Angels of Death · Novel translation

[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [12]

ขอตัดฉึบอีกรอบ  เดี๋ยวตอนหน้าก็จะจบได้พอดีกับที่ในหนังสือแบ่งตอนแล้วค่ะ

แซ็กจะอึดไปไหน…


“———สายตาของชาวประชาผู้เคียดแค้นคนผิด….”

 

 

(ตุ๊กตาพวกนี้หมายถึงาวประชา…..?)

เรสัมผัสได้ว่าคำพูดสุดท้ายที่ผู้หญิงพึมพำ—–จะเป็นคำใบ้ปลดกลไกนี้—-เรสั่งสมองให้คิดขณะนึกย้อนความ

(สายตาของชาวประชา……ต้องใช่แน่ ๆ…..)

ตุ๊กตาสิบหกตัวจับจ้องยังเก้าอี้ไฟฟ้า—-….

ตุ๊กตาส่ายหัวไปมาดูสนุกสนานขณะจ้องมองแซ็กไม่วางตา

(…..?)

เรรู้สึกตัวขึ้นมาทันใดว่ามีตุ๊กตาไม่ขยับหัวอยู่ในนั้นด้วย  เธอรีบเข้าใกล้ตุ๊กตาที่ไม่ขยับตัวนั้นดู

 

 

“——–สายตาเหล่านั้นแหละคือคุณค่าของความตายจากคนผิด”

 

 

(สายตาคือคุณค่าของความตายจากคนผิด…..จะลบล้างคุณค่าของความตาย…..หรือว่า…..แค่ขยับสายตาก็พอ….?)

เรจับหัวตุ๊กตาตัวที่ไม่ขยับแล้วออกแรงหมุนคอไปด้านหลัง  แล้วกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าสู่เก้าอี้ไฟฟ้าก็ดูอ่อนแรงลงเพียงเล็กน้อย

(เบาลง  หรือเปล่า…..?)

“……..แซ็ก  เป็นไง?  ดีขึ้นหน่อยไหม?”

เรถามเพื่อวัดผลดู

“หา!?  มัวเล่นอยู่  เรอะไง!?  เจ็บ  นะ  เฟ้ยย!  รีบ ๆ  หน่อย  เซ่!!”

แต่แค่ไฟฟ้าอ่อนแรงลงนิดเดียวก็ไม่อาจบรรเทาความชาทั่วร่างได้  แซ็กดิ้นรนไปมาพลางตะโกนราวกับจะประท้วงถึงความเจ็บจากทั่วร่าง

“…..ฉันจะรีบ….พยายามเข้า”

(ต้องรีบแล้ว…..)

เรกำมือแน่น

(แค่ขยับสายตาของตุ๊กตาออกห่างจากเก้าอี้ไฟฟ้าก็พอ…..)

แต่ตุ๊กตาตัวที่เหลือต่างส่ายหัวไปทางซ้ายขวาอย่างรุนแรงจนยากที่จะหักคอเหมือนเมื่อครู่นี้

(….คงต้องหั่นทิ้ง…..)

ไม่มีวิธีช่วยแซ็กแบบอื่นอีกแล้ว

“…..นี่  ขว้างเคียวของแซ็กมาทางนี้หน่อยได้ไหม?”

เรถามด้วยใจนึกอยากหยุดกระแสไฟฟ้าเร็ว ๆ

“หา?!”

“ขอยืมหน่อย  มันจำเป็น”

เรย้ำเสียงแข็งใส่แซ็กที่ทำหน้าบิดเบี้ยว

(ยัยนี่…..ออกคำสั่งตอนคนกำลังจะตายเรอะ  คิดว่าฉันเป็นตัวอะไรกัน….?!)

แม้ในตัวแซ็กกำลังจะถูกนึ่งสุก  แต่เขาก็ขยับแขนที่พอขยับไหวโยนเคียวของตัวเองไปทางเร  เขาไม่รู้ว่าจำเป็นต้องใช้ทำอะไร  แต่ก็มีทางรอดทางเดียวคือให้เรพยายามช่วย  แต่เคียวนั้นตกลงกับพื้นในระยะห่างที่ควรพูดว่าหล่นตุบลงกับพื้นแทนที่จะขว้างออกไป

“….หยิบไม่ถึง”

เรพึมพำโดยไม่ทันคิด

“มือมัน  ชา  หมดแล้วเฟ้ยยยยย!!  ที่เหลือ  แกหา  ทาง  เอา  เองสิวะ!!”

