ”

‘เอย์จุน’ เงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง  แม้แววตาจะยังคงไร้ประกายแต่ใบหน้านั้นแฝงความถวิลหาปนโล่งอกเอาไว้จนสัมผัสได้  “สมกับเป็นมิยูกิคุงของผมเลยนะ  ขนาดพยายามเลียนแบบขนาดนี้แล้วยังจับได้อีกเหรอ”

มิยูกิคุง?

ของผม?

คำพูดนั้นฟังดูคุ้นเคยเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

“นายเป็นใคร  ทำอะไรกับตัวซาวามูระห้ะ?”  เขารีบถามต่อ  เหลือบหางตาไปมองรุ่นน้องอีกคนว่าเป็นอะไรมากไหมด้วยความเป็นห่วง

“นี่ยังจำผมไม่ได้อีกเหรอ?”  คนตรงหน้าทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย  “อย่าพูดแบบนั้นสิ  เราเพิ่งกลับมาเจอกันอีกหนไม่นานนี้เองนะ?”

เพิ่งกลับมาเจอกัน?

มิยูกิอ้าปากจะเถียงกลับ  “ฉันไม่เคยเจอ–”

แล้วในหัวเขาก็เจ็บแปล๊บขึ้นมา

.

.

.

.

“ตอนได้ยินว่าจะมีค่ายเบสบอลที่โรงเรียนผม  แล้วเซย์โดก็จะเข้าร่วมด้วยนี่ผมดีใจมากเลยนะ”

“ฉันก็ไม่นึกว่านายอยู่โรงเรียนนี้เหมือนกันนะเนี่ย”

“อืม…ก็ผมไม่เคยลงแข่งนี่นา”

“หือ?  นายไม่ได้อยู่ชมรมเบสบอลเรอะ?”

“อยู่สิ…แต่ไม่ใช่ตัวจริงน่ะ”

“เหรอ…”

“เอ้อ  ในค่ายครั้งนี้ถ้าอยากได้อะไรบอกผมได้นะ  ผมทำหน้าที่คอยช่วยโรงเรียนอื่น ๆ ระหว่างอยู่ในค่ายน่ะ  ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะ  ไหน ๆ ก็ได้เจอกันทั้งทีแล้วนี่นา”

 .

.

.

.

เสียงในหัวนั้นเขาจำได้ว่าเคยได้ยินตอนปวดหัวครั้งก่อน ๆ  ตอนแรกนึกว่าเป็นเสียงของคนในเหตุการณ์นางาทานิไล่แทงคนในตึก  แต่ก็นึกติดใจเกี่ยวกับคำพูดว่าดูไม่เข้ากับเสียงอื่น ๆ มาตลอด

แต่ที่ชวนตกใจกว่าคือเสียงของอีกคนหนึ่งคือเสียงเขาเอง

เขารู้จัก…คน ๆ นี้?

อาการปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาทรุดลงไปนั่งกับพื้นพลางยกมือจิกหัวตัวเองระงับอาการไว้

“รุ่นพี่มิยูกิ!!!?”  รุ่นน้องอีกคนส่งเสียงเหมือนจะเข้ามาช่วย

“อะ  ไมได้นะ”

เสียงของ ‘เอย์จุน’ ดังขึ้นเหนือหัว  ก่อนจะได้ยินเสียงอีกคนร้อง “เหวอ!!”  ดังตามขึ้นมา

“…โอคุ…มูระ!!!?”  กัปตันฝืนความเจ็บหันไปมอง  เห็นนางาทานิหายจากข้างตัวเขาไปยื่นใบมีดใส่หน้ารุ่นน้องร่วมทีมที่กำลังจะยันตัวขึ้นยืน

“ถ้าไม่อยากถูกแทงก็อยู่แบบนั้นไปนิ่ง ๆ ก่อนนะ”  คนตรงหน้าเขาทำเพียงหันไปมองเล็กน้อยก่อนจะเบนหน้ากลับมายิ้มให้แล้วเดินเข้ามาใกล้ ๆ

“จริงด้วยสิ”

อีกฝ่ายย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกัน  แล้วลดเสียงเบาลงขณะยื่นมือมาแตะแก้มเขาเบา ๆ  ปลายนิ้วเย็นเฉียบนั้นทำเขาสะดุ้งเล็กน้อย  “ต้องขอเครื่องรางนั้นก่อนนางาทานิคุงจะรู้เรื่องเข้า  ถึงยังไม่รู้ว่าใช้ได้จริงหรือเปล่า  แต่ขืนผมเสียนางาทานิคุงไปตอนนี้ก็แย่สิ”

“ใครจะ…ไปให้กัน…”  มิยูกิฝืนตัวเองเอามือกุมกระเป๋าเสื้อไว้เป็นเชิงบอกกลาย ๆ ว่าจะไม่ส่งให้เด็ดขาด

