Angels of Death · Novel translation

[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [14]

หนึ่งในคู่(?)ที่คนเชียร์อยากให้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ เลยนะคะเนี่ย…


เสียงซ่า———คล้ายฝนเข้าโอบล้อมในห้อง

บนจอทีวีที่สัญญาณตัดไปปรากฎภาพคล้ายพายุทรายเห็นแล้วทรมาณตา

“เฮ้ยยยย!  มาถึงขั้นนี้ทั้งทีก็เปิดหน่อยสิวะ!”

แซ็กเตะอุปกรณ์ดังตึงปลดปล่อยความโกรธหลังถูกเสียงรบกวนหูเล่นตลกใส่ขณะโกรธความไม่ได้เรื่องของตนเองไปพร้อมกัน

(ว้อย  โธ่เว้ย…..! ———–แบบนี้ได้ตายแน่)

เขาหายใจเข้าดังเฮือก  ตอนนี้เขาตกอยู่ในที่นั่งลำบากไม่ผิดแน่

“แซ็ก”

เรค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเรียกแซ็กด้วยเสียงแหบแห้งเล็กน้อย

“อะไร”

แซ็กหันไปทางเรด้วยความหงุดหงิด

“สัญญากับคุณ  ถ้าออกจากที่นี่ไม่ได้ก็ไม่เป็นจริงใช่ไหม….?”

แล้วเรก็ทำหน้านิ่งเงียบขณะถาม

“หา!?  มัวพูดเรื่องอะไรอยู่ตอนนี้!”

“ตอบที”

เรถามด้วยเสียงชัดเจนแม้มองแซ็กด้วยแววตาว่างเปล่า

“เออ  ก็ใช่น่ะสิ  ข้อแม้อันดับแรกคือฉันต้องมีชีวิตรอดออกจากที่นี่!!”

แซ็กพูดเน้นเสียงคล้ายจะตอบย้ำ

“…เข้าใจแล้ว  ฉันจะพยายาม  แต่ไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่า  แบบนั้นได้ไหม?”

เรถามอีกครั้งด้วยแววตาจริงจังแบบไม่เคยเห็นมาก่อน

แต่นั่นไม่ใช่เพราะกลัวความตาย  หรือคิดอยากมีชีวิตรอดอยู่  ก็แค่อยากออกจากที่นี่แล้วถูกแซ็กฆ่า  เธอคิดไปว่าวิธีจบชีวิตนี้ช่างงดงามเหลือเกิน  คิดไปว่าหากออกจากที่นี่แล้วถูกแซ็กฆ่าก็จะขึ้นสวรรค์ได้

“นั่นสินะ…..ถ้าอยู่แบบนี้ต่อไปยังไงก็ตายอยู่ดี  จะอะไรก็ได้  เอาเลยเซ่!”

แซ็กมองตาเรที่มีประกายแสงกลับมาเพียงเล็กน้อยแล้วตะโกนส่ง ๆ กลับ  เขาไม่มีนิสัยรอคอยความตายแบบนี้หรอก  ถึงจะตายก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

“อืม  จะพยายาม”

เรพยักหน้าแรง ๆ คล้ายจะเค้นแรงที่เหลือออกมา

(แก๊สนี้น่าจะติดไฟ….ถ้าจุดไฟแล้วก็อาจจะจุดระเบิดได้เหมือนกัน)

เรนึกถึงหนังสือวิทยาศาสตร์ที่เคยอ่านเมื่อหลายปีก่อนขณะนำถ่านไฟฉายออกจากรีโมตทีวีแล้วพันลวดเข้ากับถ่าน  ก่อนใช้วัตถุติดไฟด้วยความร้อน——ผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เช็ดพื้นเมื่อครู่พันติดเข้าด้วยลวดอีกก่อนจะวางไว้ใกล้ ๆ กำแพง

“ไอ้นั่นมันอะไรน่ะ”

แซ็กชักรู้สึกถึงลางไม่ดีหลังก้มมองวัตถุแปลกตานั้น

“…………ถ้าสิ่งนี้ไหม้ไฟแล้วก็จะระเบิด  มั้ง”

เรตอบเสียงเรียบแล้วเอียงคอเพียงเล็กน้อย

“หา!?  อะไรวะนั่น!?  เดี๋ยวก็ตายสิ!!”

