Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 19]

ชอบตัวละครแนวตอนแรกเป็นตัวร้าย  แต่ตอนหลังมารวมกลุ่มกับพวกตัวเอกจังค่ะ

ถึงคนจะใช้เกร่ออยู่แต่ยังไงก็ชอบอยู่ดี

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


มิยูกิรีบเล่าทุกอย่างที่เขารู้ให้สั้นที่สุดเท่าที่ทำได้

“…ฟุรุยะคุงกับเอย์จุนคุง…เหรอครับ……….”  ฮารุอิจิพึมพำกับตัวเองเมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด

“เออใช่  โคมินาโตะ”  เขานึกออกว่าก่อนหน้านี้จะถามอะไรเลยใช้จังหวะตอนนี้ไขข้อสงสัย  “ตอนที่อยู่ตรงตู้รองเท้า  ฉันสลบไปหลังจากนั้นเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  ตกลงนายหนีจากนางาทานิมาได้ไง?”

“ตอนนั้นผมโดนเขาจับตัวเหวี่ยงใส่ตู้รองเท้าแล้วก็สลบไปครับ”  รุ่นน้องผมสีซากุระตอบเสียงอ่อนล้า  สายตาเขายังเหลือบไปยังร่างเพื่อนร่วมชั้นตรงมุมห้องเป็นระยะ  “แล้วก็ฟื้นอีกทีตอนฟุรุยะคุงเขย่าตัวปลุก  ตอนนั้นผมอยู่ในห้องอีกห้องหนึ่งบนชั้นหนึ่งแหละครับ  พอถามเขาก็ตอบว่าเขาพาผมหนีมาได้แค่คนเดียว  พอออกไปตรงตู้รองเท้ารุ่นพี่ก็หายไปแล้ว…ไม่นึกเลยว่าฟุรุยะคุงจะถูกคนที่ชื่อฟูจิซากิสิงอยู่…”

“อย่างนั้นเองเหรอ…”  คนถามพึมพำตาม  เขาเองก็ไม่นึกว่าฟุรุยะจะไม่ใช่ตัวของตัวเองตั้งแต่ตอนนั้นเหมือนกัน

พอมาลองคิดย้อนดู  เขาก็เคยสงสัยฟุรุยะตอนที่เจอตัวรุ่นน้องอยู่ในห้องที่พบมาเอโซโนะเหมือนกัน  ตอนนั้นฟุรุยะตอบเขาว่าเขาซ่อนอยู่ในตู้  และไม่เห็นว่ามาเอโซโนะอยู่ในห้องด้วยจนมาเจอเขา  แต่ตอนนี้ในเมื่อเขารู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ฟุรุยะแต่เป็นฟูจิซากิ  ก็แปลว่าคำตอบนั้นย่อมไม่ใช่ความจริง

แปลว่าฟูจิซากิ…ใช้ร่างฟุรุยะทำกับมาเอโซโนะ………

ความโกรธพุ่งขึ้นสมองจนเขาต้องรีบกำหมัดแน่น  จิกเล็บลงมือใช้ความเจ็บดึงความเยือกเย็นกลับมา

“แล้วหลังจากนั้นพวกผมก็กลับไปที่ห้องพยาบาลแต่ก็ไม่เจอพวกคุณโยแล้ว”  ฮารุอิจิเล่าต่อ  “พวกผมเลยออกตามหาทุกคนจนมาเจอพวกรุ่นพี่นี่แหละ”

“นายไม่เจอคุราโมจิเหรอ?”  รุ่นพี่ถามทวน  ตั้งแต่คุราโมจิกับอาซาดะแยกจากพวกเขาเพื่อออกตามหาฮารุอิจิกับฟุรุยะ  พวกเขาก็ยังไม่เห็นวี่แววของสองคนนั้นอีกเลย

“…ไม่ครับ…”  สีหน้าของหนึ่งในคู่หูซีดลง  อีกฝ่ายกัดปากเล็กน้อยพลางก้มหน้าลง  “คุณโย…”

“แล้วจะเอาไงต่อดีครับ…”  เซโตะถามขัด  เขายังยืนวนเวียนอยู่แถวประตูคล้ายเฝ้าระวังรอดูว่านางาทานิไม่ก็ฟูจิซากิจะพังประตูเข้ามาเมื่อไร  “โคชูก็ยังเจ็บอยู่ด้วย”

“เอ้อ  โอคุมูระ”  มิยูกินึกขึ้นได้ว่าคนเจ็บยังไม่ได้ทำแผลแม้แต่นิดเลยรีบเดินตรงมาหา  “แขนนายเป็นไงบ้าง”

“…เลือดหยุดแล้วครับ”  แคชเชอร์รุ่นน้องตอบเสียงเรียบก่อนฝืนยกแขนให้ดู  กัปตันลองเอามือประคองแขนนั้นแล้วแตะปากแผลอีกหน  ไม่มีเลือดติดมือเขามาแล้ว  แต่เสื้อผ้าบริเวณนั้นก็อุ้มของเหลวสีแดงไว้เต็มที่จนสัมผัสชื้น ๆ ยังคงติดอยู่บนปลายนิ้ว

