Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 22]

ใกล้จบแล้วค่า  แต่อีกกี่ตอนยังไม่รู้…

จะเห็นว่านางาทานิเลิกพูดยานคางช่วงท้าย ๆ เพราะว่าเริ่มได้สติ(?)กลับมาแล้วค่ะ

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


            “ฟูจิซากิ?”

มิยูกิทวนชื่อ  ขณะในหัวพยายามปะติดปะต่อเหตุการณ์จากข้อมูลที่ได้ยินมา

“………ฉันเห็นเขา………ยืนอยู่ตรงหน้า……”  นางาทานิเล่าต่อ  ความบ้าคลั่งหายไปจากน้ำเสียงราวกับก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องล้อเล่น  “………..ยืนยิ้ม……..อยู่ตรงหน้า……….”

“เดี๋ยวนะ…”  ฮารุอิจิลดมือลงแล้วถามขึ้นบ้าง  สีหน้าเขาดูผ่อนคลายลงเมื่อเห็นวิญญาณกลับมาสงบเหมือนเดิม  “นายบอกว่า…เห็นฟูจิซากิทันทีที่รู้สึกตัวเลยเหรอ….?  แต่นับจากตอนนั้นมันผ่านมาตั้ง 18 ปีแล้วนะ?…”

“แทงตัวเอง…ก่อนจะมารู้สึกตัวอีกที…”  เซโตะเหลือบตาใช้ความคิด“งั้นก็คือ….”

ก่อนจะสะดุ้งเบา ๆ แล้วหันควับมามองทางคนก่อเหตุด้วยสีหน้าหวาดผวา

“……………….ตอนนั้นฉันถึงรู้…………ว่าตัวเองตายแล้ว…………….”

วิญญาณอาฆาตพูดความในใจของทั้งสองคนออกมาหน้าตาเฉย

คนเดาทั้งคู่สะดุ้งเบา ๆ แล้วหันสายตามามองหัวหน้าทีมพร้อมกันคล้ายอยากถามว่าควรพูดอะไรต่อ

ก็คงต้องเป็นแบบนั้น…สินะ

กัปตันทีมสูดลมหายใจเบา ๆ เพื่อรวบรวมคำพูดก่อนถามต่อ  “แล้วตอนนั้น…ฟูจิซากิว่าไงบ้าง?”

เงาในผ้าคลุมเอียงคอเล็กน้อยคล้ายนึกย้อนอดีต  “ตอนนั้นฉันยัง…แค้น………แค้น……เสียใจ……..แค้น………”เสียงเขาสั่นเล็กน้อยเหมือนพร้อมจะอาละวาดได้ทุกเมื่อ  แต่ก็ยังดูคุมตัวเองไว้ได้อยู่ “……….เลยเงื้อมีดใส่…..แต่ไม่รู้ทำไม……..ร่างกายถึงขยับไม่ได้……..”

“ขยับไม่ได้?”  โอคุมูระทวนคำ

“แปลว่าตอนนั้น…ฟูจิซากิก็ควบคุมนางาทานิคุงได้แล้วละสิ….”  ฮารุอิจิทำหน้าครุ่นคิด

“……..ตอนนั้น……..ฉันเลยได้สติขึ้นมา…….”คนเล่ายังคงพูดเสียงโทนเดียวต่อ  “และนึกเรื่อง……….ที่ตัวเองทำขึ้นมาได้…….เลยถามฟูจิซากิไปว่า………..เขาเป็นใคร…….และที่นี่คือ…….ที่ไหน……..”

“เดี๋ยวนะ”  มิยูกิถามขัดขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งชวนสงสัย  “นายไม่รู้เหรอว่าที่นี่ที่ไหน?”

ใบหน้าใต้ผ้าคลุมเงยขึ้นด้านบนแล้วมองไปรอบ ๆ  “มิโดริงาโอกะ……..ใช่ไหมล่ะ?”

“เอ๊ะ?”

“ที่นี่คือ……ตึกเรียนของโรงเรียนมิโดริงาโอกะ……..”คนก่อเหตุหันกลับมามองตอบ  “ในสภาพหลังฉัน….ไล่แทงทุกคน…….ใช่ไหมล่ะ?”

