Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 21]

ช้าไปวันนึง  ต้องขอโทษด้วยนะคะ orzll

แล้วก็ถ้ามันงง ๆ ก็ขออภัยด้วยนะคะ ;w;

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


ฟึ่บ

ร่างของเงาข้างตัวหายไปยืนอยู่ประชิดอีกฝ่ายพร้อมยื่นมือจับแขนข้างนั้นไว้แน่น

“………หยุด…………นะ…………”  เสียงชวนขนลุกดังลอดมาจากใต้ผ้าคลุม

“ปล่อยสิ  นางาทานิคุง!!!”  ฟูจิซากิตวาดออกมาด้วยเสียงตกใจ  เขาดึงมือข้างนั้นมาทางตัวเองเพื่อจะสลัดให้พ้นแรงพันธนาการนั้น

มิยูกิกลับมาตั้งสติได้  เขารีบตะโกนสั่งรุ่นน้องในทีมที่เหลือ  “ล็อกตัวฟูจิซากิไว้เร็ว!!”

รุ่นน้องที่เหลือสะดุ้งขึ้นพร้อมกันแล้วตรงเข้าไปช่วยล็อกตัวคนละทิศละทาง

“ฟุรุยะคุง!!  กลับมาได้สติที!!!”  ฮารุอิจิได้จังหวะรีบตะโกนเรียกเพื่อนเจ้าของร่าง  “อย่าให้คนอื่นมายึดร่างได้สิ  ฟุรุยะคุง!!!”

“รุ่นพี่ฟุรุยะ!!!”  เซโตะเห็นดังนั้นจึงช่วยเรียกบ้าง  “รุ่นพี่ฟุรุยะ  ได้ยินผมไหมครับ!!!”

“ปล่อยนะ  ไอ้เด็กเวร!!!”  คนยึดร่างส่งเสียงคำรามแล้วพยายามสะบัดให้พ้น  แต่เขาก็ไม่อาจสู้แรงคนสามคนบวกหนึ่งวิญญาณ(?)ได้จนโอคุมูระปลดมีดออกจากมือได้สำเร็จ

“ช่วยถือให้หน่อยครับ!!!!”  แคชเชอร์ปีหนึ่งอาศัยจังหวะนั่นยื่นอาวุธมาให้กัปตันด้านหลัง  เขาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเรียกแต่ก็รีบยื่นมือไปคว้าเอาไว้

ทันใดนั้นเอง

“นางาทานิคุง  อย่ามาขวางสิ”

เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นเบา ๆ จากด้านหลัง

ร่างของนางาทานิมีปฏิกิริยากับเสียงนั้นทันที  ตัวเขาสะดุ้งเฮือกอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะค่อย ๆ เบือนคอมามองทางเขาคล้ายใช้แรงทั้งร่างฝืนอะไรบางอย่าง  “………นี่……..นาย………”

เฮ้ย

มิยูกิหันควับไปหาต้นเสียง  แต่ก่อนเขาจะหมุนตัวไปจนเห็นหน้าก็มีมือข้างหนึ่งอ้อมมาจากด้านหลังแล้วตวัดรัดคอเขาเต็ม ๆ

“เฮ้ย!!!?”  เซโตะหันมามองทางต้นเสียง

“ไม่นึกเลยว่าต้องเรียกอีกครึ่งหนึ่งมาด้วย”

เสียงคุ้นเคยดังขึ้นใกล้หูอีกครั้ง  คราวนี้คนถูกรัดคอนึกชื่อเจ้าของแขนออกอย่างไม่ยากเย็น  “ซาวามูระ…”

ซาวามูระ  เอย์จุนโผล่มาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

“เอย์จุนคุง!!!?”  ฮารุอิจิส่งเสียงเรียกเพื่อนสนิทในทันที  “ปล่อยรุ่นพี่มิยูกินะ!!!!”