“ถ้าทำแผลไว้ก่อนก็คงจะดี…”  เพื่อนสนิทพูดด้วยเสียงเจ็บใจ

“…ขอโทษที  ถ้าฉันไม่บอกว่าจะออกไปเอาน้ำล้างแผลก่อนก็คงไม่เป็นแบบนี้”  คนเสนอตัวในคราวนั้นกล่าวขอโทษออกมาตรง ๆ

“อ้ะ!!ผมไม่ได้…”  คนเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอโทษรุ่นพี่รีบอ้าปากจะปฏิเสธ

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ”  โอคุมูระพูดขัด  “แผลแค่นี้เดี๋ยวก็หาย”

“เดี๋ยวก็หายได้ยังไง”  นิสัยจู้จี้เรื่องอาการเจ็บกลับมาเยือนกัปตันทีมอีกครั้ง  “ถ้าไม่รักษาให้ดีนายก็อาจกลับมาใช้แขนเหมือนเดิมไม่ได้  ถึงจะเป็นแขนซ้ายก็ต้องใช้สวมถุงมือรับลูกอยู่ดี–”

“เรื่องแค่นั้นผมรู้ครับ”  เสียงคนโดนต่อว่าเข้มขึ้นเล็กน้อย  พร้อมกับประกายตาที่จ้องหน้ารุ่นพี่อยู่แข็งกร้าวขึ้น  “ก่อนออกจากห้องผมเลยหยิบไอ้นี่ติดมาด้วยไง”

เขาเอามือข้างที่ไม่เป็นไรล้วงกระเป๋าเสื้อ  แล้วยื่นผ้าพันแผลม้วนเล็กออกมา

“นี่นาย…”  รุ่นพี่ถึงกับอึ้งในความรอบคอบของคนตรงหน้า

“ผมเห็นท่าไม่ดีตั้งแต่ตอนได้ยินเสียงแปลก ๆ แล้วรุ่นพี่โคมินาโตะบอกจะออกไปดูแล้ว  ก็เลยหยิบติดมาน่ะ”  คนเจ็บยัดม้วนผ้าใส่มือคนตรงหน้า  “เอ้า  จะทำแผลก็รีบทำสิครับ”  แล้วก็ยื่นแขนข้างที่เจ็บคล้ายจะยัดเยียดใส่หน้า

มิยูกิอดยิ้มออกมาไม่ได้

หมอนี่เป็นแบบนี้ทุกที

เซโตะรีบขยับมาใกล้แล้วยื่นตะเกียงในมือให้ไฟส่องบริเวณแขนเพื่อนชัด ๆ  กัปตันทีมขอให้โคมินาโตะช่วยโอคุมูระถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก  แล้วเขาก็ม้วนแขนเสื้อข้างซ้ายของคนเจ็บขึ้นอย่างเบามือที่สุด  แสงสว่างในตะเกียงนั้นไม่มากพอส่องให้เห็นสภาพปากแผลชัดเจน  แต่ก็เห็นได้ชัดว่ารอยแผลไม่เรียบเหมือนเวลาหมอใช้มีดผ่าตัด  จนรู้ได้ทันทีว่านางาทานิไม่ได้ออมแรงตอนใช้มีดแทงเลยสักนิด

“ทนหน่อยแล้วกันนะ”  คนทำแผลพูดกำชับ  เมื่อเห็นรุ่นน้องพยักหน้าก็ค่อย ๆ เอาผ้าพันปิดปากแผลอย่างเบามือที่สุด  หูได้ยินอีกฝ่ายส่งเสียงข่มความเจ็บเป็นระยะ  พอเขาหาทางมัดปลายผ้าเพื่อไม่ให้ผ้าหลุดจากแขนได้สำเร็จก็เอามือแตะด้านบนเบา ๆ เหมือนใส่แรงใจก่อนจะปล่อยมือออกแล้วถาม  “เป็นไงบ้าง”

โอคุมูระลองขยับแขนไปมาดูแล้วตอบสั้น ๆ แม้ยังนิ่วหน้า  “ขยับสะดวกขึ้นแล้วครับ”

“เป็นไปได้ก็อยากล้างแผลใส่ยาให้อยู่ดี…”  มิยูกิยืนขึ้นหันไปมองทางประตู

“แต่ถ้าออกไปตอนนี้ก็ไม่แน่ว่านางาทานิจะยังดักรออยู่นะครับ”  เซโตะยังแย้งด้วยความหวาดผวา  “แล้วก็คนที่ชื่อฟูจิซากิอีก…”

กัปตันนึกย้อนไปถึงทีท่าและคำพูดของนางาทานิที่เคยแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้

