Angels of Death · Novel translation

[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [8]

มาถึงอีกหนึ่งประโยคดังในเรื่องค่ะ

อดีตของเอ็ดดี้ขอยกไว้ตอนหน้านะคะ


เรเผลอหยุดยืนกับที่จากเมโมต้องสงสัยที่ร่วงหล่นตรงหน้าไม่ให้ทันตั้งตัว

“ผมรู้จักเธอดีนะ  เธออยากตายใช่ไหม?  นะ  เพราะงั้น——ช่วยตอบ “yes” ที”

เนื้อหานั้นต่างจากก่อนหน้านี้  ดูเป็นเนื้อหาจับต้องได้จนลางไม่ดีแล่นเข้าหัวใจ

แต่ในตอนนั้นแสงจากไฟฉายในมือก็เริ่มกะพริบไม่หยุด

(ไฟมัน…ถ่านจะไม่เหลือแล้วเหรอ  กลับไปสักรอบดีกว่า)

แล้วเธอจะปล่อยแซ็กรออยู่ในน้ำเย็นเฉียบต่อไปไม่ได้ด้วย  เธอคิดเช่นนั้นจึงกะจะย้อนกลับไปสุสานแห่งที่ 1  แต่ตอนนั้นเองไฟจากไฟฉายก็ดับพรึ่บโดยสมบูรณ์  แล้วทัศนวิสัยของเรก็ถูกปกคลุมด้วยความมืด

 

 

——-นี่  เรเชล  ผมจะทำความปรารถนาของเธอให้เป็นจริงเอง

 

 

(เอ๊ะ…..?)

แล้วก็ได้ยินเสียงเด็กชวนขนลุกนั้นตรงใกล้หู

เรขนลุกจนหันหลังกลับไปมอง  ในตอนนั้นเองแสงจากไฟฉายก็สว่างพรึ่บขึ้นมาอีกครั้ง  พอลองฉายแสงไฟข้างหลังก็เห็นเด็กผู้ชายตัวเตี้ยสวมหน้ากากประหลาด—–เอ็ดดี้ยืนอยู่ตรงนั้น

เอ็ดดี้มองเรราวกับจะสำรวจจากในหน้ากาก  แล้วก็หลงความงดงามนั้นเพิ่มขึ้นอีก  เรมีใบหน้างดงามมากกว่าตอนมองจากระยะไกลเสียอีก  ใช่แล้ว….ควรต้องบรรยายว่างดงามมากกว่าจะน่ารักถึงจะถูก

“อะฮะฮะ  ไม่ต้องตกใจถึงขนาดนั้นหรอก  นี่  เรเชล  อ่านจดหมายรักของผมครบหรือยัง?”

เอ็ดดี้กระโดดไปมาเหมือนเด็กน้อยขณะขยับเข้าใกล้เร

เรเผลอถอยไปด้านหลังจากการเคลื่อนไหวพิลึกพิลั่น  ถึงไม่ต้องบอกเธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็นผู้อาศัยอยู่ในชั้นนี้  ในสมองเห็นภาพแซ็กผุดขึ้นมา  แซ็กคงกำลังรอเธออยู่แน่ ๆ

(ต้องกลับไปแล้ว….)

แต่พอคิดเช่นนั้นแล้วหันหลังให้เอ็ดดี้  กำแพงตรงทางตันก็เลื่อนชัตเตอร์ลงราวกับจะขังเรเอาไว้

“ไม่ต้องหนีก็ได้  เรเชล….ผมไม่ฆ่าเธอทันทีเหมือนคนอื่น ๆ หรอก?  แล้วผมก็รู้ความปรารถนาของเธอด้วย”

“….ความปรารถนาของฉัน”

เรยังสับสนเรื่องถูกขังตัวแต่ก็พึมพำเบา ๆ

“อืม  ใช่แล้ว…ผมน่ะนะ  รู้จักเธอเป็นอย่างดีเลยละ—–ทั้งเรื่อง…คุณพ่อกับคุณแม่ของเธอ  แล้วก็ทุกอย่างรอบข้างว่าเป็นยังไง  ทั้งหมดเลย”