“นางาทานิคุง”  คนถูกสิงอีกคนยังพูดกับวิญญาณอาฆาตอยู่คล้ายไม่ได้ยินเสียงเรียก  “อย่ามาขวางผมนะ  หายไปซะ”

“………..ฉันไม่………..ฟังนาย……..แล้ว……….”  ร่างในผ้าคลุมตอบด้วยท่าทีทรมาณ

“นั่นสินะ  มิยูกิคุงดันถือเครื่องรางอีกครึ่งหนึ่งอยู่  เลยมีคนออกคำสั่งอยู่สองคนละสิ”  เอย์จุนถอนหายใจ  แล้วมิยูกิก็สัมผัสได้ว่ามีมืออีกข้างหนึ่งกำลังตบ ๆ ไปบนตัวเขาคล้ายหาของต้องสงสัย  “คงต้องเอาคืนแล้วละนะ”

“นี่แก!!!”  กัปตันเห็นท่าไม่ดีเลยพยายามดิ้นให้หลุด  แต่แขนบนคอเขาก็รัดไว้มากกว่าเดิม  “อึ๊ก!!!”

“รุ่นพี่!!!!”  เซโตะร้องเสียงหลง

“อย่านะเซโตะ!!!”  คนออกคำสั่งรีบห้าม  “ล็อกตัวฟุรุยะเอาไว้!!!”

“ตะ…แต่!!!”

“งั้นขอรับเครื่องรางคืนนะ  มิยูกิคุงของผม”  ในตอนนั้นเองที่เขาสัมผัสได้ว่ามือของรุ่นน้องผู้ถูกควบคุมร่างกำลังคืบคลานเข้ากระเป๋ากางเกงข้างที่เก็บโทรศัพท์มือถือของฟุรุยะไว้

เขาตัดสินใจในฉับพลัน

“นางาทานิ  หายตัวไปก่อน!!!!!”

เงาในผ้าคลุมหายวับไปในพริบตา

“เอ๊ะ?”

ก่อนกัปตันจะอาศัยจังหวะที่คนด้านหลังเผลอกระทืบเท้ารุ่นน้องเต็ม ๆ

“อึ๊ก!!!!!!”

แขนบนคอคลายออกเล็กน้อย  เขารีบออกแรงใช้มือจับแขนข้างหลังออกจากคอแล้ววิ่งเข้าไปสมทบกับรุ่นน้องคนอื่น ๆ

“รุ่นพี่!!!”  รุ่นน้องใส่แว่นร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง  “ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ!!?”

“ไม่ต้องห่วง”  เขาตอบสั้น ๆ ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปยังพิชเชอร์อีกคนที่ตอนนี้ไม่ใช่ตัวของตัวเอง  มือรีบกำกระเป๋ากางเกงเอาไว้แน่นเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าโทรศัพท์มือถือยังอยู่กับตัวไหม

เอย์จุนนิ่วหน้าเล็กน้อย  ก่อนจะทำเสียงเจ็บใจ  “ทำไมผมไม่เคยล็อกตัวนายสำเร็จเลยนะ”

“ฟูจิซากิ  ส่งตัวซาวามูระคืนมาด้วย”  มิยูกิรีบส่งเสียงข่ม  “ตอนนี้นายสั่งการนางาทานิได้ไม่เต็มที่  ถึงจะยึดร่างฟุรุยะกับซาวามูระไปก็ทำอะไรไม่ได้มาก  เลิกทำแบบนี้ได้แล้วน่า”

“ทำอะไรไม่ได้มาก?”

คราวนี้เสียงดังออกมาจากปากเอซประจำทีม

คนพยายามเกลี้ยกล่อมหันควับไปด้วยความตกใจ  ฟุรุยะที่เอาแต่ดิ้นเงียบ ๆ ในวงล้อมของรุ่นน้องสามคนเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ ก่อนจะยิ้มกว้างให้  “แต่ก็ยังใช้เป็นตัวประกันได้นี่นา…”

อ้ะ

ลางสังหรณ์ส่งเสียงเตือนได้เพียงแค่เสี้ยววินาที  ร่างของเอซประจำทีมก็สะบัดแขนทั้งสองข้างเต็มแรงจนฮารุอิจิและเซโตะที่ล็อกไว้เผลอคลายมือออกด้วยความตกใจ

“เฮ้ย!!!!”