“อย่างน้อย…ถ้าหาทางทำอะไรกับนางาทานิก่อนได้ก็จะดีสินะ”

“….ครับ?”  ฮารุอิจิทำหน้าสงสัยเมื่อได้ยินรุ่นพี่พูดอะไรแปลก ๆ ออกมา

“นางาทานิเคยบอกฉันประมาณว่าเขาถูกฟูจิซากิสั่งให้ไล่ทำร้ายพวกเราอยู่”  คนคิดความเป็นไปได้ออกมาพูดต่อ  “ถ้าเรารู้ว่าฟูจิซากิทำยังไงถึงควบคุมเขาได้ก็น่าจะมีโอกาสหยุดนางาทานิได้สิ”

“แล้วจะหา…ได้ยังไงครับ”  เซโตะถามต่อ  “ถึงจะกลับไป…ก็คงถูกนางาทานิขวางเอาไว้อยู่ดี”

มิยูกิเงียบลงเพื่อใช้ความคิดอีกครั้ง  แล้วหางตาก็เหลือบไปเห็นสมุดเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ

สมุดเล่มนี้…..

เขาเอื้อมมือไปหยิบ  ข้อความ ‘บันทึกกรรมการนักเรียน’ ดึงความทรงจำเขาตอนเข้ามาในห้องนี้ครั้งแรกสุดออกมาจากมุมสมองได้ทันที

สมุดของเจ้าของเครื่องรางรูปจิ้งจอก…เหมือนว่านางาทานิจะเคยหลุดชื่อคน ๆ นี้มานี่นะ…ชื่ออะไรหว่า…ฮิรากาวะ…?

“พวกนายว่า…การที่วิญญาณยังคงอยู่บนโลกนี้ไม่ยอมหายไปนั้นเป็นเพราะอะไรเหรอ”  เขาถามโพล่งขึ้นมา

“………..ครับ?”  คราวนี้ฮารุอิจิลากเสียงยาวกว่าเดิม

“วิญญาณ…ยังอยู่บนโลกนี้….เหรอครับ?”  แม้แต่เซโตะก็ยังทำเสียงเขวไปเหมือนกัน

“เพราะยังยึดติดกับบางอย่าง…อยู่หรือเปล่า?”  มีแต่โอคุมูระที่ตอบกลับมาตรง ๆ เหมือนเข้าใจว่าเขาต้องการจะถามเกี่ยวกับอะไร”ไม่ก็ถูกอะไรบางอย่างปลุกขึ้นมา…ถึงจะอยากไปสู่สุคติก็ไม่ได้…แบบนั้นครับ”

“นายรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ”  มิยูกิอดถามกลับไม่ได้  เขาไม่นึกว่าแคชเชอร์รุ่นน้องคนนี้จะเชี่ยวชาญ(?)เรื่องภูตผีวิญญาณแบบนี้ด้วย

“ในหนังไม่ก็ละครก็มีเยอะแยะไปนี่ครับ”  อีกฝ่ายสวนกลับตรง ๆ

“อะ  นั่นสิครับ”  ฮารุอิจิเออออบ้าง  “พวกนิยายลี้ลับก็ชอบเขียนเกี่ยวกับมีคนทำพิธีเรียกวิญญาณขึ้นมา  ไม่ก็วิญญาณนั้น ๆ ยึดติดกับของบางอย่างหรือบุคคลบางคนเลยไม่ยอมไปสู่สุคติน่ะครับ”

“ของไม่ก็บุคคล…”  คนถามทวนคำ  แล้วก้มลงมองสมุดในมือตัวเอง

ห้องนี้…

ทันใดนั้นมิยูกิก็นึกบางอย่างออก  เขาวางสมุดลงกับโต๊ะเหมือนเดิมแล้วปราดเข้าใส่โต๊ะเรียนด้านหลังแล้วก้มลงล้วงหาของในเก๊ะอย่างเอาเป็นเอาตาย

“รุ่นพี่!?”  เซโตะอุทานด้วยความตกใจ

“พวกนายมาช่วยกันหน่อย”  กัปตันส่ายหัวไปมาเมื่อพบว่าข้างในไม่มีอะไรอยู่ก่อนเปลี่ยนไปล้วงใต้โต๊ะตัวต่อไป  “ไม่แน่ว่าในห้องนี้อาจจะมีของ ๆ นางาทานิอยู่ก็ได้”

“…อะไร…นะครับ!?”  คนถามยังทำเสียงไม่เข้าใจ

“ห้องนี้เป็นห้องเรียนของนางาทานิในสมัยนั้น”  คนนึกออกรีบตอบเสียงรัว  “ไม่แน่ว่าในห้องนี้อาจจะมีของบางอย่างที่ ‘ยึด’ ตัวนางาทานิให้ไปสู่สุคติไม่ได้  ถ้าเราหาของนั้นเจอ  ก็อาจทำอะไรกับนางาทานิได้ด้วย”