เอ็ดดี้พูดด้วยน้ำเสียงน่ารักเหมือนอ่านหนังสือภาพก่อนเดินดุ่ม ๆ เข้าใกล้เรพลางพูดต่อ

“เพราะงั้นผมเลยฆ่าเธอแบบสบาย ๆ ได้  แล้วถึงหมอนั่นจะพังทิ้งไปแล้ว  แต่ก็สร้างหลุมศพเหมาะกับเธอให้ได้อีก….นี่  พวกผมดูจากภายนอกอายุก็ใกล้กัน  ต้องเข้ากันได้แน่เลย  นะ?”

เอ็ดดี้มองตาเรซึ่งดูไร้ความรู้สึกคล้ายคำพูดของตนไม่อาจสื่อถึงได้แวบหนึ่งก่อนขยับยิ้ม

“งั้นก็ลองบอกความปรารถนาของเธอออกมาสิ!”

เอ็ดดี้นึกหงุดหงิดในใจที่เรไม่แสดงปฏิกิริยาตอบรับกับสิ่งที่ตนพูดให้เห็นสักนิด  แต่ก็ส่งเสียงสดใสออกมา

(——–ความปรารถนา….ความปรารถนาของฉัน…..)

เรกลืนลมหายใจเบา ๆ

เธอมีความปรารถนาเพียงอย่างเดียว  นั่นคือมีใครสักคนฆ่าเธอให้  และในตอนนี้ตัวตนผู้ทำความปรารถนานั้นให้เป็นจริงได้ยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว  เรื่องนี้เป็นความจริงไม่ผิดแน่

“…….อยากตาย”

เรตอบขณะจ้องตาซ้ายของเอ็ดดี้ผ่านรูที่เปิดออกบนหน้ากาก

“นั่นไง  ว่าแล้วเชียว!  ฟังนะเรเชล  ผมจะฆ่าเธอให้—–เพระงั้น  ช่วยตอบ “yes” ที?”

เอ็ดดี้ดีใจเมื่อเห็นเรบอกว่าอยากตายใส่ตน  ดวงตาภายใต้หน้ากากส่องประกายจากความตื่นเต้นว่าเรอาจจะกลายเป็นของตนแล้วก็ได้

“…………”

“———….ฉันจะฆ่าเธอให้เอง”

แต่ในหัวของเรมีคำพูดของแซ็กลอยขึ้นมา

ทั้งที่ตอนนี้มีคนจะฆ่าเธอให้แน่ ๆ  แต่เป็นเพราะสัญญากับแซ็กไว้เลยไม่อาจพยักหน้าตอบ yes ได้  แต่ที่เป็นแบบนั้นไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดหากจะผิดสัญญา  แต่เป็นเพราะเรเริ่มรู้สึกในใจว่า—–ต้องไม่ใช่แค่ใคร  แต่อยากให้เป็นแซ็ก…..ขึ้นมา

“เฮ้อ  ชักรำคาญละนะ  เธอลังเลอะไรอยู่กันเนี่ย”

เรก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตาจากเอ็ดดี้แล้วปิดปากเงียบ

“หรือเป็นเพราะ….หมอนั่น?”

“…………..”

“นี่  ทำไมถึงอยู่กับแซ็กเหรอ?”

เอ็ดดี้เริ่มถามด้วยเสียงเย็นชาเหมือนอดทนไม่ไหวว่าตนเองถูกเมินหรือเปล่าใส่เรที่ยังไม่ตอบอะไรอยู่ฝ่ายเดียว

“……….เพราะสัญญาว่าจะให้เขาฆ่าให้น่ะ”

ในที่สุดเรก็เริ่มส่งเสียงตอบคำถามนั้น  ในใจได้ยินคำพูดของแซ็กหลังซึมซับมันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งในลิฟท์ก่อนมาถึงชั้นนี้ดังก้อง

“….เหรอ  แปลกจังน่ะแบบนนั้น  ผมจะฆ่าเธอให้แทนเขาตอนนี้เลยก็ยังได้นะ?”