เสียงอุทานดังลั่นทำสติมิยูกิเขวไปแวบหนึ่ง  ตอนนั้นเองคนถูกสิงร่างยื่นมือคว้าข้อมือข้างที่ถือมีดเอาไว้แล้วสะบัดอย่างแรงจนมีดตกลงพื้น

“อึ๊ก!!!!”  คนถูกปลดมีดกัดฟันฝืนสะบัดข้อมือออก  แต่พอจะก้มไปคว้ามีดก็ถูกคนตรงหน้าเตะมันออกไปอีกทางเสียก่อน

“คุณฟุรุยะ!!!!”  โอคุมูระได้สติก่อนรีบล็อกแขนคนอาละวาดไว้  แล้วตะโกนเรียกเพื่อนช่วย  “ทาคุ  กดตัวเขาลงกับพื้นเร็ว!!!”

“อะ  เอ้อ!!!!”  คนถูกเรียกสะดุ้งก่อนรีบทำตามคำขอด้วยการทุ่มตัวทับรุ่นพี่ลงเต็ม ๆ

“อั่ก!!!!”

ฮารุอิจิรีบทิ้งน้ำหนักทับอีกคน  แล้วหันมามองทางรุ่นพี่  “ไม่เป็นไรใช่ไหมครับรุ่นพี่มิยูกิ!!!?”

“ฉันไม่เป็นไร!!!”  เขารีบตอบกลับก่อนจะนึกขึ้นได้เลยรีบหันไปทางที่มีดถูกเตะไป

ก่อนจะใจตกวูบไปกับตาตุ่ม

เมื่อไม่เห็นร่างพิชเชอร์ประจำทีมอีกคนแล้ว

“ฮะฮะ…ต้องขอโทษด้วยนะ”

เสียงฟุรุยะดังขึ้นแผ่ว ๆ เพราะถูกกดจนพูดไม่ค่อยถนัด

ทุกคนหันควับไปมองร่างบนพื้น  ตัวเขาถูกกดในท่าคว่ำหน้าจึงมองไม่เห็นสีหน้าชัดเจน  “ยังไงผมก็ขอรับร่างนั้นเอาไว้ก่อนแล้วกันนะ”

“คืนซาวามูระมาเดี๋ยวนี้!!!  ฟูจิซากิ!!!!”  มิยูกิตวาดด้วยอารมณ์พุ่งพล่านจนเกือบหยุดไม่อยู่

“ผมเสียดายจริง ๆ ที่ตอนนี้คงทำอะไรรุ่นน้องของนายคนนี้ไม่ได้แล้วละ”  คนยึดร่างไว้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ  “คราวนี้ยอมคืนให้ก็แล้วกัน”

กัปตันสัมผัสได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้เลยรีบร้องห้าม  “เดี๋ยว!!!!”

“อึ๊ก!!!”

จู่ ๆ ตัวของฟุรุยะก็กระตุกอย่างแรงก่อนจะทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงพื้น

“ระ…รุ่นพี่!!!!!???”  เซโตะร้องเสียงหลงแล้วเผลอปล่อยมือ

“ทาคุ!!!?”  เพื่อนสนิทร้องเตือน

“ขะ  ขอโทษที!!!!”  คนปล่อยรู้สึกตัวขึ้นมาเลยรีบตะครุบแขนไว้  แต่สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นตกใจก่อนจะปล่อยมือออกอีกครั้ง  “รุ่นพี่ฟุรุยะ!?”