“จะ…จริงเหรอครับ!!?”  ฮารุอิจิอุทาน

“แต่เราจะรู้ได้ไงครับว่าของนั้นมันคืออะไร”  โอคุมูระพูดขัดด้วยเสียงเยือกเย็น  “อีกอย่างถึงจะมีของแบบนั้นจริงก็จะยังอยู่ในห้องนี้เหรอครับ  ไม่ใช่ว่ามีคนเอาไปไว้ที่อื่นแล้วนะ”

“เท่าที่ดู  ตึกนี้ยังอยู่ในสภาพเดียวกับตอนหลังนางาทานิก่อเหตุ”เจ้าของไอเดียยังง่วนอยู่กับการหาของตามโต๊ะจึงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองใคร  “เพราะงั้นถ้าฟูจิซากิไม่เอาของเกี่ยวกับนางาทานิไปเก็บไว้ที่ไหน  มันก็น่าจะยังอยู่ในห้องนี้ไม่หายไปไหนหรอก”

“ผมว่ามีโอกาสที่คนชื่อฟูจิซากินั่นเอาของไปซ่อนนั่นน่าจะเยอะกว่าที่ของอยู่ในห้องนี้นะครับ”  อีกฝ่ายยังคงเคลือบแคลงในแผนการ

“ถ้าอย่างนั้นเขาก็น่าจะเอาเครื่องรางในห้องสมุดนั่นไปทำลาย  ไม่ก็เอาสมุดเล่มนี้ออกจากห้องนี้ไปแล้วสิ”  กัปตันพยักเพยิดหน้าไปทางบันทึกกรรมการนักเรียน  “ในเมื่อเขารู้อยู่แล้วว่าสองอย่างนี้จะหยุดนางาทานิได้น่ะ”

จากคำพูดของฟูจิซากิที่สิงซาวามูระอยู่  เขา ‘รู้’ เรื่องกรรมการนักเรียนที่ชื่อฮิรากาวะ  และรู้ว่าเครื่องรางจิ้งจอกนั้นน่าจะหยุดนางาทานิได้ด้วย  แต่เขาก็ยังปล่อยทั้งสมุดและเครื่องรางนั้นไว้ในที่ ๆ ของตัวเอง

ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน  อาจเป็นเพราะไม่มีเวลามากพอมาจัดการ  หรือเพราะประมาทคิดว่าคงไม่มีใครนึกเรื่องนี้ออก

แต่ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว  ของที่ยึดติดนางาทานิไว้ (ถ้ามีจริง) ก็น่าจะยังอยู่ในที่เดิมของมัน

“…ยังไงก็ลองหากันเถอะ”  ฮารุอิจิพูดสรุปเมื่อเห็นโอคุมูระเงียบลงไปคล้ายยอมรับในเหตุผล  แล้วต่อจากนั้นทั้งสามคนก็กระจายตัวไปรอบห้องพลางช่วยกันรื้อค้นของในโต๊ะเรียน  เสียงกุกกัก ๆ ดังก้องไปทั่วห้องกลายเป็นเสียงเดียวที่ได้ยิน  แม้บางครั้งจะมีเสียงไอหรือจามยามสำลักฝุ่นดังขัดบ้างเป็นระยะ

เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง  ก็ได้ยินเสียงฮารุอิจิอุทานออกมา  “อ้ะ  นี่มัน….”

“อะไร”  มิยูกิรีบยืดตัวตรงแล้วหันไปมอง  พร้อมกับรุ่นน้องอีกสองคนเดินตรงไปรวมกลุ่มยังต้นเสียงในทันที  แสงไฟจากตะเกียงในมือเซโตะฉายให้เห็นคนผมสีซากุระถือหนังสือบางอย่างเอาไว้ในมือ  บนโต๊ะตัวที่เขายืนอยู่ใกล้ ๆ มีตั้งหนังสือบางอย่างวางกองสูงกว่าโต๊ะอื่น ๆ

“รุ่นพี่มิยูกิ”  เขาเอ่ยชื่อเรียกแล้วยื่นหนังสือในมือให้เมื่อเขาเดินเข้าไปหา

หนังสือเล่มนั้นห่อด้วยปกแข็งสีเข้มที่ดูไม่ค่อยออกว่าเป็นสีน้ำเงินครามหรือดำ  บนปกสลักด้วยตัวหนังสือสีทองอ่านได้ว่า “คู่มือตำนานภูติผีญี่ปุ่น”  ความหนาของตัวเล่มและคุณภาพกระดาษสร้างน้ำหนักมากเกินคาดจนตัวเผลอเซไปด้านหน้าเมื่อรับตัวเล่มมา

“ในเก๊ะคน ๆ นี้มีแต่หนังสือแบบนี้ทั้งนั้นเลยครับ”  คนเจอหนังสือปรายสายตามองกองหนังสือเล่มอื่นบนโต๊ะ  จริงอย่างที่เขาพูด  วิญญาณ  ภูติผี  ตำนานเทพ  พยากรณ์…หนังสือที่กองบนโต๊ะตัวนี้มีแต่เนื้อหาประเภทนี้ทั้งหมด

.