รอยยิ้มยังอาบอยู่บนใบหน้า ‘เอย์จุน’ แต่ความมืดรอบข้างกลับเพิ่มความน่าหวาดหวั่นใส่รอยยิ้มนั้นจนอดขนลุกไม่ได้  “ส่งมาให้ผมเถอะน่า  มิยูกิคุง  นายไม่ต้องใช้มันหรอก”

“ทำไมฉันจะ…ไม่ใช้…”  เขาฝืนความเจ็บพูดโต้กลับไป  “ฉันต้องจัดการ…หมอนั่น…แล้วพาทุกคนกลับไป…”

“พาทุกคนกลับไป?”  อีกฝ่ายเอียงคอสงสัย  “นายจะพาทุกคนกลับไปได้ยังไง  ในเมื่ออย่างน้อยก็มีคนที่ชื่อยุยคนนึงแล้วที่กลับไปด้วยไม่ได้”

ไอ้หมอนี่

ความโกรธพุ่งปะทุขึ้นมาจนมิยูกิลืมความเจ็บไปช่วยขณะ

“แต่ก็นะ  นายเนี่ยเก่งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจริง ๆ”  มือของ ‘เอย์จุน’ เปลี่ยนตำแหน่งเป็นประคองหน้าเขาให้เงยขึ้น  “รู้งี้ผมน่าจะจัดการสมุดเล่มนั้นตั้งแต่แรกแล้วก็ดี”

“แปลว่านาย…รู้เรื่องสมุดบันทึกนั่นแต่แรกแล้วเรอะ”  กัปตันได้โอกาสถาม

“รู้สิ”  คนตรงหน้าตอบพลางเหลือบตาไปมองเงาในผ้าคลุมก่อนลดเสียงจนเป็นกระซิบ  “ถ้าไม่รู้ผมคงขอความร่วมมือจากนางาทานิคุงไม่ได้หรอก”

ขอความร่วมมือ?

“เรื่องมันก็ผ่านมาแล้วคงช่วยไม่ได้ละเนอะ  ก่อนหน้านี้ผมก็ยุ่งกับการเตรียมการอะไรหลาย ๆ อย่างด้วยนี่นา”  คนพูดถอนหายใจเบา ๆ  “เพื่อนร่วมทีมนายเนี่ยแต่ละคนดื้อยันวินาทีสุดท้ายจริง ๆ”

ดื้อ?

แล้วในหัวมิยูกิก็ทำความเข้าใจความหมายได้ในวินาทีต่อมา

หมายความว่า

หมอนี่

“นี่แก–!!!!!!!!!”

เขาระเบิดเสียงออกมา  ลดมือข้างที่กุมหัวเปลี่ยนเป็นกำหมัดแล้วชกเข้าใส่อีกฝ่ายทันที

“รุ่นพี่มิยูกิ”

แต่ก็รีบยั้งมือเมื่อสีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็น ‘ซาวามูระ  เอย์จุน’ ที่เขารู้จักดี

“……!!!?”

‘เอย์จุน’ เหลือบตามองกำปั้นซึ่งอยู่ห่างจากหน้าเขาไม่กี่เซนติเมตร  เขาปล่อยมือจากใบหน้าอีกฝ่ายแล้วใช้มือนั้นจับกำปั้นขยับลงจนแตะพื้นแล้วถอนหายใจ  ก่อนสีหน้าจะกลับมาเป็น ‘ใครบางคน’ ตามเดิม  “น่าอิจฉารุ่นน้องคนนี้จริง ๆ”  เขาพูดเหมือนน้อยใจ

คนจะชกกัดฟันกรอด  ความโกรธยุ่งพุ่งพล่านขึ้นจนแทบสะกดกลั้นไม่ไหว  “แก…แกเป็นคน…..ทุกคนเหรอ….”  เขากลืนคำพูดลงคอเพราะไม่อยากนึกถึงมันอีก

“ไม่ใช่ทั้งหมดนะ  นางาทานิคุงก็ช่วยบ้างแหละ”  อีกฝ่ายยิ้ม

“ทำไม…ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยห้ะ!!!!!!”  มิยูกิตะคอกกลับ  หากอีกฝ่ายไม่ใช้ร่างรุ่นน้องในทีม  ป่านนี้เขาคงปล่อยหมัดแบบไม่ลังเลแล้ว

“ทำไมน่ะเหรอ?”

‘เอย์จุน’ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“เพื่อผมจะได้อยู่กับคุณกันแค่สองคนไง”

หา?