ตอนนั้นแซ็กรู้สึกคล้ายสติกำลังจะหลุดลอยไปอยู่แวบหนึ่ง

(…..โธ่  เว้ย…..)

แม้เปลือกตาก็จะปิดลงแล้วในตอนนี้

——…ไม่ไหว

“แซ็ก….?”

เรรู้สึกตัวว่าท่าทีเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด  เลยเรียกชื่อด้วยความกังวล

“………….”

แซ็กยังพอคงสติเอาไว้ได้  แต่ก็ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้แล้ว  ไม่รู้ทำไมสัมผัสแข็ง ๆ ของขนมปังจึงหวนขึ้นมาในปาก

——ทำไมถึงไม่กลับมาหา…..

แวภาพตัวเองทำหน้าเศร้าในวัยเด็กก็แล่นผ่านตรงหน้าคล้ายภาพหลอน

“…..จะเสียงดังน่ารำคาญก็ไม่เป็นไร  ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ส่งเสียงพูดที”

เรจ้องตาแซ็กที่ลืมอยู่นิดหน่อยก่อนพูด  เธออยากเช็คดูว่าแซ็กยังมีชีวิตอยู่ไหม

(…….ส่งเสียงพูดที  คืออะไรวะ…..)

วินาทีที่นึกหงุดหงิดคำพูดแล้งน้ำใจต่อคนใกล้ตายของเร  ภาพตัวเองในวันเด็กก็จางหายไปจากตรงหน้า

“….เอาแต่ใจ…ชะมัด  แก  เนี่ย!!  ทางนี้จะ  ตายอยู่รอมร่อ  แล้วนะเฟ้ยยยย!!”

แซ็กตะโกนคล้ายยืนยันว่าตนเองมีชีวิตอยู่หลังลืมตาพรึ่บ

“…..ดีจัง”

(ยังมีชีวิตอยู่….)

เรปล่อยเสียงออกมาจากความโล่งอก

ถ้าแซ็กตายก็ลำบากสิ—–….ก็คนฆ่าฉันคือแซ็กนี่นา…..

เรยื่นมือหยิบเคียวที่แซ็กโยนให้แล้วออกแรงยกเคียวที่น่าจะหนักเป็นสิบกิโลขึ้นมาอย่างยากลำบาก  ไม่น่าเชื่อเลยว่าแซ็กจะเหวี่ยงของแบบนี้ไปมาได้สบาย ๆ เลย

(หนักจัง…แต่ก็ต้องพยายาม)

แล้วเรก็ตัดคอของตุ๊กตาที่เหลือให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ไปทีละตัว  มีวัตถุสีแดงไม่ทราบตัวตนไหลออกมาจากคอตุ๊กตาที่ถูกตัด  เรไม่มีเวลาคิดว่านั่นเป็นด้ายหรือไหมหรืออะไรกันแน่  พอเธอตัดหัวตุ๊กตาทุกตัวครบ—-กระแสไฟฟ้าที่ไหลสู่เก้าอี้ไฟฟ้าก็หยุดชะงัก  พร้อมกันกับเครื่องพันธนาการที่รัดตัวแซ็กไว้ก็คลายตัวออก

(หยุดแล้ว…..)

—-แซ็กปลอดภัยไหม……?

เรวางเคียวลงพื้นแล้ววิ่งเข้าไปใกล้ ๆ ตัวแซ็ก

“….แซ็ก  สบายดีไหม?”

เรยื่นหน้าเขาไปถามแซ็กที่นั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่

“……….”

แต่ไม่มีคำพูดอะไรกลับมา  แซ็กยังคงหลับตาเงียบ  แต่พอเห็นขนตาสั่นน้อย ๆ จากช่องว่างระหว่างผ้าพันแผล

“…..แซ็ก…..?”

เรเรียกชื่ออีกครั้ง

“………..”