.

.

.

เห็นนางาทานิคุงชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับความเชื่อโบราณของญี่ปุ่นบ่อย ๆ  แบบนี้น่าจะชอบเนอะ

.

.

.

.

ข้อความในบันทึกกรรมการนักเรียนผุดขึ้นในหัว

“โต๊ะตัวนี้….ของนางาทานิแหละ!!”  มิยูกิเผลอขึ้นเสียงสูงด้วยความดีใจ

“ห้ะ!?”  เซโตะสะดุ้งตาม  แล้วรีบหยิบหนังสือเล่มอื่นมาดู  “งั้นแปลว่าหนังสือหมดนี่คือความยึดติดของเขาเหรอ!!?”

“ไม่น่าใช่หรอก…”  โอคุมูระพูดขัด  เขาลองเอามือข้างขวาจับหนังสือเล่มหนึ่งในกองพลิกดู  “จำนวนมันเยอะเกินไป”

“หืม  จำนวน?”  เพื่อนสนิททวนคำ

“ไม่รู้เหมือนกัน…”  คนพูดลากเสียงยาวขณะค่อย ๆ เปิดหนังสือไปทีละหน้า  “มันดู…จับฉ่ายไปหน่อยน่ะ  ถ้าเป็นของสำคัญแบบนั้นแล้ว”

มิยูกิก็รู้สึกแบบเดียวกับโอคุมูระ  เขาจึงไล่ดูหนังสือบนโต๊ะไปทีละเล่มเผื่อจะได้เบาะแสอะไรเพิ่ม  ก่อนสายตาจะไปสะดุดกับหนังสือเล่มล่างสุดของกอง

‘คู่มือเที่ยวจังหวัดโตเกียว’

“หืม?”  กัปตันส่งเสียงอุทานก่อนดึงหนังสือเล่มนั้นออกมา  ปกของหนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยรูปสถานที่ท่องเที่ยวสีสดใสตัดกับปกสีหม่น ๆ ของเล่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด

“หนังสือนำเที่ยว…”  แม้แต่ฮารุอิจิเองก็ดูเหมือนจะสะกิดใจเช่นเดียวกับเขา  “เล่มนี้ต่างจากเล่มอื่น ๆ เลยนะครับ  ไม่แน่ว่า..!”  แล้วก็รีบหันมาสบตาด้วย

มิยูกิรีบไล่เปิดหน้ากระดาษด้านใน  ก่อนจะเห็นว่ามีปลายกระดาษรูปสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากด้านบนเลยรีบเปิดไปหน้านั้น  ก่อนจะพบว่าเป็นหน้าอธิบายเกี่ยวกับศาลเจ้าแห่งหนึ่ง

“ศาลเจ้า…”  โอคุมูระพึมพำ

กระดาษที่คั่นหน้านั้นไว้ร่วงลงพื้น  คนถือหนังสือเลยรีบก้มตัวหยิบมันขึ้นมา

แปล๊บ

.

.

.

.

“อ้ะ  เครื่องรางของศาลเจ้านี้น่ารักจังเลย”

“น่ารัก…เหรอ?”

“นี่ไง ๆ ที่เขียนไว้ตรงนี้  เครื่องรางคู่…โห  หากคนสองคนเก็บครึ่งหนึ่งของเครื่องรางนี้เอาไว้  สายสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็จะไม่ขาดจากกัน”

“…ฟังดูเหมือนในละครน้ำเน่าเลย”

“น้ำเน่าอะไรกัน!! อ่านดี ๆ สิ  ไม่ใช่แค่เรื่องความรักซะหน่อย  ความสัมพันธ์แบบเพื่อน  ครอบครัว  ครูลูกศิษย์  ใช้ได้หมดเลยนะ!!  อารมณ์แบบผูกสัมพันธ์กันไง”

“เหรอ…”

“ไม่สนใจเลยเหรอ? ฉันยังไม่เคยได้ยินว่ามีเครื่องรางคู่แบบสร้อยคู่แหวนคู่แบบนี้มาก่อนเลยนะ”

“ฮิรากาวะก็ชอบแต่ของแบบนี้นี่นา…”

“ของแบบนี้หมายความว่าไง!!! นางาทานิคุง!!!”

 .

.

.

.

“—พี่มิยูกิ!!?”