เอ็ดดี้ส่งเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดต่อคำตอบที่เพิ่งจะได้กลับคืนมา  ถึงจะสัญญากันไว้แต่ก็ใช่ว่าเรจะต้องถูกแซ็กฆ่าเสียหน่อย  อย่าว่าแต่เรื่องนั้นเลย  หากอิงตามกฎของที่นี่แล้ว  ผู้มีสิทธิ์ฆ่าเรผู้กลายเป็นเครื่องสังเวยก็คือผู้อาศัยอยู่ในชั้นนี้นั่นก็คือตนนั่นเอง

“……แต่ถ้าทำอย่างนั้น  เขาก็จะออกจากที่นี่ไม่ได้”

เรคิดเล็กน้อยก่อนตอบ

แน่นอนว่าเธอยังอยากให้ฆ่าในตอนนี้เสียด้วยซ้ำ  และใช่ว่าจะไม่หวั่นไหวจากคำพูดเอ็ดดี้เลย  หากขอร้องแล้วเขาย่อมฆ่าให้โดยไม่เจ็บอะไรแน่ ๆ  แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงไม่คิดอยากขอร้องให้เอ็ดดี้ฆ่าเลย  ตัวตนของแซ็กควบคุมจิตใจอยู่จนอดแปลกใจไม่ได้

“อะไรเนี่ย…..เรื่องแบบนั้นไม่เห็นมีปัญหาตรงไหน”

เอ็ดดี้พูดขณะไร้ซึ่งรอยยิ้มแล้วโดยสิ้นเชิงใส่คำตอบของเรที่ดูเหมือนจะใส่ใจแซ็กเกินเหตุ

“…..นี่เรเชล  ผมจะฆ่าเธอให้นะ….——–เพราะงั้นน่ะ  ช่วยตอบ “yes” ที?”

และตอนที่เอ็ดดี้ขยับเข้าใกล้เรเหมือนจะไล่ต้อนไปจนถึงกำแพง

———-…เฮ้ย  ได้ยินไหม!

 

 

 

 

 

 

(….!)

เธอได้ยินเสียงตะโกนแฝงความลนลานดังมาจากตรงข้ามกำแพง

“…..เฮ้อ  ตัวน่ารำคาญโผล่มาจนได้”

เอ็ดดี้ถอนหายใจพ่นลมออกมาเบา ๆ

แน่นอนว่าเสียงที่ได้ยินมาจากอีกฟากกำแพงคือ———เสียงของแซ็กเอง

“นี่  เลือกมาสิ?  ว่าจะถูกหมอนั่นฆ่าหรือถูกผมฆ่า….———เรเชลที่รัก  ผมจะทำให้เธอหลับใหลได้อย่างวิเศษแน่นอน…”

เอ็ดดี้ส่งเสียงไม่สมกับเป็นเด็กต่างจากเสียงก่อนหน้านี้แล้วจ้องตาเรเขม็ง

(วิเศษ….)

เรลองจินตนาการตนเองถูกเอ็ดดี้ฆ่าดู  นี่อาจเป็นครั้งแรกที่มีใครบอกคำว่าชอบตรง ๆ ต่อหน้าก็เป็นได้  แต่ตัวเองในจินตนาการกลับดูราวกับตุ๊กตา  ไม่ได้ทำ “สีหน้าดี” แบบแซ็กพูด  เหมือนตายไปแล้วตั้งแต่แรกแม้ยังไม่ได้ถูกฆ่า

 

 

——-นี่แก!

ความงามที่แกพูดเนี่ยออกจะลวก ๆ น่าดูเลยนะ!

จะฆ่ายัยนั่นทั้งที่ยังทำหน้าน่าเบื่ออยู่งั้นเรอะ?!