แซ็กเบิกตากว้างเพียงแวบหนึ่งขณะพูดขัดเข้าตรงประเด็น

(จะรีบตายไปทำไม……..!)

——–เฮ้อ….นี่ฉันจะถูกยัยหญิงเพี้ยนนั่นฆ่าทั้งแบบนี้เหรอ  แย่ที่สุด

แต่เรบอกแซ็กผู้ทำคอตกอย่างใจเย็นเพราะไม่มีเวลามัวซึมเซา

“เพราะงั้นรีบไปซ่อนกันเถอะ”

“ห้ะ?  มีที่ซ่อนอยู่ตรงไหนวะ!”

“มีอยู่ตรงนั้น  ไม่ใช่เหรอ…..”

เรส่งสายตาไปยังตู้เงินตรงมุมด้านในห้อง  ตู้เงินเก็บหน้ากากกันแก๊สไว้ด้านในตู้นั้นมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับตู้เย็น

“เฮ้ย  จะเข้าไปในตู้แคบ ๆ นั่นสองคนเลยรึไง!?”

แซ็กขมวดคิ้วสงสัยเพราะมองดูแล้วดูน่าจะแคบ  จะบอกว่าใหญ่ก็ใช่  แต่ขนาดนั้นน่าจะพอให้แซ็กที่ตัวผอมสูงและเรที่มีร่างเล็กเข้าไปอยู่ข้างในสองคนแบบฉิวเฉียดเท่านั้น

“อืม”

เรพยักหน้าคล้ายเป็นเรื่องปกติ  ก่อนเข้าไปข้างในตู้เงินก่อนแล้วพึมพำคล้ายชักชวน

“ไม่รีบเดี๋ยวจะระเบิดนะ”

“….เออ  รู้แล้วว้อย!”

แซ็กนึกอายแบบไร้สาเหตุขึ้นมาแต่ก็รีบเข้าไปในตู้เงินแคบ ๆ ก่อนปิดประตู

“แค่หลบอยู่นี่ก็พอจริง ๆ ใช่มะ”

“น่าจะ  ตู้นี้ดูแข็งแรงดีออก”

“ถ้าเป็นไรไปก็ไม่รู้ด้วยแล้ว!”

ทั้งสองคนคุยซุบซิบกันอยู่ในตู้เงินแคบ ๆ มืดทึบ

“อืม  แต่แซ็กช่วยเขยิบถอยหน่อยได้ไหม  จะแบนแล้ว”

“หา?!  ช่วยไม่ได้  ก็ที่มันแคบนี่หว่า!”

แซ็กสบถใส่คำขอเอาแต่ใจของเร

“….หูจะหนวก”

“นี่แก….เอาแต่บ่นท่าเดียวตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว  นี่คิดอยากถูกฉันฆ่าจริงเรอะ?!”

“คิดสิ  มีแต่แซ็กเท่านั้นที่จะฆ่าฉัน”

“งั้นก็ช่วยบอกฉันให้รู้กว่านี้หน่อยเซ่”

“หมายความว่าไง….?”

“คิดเองซะบ้างสิวะ!”

ทั้งสองคนยังพูดคุยไร้ทางจบในตู้เงินที่ไม่มีกล้องวงจรผิดจับภาพ

แล้วเสียงตูม—-ชวนแก้วหูระเบิดก็ดังขึ้นขัดเขย่าตู้เงินจนสั่นสะเทือน  ต้นเพลิงที่เรทำขึ้นระเบิดจากแก๊สที่อบอวลอยู่เต็มห้องแล้ว  ไอร้อนที่หลงเหลืออยู่ลอดเข้าผ่านช่องว่างแคบ ๆ ในตู้เงินเข้ามาเบาบาง  แต่แซ็กเป็นคนเดียวที่อาบไอร้อนนั้นเพราะเขานั่งหันหลังให้บานประตูตู้เงินคล้ายจะบังตัวเรเอาไว้

“ร้อน…….”