ฮารุอิจิเบิกตากว้าง  “ปล่อยฟุรุยะคุงก่อน  โอคุมูระคุง!!!”  แล้วหันไปสั่งรุ่นน้องอีกคน

“แต่…”  อีกฝ่ายยังคงลังเล

“ฟุรุยะเขาทำไม!!?”  มิยูกิเริ่มรับรู้ถึงลางไม่ดีเลยถามขึ้นขณะรีบย่อตัวลงสังเกตใกล้ ๆ

หน้าของเอซประจำทีมยังคงคว่ำอยู่กับพื้นจนดูไม่ออกว่าเป็นอย่างไร  เพียงแต่ร่างของเขาคล้ายถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมดจนไม่ไหวติง

โอคุมูระมองทุกคนคล้ายไม่แน่ใจแต่ก็ยอมปล่อยมือ  ส่งผลให้ร่างนั้นทิ้งตัวแนบลงกับพื้นอย่างแท้จริง  ฮารุอิจิลองเอามือพลิกตัวเขากลับขึ้นมา  สีหน้าซีดคล้ายกระดาษขาวปรากฎให้เห็นเป็นอย่างแรง  ตาทั้งสองข้างเขาปิดสนิท  ลมหายใจแผ่วเบาบอกเป็นนัยว่าตอนนี้ไม่รู้สึกตัว

“สลบ…อยู่ครับ”  ฮารุอิจิเบือนหน้ามามองหัวหน้าทีม

“สลบ?”  คนอาวุโสสุดทวนคำแล้วลองยื่นมือไปแตะหน้าคนบนพื้นดู  ปลายนิ้วยังสัมผัสไออุ่นจากผิวหนังรุ่นน้องได้  สีหน้าของเขายังหลงเหลือแววทรมาณอยู่เล็กน้อยแต่ก็ดูผ่อนคลายขึ้นเรื่อย ๆ

“แปลว่า…ฟูจิซากิไม่ได้สิงร่างรุ่นพี่ฟุรุยะแล้วเหรอ!!?”  เซโตะขยับยิ้มโล่งอกออกมาเล็กน้อย

“ก็คงจะเป็นแบบนั้น”  โอคุมูระยังขมวดคิ้ว  ก่อนจะมองไปทางที่เอย์จุนเคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้  “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง  เท่านี้ก็เหลือรุ่นพี่ซาวามูระคนเดียวแล้วสิ”

“เอย์จุนคุง…”  เพื่อนร่วมชั้นส่งสายตาไปมองระเบียงว่างเปล่าด้วยอีกคน

มิยูกิกัดปากด้วยความเจ็บใจ  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนตะลุมบอนกับฟูจิซากิในร่างฟุรุยะ  อีกฝ่ายเตะมีดของนางาทานิกระเด็นหายไป  ลางสังหรณ์บอกเขาว่าควรจะเก็บมีดนั้นคืนให้นางาทานิ  เขาจึงผละจากตัวรุ่นน้องบนพื้นลองเดินไปตามทางที่เห็นมีดกระเด็นไป

…………ไม่อยู่?

แสงสว่างจากตะเกียงที่ตะแคงข้างบนพื้นใกล้ดับลงทุกที  ทำให้รัศมีการมองเห็นนั้นหดลดลงจนเหลือแทบไม่ถึงหนึ่งเมตร  แต่ด้วยวัสดุแล้วเขาก็น่าจะเห็นแสงสะท้อนเล็ก ๆ หากมีดยังอยู่ตรงนั้น

แต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลย

คนหาขมวดคิ้ว  หัวใจเริ่มเต้นแรงจากความหนาวสันหลังที่แผ่ซ่านขึ้นมาช้า ๆ  เขาลองเอาเท้าเขี่ยดูตามพื้นอาศัยฟังเสียงเดาเอาหากรองเท้าเขากระทบกับตัวมีด  แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรดังขึ้น  กลับกันแล้วปลายเท้ากับสัมผัสถึงของนุ่ม ๆ คล้ายเนื้อตุ๊กตากลิ้งตามพื้น