 

 

แซ็กส่งเสียงตะคอกพลางหงุดหงิดจากคำพูดของเอ็ดดี้ที่มีต่อเรจากอีกฟากของกำแพงต่างจากเรซึ่งจมอยู่ในความคิด

“เฮ้อ….น่ารำคาญจัง  ตอนนี้ผมกำลังคุยกับเรเชลอยู่นะ”

เอ็ดดี้ตอบด้วยเสียงหมดอารมณ์

(…….คุยเรอะ……..?——ขู่ละสิไม่ว่า……..!)

 

 

——–เฮ้ย  เร  อยู่ตรงนั้นใช่ไหม?!

ถ้าได้ยินก็ตอบด้วย!

 

 

แซ็กตะโกนอย่างไม่ลืมหูลืมตา  และเรียกชื่อเรโดยไม่รู้ตัวเป็นครั้งแรก  เธอได้ยินเพียงเสียงดังก้องพอจับใจความได้เรียกชื่อ “เร” เท่านั้น

“….ฉัน?”

เรตกใจเรื่องแซ็กเรียกชื่อตัวเองขณะตอบกลับไป

 

 

——เออ  ก็ใช่อยู่แล้วสิ!

นี่แกน่ะ  อย่าคิดถูกฆ่าตามใจชอบเลยนะเฟ้ย……!

ในตึกนี้น่ะมีคนอยากฆ่าเธออยู่อีกเพียบ!

แต่ว่า  ฉันจะเป็นคนฆ่าเธอให้แน่ ๆ…..!

 

 

——-…………สาบานกับ  พระเจ้าเลย!

 

 

ในวินาทีนั้น  เรเห็นภาพลวงตา….คล้ายกับขนนกนับไม่ถ้วนจากปีกเทวดานางฟ้าร่วงหล่นลงมาอยู่ในตาของเธอ

——ได้ยินเสียงกริ๊ง….เสียงกระดิ่งดัง

“กับ  พระเจ้า….?”

เรถามเสียงสั่น

รับรู้ได้ว่าหัวใจเงียบเชียบซึ่งปกติไม่รู้ว่าขยับหรือหยุดนิ่งอยู่ส่งเสียงตึก….ตึกรุนแรงจนน่ากลัวว่าจะหยุดลง

 

 

——-…..เออ  ก็ใช่น่ะสิ……!

เพราะงั้นห้ามโดนคนอื่นนอกจากฉันฆ่านะเฟ้ย!

 

 

แซ็กเองก็พูดด้วยอารมณ์พุ่งพล่าน  นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาตะโกนเสียงดังแบบนี้เพื่อใครสักคน  แต่ในความเป็นจริงก็ยังไม่คิดอยากฆ่าคนคล้ายตุ๊กตาอย่างเรได้จากใจจริง  แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่อยากเห็นและไม่ยอมให้เรถูกคนอื่นนอกจากตนฆ่า

“…..เข้าใจแล้ว”

เรพยักหน้าก่อนตะโกนสุดเสียงเพื่อบอกแซ็กที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพงทราบ

“ทุบกำแพงให้เต็มที่ต่อไปแบบนั้นเลย……!”

ใช่ว่าเธออยากให้ช่วย  แต่แค่นึกอยากเจอแซ็กในตอนนี้เลย

แซ็กขยับยิ้มจากอีกฟากของกำแพงเมื่อได้ยินคำสั่งของเร

เอ็ดดี้มองเรด้วยสีหน้าคล้ายมีความเศร้าปนอยู่

“เรเชล  ทำไมล่ะ!?”

แต่ในตาของเรไม่ฉายภาพเอ็ดดี้อีกต่อไปแล้ว  ไม่ฉายภาพอะไรนอกจากแซ็กอีกแล้ว

ในชั้นได้ยินเสียงตึง  ตึง—-เสียงดังก้องที่แซ็กขับขานเพื่อเรดังไปทั่ว  แล้วทุกครั้งหัวใจดวงเล็ก ๆ ของเรก็เจ็บแปลบขึ้นเหมือนถูกบีบ

ตึง  ตึง!