แวบหนึ่งแซ็กนึกย้อนไปถึงความทรงจำตอนได้แผลไฟไหม้  ปลายนิ้วเขาสั่นตอบรับกับความทรงจำนั้น  แต่สัมผัสในครั้งนั้นยิ่งกว่าตอนนี้เยอะนัก  เพราะอย่างนั้นครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  แซ็กพูดปลอบกับตัวเองเช่นนั้น

“เป็นอะไรไหม?”

“อะ  เหอะ….แค่นี้เองสบายมาก แล้วนี่ระเบิดแล้วเรอะ?”

แซ็กตอบกลบเกลื่อนแม้นึกหวั่นไหวขึ้นมาบ้างก่อนมองลอดช่องว่างแคบ ๆ ออกมา

“น่าจะใช่”

ทั้งคู่กะว่ารอบตัวกลับมาเงียบดังเดิมแล้วจึงออกมาจากตู้เงิน

“…..ไม่น่าเชื่อเลย”

แซ็กถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า  ทั้งห้องไหม้จนแทบเป็นสีดำทะมึนทั้งหมด  เหลือแค่เพียงตู้เงินที่ทั้งคู่เข้าไปอยู่เท่านั้น

“น่าจะออกจากที่นี่ได้แล้ว”

ตรงกำแพงซึ่งวางต้นไฟเอาไว้กลายเป็นรูขนาดใหญ่พอคนผ่านจากแรงระเบิด  เรชี้นิ้วไปทางรูนั้นก่อนบอก

“เย้  ออกไปได้ซะที!”

“อืม…”

“เป็นอะไรไปห้ะ?”

“….นี่  ฉันทำตัวเป็นประโยชน์ไหม?”

เรถามพลางเหลือบตาขึ้นมอง

“ห?  ก็เธอจุดระเบิดพังทุกอย่างกระจัดกระจายเลยนี่หว่า  ก็ต้องเยี่ยมไปเลยอยู่แล้ว!”

“….เหรอ  ดีจัง”

เรส่งเสียงสบายใจออกมาเมื่อได้ยินแซ็กพูดด้วยท่าทีพึงพอใจแม้สติจะเริ่มหายลับไปทุกที

(ทำตัวเป็นประโยชน์ด้วย…)

สำหรับเรแล้วอาจจะเป็นหน้าที่เลยก็เป็นได้  ความรู้สึกพึงพอใจที่เพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาเข้าเติมเต็มหัวใจเรอย่างน่าประหลาด  แต่ร่างกายของเรกลับเริ่มโซเซจากแก๊สพิษที่สูดเข้าไปเป็นปริมาณมาก

“เฮ้ย  อย่ามาตายเข้าตรงนี้นะ?”

แซ็กเห็นใบหน้าของเรเริ่มไร้สีสันของการมีชีวิตอยู่ขึ้นเรื่อย ๆ เลยรีบพูด

“…ไม่เป็นไร”

เรตอบเสียงเบา

“งั้นไปกันได้แล้ว  ถึงตายฉันก็ลำบากก็จริง  แต่ต้องไปต่อแล้วนะเฟ้ย”

“อืม”

แล้วทั้งสองคนก็ลอดรูขนาดใหญ่ตรงกำแพงออกมาตรงทางเดินได้สำเร็จ

 

 

 

 

 

 

“แต่ยัยนั่นคงไม่คิดว่าจะกลายเป็นแบบนี้หรอกนะเนี่ย!”

แซ็กนึกย้อนถึงสภาพในห้องไหม้เป็นตอตะโกแล้วหัวเราะเสียงสูงอย่างพึงพอใจ

“อืม….”