แต่ก็ไม่มีการตอบกลับ  ความเงียบไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปไหล่ผ่านระหว่างพวกเขาสองคน  ในตอนนั้นเรทำได้เพียงจ้องแซ็กเขม็งอย่างเดียว

ไม่รู้ว่าผ่านไปกี่วินาทีแล้ว  หลังผ่านความเงียบชวนยาวนาน  แซ็กก็ผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้เงียบเชียบพร้อมกับความโกรธที่ปะทุออกมา

“ช้า……….ชะมัดเลยว้อย!!  รู้ไหมว่าตัวฉันชาแค่ไหนแล้วเนี่ย!!”

เขาตะโกนคล้ายกลับมาเกิดใหม่

“…………ยังมีชีวิตอยู่”

เรเงยหน้ามองแซ็กด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย  ทันทีที่ได้ยินเสียงแซ็กเธอก็รู้สึกคล้ายตัวเองกลับมามีชีวิตเช่นกัน

“หา!?  ก็แหงอยู่แล้ว!!”

“……กำลังคิดเลยว่าถ้าตายจะเอายังไงดี….”

เรส่งเสียงคล้ายบอกความในใจ

“หา?  ฉันจะตายง่าย ๆ แบบนั้นรึไง  ยัยบ้า”

แซ็กพูดด้วยสีหน้ามั่นใจราวกับที่โดนไฟฟ้าช็อตเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องโกหก

“….สุดยอด”

เรพึมพำ  เธอสรุปพลังชีวิตนั้นได้เพียงแค่คำพูดนั้นคำเดียว

จอมอนิเตอร์เคลื่อนลงมาจากเพดานอีกครั้ง  ผู้หญิงในมอนิเตอร์ยังคงหัวเราะร่วนคล้ายสนุกจนอดไม่ได้เช่นเคย

<สุดยอดจริง ๆ!  ยังมีชีวิตอยู่เหรอเนี่ย….ฆาตกรสัตว์ประหลาดเนี่ยช่างอึดและดื้อด้านมีชีวิตอยู่เหลือเกิน  มีเสน่ห์ดีจัง—–เฮ้อ…น่าเอาอย่างแบบในอุดมคติเหลือเกิน  แซ็ก  ฉันอยากห็นตอนนายตายเหลือเกิน….แต่เพราะฉันเป็นคนใจดี  เลยยอมให้กับความพยายามของเธอคนนั้น……อนุญาตให้ผ่านตรงนี้ไปได้!>

ผู้หญิงคนนั้นขยิบตาคล่องแคล่วให้ระหว่างพูด  ในตอนนั้นเองหูของเรก็ได้ยินเสียงประตูเปิดดังแกรก

<แล้วการลงโทษก็ไม่ได้มีแค่อย่างเดียวหรอก…..——–ประตูมีอยู่กี่บาน  การลงโทษก็มีตามนั้น   วิเศษเลยใช่ไหม?>

ผู้หญิงทาปากใหม่สีแดงพลางขยับยิ้มอยู่ในหน้าจอ  ก่อนมอนิเตอร์จะดับลงก่อนทั้งสองคนจะโต้ตอบอะไรกลับไปได้

“ยัยผู้หญิงซาดิสม์เฮงซวยนั่น….หัวเราะได้ชวนขนลุกจริง ๆ  ได้ยินเสียงนั่นแล้วของขึ้นชะมัด  ถ้าไม่ใช่มอนิเตอร์ก็จะตรงไปฆ่าแล้วเชียว!”

แซ็กเตะพื้นเหมือนระบายความเครียดแล้วเดาะลิ้นเสียงดัง

“………”

แต่เรกลับหลับตาลงเมื่อได้ยินพูดนั้น

(—–ฆ่า…..เหรอ…..)

ไม่รู้ทำไมคำพูดที่แซ็กพูดถึงผู้หญิงคนนั้นโดยไม่ตั้งใจถึงกลายเป็นหนามทิ่มตำหัวใจ

(…..ไม่เห็นแซ็กจะอยากฆ่าฉันเลย)

เมื่อคิดดังนั้นในใจก็เจ็บแปลบขึ้นม  เธอไม่อาจอธิบายอารมณ์นั้นออกมาได้  เพราะเธอเพิ่งจะเกิดอารมณ์แบบนั้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา

———-ไม่เข้าใจ…..