เสียงตะโกนใกล้หูดึงสติเขากลับมา

ภาพตรงหน้าค่อย ๆ ชัดขึ้น  และสมองตีความได้ในอึดใจต่อมาว่าเขากำลังจ้องพื้นอยู่  มิยูกิเงยหน้าขึ้นช้า ๆ  เห็นภาพรุ่นน้องทั้งสามคนมุงอยู่รอบตัวเขาด้วยสีหน้าเป็นห่วง

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ!!?”  เซโตะยื่นตะเกียงเข้าใกล้พร้อมถามเสียงร้อนรน

“เปล่า…”  เขาตอบสั้น ๆ แล้วค่อย ๆ ยันตัวขึ้นยืน  สมองยังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นและจำไม่ได้เลยว่าเขาทรุดลงไปนั่งเมื่อไร  แขนบาง ๆ ของฮารุอิจิเข้าช่วยโอบตัวเขาเพื่อพยุงให้ยืน  เขาหันไปพึมพำขอบคุณใส่รุ่นน้องตัวเล็กกว่าก่อนจะก้มหน้ามองกระดาษที่เก็บจากพื้นในมือ

ซองกระดาษ..?

“รุ่นพี่มิยูกิ”  โอคุมูระเรียกชื่อด้วยเสียงจริงจัง  “คุณได้ยินอะไรอีกแล้วหรือเปล่า”

ทุกคนหันไปมองทางคนพูดเป็นทางเดียว  ส่วนคนถูกถามนิ่งไปสักพักแล้วขยับยิ้ม  “นายนี่เซนส์ดีจริงนะ”

“ได้ยิน…อะไรเหรอครับ?”  ฮารุอิจิปล่อยมือออกเมื่อเห็นกัปตันยืนเองได้พลางถามต่อ

“บทสนทนา…น่าจะเป็นของนางาทานิ  กับเจ้าของสมุดเล่มนั้นที่ชื่อฮิรากาวะน่ะ”เขาเหลือบตาไปมองบันทึกกรรมการนักเรียนที่ยังวางนิ่งอยู่บนโต๊ะอีกตัว  “เหมือนจะคุยกันเรื่องเครื่องราง…อะไรสักอย่าง”

“…หมายถึงเครื่องรางนี้หรือเปล่าครับ?”  แคชเชอร์ปีหนึ่งทำหน้าคล้ายนึกอะไรออกแล้วหยิบหนังสือที่ตกลงบนพื้นตอนเขาทรุดตัวลงไป  กางหน้าศาลเจ้าหน้าเดิมแล้วชี้นิ้วบนหน้ากระดาษพลางยื่นให้ดู

มิยูกิมองตามนิ้วอีกฝ่าย  เห็นเขาชี้ลงบนคอลัมน์เล็ก ๆ คอลัมน์หนึ่งซึ่งมีรอยปากกาแดงวงไว้  คอลัมน์นั้นจ่าหัวไว้ว่า “เครื่องรางคู่  UP ความสัมพันธ์!!” และมีรูปเครื่องรางคล้ายดาวครึ่งซีกห้อยด้วยพู่สีแดงด้านล่างแต่ละซีกประกบกันรวมเป็นดาวห้าแฉกอยู่ข้าง ๆ กล่องข้อความ

“…น่าจะใช่…”  เขาพึมพำด้วยความไม่มั่นใจ  ในหัวเขาได้ยินเพียงเสียงผู้ชายผู้หญิงสองคนพูดคุยกัน  ไม่ได้เห็นภาพสถานการณ์ในตอนนั้นจึงไม่รู้ว่าใช่เครื่องรางที่ทั้งสองคนนั้นกล่าวถึงหรือเปล่า

ว่าแต่กระดาษในมือ…มันอะไร?

เขาลดสายตาซองกระดาษในมืออีกครั้งขณะรุ่นน้องที่เหลือหันไปอ่านเรื่องเครื่องรางคู่ในหนังสือ  ซองกระดาษนั้นเป็นทรงสีเหลี่ยมสีขาวเรียบ ๆ ไม่มีลาย  ขนาดใหญ่ประมาณฝ่ามือ  ปากซองถูกตัดออกเหมือนดึงของข้างในออกไปแล้ว  พอพลิกดูอีกด้านก็เห็นตัวหนังสือสีแดงเขียนข้อความแนวตั้งอยู่ฝั่งด้านขวา

‘ศาลเจ้าอินายามะ’

“ศาลเจ้าที่มีเครื่องรางคู่นั่นชื่ออะไรนะ”  กัปตันลองถามรุ่นน้องทั้งสามดู

ทั้งสามคนหันมามองทางเขาพร้อมกัน   ก่อนฮารุอิจิจะก้มหน้าอ่านชื่อให้ฟัง  “อินายามะน่ะครับ”

ถุงนี้มาจากศาลเจ้าที่เขาวงเรื่องเครื่องรางไว้

จะว่าไปถุงแบบนี้…มักจะเห็นได้บ่อย ๆ เวลาซื้อเครื่องรางตามศาลเจ้าแล้วมิโกะใส่ถุงมาให้นี่นา….

เครื่องรางคู่………ถุงใส่เครื่องราง…….เสียงในหัว………..