เรพยักหน้าขณะมองแซ็กด้วยแววตาล่องลอยใกล้จะปิดเต็มทน

ทำไมกัน—–….ภาพตรงหน้าถึง  หมุนไปมา

(เมื่อกี๊ยังไม่เป็นไรอยู่เลย……)

เรเผลอสัปหงก  เธอลืมตาไม่ขึ้น  แค่ยืนอยู่เฉย ๆ ก็ถูกคลื่นความง่วงเข้าจู่โจมคล้ายจะลิดรอนสติสัมปชัญญะจากการที่สูญเสียพลังกายไป

(รู้สึก  ง่วงจัง….)

“เฮ้ย  เดินไหวไหม?”

แซ็กถามหลังมองเรตาใกล้ปิดด้วยสีหน้าไม่ไว้วางใจ

“อืม…จะพยายาม”

เรมองแซ็กก่อนตอบกลับด้วยแววตาล่องลอย  แต่เธอแค่พูดคำพูดที่ลอยขึ้นมาในหัว  ไม่ใช่ว่าโต้ตอบกลับแต่อย่างใด

“…งั้นก็แล้วไป”

ต่อจากนั้นแซ็กก็เดินต่อไปในทางเดินมืด ๆ ขณะคอยสังเกตเรไปด้วย  เรเดินส่ายไปมาคล้ายผู้ป่วยโรคเดินละเมอตามหลังเขาไป

เธอตั้งใจเดินดี ๆ อยู่แล้ว  แต่ก็ไม่อาจไปต่อได้เหมือนอยู่ในฝัน  ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวไปมาจนเริ่มไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ในความฝันหรือโลกความจริงกันแน่

(ว้อยยย…ช้าชะมัด….)

“ว้ากกก!  เฮ้ย!  แบบนี้จะไปต่อได้เรอะ!”

แซ็กชักอดทนรับความเชื่องช้าของเรไม่ไหวเลยหันควับไปตะโกนใส่

“….แซ็กจะไปก่อนไหม?”

เรใช้สมองที่เริ่มไม่ทำงานเต็มทนคิดก่อนถาม

“ถ้าทำได้ก็อยากอยู่หรอก  แต่ถึงฉันไปคนเดียวสุดท้ายแล้วก็ตันอยู่ดี”

แซ็กพูดปนถอนหายใจ  แถมเขาก็นึกหวั่นหากทิ้งเรไว้บนชั้นอันตรายแบบนี้คนเดียว

(ไม่รู้ว่าเมื่อไรยัยผู้หญิงสติเพี้ยนนั่นจะเริ่มทักมาด้วยสิ…..)

“ไม่เป็นไร  ฉัน  เดินไหว”

เรพูดคล้ายปลอบตัวเอง

“ทำหน้าไม่น่าไว้วางใจแบบนั้นแล้วยังจะมัวพูดอีก  จะไม่เป็นไรได้ไง”

แซ็กถอนหายใจเบา ๆ  ขืนเป็นแบบนี้ไม่ว่าคิดยังไงก็คงไปต่อไม่ไหวหรอก

“…..จะพยายาม”

เรพึมพำแบบนั้นอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้เสียงเบาจนแทบจะหายไปทันที

“จะพยายามอะไรวะ  ถึงพยายามไปแต่ถ้าจะตายก็ตายอยู่ดี  แต่เธอหวังอยากตายนี่หว่า  ขืนเป็นแบบนั้นแล้วที่ฉันหวังไว้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้สิวะ!”

(….หวัง…..)

คำพูดนั้นแทรกซึมลงในใจเรอย่างไม่น่าเชื่อ

“นั่น  สินะ….งั้น  ก็ต้องยิ่งพยายามขึ้นอีก…..”

เรพูดแม้เธอจะย่างก้าวเข้าสู่ห้วงฝันไปแล้วครึ่งหนึ่ง

“เธอเนี่ยนะ  หัวดีแท้ ๆ แต่ทำแต่เรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างกับตุ๊กตาแหนะ…..”

แซ็กถอนหายใจเหมือนกึ่ง ๆ ระอากับคำตอบไม่เปลี่ยนจากเดิมของเร

(——–…..เหมือน  ตุ๊กตา)

“…..แล้วควรทำยังไง?”