ไม่เข้าใจก็จริง  แต่กลับไม่ชอบใจเลยพอคิดว่าแซ็กอยากฆ่าใครยกเว้นตนเอง

“แล้วนี่อะไรวะเนี่ย  ที่เกิดเหตุคดีหั่นศพตุ๊กตา….เธอทำอะไรลงไปหา”

ในที่สุดแซ็กก็ถามหลังมองไปรอบ ๆ  หัวตุ๊กตาที่เรตัดขาดกระจัดกระจายไปทั่วจนดูคล้ายสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม

“ดูเหมือนสายตาของตุ๊กตาจะเกี่ยวกับกลไกเลยตัดน่ะ”

เรตอบเสียงเรียบ

“อะไรวะนั่น……ฟังแล้วขนลุก  เฮ้อ……เคียวก็โดนเอาไปใช้ทำอะไรไม่รู้  ฉันก็โดนไฟช็อตอีก  ซวยซ้ำซวยซ้อนชะมัด”

แซ็กถอนหายใจเบา ๆ ดังเฮือก

“…..ครึ่งหนึ่งเป็นความผิดของแซ็ก”

เรตอบด้วยความตกใจเล็กน้อย  ไม่ว่าจะนึกย้อนยังไงที่แซ็กนั่งบนเก้าอี้ไฟฟ้าเองก็เป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมดไม่ผิดแน่

“เงียบน่า  เธอเองก็เตือนหน่อยเซ่!”

“…..เตือนแล้ว”

“ห้ะ?  ไม่เห็นได้ยินเลย”

แซ็กขมวดคิ้วโต้กลับ  แต่นั่นไม่ใช่การโกรธกลับ  เพราะแซ็กถูกไฟฟ้าความแรงสูงช็อตเป็นเวลานานเลยจำไม่ค่อยได้แล้วว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้

“นั่นแซ็กผิดเอง…..”

“เออน่า  รอดมาได้ก็ดีแล้วไง?!”

แซ็กขึ้นเสียงคล้ายเถียงกลับใส่เรที่ทำเสียงงอนใส่

“แต่อีกนิดเดียวก็จะตาย….ถ้าแซ็กตายก็ไม่มีใครฆ่าฉันให้”

เรตอบด้วยใบหน้าสงบเสงี่ยม  ตอนนี้เรหวังเพียงอนาคตที่ถูกแซ็กฆ่า—–แค่นั้นเอง

“เอ้อ  ตื๊อจริง ๆ นะเธอ!  ตอนนั้นจะออกมาเป็นผีร้ายให้เองน่า”

“เมื่อกี๊พูดว่าผีไม่มีจริง”

“ว้อย  เลิกเถียงทุกคำได้แล้ว!  ฉันไม่ตายง่าย ๆ แบบนั้นหรอกน่า”

“……จริงเหรอ?”

เรมองแซ็กคล้ายภาวนา

“เออ  จะตายได้ไง  แล้วถ้ามัวอยู่ใกล้เก้าอี้นั่นก็เดี๋ยวก็เจอเรื่องอันตรายอีกน่า  รีบไปได้แล้ว!”

แซ็กออกเดินคล้ายหนีจาก “คำขอ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเร

ตอนนี้เขายังไม่นึกหวังอยากฆ่าเรจนน่าแปลกใจ  ไม่คิดอยากจะฆ่าเลย  เขาไม่เคยเจอคนแบบนั้นมาก่อน

——ฆ่าคนที่ไม่คิดอยากฆ่า  จะรู้สึกยังไงหว่า…..?

แซ็กนึกขึ้นมา  แต่ใช่ว่าเขาไม่ได้อยากฆ่าเรแล้วก็ไม่อยากถูกคนอื่นฆ่าด้วย  สมมติว่าอีกฝ่ายเผยรอยยิ้มสุดวิเศษมาให้แล้วก็คงอดใจไม่ฆ่าไม่ได้หรอก

(….รู้สึก  แปลกชะมัด)

“……ฉันไม่นั่ง”

เรพูดหลังนิ่งไปสักพัก

“ฉันก็ไม่นั่งหรอก!”

แซ็กพูดทิ้งท้ายอย่างอารมณ์เสียแล้วออกจากห้อง  ส่วนเรนั้นก็เดินตามไป

 

 

 

 

 

 

 

“แซ็กรู้เรื่องตึกนี้ถึงไหนเหรอ?”