ตึง  ตึง—–!

เสียงนั้นดังขึ้นแปรผันกับเสียงหัวใจของเรคล้ายกับดอกไม้ไฟจุดขึ้นฉลองตอนจบ

(—แซ็ก)

ในใจของเรเรียกชื่อนั้นเป็นครั้งแรกขณะถูกเสียงนั้นล้อมรอบ

ในตอนนั้นก็มีเสียงดังตึง—–! ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งดังก้อง

แล้วในวินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงดังลั่นคล้ายระเบิดพร้อมกับกำแพงแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ  ตรงข้ามเศษฝุ่นควันจากกำแพงพังลอยคละคลุ้ง  เธอเห็นเงาชายตัวสูงเดินขยับเข้ามาใกล้ช้า ๆ

“……ไง”

และแซ็กก็ยิ้มเชิด ๆ ใส่เร

“……..”

เรยกมือกดหน้าอกพลางมองจ้องตัวแซ็กไม่ไหวติง  หัวใจยังเต้นตึกตักไม่ยอมหยุด  รู้สึกเหมือนกับตอนอ่านหนังสือเล่มนั้นในคืนนั้น…หนังสือเล่มที่พระเจ้าเขียนไว้อีกครั้ง

“แล้วไอ้เด็กเวรนั่นอยู่ไหน?”

หลังแซ็กเห็นว่าเรยังปลอดภัยเลยนึกโล่งอกขึ้นมาก่อนจะมองไปรอบ ๆ ตัว  แต่ตอนนั้นเอ็ดดี้ได้ซ่อนตัวหายไปอีกแล้ว

<เฮ้อ….ทำไมละ  เรเชล?  ผมจะฆ่าก็ไม่น่ามีปัญหาตรงไหน…..นี่เธออยากให้หมอนี่ฆ่าจริง ๆ เหรอ?  ทั้งที่ผมน่าจะดีกว่าแท้ ๆ>

เอ็ดดี้พูดกับเรจากที่ไหนสักแห่งขณะยังหลบซ่อนตัวอยู่  ทั้งที่ฟังดูเหมือนเขากระซิบอยู่ตรงข้างหูแท้ ๆ แต่กลับไม่มีร่างเอ็ดดี้ให้เห็น

“พูดมากอยู่ได้น่ารำคาญ….อยู่ไหนวะ?!  โผล่ออกมาเดี๋ยวนี้!  ฉันจะฆ่าแก!”

แซ็กเหล่ตามองไปทางเสียงเหมือนข่มขู่ก่อนจะเหวี่ยงเคียวไปมา

(….ไม่เอาแซ็กหรอก)

<เรเชล  ผมจะฆ่าเธอให้นะ——-เพราะงั้นช่วยรอหน่อยที?>

เอ็ดดี้ประกาศเงียบ ๆ ไม่สนใจตัวตนของแซ็ก

(——เรเชลย่อมกลายเป็นของผมให้แน่  ก็ผมชอบเธอเสียขนาดนี้ทั้งที่เห็นเพียงแวบเดียวเอง……)

เสียงจางหายไปก่อนได้ยินเสียงประตูห้องถัดไปเปิดดังกริ๊ก

“โธ่เว้ย  ไอ้หมอนั่นหนีไปจนได้!”

แซ็กกระทืบเท้าลงพื้น  แล้วหันไปมองทางเรด้วยอารมณ์โกรธจริง ๆ ประมาณครึ่งหนึ่ง

“แล้วแกนี่ก็อ่อนแอจริงนะ!  ทำไมถึงถูกไอ้เด็กเวรนั่นจับได้ง่าย ๆ ฟะ?!  แบบนี้เดี๋ยวก็ตายทันทีก่อนจะถูกฉันฆ่าหรอก!?”

“…..อืม”

 

 

แต่เรพยักหน้าเหมือนใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับตรงนี้

 

 

——–แต่ว่า  ฉันจะเป็นคนฆ่าเธอให้แน่ ๆ…..!