หรือว่า

มิยูกิกำถุงกระดาษนั้นไว้แน่น  “ไปหาฟูจิซากิกัน”

“….อะไรนะครับ!!?”  เซโตะร้องลั่นออกมาหลังเงียบไปประมาณสองสามวินาที

“ฉันว่าเครื่องรางคู่นี่แหละที่ยึดตัวเขาไว้ที่นี่”  กัปตันรีบพูดขณะก้าวเท้ายาว ๆ ตรงไปทางประตู  “ในเมื่อฟูจิซากิสั่งการนางาทานิได้  เขาก็น่าจะเก็บเครื่องรางเอาไว้  ไม่แน่ว่ามันอาจจะอยู่ในตัวฟุรุยะ…แล้วก็ซาวามูระด้วย”  ก่อนจะยกมือจับบานประตู

“เดี๋ยว ๆ”  เซโตะรีบวิ่งตามมาห้าม  “แต่ก่อนจะเข้าถึงตัวรุ่นพี่ฟุรุยะได้ก็ต้องเจอนางาทานิขวางก่อนสิครับ!!”

“นั่นสิ  แล้วก็ไม่รู้ว่าเครื่องรางนั้นจะใช่จริง ๆ หรือเปล่า…”  ฮารุอิจิรีบสนับสนุนแล้วตามมาช่วยห้ามติด ๆ  “หรือถึงจะใช่ก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ฟุรุยะคุงกับเอย์จุนคุงด้วยไหมนะครับ!!?”

“ไม่ลองก็ไม่รู้น่า”  มิยูกิพูดเหมือนไม่ใส่ใจ  ความหวังว่าจะหนีออกจากที่นี่ได้เข้าควบคุมความคิดในหัวจนไม่อาจนึกถึงเรื่องอื่นได้ต่อไปแล้ว

“รุ่นพี่มิยูกิ  ใจเย็นหน่อยสิครับ”

โอคุมูระส่งเสียงห้ามพลางส่งสายตาคมกริบมาทางเขา

เจ้าของชื่อหันกลับไปมอง  “ฉันใจเย็นอยู่น่า”

“ใจเย็น…?”  อีกฝ่ายเลิกคิ้ว  “คุณใจเย็นเสียจนจะพาพวกผมไปตายด้วยเลยนะครับ”

“โคชู!!?”  เพื่อนสนิทร้องเสียงหลงเมื่อได้ยินคำพูดกระทบรุ่นพี่ดังจากปากอีกฝ่ายเต็ม ๆ

“………ใช่แล้ว……….มิยูกิ  คาสุยะ….”

แล้วเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นก่อนกัปตันจะได้อ้าปากเถียงกลับ

เงาสวมผ้าคลุมของนางาทานิผุดขึ้นจากพื้น  ปรากฎขึ้นด้านหลังตัวโอคุมูระทันทีที่ประโยคนั้นจบลง

“เหวอ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”  เซโตะร้องลั่นแล้วขยับตัวถอยมาติดประตูตามสัญชาตญาณ

“นางาทานิ!!!!!”  มิยูกิอุทานขณะรีบยกมือดึงตัวฮารุอิจิให้หลบไปอยู่ด้านหลังเขาอีกคน  “ทำไมนายถึง!!!?”

“…….ฉันไปไหนมาไหนในอาคารนี้……ได้อยู่แล้ว…….”เสียงแผ่วเบาของอีกฝ่ายดังขึ้นเหมือนต้นเสียงอยู่ในหัวโดยตรงไม่ได้ผ่านสื่อกลางอย่างอากาศมา

“นี่นาย…”  กัปตันกัดฟันกรอด  “รู้อยู่แล้วเรอะว่าพวกฉันอยู่ในห้องนี้!!!!”

ส่วนหัวของผ้าคลุมขยับเล็กน้อยเหมือนคนด้านในกำลังเอียงคอ  “…….ฮะฮะฮะ…..

โอคุมูระยังยืนค้างอยู่ที่เดิม  เขาเบิกตาค้างคล้ายตกใจที่วิญญาณโรคจิตโผล่มาด้านหลังไม่ให้สุ้มให้เสียง  ในตอนนั้นเองที่เงาถือมีดก้มมองลงที่ตัวรุ่นน้องคล้ายกำลังพิจารณาบางอย่าง  ก่อนจะส่งเสียงออกมาอีก  “….หนังสือ…..เล่มนี้…..”

“อะ…”  คนถือหนังสือนำเที่ยวไว้สะดุ้งเล็กน้อย  แล้วค่อย ๆ เขยิบตัวออกห่างอย่างระแวดระวัง

นางาทานิจ้องไปยังหนังสือในแขนอีกฝ่าย  แล้วเบือนหน้ากลับมามองมิยูกิอีกครั้ง  “ฉันต้อง…ทำตามที่ฟูจิซากิบอก….ฉันต้อง….ฆ่าพวกนาย……”แล้วค่อย ๆ เงื้อมีดในมือขึ้นอีกครั้ง

“โอคุมูระคุง!!?”  ฮารุอิจิหันไปมองทางรุ่นน้องที่อยู่ใกล้ตัววิญญาณอาฆาตมากที่สุดด้วยความตื่นตระหนก

แต่ประโยคนั้นก็ดึงสติของมิยูกิกลับมา

“เดี๋ยวก่อน  นางาทานิ!!!”