เรถามระหว่างเดินบนทางเดินอาบแสงสว่างจากหลอดนีออนจนรู้สึกประหลาดที่เชื่อมไปยังห้องถัดไป

“หา?  ก่อนหน้านี้เคยถามคำถามคล้าย ๆ กันนี้ไปแล้วไม่ใช่เรอะ?”

“อืม  แต่….สงสัยว่ารู้เรื่องคนในนี้เท่าไรน่ะ”

“ก็ไม่อะไร….รู้แค่ว่าเป็นพวกชวนขนลุกเท่านั้นเอง”

แซ็กตอบเสียงเซ็ง ๆ

“งั้น  เหรอ?  แต่เรียกหมอแดนี่ด้วยชื่อ…..ตอนเรียกเด็กผู้ชายตรงหลุมศพนั่นก็ด้วย”

“อะไรละเธอ  แค่ชื่อฉันรู้น่า  แต่นอกเวลาย้ายที่แล้วก็ไม่ไปเดินชั้นอื่นหรอก…..แต่เออ  นาน ๆ ทีก็มีจังหวะไปโผล่หน้าให้เห็นเหมือนกันแหละ  แต่เจ้าพวกนั้นไม่ใช่คนปกติเลยคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก”

(แล้วหมอแดนี่นี่อะไรวะ…..?)

แซ็กรู้สึกแหม่ง ๆ เมื่อได้ยินวิธีเรียกไม่คุ้นหูจากเรแต่ก็เล่าต่อ

เขาไม่สนใจมนุษย์คนอื่นนอกจากตัวเอง  หากถามว่าสนใจคนอื่นตอนไหนก็ต้องตอบว่าตอนสีหน้ามนุษย์ผู้มีชีวิตอิสระไม่ทุกข์ร้อนเปลี่ยนเป็นสิ้นหวัง——–แค่ตอนนั้นเอง

“……ไม่ปกติ……..แต่ก็อยากฆ่าเหรอ?”

เรถามคล้ายพูดคนเดียว  คำพูดแซ็กถึงผู้หญิงคนเมื่อครู่ยังติดอยู่ในใจเอาออกไม่ได้

“หา?”

แต่แซ็กกลับส่งเสียงอุทานตรงข้ามกับใจเร  คำพูดตัวเองที่หลุดปากพูดออกมานั้นไม่นานก็ลืม  ถึงจะบอกว่าลืมก็น่าจะบอกว่าจำไม่ได้แต่แรกมากกว่า  แล้วแซ็กก็ไม่ได้คิดอยากฆ่าใครอยู่ตลอดเวลา  แต่อารมณ์อยากฆ่านั้นจะผุดขึ้นมาเพียงในชั่วพริบตา

“……ไม่มีอะไร”

เรส่ายหัวเบา ๆ เหมือนจะถอนคำพูดตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

แล้วหลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่มาก็ถึงหน้าประตูบานถัดไป  บนประตูมีป้ายเขียนไว้ว่า “โปรดใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง” ติดอยู่

(โปรดใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง….)

เรหยุดกึกอยู่หน้าประตูคล้ายถ่านหมดเมื่อเห็นถ้อยคำชวนใจขอไม่ดี

“เฮ้ย  มัวทำอะไรอยู่  ไม่ไปต่อเรอะ?”

แซ็กมองหน้าเรคล้ายจะเร่งให้ไปต่อจากด้านหลัง  ข้อความนั่นแซ็กไม่มีทางอ่านออกอยู่แล้ว

“ดูก็รู้ว่าอันตราย”

เรพึมพำเบา ๆ  หากผู้หญิงคนนั้นทำถึงขนาดเขียนเตือนว่าให้ระวังอย่างยิ่งไว้ก่อนแล้ว  ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตรงข้ามบานประตูต้องมีกับดักอะไรบางอย่างรออยู่แน่ ๆ

(แต่ต้องผ่านตรงนี้อย่างเดียวถึงจะไปต่อได้….)

—–เอาไงดี…..

“หา?  จะมัวคิดว่าอันตรายไม่อันตรายตรงนี้ก็ไม่มีความหมายแล้ว  ขืนมัวแต่ใจเสาะก็ไปต่อไม่ได้น่า!?”