เรหยุดกึกเหมือนถ่านในร่างกายหมดก่อนถาม

“เงียบน่า  ถ้าเป็นมนุษย์ก็หัดใช้หัวคิดเองเซ่”

แซ็กตอบเสียงคำราม

(ถ้าเป็นมนุษย์….)

———ฉัน….มีชีวิตอยู่  จึงไม่ใช่ตุ๊กตา  ไม่ใช่ตุ๊กตา  ตอนนี้เลยง่วงมาก….

“ถ้าหยุดรอสักหน่อยก็คงหายมึนหัว…..”

เรหยุดนิ่งเล็กน้อยก่อนพูดความในใจออกมาหลังได้ยินเสียงเย็นชาจากแซ็ก

“เฮ้อ  ให้ตายสิ  ก็บอกมาแต่แรกซะก็จบ”

“…..อืม”

เรสัมผัสได้ถึงความต่างของแซ็กกับคนอื่น ๆ ที่เคยพบเจอมาขณะอยู่กึ่งกลางระหว่างความฝันและความจริง  แซ็กมักใช้คำพูดป่าเถื่อน  แต่ก็ไม่ปฏิเสธความเป็นตัวเธอเอง  และไม่คาดหวังหรือต้องการอะไรเกินจริงเหมือนแดนี่  เรสัมผัสได้ว่าเธอเป็นตัวของเธอเองได้หากอยู่กับแซ็ก  เพิ่งเคยจะคิดแบบนั้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา

(ทำไมแซ็กถึงฟังที่ฉันพูดละ……..)

—-ไม่มีใครในบ้านหลังนั้นฟังฉันเลยแท้ ๆ

แซ็กนึกหน่ายใจเมื่อเห็นเรทำหน้าเหม่อลอยดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่  แต่ก็คว้าข้อมือบาง ๆ ข้างนั้นของเรแล้วลากพาเดินตามทางเดิน  หามุมบอดของกล้องวงจรปิดก่อนนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น

“ตรงนี้กล้องถ่ายไม่เห็น  เดี๋ยวฉันจะนั่งรอตรงนี้แหละ  เพราะงั้นรีบ ๆ หน่อยละกัน”

“….อืม”

เรพยักหน้าเล็กน้อยก่อนนั่งคุกเข่าข้าง ๆ แซ็ก  พอเธอค่อย ๆ หลับตาลงก็ตกอยู่ในการหลับใหลคล้ายสิ้นสติลงในพริบตา  เธอหลับลึกมากเสียจนแทบลืมว่าตนเองมีชีวิตอยู่ไป

“นี่เร  พักให้เต็มที่แบบตื่นขึ้นมาแล้วขยับได้นะเฟ้ย…เฮ้ย  หลับไปแล้วเรอะ!”

แซ็กตกใจกับสปีดการนอนหลับแต่ก็กะพริบขนตายาว ๆ มองท่าทางน่าเอ็นดูยามหลับด้วยหน้างดงามคล้ายนางฟ้านิ่ง ๆ

(พอนอนแล้วยิ่งขาวเหมือนตุ๊กตาไปใหญ่เลยแฮะ  ยัยนี่….)

——ฉันไม่มีรสนิยมเชือดตุ๊กตาซะหน่อย….

ถ้าออกจากที่นี่แล้ว  จะยิ้มออกมาไหมหว่า…..?

(แววตาก็ตายด้าน  แถมตอบกลับแค่อืมไม่ก็จะพยายาม  ไม่เห็นสนุกสักนิด….)

“เฮ้อ….มัวคิดเรื่องเสียเปล่าไปก็ไร้ความหมาย….ฉันก็พักบ้างดีกว่า….”