คนฟังชะงักไปชั่วขณะเพราะยังทำความเข้าใจไม่ได้

ก่อนหางตาจะเห็นบางอย่างลอยเข้ามาใกล้

กึง

แล้วหัวของคนตรงหน้าก็เอนล้มไปด้านซ้ายมือจากแรงกระแทกบางอย่าง

“หยุดพล่ามอะไรชวนขนลุกแล้วได้ไหมครับ  ได้ยินแล้วจะอ้วก”

ก่อนเสียงของอีกคนจะดังขึ้นจากข้างตัว

พอหันไปก็เห็นโอคุมูระชูมือยื่นมาทางเขาขณะยังนั่งพิงตู้อยู่

“ถ้าจะสารภาพรักกันก็ไปทำไกล ๆ หูไกล ๆ ตาผมหน่อยเถอะ  ไม่ได้อยากเป็นพยานให้เลยสักนิดนะ”

เขาพูดต่อด้วยแววตาเรียบเฉย

“โอคุมูระ!!!?”  มิยูกิหันไปตะโกนด้วยความตกใจจนเป็นห่วง  พร้อมกับที่ ‘เอย์จุน’ ยันตัวเองลุกขึ้นมาพร้อมกับยกมือกุมหัวตัวเอง

“….เป็นแค่รุ่นน้องแต่กล้าทำแบบนี้เลยเหรอ”  เสียงของอีกฝ่ายแฝงความโกรธเอาไว้  “ถ้าผมจำไม่ผิด  นี่ร่างของรุ่นพี่นายนะ”

“เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องแล้วไงครับ  อยู่ในสนามก็ไม่เห็นเกี่ยวสักนิด”  คนลงมือตอบกลับทันควัน

“…เอาเถอะ  ยังไงผมก็กะจะจัดการทุกคนอยู่แล้ว”

เสียงของคนสั่งการเย็นชาขึ้น

“นางาทานิคุง  เอาเลย”

เงาในผ้าคลุมที่ยืนนิ่งในท่ายืนปลายมีดใส่คนบนพื้นมีปฏิกิริยาตอบรับด้วยการเงื้อมีดในมือขึ้น

“โอคุมูระ!!!!!!!!!”

ไวเท่าความคิด  มิยูกิคว้าหนังสือเล่มหนึ่งบนพื้นซึ่งรุ่นน้องเป็นคนปามาขว้างกลับใส่มือข้างถือมีดทันที  สันปกกระแทกเข้าตรงชายผ้าคลุมที่ด้ามมีดยื่นออกมาพอดีเป๊ะ  ส่งผลให้มีดลอยหมุนคว้างกลางอากาศ  โอคุมูระอาศัยจังหวะนั้นรีบถีบตัวเองออกจากพื้นแล้วพุ่งตรงมาทางเขา

“รุ่นพี่มิยูกิหลบไป!!”

อีกฝ่ายตะโกนสั่งแล้วโถมตัวเองเข้าใส่ร่างของพิชเชอร์  มีเสียงของแข็งดังกระทบพื้นซึ่งคาดได้ว่าคงเป็นเสียงมีดเมื่อครู่ตกแต่กัปตันไม่ได้หันไปมองเพราะเขารีบเอนหลังหลบตามคำขอ  ร่างของรุ่นน้องทั้งสองหงายหลังล้มไปกองทับกันอยู่กับพื้นเสียงดังจนน่ากลัวว่ามีใครสักคนหัวกระแทกพื้นเต็ม ๆ

“นะ…นี่แก!!!!”  เสียงของ ‘เอย์จุน’ เปลี่ยนเป็นลนลานอย่างเห็นได้ชัด

มิยูกิได้จังหวะรีบลุกขึ้นยืน  ตัวเขาเซเล็กน้อยจากอาการปวดหัวแต่ก็รีบกัดฟันคว้าตะเกียงบนโต๊ะ  แล้วหันกลับไปช่วยดึงตัวแคชเชอร์รุ่นน้องให้ลุกขึ้นเพื่อจะหนี

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ—!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

เสียงหัวเราะชวนสยองขวัญดังขึ้นจากข้างตัว

“หนีเร็ว!!!”

กัปตันตะโกนสั่งแล้วออกแรงดึงอีกคนให้วิ่งอ้อมโต๊ะไปทางประตู

“นางาทานิคุง!!  จับมาให้ได้!!!!!”