แซ็กตะโกนคล้ายเหลืออดเมื่อเห็นเรยืนไม่สบายใจไม่ยอมเอามือแตะประตูสักที

“แต่……..ระวังตัวมากกว่านี้จากเรื่องเมื่อกี๊น่าจะดีกว่า”

เรพูดพลางนึกย้อนภาพโหดร้ายชวนหลับตาปี๋ยามแซ็กถูกไฟฟ้าช็อตทั้งตัว

——ถ้าช่วยช้าไปนิดเดียวแซ็กก็อาจจะตายแล้วก็ได้….

พอคิดแบบนั้น  เธอก็ยิ่งลังเลไม่กล้าเข้าประตูไปอีก

“หา?  อย่ามัวแต่ยุกยิก  รีบ ๆ ไปยังจะเร็วกว่าอีก”

แต่แซ็กพูดแบบไม่รีรอ

สำหรับแซ็กแล้ว  เรื่องที่ตัวเองเกือบตายนั้นกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว

เขาถือคติไม่นึกย้อนเรื่องอดีตมาตั้งแต่สมัยก่อน  หรือควรบอกว่าเลี่ยงไม่ได้แทนที่จะเรียกว่าถือคติดีกว่า  ชีวิตเขาตั้งแต่เกิดมานั้นเป็นมีแต่เรื่องโชคร้ายมาโดยตลอด  เพราะอย่างนั้นเลยไม่กลัวความโชคร้ายหรือบททดสอบที่ผ่านเข้ามาบ้าง  กลับกันแล้วต้องเรียกว่ากลัวความโชคดีด้วยซ้ำ

“….แซ็กน่าจะลองโยนหินถามทางบ้างนะ”

เรพูดเฉียบขาดใส่แซ็กผู้ไม่มีเซนส์จับความอันตรายจนน่ากลัว

“หา!?  ถามไปหินก็ตอบไม่ได้นี่หว่า  ไม่ต่างกันเท่าไรนี่!”

“….ต่างสิ  แล้วเดิมความหมายก็ไม่ใช่แบบนั้นด้วย”

“ห้ะ!?  แล้วถามไปจะมีความหมายอะไรเนี่ย  อย่ามัวพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลยน่า  รีบไปได้แล้ว”

“……..คุยกับแซ็กแล้วสมองชอบสับสนทุกที”

ทั้งสองคนพูดคุยถึงเรื่องไม่มีจุดจบโดยไม่อาจถ่ายทอดความหมายโยนหินถามทางให้แซ็กได้พลางเดินเข้าประตูที่เขียนว่าโปรดใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งไป

 

 

 

 

 

 

 

ทันทีที่เข้าไปในห้องก็มีเสียงแกรก—–ยามประตูล็อกดังขึ้นเหมือนเป็นของตาย  หรือควรเรียกว่าถูกขังไว้จะถูกต้องกว่า

“อะ….”

เรส่งเสียงเบา ๆ ออกมา  เท่าที่มองไปรอบ ๆ เธอยังไม่เห็นประตูไปยังห้องถัดไป

(เอาไงดี  ถูกขังแล้ว….)

ความไม่สบายใจหาตัวไม่ถูกแล่นไปทั่วร่าง  ทางเข้ามีเครื่องอ่านบัตรเขียนว่า “เปิดปิดประตู” วางเอาไว้

(….ต้องใช้บัตรหรือเปล่า)

เรนึกถึงตอนบัตรออกมจากคอมพิวเตอร์ในชั้น B7

“แค่ถูกล็อกประตูจะเป็นไร  ไม่เห็นต้องตกใจตรงไหน”

แซ็กขัดแบบไม่ทุกข์ร้อนจากที่ไม่รู้ความหมายของป้ายโปรดใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

“อืม….”

เรมองไปรอบห้องแม้ยังลังเลเรื่องถูกล็อกกุญแจ  ในห้องมีชั้นลอยสูงไร้บันไดพาด  กำแพงมีโทรศัพท์ติดผนังจำนวนมากติดไว้คล้ายร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน  เมื่อลองหรี่ตาลงก็เห็นรอยคล้ายใครเอาเล็บข่วนจำนวนหนึ่งอยู่บนหน้าจอ

(นั่นคืออะไรนะ)

ตรงกลางห้องมีร่างสีดำแดดคล้ายตัวคนนอนอยู่

(ศพนี่นา….)