“……….เป็นแบบนั้นจริง ๆ เหรอ”  กัปตันพึมพำเมื่ออีกฝ่ายไขข้อข้องใจที่ติดค้างในหัวมานานให้

“อ้าว  แล้วที่ถามว่าที่นี่ที่ไหนนั่น…?”  เซโตะแย้งข้อสงสัยออกมาต่อทันที

“……ตัวห้องคือ……ห้องเรียนของโรงเรียนมิโดริงาโอกะ………”นางาทานิทำเสียงคล้ายตัวเองก็ประหลาดใจ  “แต่สภาพในห้อง…….ดูต่างออกไป……..”

“ต่างออกไป?”  รุ่นน้องผมสีชมพูทวนคำ

คนเล่าขยับส่วนหัวไปมาคล้ายกวาดสายตาไปรอบตัว  “…..เต็มไปด้วยลาย……ที่ฉันไม่รู้จัก……”

มิยูกิขมวดคิ้ว  “……..ลาย?”

“……กลิ่นเลือด………เต็มไปหมด……”เสียงของคนเล่าแฝงความไม่สบายใจเอาไว้  “แต่นั่นไม่ใช่กลิ่น….ในความทรงจำของฉัน….”

หมายความว่าไง?

หัวหน้าทีมลังเลใจว่าควรจะซักไซ้ต่อดีไหม  แต่เขาก็ยังไม่วางใจวิญญาณอาฆาตตรงหน้ามากพอ  นางาทานิดูพร้อมจะเสียการควบคุมตัวได้ทุกเมื่อหากถามสะกิดถึงเรื่องฆ่าคน  ตอนนี้เขายังไม่อยากเสียพยานปากเอกไป  เลยทำได้แค่รอฟังเรื่องเล่าจากปากอีกฝ่ายอย่างเดียว

“เอ่อ  แล้ว…”  เซโตะยกมือถามบ้าง  “ตอนนั้น…คุณฟูจิซากิเขาตอบคุณว่าไงครับ?….ที่ถามว่าเขาเป็นใครกับที่นี่ที่ไหนน่ะ….”

นางาทานินิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังนึกย้อนอดีต  แล้วตอบออกมาช้า ๆ  “เขาบอกว่า…’ได้ที่สุดก็ได้เจอสักที  นางาทานิคุง  ช่วยเป็นกำลังให้ผมที’ น่ะ……”

เสียงตอนทวนประโยคของต้นตอเหตุการณ์แจ่มชัดผิดกับยามพูดปกติจนแทบจะเห็นภาพใครบางคนพูดประโยคนั้นด้วยรอยยิ้มปรากฎขึ้นตรงหน้า

“……..ตอนนั้นเขารู้เรื่องฟูจิซากิอยู่แล้ว?”  โอคุมูระขมวดคิ้ว

“…ตอนแรกฉันคิดจะขัดขืน….”เสียงของวิญญาณอาฆาตหมองลง  “…….ในตอนนั้นฉันยัง…..คิดอยากแทงคนอยู่……..เลยกะจะแทงเขาด้วย……..แต่ก็ทำไม่ได้……ร่างกายมัน……ไม่ยอมขยับ……”

“เลยรู้ว่าถูกควบคุมอยู่หรือเปล่า?”  มิยูกิถามขัด

อีกฝ่ายพยักหน้าช้า ๆ  “….ฉันเห็นเขาถือ….เครื่องรางนั้นไว้ในมือด้วย….”แวบหนึ่งใบหน้าเขาขยับเหมือนส่งสายตามองมาทางกระเป๋ากางเกงข้างที่เก็บโทรศัพท์มือถือห้อยเครื่องรางรูปดาว  “…….แล้วตอนนั้น…..ความแค้น……แค้น……..เสียใจ……เศร้า….สับสน…….อยากแทงคน………อยากแทงคน………..อยากแทงคน………จงมองฉัน……จงมองฉัน……จงมองฉัน……….ก็กลับมา….”เสียงเขาสะกดกลั้นความเคียดแค้นเอาไว้ไม่อยู่อีกแวบหนึ่งแต่ก็หายไปในทันที  “……แล้วก็คุมตัวเอง…….ไม่ได้อีกเลย……….”