จริงด้วย  บนพื้นยังมี…

อาการวิงเวียนแล่นจุกคอมิยูกิเล็กน้อยจนเขาเผลอสำลักน้ำลาย  เขารีบไอไล่อาการนั้นออกไปก่อนใช้ความคิด  ไม่แน่ว่ามีดมันอาจจะกลิ้งลอดไปอยู่ใต้ร่างบนพื้นก็ได้

แบบนี้ก็คงหาไม่เจอสิเนี่ย

ในใจนึกยอมแพ้  กัปตันทีมถอนหายใจแล้วหันหลังกลับไปมองรุ่นน้องทั้งสามที่ยังมุงดูท่าทีคนถูกสิงบนพื้นอยู่  พอฮารุอิจิเห็นเขาหันกลับมาก็เอ่ยปากถามขึ้นคล้ายรอจังหวะอยู่แล้ว  “เอาไงดีครับ”

ผู้มีอำนาจที่สุดในทีมตอบเสียงเหนื่อย ๆ คล้ายปลง  “อุ้มฟุรุยะไปห้องพยาบาลกันก่อนเถอะ  ตอนนี้หาทางปลุกเขาฟื้นน่าจะดีที่สุด”

“นั่นสิ…นะครับ”  เซโตะเหลือบสายตามองคนสลบอีกที  “โคชู  ปะ”

เขาเรียกเพื่อนเพื่อขอแรง  เจ้าของชื่อเบือนหน้ามามองกัปตันเล็กน้อยแต่ก็จับแขนเอซประจำทีมขึ้นพาดบ่า  ฮารุอิจิเก็บตะเกียงขึ้นแล้วมองเปลวไฟริบหรี่ด้วยสีหน้ากังวล  ก่อนจะเดินนำทุกคนไปทางบันได

มิยูกิหันหลับไปมองระเบียงทางที่เอย์จุนเคยยืนอยู่  และมีดถูกเตะกระเด็นหายไปอีกครั้ง  ก่อนจะเดินตามทุกคนปิดท้ายลงบันไดไป

.

.

.

.

.

.

มิยูกิจัดการล็อกประตู  แล้วหันกลับไปมองรุ่นน้องคนอื่น ๆ กำลังเอาตัวคนสลบนอนลงกับเตียงในห้อง

“ฟุรุยะคุง…”  ฮารุอิจิลากเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ แล้วมองหน้าเพื่อนร่วมชั้นด้วยแววตาเป็นห่วง

ในห้องสว่างขึ้นทันตาเห็น  พอหันไปมองต้นแสงก็เห็นโอคุมูระสะบัดไม้ขีดในมือหลังลงมือจุดเทียนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ  เขาผงกหัวแทนคำขอบคุณก่อนจะเดินเข้าไปใกล้คนบนเตียง

สีหน้าของฟุรุยะดูผ่อนคลายขึ้นมากจากตอนแรก  แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะลืมตาขึ้นมา

“….เอาไง……ดีครับ….”

รุ่นน้องสวมแว่นลากเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงข้าง ๆ ฮารุอิจิก่อนจะหันมามองทางกัปตัน  สีหน้าของเขาแฝงความรู้สึกผิดไว้เหมือนอยากขอโทษที่เอาแต่พูดคำนี้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

แต่มิยูกิไม่คิดจะกล่าวโทษ

ไม่ว่าใครหากอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องคิดแบบนี้เหมือนกัน

ก่อนอื่น  เขาเห็นว่าน่าจะถามข้อมูลเพิ่มจากพยานปากใหม่มากกว่า

“นางาทานิ”

กัปตันล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง  แล้วเอามืออีกข้างกำเครื่องรางเอาไว้แน่น

“ออกมาได้ไหม  นางาทานิ”

วูบ

ไอเย็นแผ่ไปทั่วพร้อมกับร่างในผ้าคลุมผุดขึ้นมาตรงมุมหนึ่งของห้องคล้ายลอยขึ้นจากพื้น

คนอื่น ๆ สะดุ้งเฮือกเหมือนยังไม่ชิน  แต่มิยูกิทำเพียงเบือนหน้าไปหาตัวแล้วพูดต่อ  “นายเป็นไงบ้าง”