เขารีบตะโกนขัดไว้ก่อนใครจะได้ทำอะไร  พอเห็นเจ้าของชื่อค้างมือข้างถือมีดไว้เขาก็รีบพูดต่อขณะขยับเท้าก้าวเข้าไปใกล้อย่างช้า ๆ  “ฉันมีเรื่อง…อยากเจรจากับนายหน่อย…..”

“….เรื่อง……..?”  อีกฝ่ายทำเสียงคล้ายแปลกใจ

โอคุมูระหันควับมามองหน้าเขาคล้ายจะห้าม  แต่เขาก็ยกมือจับไหล่แคชเชอร์รุ่นน้องดันให้ถอยไปด้านหลังแล้วพูดต่อ  “ฟูจิซากิ…ถือเครื่องรางคู่นั้นไว้ใช่ไหม”

ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ

กัปตันลอบสังเกตทีท่าของเงาในผ้าคลุม  เนื่องจากมองไม่เห็นหน้าจึงไม่อาจเดาอารมณ์อะไรได้  แต่เขาก็ถือว่าความเงียบนั้นคือคำตอบว่าใช่  “ก่อนหน้านี้…นายเคยขอให้ฉันช่วยใช่ไหมละ…”

อีกฝ่ายยังนิ่ง

“แต่ถ้าฉันช่วยฝ่ายเดียวมันก็เสียเปรียบไปหน่อย…”  เขาลากเสียงเพื่อแบ่งสมาธิจับการเคลื่อนไหวคนตรงหน้า  “เอาเป็นว่า…ถ้าฉันแย่งเครื่องรางนั่นสักครึ่งหนึ่งมาจากฟูจิซากิได้ละก็…นายจะช่วยฉันจัดการเขาไหม?”

“ห้ะ!?”  ด้านหลังมีเสียงอุทานจากเซโตะดังแว่วมา

นางาทานิยังคงยืนนิ่งอยู่ในท่าเงื้อมีด  มิยูกิกัดฟันจ้องบริเวณหน้าใต้ผ้าคลุมของอีกฝ่ายเขม็ง  หัวใจเต้นรัวจนแทบได้ยินมันดังออกมาจากใต้ผิวหนัง

“ช่วย…จัดการ?”

ในที่สุดนางาทานิก็แสดงปฏิกิริยาตอบกลับ

“ใช่”  มิยูกิยังไม่ยอมผ่อนความระวังลง  “ตอนนี้กลายเป็นว่าพวกเราต้องรับมือกับคน ๆ เดียวกันแล้วไม่ใช่เหรอ”

คนรับฟังนิ่งไปอีกครั้ง

“…..มิยูกิ  คาสุยะ…”

ก่อนจะขยับมีดในมือ

“นายนี่มัน….กล้าจริง ๆ……”

ก่อนเหวี่ยงใส่หน้าคนเสนอความเห็นอย่างไม่ทันตั้งตัว

“รุ่นพี่มิยูกิ!!!?”

เสียงร้องเตือนของฮารุอิจิดังแหวกอากาศกระทบเข้าแผ่นหลังเขาเต็ม ๆ  แต่ตอนนั้นมิยูกิทำอะไรไม่ได้นอกจากหลับตาปี๋รอรับคมมีดที่พุ่งใส่หน้า

….หืม?

แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ

ปลายมีดจ่ออยู่ตรงหน้าเขาในระยะประชิด  ก่อนจะค่อย ๆ ถอยห่างออกไปพร้อมกับหัวใจของเขากลับมาเต้นตามจังหวะอีกครั้ง

“….ถ้าทำได้…ก็เอาสิ…….”

แวบหนึ่งเขาได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังปนอยู่ในน้ำเสียง

มิยูกิขยับยิ้มมุมปาก  ก่อนหันไปคว้าแขนโอคุมูระที่ยังยืนอยู่ไม่ห่าง  เร่งฝีเท้าตรงไปทางประตูทันที  “โคมินาโตะ  เซโตะ!!!”

“คะ…ครับ!!!!”  ทั้งคู่รับคำพร้อมกันแล้วแหวกทางตรงหน้าประตูให้

กัปตันคว้าบานประตูด้วยมือที่เหลือแล้วออกแรงเลื่อน  ก่อนจะพุ่งตัวออกไปนอกห้องแล้วตะโกนสั่งเสียงดังลั่นจากอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นกระทันหัน  “ไปหาฟุรุยะกัน!!!”

Advertisements

One thought on “[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 19]

  1. เปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุกบ้างแล้ว กัปตันแน่จริง จริง!!!

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s