——-…………สาบานกับ  พระเจ้าเลย!

 

 

ในใจของเรยังได้ยินคำพูดนั้นดังอยู่ข้างใน

“เฮ้ย  ฟังอยู่ไหม”

แซ็กลอบมองหน้าเรซึ่งไม่ขยับตัวสักนิดเหมือนกลายเป็นตุ๊กตาไปแล้วจริง ๆ

“เฮ้ย!”

ก่อนเรจะเงยหน้าขึ้นเหมือนดึงสติกลับมาได้จากเสียงนั้น  แล้วรีบขยับเข้าไปใกล้แซ็กในทันที

“——-เมื่อกี๊  พูดว่าแบบนี้…..”

“หา….?”

“บอกว่า  บอกว่าสาบาน…..สาบาน……”สาบานกับพระเจ้า……สาบานกับพระเจ้าให้จริง ๆ เหรอ?  สาบานกับพระเจ้าว่าจะฆ่าจริง ๆ เหรอ—–?”

แล้วเรก็ไล่ต้อนแซ็กเหมือนจะพาไปจนมุมตรงกำแพง  แล้วถามยึดติดกับคำพูดว่าพระเจ้าซ้ำไปซ้ำมา  ดวงตาของเรยามมองแซ็กคล้ายกับมีความบ้าคลั่งบางอย่างสิงอยู่

(พูดเรื่องอะไรกันวะ——?)

เขาสัมผัสถึงความแปลกประหลาดไร้ตัวตนจากเรเพราะเธอกลับขยับเข้าไล่ต้อนตนทั้งทีหลังยืนเหม่อจนถึงเมื่อครู่

“ก็บอกไปแล้วไง!  ว่าฉัน  เกลียด  คำโกหกน่ะ!”

ถึงจะสับสนแต่แซ็กก็ถอยออกห่างจากเรเล็กน้อยแล้วตอบด้วยเสียงโกรธ

(—–เกลียด  คำโกหก……)

“……นั่นสินะ  จริงด้วย  ฉันจะพยายาม  จะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคุณ”

เรดึงความเยือกเย็นกลับมาได้อย่างน่าประหลาดจากคำตอบของแซ็ก  ก็เพราะหากคำพูดนั้นของแซ็กที่ว่าเกลียดคำโกหกเป็นความจริงแล้ว  เขาก็ย่อมรักษาคำสาบานนั้นเอาไว้แน่ ๆ

“เข้าใจแล้วก็ดี”

แซ็กโล่งใจขึ้นมาบ้างเมื่อความบ้าคลั่งจากแนวคำพูดของเรหายไปเหมือนสิ่งที่สิงอยู่หลุดออกไปแล้ว

“….จะว่าไป  เมื่อกี๊เรียกชื่อของฉันด้วย”

แล้วเรก็นึกออกขึ้นมา

“——–เฮ้ย  เร  อยู่ตรงนั้นใช่ไหม?!”

ในตอนนั้นแซ็กเรียกตนแบบนั้นว่าเร

“หือ  งั้นเรอะ?  แต่จำชื่อทั้งหมดไม่ได้ว่ะ  ชื่อว่าอะไรนะ?”

“เรเชล  การ์ดเนอร์”

เรบอกชื่อตนเองอีกรอบเหมือนตอนตอบคำถามใส่คอมพิวเตอร์ในชั้น B7

“เรอะ…..ฉันน่ะพาเธอไปด้วยเพราะคิดว่าเป็นประโยชน์กับตัวเองเท่านั้นแหละ…..แต่พอมีเธออยู่ด้วยเนี่ยก็ลำบากเหมือนกันแฮะ”

แซ็กพูดปนเสียงถอนหายใจ

“…….นะ?  เร”

ก่อนใช้ดวงตาเรียวยาส่องประกายสีเหลืองนั้นมองเร  เรเห็นตัวเองในสภาพไร้อารมณ์สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น  ก่อนจะรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา  เพราะเธอตั้งใจแสดงอารมณ์ด้วยตนเองมากกว่านี้อยู่แท้ ๆ