ในห้องเงียบลง  ใบหน้าทุกคนต่างเต็มไปด้วยอารมณ์คละเคล้ากันไปแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย

มิยูกิปล่อยสมองเรียบเรียงข้อมูลในหัวพักหนึ่ง  แล้วมองหน้าคนเล่าต่อ  “ระหว่างนั้น….คงเป็นตอนที่นายไล่ทำร้ายพวกฉันสินะ”

“……ใช่…..”นางาทานิตอบสั้น ๆ  ก่อนจะหันมามองหน้าคนถามตรง ๆ  “ถึงจะควบคุมตัวเองไม่ได้….แต่ฉันก็ยังรับรู้อะไรอยู่ได้บ้าง….”

เขาเว้นวรรคไปพักหนึ่ง  แล้วพูดเสียงว่างเปล่า  “ฉันจำได้….ว่าแทงคนของนายไปเหมือนกัน…….”

ความเจ็บบอกกัปตันให้รู้ตัวว่าเขากำลังจิกเล็บลงฝ่ามือตัวเองแน่น

“…..มิยูกิ  คาสุยะ….”เงาในผ้าคลุมขยับเข้ามาใกล้ช้า ๆ “ก่อนอื่นฉันต้องขอบคุณ…ที่หาเครื่องรางของฮิรากาวะ….รวมถึงเครื่องรางอีกครึ่งหนึ่งเจอ….”  เขาก้มหน้าลงมองกระเป๋ากางเกงอีกหนก่อนดึงสายตากลับมาที่เดิม  “และขอบคุณ….ที่ดึงสติฉันกลับมาให้ด้วย”

เขายังไม่พูดอะไรตอบ

“ฉันจะไม่ขอให้ใครให้อภัย”แวบหนึ่งเสียงวิญญาณร้ายแจ่มชัดขึ้นมาจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม  “เพราะฉันรู้ดี  ว่าฉันผิดเอง  ทั้งเรื่องในอดีต  และเรื่องในตอนนี้ด้วย”

มิยูกิยังเงียบ

“แต่ฉันต้องขอโทษ  ที่ดึงพวกนายมาเกี่ยวด้วย…จริง ๆ”

ร่างในผ้าคลุมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นคล้ายคุกเข่า  และก้มหัวลงเหมือนกำลังคำนับขอโทษ

ทุกคนเงียบลงอีกหน  ก่อนจะมีเสียงพึมพำเบา ๆ ดังขึ้นจากปากฮารุอิจิด้านหลัง  “….รุ่นพี่มิยูกิ”

กัปตันทีมถอนหายใจยาว

แน่นอนว่าเขาโกรธ

แทบจะเรียกได้ว่าแค้น

เขารู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเพื่อนหรือรุ่นน้องของเขา  รู้ดีว่าทำไปเพราะโดนควบคุม  แต่ความโกรธจนแทบเป็นบ้ายังสั่งสมอยู่ในตัวพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ  และเขาอยากหาทางระบายออกมาเต็มทนแล้ว

มิยูกิย่อตัวลงจนอยู่ในระดับเดียวกัน  ก่อนพึมพำคล้ายพ่นลมออกมา  “นางาทานิ”

อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น

เขากำหมัด  แล้วเหวี่ยงมันเข้าใส่ตัวคนตรงหน้าทันที

“รุ่นพี่!!!!!?”

เสียงอุทานดังขึ้นลั่นห้อง  ก่อนจะหายวูบไปทันทีเมื่อมือข้างนั่งหยุดอยู่ห่างจากตัวคนใส่ผ้าคลุมเพียงนิดเดียว

เจ้าของหมัดกัดฟันกรอด

เขาทำ………ไม่ได้

เขาจะระบายความแค้น………ออกมาไม่ได้

แม้จะอึดอัดจนแทบคลั่ง  แม้จะหนักหนาจนแทบทรุด  แม้จะเจ็บปวดจนอยากกรีดร้องออกมาสุดเสียง

แต่ก็ทำไม่ได้

เพราะถ้าทำ………สุดท้าย  เขาก็จะไม่ต่างกับสิ่งที่เขาเคียดแค้นอยู่เลย

“…บ้าเอ๊ย!!!!”  เขาสะบัดมือข้างนั้นเปลี่ยนเป็นทุบลงกับพื้น  สันมือเจ็บจนชาไปหมด  แต่เขาก็ยังหยุดทุบมือไปมาซ้ำ ๆ ไม่ได้  “บ้าเอ๊ย!!! บ้าที่สุด!!! บ้าที่สุด!!!!!!”