“………….ไม่เป็นไร…………….”  อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ  ยังไม่ขยับออกมาจากจุดยืน

“นะ…นางาทานิ…คุง?”  ฮารุอิจิลองร่วมสนทนาด้วยแม้จะยังแสดงสีหน้ากล้า ๆ กลัว ๆ  “นาย…เอ่อ…ยังโดนฟูจิซากิ…คุมอยู่หรือเปล่า”

อีกฝ่ายนิ่งไปพักหนึ่ง  “…………ไม่….แน่ใจ………….

“ไม่แน่ใจ?”  โอคุมูระขมวดคิ้ว

“……….แต่น่าจะ…..ใช่อยู่………..”  นางาทานิตอบด้วยท่าทางลังเล  เขาขยับส่วนหัวไปยังคนที่นอนอยู่บนเตียง  “เพราะขยับตัวไม่ค่อยได้……..ตอนหยุดเขาอยู่………”

“ตามหลักก็น่าจะเป็นแบบนั้นสินะ”  คนถือเครื่องรางอีกครึ่งหนึ่งถอนหายใจ  “แล้วตอนนี้ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

“………คิดว่า………..”  คนถูกถามนิ่งไปพักหนึ่งแล้วตอบ

มิยูกิเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าดังเดิม  แล้วขยับท่านั่งใหม่  “ถ้างั้นขอถามหน่อยได้ไหม”

เงาในผ้าคลุมขยับหัวคล้ายเอียงคอเล็กน้อย

“ที่ฟูจิซากิบอกว่านาย ‘พา’ เขามาทางนี้หมายความว่าไง”

เงียบ

ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังจากในลำคอเซโตะเบา ๆ

“หรือควรเริ่มจากว่า…คดีที่นายก่อในอดีต……..เป็นยังไงมายังไงกันแน่….”  คนถามหรี่ตาลงเล็กน้อย  “ทำไมพวกฉัน…ถึงติดอยู่ในที่แบบนี้ได้?”

คนอื่น ๆ ยังไม่พูดอะไร  เพียงแต่มองหน้าพวกเขาทั้งคู่สลับไปมา

“…………นายรู้ใช่ไหมว่า…………ฉันทำอะไรมา……….”

นางาทานิเปิดปากพูด

คนจุดประเด็นพยักหน้าช้า ๆ  ในหัวนึกย้อนข้อมูลที่หาเจอมาก่อนหน้านี้  “นายไล่แทงคนในโรงเรียนนี้…ใช่ไหมล่ะ?”

“….ใช่…..”  วิญญาณอาฆาตพยักหน้าช้า ๆ

“ทำไม…….เหรอ?”  ฮารุอิจิรวบรวมความกล้าถามออกมาบ้าง

ส่วนหัวของเงาเบือนมาทางคนถามด้วยอาการคล้ายเวลาหุ่นยนต์ขยับตัว  “…….เพราะทุกคน…….ไม่สนใจฉัน………ไม่เห็นฉัน………ไม่ยอมรับฉัน………..ฮะฮะฮะฮะฮะฮะ………..”

“เฮ้ย!!!”  เซโตะชักเห็นท่าไม่ดีขึ้นมาเลยผงะตัวถอย

“แล้วไงต่อ”  กัปตันรีบยิงคำถามกลับก่อนคนก่อเหตุในอดีตจะระเบิดความเคียดแค้นออกมาก่อน  “หลังจากนั้น…เรื่องมันเป็นยังไง?”

ถึงจะพอคุยรู้เรื่องแล้ว  แต่ความเคียดแค้นก็ยังอยู่สินะ

เขาอดนึกถึงพวกนิยายสยองขวัญไม่ได้  พวกนิยายเหล่านั้นมักจะอธิบายว่าวิญญาณร้ายคงรูปอยู่ได้จากแรงอาฆาต  นางาทานิเองก็คงตรงตามกรณีนี้เหมือนกัน

เสียงหัวเราะเยือกเย็นชะงักลง  แล้วคนก่อเหตุก็เอียงคอเล็กน้อยด้วยทีท่ากลับมาได้สติเหมือนเดิม  “……จำไม่ค่อยได้……..เท่าไร………”

“จำไม่ค่อยได้?”  คนถามเลิกคิ้ว

“…………..ฮิรากาวะ………..”