(…..เร)

แต่ถึงอย่างนั้นก็เพิ่งมีคนเรียกชื่อตัวเองแบบนั้นเป็นครั้งแรก  เสียงแซ็กเวลาเรียกเรต่างจากทั้งแดนี่และเอ็ดดี้  เสียงนั้นถึงฟังดูเถื่อน ๆ แต่ก็แฝงความใจดี  ไม่ได้ต้องการอะไรจากตัวเธอเอาไว้

“แล้วต่อจากนี้เอาไงดีล่ะ”

แซ็กพึมพำคล้ายชวนคุยใหม่

“เมื่อกี๊ได้ยินเสียงประตูเปิด  บางทีประตูตรงข้างหน้านี้อาจจะเปิดออกก็ได้  เด็กคนนั้นพูดไว้ว่า….จะรอน่ะ”

เรชี้นิ้วไปยังประตูเขียนว่า “ห้องจ่ายไฟ  สุสานแห่งที่ 3” ตรงสุดทางเดิน

“ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ  แต่เอาเหอะ  ฉันไม่คิดจะอยู่ในที่เหม็นกลิ่นดินแบบนี้นานหรอก  รีบ ๆ ออกกันเหอะ”

“อืม”

ทั้งสองคนออกเดินบนทางเดินมืด ๆ เชื่อมไปยังประตูหลังมองหน้ากัน

 

 

 

 

 

 

“เหม็นกลิ่นดิน……”

ทางเดินมีกลิ่นดินชื้น ๆ โชยอบอวล  ปลายทางเดินมีป้ายเขียนไว้ว่าสุสานแห่งที่ 3 ติดอยู่  ดังนั้นกลิ่นต้องโชยมาจากอีกฟากของประตูไม่ผิดแน่

“ยังมีสุสานอยู่อีกเรอะ  ถึงมีหลุมว่างก็ไม่ลงไปหรอกน่า”

แซ็กจินตนาการสุสานแห่งที่ 3 แล้วย่นหน้า  แววตาไร้อารมณ์ของเรยามมองหน้าตนแฝงกลิ่นอันตรายว่าหากละสายตาไปเพียงนิดเดียวก็อาจจะตายไปเองก็ได้อยู่

“บอกแล้วว่าไม่ฆ่าตัวตายหรอก”

เรพูดชัดถ้อยชัดคำคล้ายจะไล่กลิ่นอันตรายนั้นไป  เสียงนั้นไม่มีเค้าหลอกลวงแม้แต่นิด

“คร้าบ ๆ  นั่นสินะ”

(พระเจ้า….เรอะ)

แซ็กนึกถึงคำพูดของเรแล้วเปิดประตูด้วยอาการทึ่งเล็กน้อย  กลิ่นดินชวนให้อาเจียนยิ่งรุนแรงขึ้นอีก

(…!)

“ว่าไง!”

แล้วก็เห็นเอ็ดดี้ยืนกอดพลั่วขนาดใหญ่รอตรงทางเข้าสุสานแห่งที่ 3 ที่เรียงรายไปด้วยสุสานจำนวนมาก

“……มาจริง ๆ ด้วยสินะ  เรเชล”

แววตาเอ็ดดี้ฉายเพียงแต่ภาพเรขณะยิ้มอยู่ภายใต้หน้ากาก

(——-จะฆ่าคนพรรค์นี้ก็ยุ่งยากชะมัด…..)

“ไอ้เด็กเวร  ถอยไปซะ”

แซ็กพูดเสียงเย็นชา  เขาไม่รู้สึกดียามถูกมองว่าจะมีตัวตนอยู่ไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมเลย

“หา?  ทำไมผมต้องฟังที่นายพูดด้วยล่ะ?”

“ก็ฉันอยู่มานานกว่านายไง”

“เฮ้อ  ไร้สาระ  คุยกับคนบ้านี่เหนื่อยจริง ๆ”

“หา?!”