แซ็กหาวพลางถอนหายใจก่อนค่อย ๆ หลับตาลงขณะยังนั่งในท่าขัดสมาธิ

แล้วตอนนั้นก็รู้สึกว่าเรเอนตัวพิงไหล่ตัวเองเหมือนยังไม่ตื่นจากภวังค์  แต่เขาขี้เกียจผลักออกเลยหลับตาลงอีกครั้งหนึ่ง

ถึงจะคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไร  แต่คงเพราะพิษแล่นอยู่ในร่างกายแล้ว  พอหลับตาลงเขาเลยตกอยู่ในห้วงหลับใหลทันที

 

 

 

 

 

 

แล้วแซ็กก็ฝัน

เขาไม่ได้ฝันมานานหลายปีแล้ว  แต่ถึงจะฝันก็มีแต่ความฝันเศร้า ๆ ภาพมีเพียงสีดำเท่านั้นเอง

แต่ฝันที่กำลังจะเริ่มขึ้นใต้เปลือกตาต่อจากนี้คือฝันร้ายไม่มีค่าควรฝันถึงมากกว่าจะเรียกว่าฝันเศร้า ๆ

ในเมื่อเริ่มดำเนินไปแล้วก็ไม่อาจหยุดฝันลงได้โดยง่าย  เพราะไม่มีใครรู้ว่านั่นคือความฝันยามตกอยู่ในห้วงฝันแล้ว

—–แล้วความฝันก็ฝืนดำเนินขึ้น

แซ็กเป็นเด็กหนุ่มอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก  สถานที่แห่งนั้นที่เคยใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กมาเลวร้ายเสียจนแค่นึกถึงก็อยากจะอาเจียน  ตรงหน้าแซ็กเห็นคู่สามีภรรยาเจ้าของสถานรับเลี้ยงพูดคุยเรื่องผิดวิสัยเสียงเรียบเฉยอยู่ในห้องรับแขกมืด ๆ

ภาพนั้นชัดเจน….ราวกับความทรงจำอยากจะลืมในสมัยก่อนกำลังย้อนกลับมาอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

 

——-นี่คุณ  ฉันแอบดูเด็กคนนั้นที่มาถึงเดือนนี้เพราะได้กลิ่นเหม็น ๆ  แล้วเห็นว่าใช้ไม่ได้ไปแล้วเนี่ยสิ

——-อ่อ  งั้นเหรอ

——-งั้นเหรอเองเหรอ….แล้วเอาไงดี?

——-ก็ฝังไว้ที่สวนซะสิ

——-เอาแบบนั้นอีกแล้วเหรอ?  จะไม่เป็นไรแน่นะ?

——-ไม่มีใครคิดมาดูเด็กถูกเอามาทิ้งในสถานที่แบบนี้ด้วยเศษเงินหรอกน่า

——-….แต่ฉันไม่ชอบเลย  ฉันไม่อยากแตะอะไรเน่า ๆ หรอก

——เอาแต่ใจอยู่ได้….เออ  จะว่าไป  เจ้านั่นยังมีชีวิตอยู่เรอะ?

——เจ้านั่น?

——เจ้านั่นไง  เด็กที่ถูกไฟไหม้จนตัวเหมือนตัวประหลาดน่ะ

——อ๋อ  ไอ้นั่นเหรอ? …..ยังมีชีวิตอยู่เลย  ไม่ได้ให้อะไรกินซักหน่อย….คงไปคุ้ยหาเศษอาหารเหลือ ๆ กินเองมั้ง  เห็นแล้วขยะแขยงจัง

——งั้นให้เจ้านั่นฝังสิ  จุดจบของเด็กก็ให้เด็กด้วยกันทำเนี่ยแหละ

——-….คุณก็พูดถูกนะ

——ที่จริงแล้วฉันเคยลองให้ทำก่อนหน้านี้น่ะ  แล้วเจ้านั่นก็ไม่ว่าอะไร  ฝังให้เฉยเลย

——เอ๊ะ?  จริงเหรอ?