แล้วชื่อคุ้นหูก็ดังขึ้น

“ฮิรากาวะ…?”  ฮารุอิจิเปิดปากบ้างหลังเงียบไปหลังคำถามก่อนหน้านี้เกือบพาทุกคนซวย  “กรรมการนักเรียน…ที่มีเครื่องรางจิ้งจอกน่ะเหรอ?”

“………….ฉันฆ่า……ฮิรากาวะ……..”

ความเยือกเย็นในเสียงแฝงความเศร้าเอาไว้

“…….เลยรู้สึกตัว……..ตอนนั้น……..”  เงาในผ้าคลุมก้มหน้าลง  “……ฉันทน………ไม่ไหวเลย………แทงตัวเอง…….”

แทง…ตัวเอง?

มิยูกิขนลุกซู่อย่างหยุดไม่ได้

“แล้ว……ไงต่อ….?”  เซโตะขยับปากถามกล้า ๆ กลัว ๆ

“………..แค้น…..”

นางาทานิยกมือขึ้นสองข้างช้า ๆ ก่อนแตะบริเวณหัวตัวเอง

ก่อนเสียงจะแผ่ไปทั่วห้อง  แทรกซึมเข้าผิวหนังของคนรับฟังทั่วทุกส่วนจนสัมผัสได้ว่าเซลล์ทุกส่วนขยับตามคลื่นเสียง

“……อึดอัด………แค้น…………….แค้น………เสียใจ……….แค้น………เศร้า…….ทำไม……….ทำไม……….ทำไม……ทำไม………….ทำไม………..———“

ไม่ได้การ

กัปตันรีบยกมืออุดหู  แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักนิด  เสียงเย็นยะเยือกคล้ายใบมีดกรีดลงทุกส่วนในร่างจนเจ็บแปลบไปหมด  หัวเริ่มกลับมาปวดขึ้นอีกครั้ง

คำถามก่อนหน้านี้เขายังเบรคไม่ให้วิญญาณร้ายตกภายใต้แรงเคียดแค้นได้ทัน  แต่คราวนี้ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตกสู่บ่อน้ำดำมืดเร็วกว่าที่คิด

หากปล่อยไว้นานกว่านี้  นางาทานิต้องกลับไปเป็นแบบเดิมแน่

หางตาเขาเหลือบไปมองรุ่นน้องทุกคน  พอเห็นหน้าทุกคนเริ่มบิดเบี้ยวคล้ายเค้นความคิดอย่างหนักหาทางฝืนแรงอาฆาต

ต้องรีบแล้ว

มิยูกิฝืนขบปากตัวเอง  ความเจ็บช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นกระทันหัน  เขาเลยใช้จังหวะนั้นตะโกนเรียก  “นางาทา–!!!!”

“แล้วฟูจิซากิก็มา”

คลื่นเสียงหายวับราวกับโกหก

คนตะโกนเรียกถึงกับอ้าปากข้างไปชั่วขณะ  ร่างกายค้นพบว่าไม่ได้ถูกแรงกดดันหรือได้ยินเสียงก้องในหัวอีกต่อไป  ความผ่อนคลายกระทันหันจึงเรียกปฏิกิริยาโต้ตอบใต้สำนึกออกมาด้วยการส่งเสียงออกมาว่า  “หา?”

นางาทานิลดมือทั้งสองข้างลง  คราวนี้เขาหันมามองหน้าเป้าหมายของชื่อที่ถูกอ้างถึงตรง ๆ

“รู้สึกตัวอีกที……ก็เห็นฟูจิซากิ……..ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s