ในใจของแซ็กมีไฟแห่งความโกรธลุกโชนขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นท่าทีของเอ็ดดี้

(——ไอ้เด็กนี่  ฉันจะฆ่าให้ได้!)

“นี่เรเชล  เธอรู้ไหม?  ว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ เป็นคนแบบไหน!  เขาไม่สนทั้งความงามหรือความใส่ใจ  ขนาดอดีตเองก็ไม่มีอะไรดีเลยนะ?!”

“……ฉันเห็นจากเอกสารเมื่อครู่แล้ว”

เรนึกย้อนถึงเนื้อหาในประวัติส่วนตัวซึ่งเขียนเกี่ยวกับแซ็กไว้  เอ็ดดี้คงเป็นคนทำเอกสารนั้นไว้แน่ ๆ

“แล้วทำไมถึงเป็นแซ็ก  ไม่ใช่ผมล่ะ!?  ผมก็ฆ่าเธอให้ได้นะ!”

เอ็ดดี้ส่งเสียงเหมือนเด็กกำลังงอแง

“……คน ๆ นี้สาบานกับพระเจ้าไว้แล้ว…….ว่าจะฆ่าฉัน”

ในดวงตาสีฟ้าไม่ฉายอะไรมีประกายแสงลุกขึ้นแวบหนึ่ง

“——–แค่สิ่งนั้นคือทั้งหมดของฉัน”

ในดวงตาของเรมีขนนกของเทวดานางฟ้าร่วงหล่นลงมาเหมือนตอนเห็นภาพลวงตาก่อนหน้านี้

(—-กับ  พระเจ้า….?)

เอ็ดดี้เบิกตาใส่คำพูดนั้น

“…..นี่  พระเจ้าที่ว่านั่นอะไรเหรอ?  แปลกอยู่นะ  ผมไม่เห็นได้ยินเรื่องแบบนั้นจากพระเจ้าเลย?”

เอ็ดดี้หัวเราะขม ๆ เบา ๆ แล้วนึกเรื่องพระเจ้าที่ตนเคยเชื่อถือขึ้นมา  เป็นพระเจ้าคนละคนกับของเร

“แล้วก็ที่นี่ไม่มีอิสระแบบนั้นหรอกนะ  พวกผมได้รับอนุญาตแค่การกระทำในชั้นที่แต่ละคนรับผิดชอบ—–แล้วก็สิทธิ์….ฆ่าคนระหว่างนั้นเอง?”

(…..สิทธิ์  ฆ่าคน)

เรก้มหน้าจากคำพูดนั้น

(พระเจ้าไม่มีมอบสิทธิ์ฆ่าคนให้หรอก….)

แล้วคิดแบบนั้นในใจ

“นี่  เรเชล….ยังไงก็เป็นผมไม่ได้เหรอ?”

เอ็ดดี้มองลอดช่องว่างของหน้ากากออกมาด้วยแววตาใสซื่อสมกับเป็นเด็ก

“…….คนฆ่าฉันไม่ใช่เธอ”

——–คนฆ่าฉัน…..คือคน ๆ นั้น….แซ็กเท่านั้น

เรนึกย้อนถึงคำพูดที่แซ็กตะโกนมาจากอีกฟากของกำแพงแล้วตอบด้วยเสียงชัดเจนแบบไม่เคยมีมาก่อน

“ฮะฮะฮะ!  ได้ยินไหม!  สมน้ำหน้าไอ้เด็กเวร!”

แซ็กหัวเราะอย่างมีความสุขจากใจกับท่าทีเย็นชาต่อเอ็ดดี้ของเร  เขารู้สึกเหมือนตัวเองชนะไปเรียบร้อยแล้ว

(ไม่ใช่ ผม….)

ในตอนนั้น  ในใจของเอ็ดดี้มีความทรงจำในอดีตไม่อยากนึกถึงค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมา  นั่นเป็นความทรงจำตอนเอ็ดดี้ยังอาศัยอยู่กับครอบครัว—–

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s