——เหมาะพอดีเลยใช่ไหมละ?  เศษอาหารเหลือก็ไม่มี  แถมกลิ่นเหม็น ๆ ในถังขยะยังน้อยลงอีก  ตัวประหลาดเนี่ยถ้ามีชีวิตอยู่ก็สะดวกดีแฮะ  เหมือนกับเครื่องมือไง  เหมาะกับตัวประหลาดพอดิบพอดี

——เหรอ  งั้นก็แล้วไป

——งั้นเท่านี้ก็แก้ปัญหาได้ละ  ฉันจะดูหนัง  อย่ามากวนแล้วกัน

——-….ไม่เอาด้วยหรอก  เดี๋ยวก็ดูวีดีโอสยองขวัญเลือดสาดนั่นอีกน่ะสิ

——ฉันชอบนะ  หนังเรื่องนั้น  เห็นพวกบ้าไร้สมองถูกฆ่าแล้วปลดปล่อยดี

——นิสัยไม่ดีเลย  ฉันเกลียดหนังเรื่องนั้นจัง  ฆาตกรไม่เห็นจะตายเลย

——เอาน่า  อย่ามากวนละกัน  เธอก็รีบไปสั่งเจ้านั่นให้จัดการศพได้แล้ว

 

 

(….ตัวประหลาด….)

เออ  นั่นสินะ  ฉันเป็นตัวประหลาด  เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้ว  แต่ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือของพวกแกซะหน่อย——…..

(เฮ้อ….อยากฆ่า……จะฆ่า…..)

แซ็กในวัยเด็กกำมีดขนาดใหญ่ด้วยมือเล็ก ๆ อยู่ระหว่างเติบโตแน่นในความฝันที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกทึบ

“แซ็ก……”

แล้วตอนนั้นก็ได้ยินเสียงใครดังแทรกมาในฝัน

——หา….?

นี่มัน….เสียงใคร…..?

อา….จริงด้วย

เร…..

——เรเรียกอยู่เรอะ

เรียกชื่อ  ฉัน…..

“…..แซ็ก”

พอเขาสัมผัสได้ว่านั่นเป็นเสียงในความเป็นจริงไม่ใช่ความฝัน  ฝันร้ายไม่เคยหายไปจากความทรงจำก็ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างเงียบงัน

 

 

 

 

 

 

“….แซ็ก”

เรลืมตาขึ้นก่อนหน้าเล็กน้อย  เธอเรียกชื่อแซ็กด้วยเสียงอ่อนโยนขณะมองใบหน้าดูเจ็บปวดของเขาขณะยังหลับอยู่

แล้วแซ็กก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ตอบสนองกับเสียงเรียกของเร

“….ตื่นแล้วเหรอ?”

“….ว่าไง”

แซ็กตอบด้วยเสียงเพิ่งตื่นนอน  ในหัวคล้ายถูกบางอย่างกัดกินจนขนลุก

ใช่—–…เขาฝันร้ายจนไม่อยากนึกถึงอีก

(ทำไมถึงฝันแบบนี้ได้…..?)

ลืมไปตั้งหลายปีแล้วเชียว—–ไม่เคยนึกถึงเลยด้วยซ้ำ

“เอ่อ….แซ็ก  หนักน่ะ”

เรบอกพลางเหลือบมองแซ็กผู้ยังออกจากโลกแห่งความฝันไม่เต็มที่

“หา?”

เขาเหลือบตามองข้าง ๆ ก่อนพบว่าใบหน้าของเรอยู่ใกล้ผิดปกติ

(….?!)

ไม่รู้ว่าเขาหลับพิงไหล่เรไปตั้งแต่เมื่อไร

“ก็แกพิงไหล่ฉันก่อนนี่หว่า!!”

แซ็กถอยตัวกรูดแล้วตะโกนใส่โต้ตอบ

“…….งั้นเหรอ?”

เรเอียงคอมองคล้ายไม่ได้ใส่ใจมาก  เรหลับลึกเสียจนจำเรื่องแบบนั้นไม่ได้เลย

“ก็ใช่น่ะสิ  แหงอยู่แล้ว!”

“….เหรอ”

“แล้วนี่ไหวแล้วเรอะ”

แซ็กถามขณะลุกขึ้นยืน

“อืม  โล่งขึ้นเยอะแล้วน่ะ”

เรตอบเสียงใส  ไม่มีความง่วงเจือปนอยู่

“งั้นก็รีบไปได้แล้ว  จะมามัวเสียเวลาไม่ได้แล้วนะ”

“อืม”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s