แต่ศพนั้นคงจะถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจนเน่าเปื่อยไปเสียแล้ว

(มีอะไรเขียนไว้….?)

“ชายผู้นอนอยู่ตรงนี้—–…”

แต่ถ้อยคำถัดไปถูกศพนอนทับไว้จนอ่านไม่ได้

(….มีอะไรเขียนไว้กันแน่?)

เรครุ่นคิดขณะเดินต่อเข้าไปในห้อง  ด้านในของห้องมีตู้เงินขนาดใหญ่พอ ๆ กับตู้เย็น  เมื่อลองเปิดตู้เงินดูก็พบหน้ากากกันแก๊สเก่า ๆ วางอยู่หนึ่งอัน

(——หน้ากากกันแก๊ส….)

ลางไม่ดีเข้าโจมตีใส่ในอึดใจเดียว  หรือควรจะบอกว่าสัมผัสได้แต่ลางไม่ดีเท่านั้น

“เหม็นแปลก ๆ แฮะ…..ห้องนี้”

แซ็กพึมพำปนถอนหายใจเหมือนสัมผัสถึงลางไม่ดีนั้นได้  ไม่ว่าจะเข้าไปห้องไหนก็ถูกขังตลอดจนเขาชักทนไม่ไหวขึ้นมา

(หือ?)

แล้วตอนนั้นแซ็กก็รู้สึกคล้ายปลายรองเท้าเหยียบอะไรเข้าสักอย่าง  พอลองยกเท้าขึ้นก็พบกับรีโมต  คงมีไว้ใช้เปิดทีวี

——–…จะว่าไป  ไม่ได้ดูทีวีมานานกี่ปีแล้วนะ

แซ็กยื่นมือเก็บรีโมตจากพื้น  แล้วก็หันรีโมตไปทางทีวีบนกำแพงก่อนกดปุ่มเปิดตามสัญชาตญาณ  แล้วในตอนนั้นหน้าจอทีวีบนกำแพงทั้งหมดก็ดึงภาพผู้หญิงโบกมือมาให้ทางนี้

 

 

เอ้า  สวัสดีค่า!  นี่เป็นวีดีโอถ่ายไว้สำหรับให้คนผิดชมค่า!

ต่อจากนี้ฉันจะอธิบายเกี่ยวกับห้องนี้  เพราะฉะนั้นหากไม่อยากตายช่วยตั้งใจฟังด้วยนะ?

การลงโทษในห้องนี้สร้างขึ้นมาแบบหรูหราสักหน่อยค่า

ห้องนี้มีสภาพปิดตาย  ไม่มีทางที่อากาศจะไหลออกไปด้านนอกได้  แล้วเดี๋ยวฉันจะปล่อยของแสนวิเศษออกมาเต็มห้องนี้เลยค่า!

นั่นก็คือแก๊สพิษ…….แบบพิเศษพาคนผิดไปสู่ความตายได้อย่างอ่อนโยนค่ะ

แต่แน่นอนว่าใช่ว่าจะไม่มีทางหนีเลย  ฉันนึกเห็นใจขึ้นมาเลยเตรียมหน้ากากกันแก๊สใกล้พังไว้หนึ่งอันให้  ลองหาดูนะ?

โทษแหกคุกก็สร้างคนผิดมีเสน่ห์ขึ้นมาเช่นกัน…..ฉันออกจะชอบอยู่น่ะ

อ้ะ  จริงด้วย  ในเมื่อถ้าไม่ตายง่าย ๆ ก็น่าเบื่อแย่  ฉันเลยขอกำหนดเวลาไว้หน่อยนะค้า

หากใช้เวลาเกินไปก็จะขอมอบแก๊สรุนแรงกว่าเดิมให้อีก!

เอาละ  ต่อจากนี้อีกไม่กี่วินาทีก็จะถึงเวลาปล่อยแก๊สพิษแล้ว  ขอทุกท่านจงสนุกกับเวลาแสนวิเศษด้วยนะคะ!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s