พวกเขาได้ยินตัวบงการตะโกนสั่งจากด้านหลัง  และสัมผัสถึงเสียงหัวเราะเสียดแก้วหูดังอยู่ในระยะรดต้นคอ

“โธ่เว้ย!!!!”  คนพาหนีสบถก่อนเร่งความเร็วก้าวเท้าออกพ้นประตูได้สำเร็จ  เขาชะงักเท้าเพื่อหักเลี้ยวไปทางขวาก่อนออกแรงวิ่งเต็มกำลังไปตามทางเดิน

“ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ–!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

เสียงหัวเราะกรีดแก้วหูยังไล่ตามมาไม่ลดละ

ขืนเป็นแบบนี้คงหนีไม่พ้นแน่

ไอ้เงานี่สามารถแวบไปแวบมาได้ด้วย  ถึงจะหนีทิ้งระยะห่างมากแค่ไหนเดี๋ยวมันก็คงโผล่มาดักทางตรงหน้าได้แหง ๆ

มิยูกิรีบฝืนสมองเหนื่อยล้าของตนคิดหาทางออก  พวกเขาวิ่งมาจนถึงตรงกลางทางเดิน  ด้านซ้ายเป็นประตูใหญ่ซึ่งยังหาวิธีเปิดไม่ได้  ส่วนด้านขวาเป็นบันได  หากวิ่งตรงไปก็จะเจอทางตัน  หรือถึงเข้าไปหลบตามในห้องก็คงถ่วงเวลาได้ไม่ถึงนาที  เขากัดฟันกรอดแล้วหักเลี้ยววิ่งขึ้นบันได  อย่างน้อยหนีไปข้างบนก็ยังมีโอกาสรอดได้มากกว่าในตอนนี้

เสียงหอบหายใจของรุ่นน้องด้านหลังดังขึ้นเรื่อย ๆ อีกไม่นานพวกเขาต้องหมดแรงแล้วแน่ ๆ

เอาไงดี

ขณะสมองกำลังประมวลหาทางออกอย่างหนัก  เขาก็นึกอะไรบางอย่างออกได้

จริงด้วย

เครื่องรางไง!!!!!

พอคิดได้ดังนั้นกัปตันก็หยุดเท้าแล้วหันกลับมาทันที

“ระ…รุ่นพี่!!!!???”  โอคุมูระที่วิ่งตามมารีบหยุดฝีเท้าเพื่อไม่ให้ชนพลางอุทานเสียงหลง  เขารีบขยับตัวมาบังรุ่นน้อง  ประจันหน้ากับเงาในผ้าคลุมกำมีดพุ่งตรงมาหาพวกตนในระยะห่างไม่ถึงแขน

ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ–!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

“นางาทานิ!!!!!!”

เขาตะโกนเสียงดังขึ้นสู้แล้วรีบหยิบเครื่องรางรูปจิ้งจอกออกมายื่นใส่

“รู้สึกตัวสักที!!!!!!!”

“รุ่นพี่มิยูกิ!!!!!!”

เสียงร้องเตือนดังจากด้านหลังเมื่อปลายมีดตวัดเข้าใส่  เขารีบหลับตาฝืนตัวเองไม่ให้ลดมือลงขณะภาวนาขอให้ได้ผล

ก่อนเสียงหัวเราะจะขาดลงกระทันหัน

“….อะ……..”

ตามด้วยเสียงเหมือนคนหายใจสะดุด

มิยูกิค่อย ๆ ลืมตาขึ้น  ก่อนเห็นเงาถือมีดตรงหน้าชะงักค้างในท่าชูมีด  ผ้าคลุมค่อย ๆ สั่นไปทั้งร่างพร้อมกับใบมีดลดต่ำลงช้า ๆ

“….อะ…….อะ….อะ…………..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ก่อนเสียงกรีดร้องจะระเบิดดังขึ้นกว่าเดิม

ทั้งคู่รีบยกมืออุดหูตัวเอง  แต่เสียงนั้นเหมือนมีพลังบางอย่างแทรกซึมการป้องกันทางกายภาพตรงเข้าสู่สมองโดยตรง  ไม่รู้ว่าพวกเขาคิดไปเองหรือไม่แต่รู้สึกเหมือนทั้งระเบียงสั่นสะเทือนตามเสียงจนเกือบจะทรุดลงไปนั่งกับพื้นเพราะตั้งตัวยืนไม่อยู่

แล้วเสียงก็เงียบลงกระทันหัน

มิยูกิทันเห็นเงานั้นหายวูบไปเหมือนถูกพื้นดูด  ตามด้วยความเงียบเข้าปกคลุมระเบียงทางเดินราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลยก่อนหน้านี้

โอคุมูระส่งเสียงขึ้นเบา ๆ “หายไป….แล้ว?”

จริงอย่างที่รุ่นน้องพูด  แม้จะพยายามกวาดตามองไปรอบ ๆ แค่ไหนก็พบว่าบนระเบียงนี้มีเพียงพวกเขายืนกันอยู่เพียงสองคน

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 13]

  1. ชักงง? มีนางาทานิ แล้วก็มีอีกคนเหรอ?
    โคชู นายเท่มาก ซัดรุ่นพี่ได้อย่างไม่ลังเล

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s