ในเมื่อเผลอตะโกนออกมาครั้งหนึ่งแล้วก็ห้ามตัวเองไม่อยู่

“โธ่เว้ย……….”

จนสุดท้ายเขาถึงกับทรุดลงหน้าก้มกับพื้น  สันมือเริ่มกลับมาเจ็บแปลบอีกครั้งหนึ่ง  แม้แต่ลมหายใจยังติดขัดจากเสียงตะโกนสุดตัว  ขอบตาร้อนผ่าวคล้ายหยดน้ำใกล้จะไหลออกมา

มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างตัว  แล้วมือข้างหนึ่งก็กุมเข้าที่มือข้างนั้น

“พอได้แล้วครับ  รุ่นพี่…”

เสียงโอคุมูระดังขึ้นข้าง ๆ ขณะเขาบีบมือรุ่นพี่เบา ๆ

“………..โทษที”  กัปตันกัดปากเรียกสติตัวเองแล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น  พอได้กรีดร้องออกมาแล้วหัวเขาก็เริ่มแจ่มใสขึ้นหน่อย

แคชเชอร์รุ่นน้องไม่ว่าอะไร  เพียงแต่ปล่อยมือออกแล้วช่วยดึงตัวเขาขึ้นช้า ๆ

“มิยูกิ  คาสุยะ”

เสียงเรียกชื่อดังขึ้น  เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นนางาทานิยืดตัวขึ้นยืนตามมา

“ขอบคุณ”อีกฝ่ายกล่าวสั้น ๆ

ความอึดอัดยังคงสุมอยู่ในหัวแม้จะเบาบางลงไปมากจนเขาเลือกจะเบือนหน้าหนีแทนตอบอะไรกลับ

โอคุมูระหันไปมองทางเงาในผ้าคลุมแล้วถามขึ้นบ้าง  “คุณบอกว่าคุณตื่นขึ้นมาเห็นฟูจิซากิในตึกนี้ใช่ไหมครับ?”

“……..ใช่”  คนถูกถามพยักหน้ารับ  “เพียงแต่ฉันไม่คุ้นลายในห้อง…กับกลิ่นเลือดนั้น”

“ลายในห้อง?  หมายถึงอะไรละนั่น?”  เซโตะทำท่าคิดบ้าง

“……….เหมือนเวลาทำพิธี….ในหนังน่ะครับ………”

ทันใดนั้น  เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นเบา ๆ

ทุกคนต่างหันควับไปทางต้นเสียง  ก่อนฮารุอิจิจะตะโกนขึ้น  “ฟุรุยะคุง!!!!?”

คนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงยันตัวขึ้นนั่งตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้  เอซประจำทีมเอามือข้างหนึ่งกุมหัวตัวเองไว้แน่น  สีหน้ายังคงซีดอยู่แต่แววตากลับมาแจ่มใสแล้ว

“เป็นไงบ้าง  ฟุรุยะ!!?”  มิยูกิรีบปราดไปหาด้วยความเป็นห่วง

อีกฝ่ายหลับตาลงผ่อนลมหายใจ  แล้วเงยหน้ามองตอบ  “ผมไม่เป็นไรแล้วครับ”

“รุ่นพี่ฟุรุยะ!!!”  เซโตะปราดตามเข้ามาหาพร้อมกับฮารุอิจิ  “อะอะ  นั่งไปก่อนก็ได้นะครับ  เดี๋ยวหน้ามืดล้มขึ้นมาก็แย่สิ!!!”  เขารีบห้ามเมื่อคนบนเตียงขยับตัวคล้ายจะลุกขึ้นยืน

“ขอบคุณ”  ฟุรุยะตอบสั้น ๆ แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงตามเดิม

“เจ็บตรงไหนไหม?  ฟุรุยะคุง”  เพื่อนร่วมชั้นถามด้วยความเป็นห่วง  พอเห็นอีกฝ่ายส่ายหัวไปมาก็ถอนหายใจยาว  “ดีจัง…”

“คุณฟุรุยะ”  โอคุมูระตามมาเสริมเป็นคนสุดท้าย  “จำได้ไหมครับว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง”

อะ

มิยูกิหันไปมองหน้าแคชเชอร์รุ่นน้องทันทีด้วยความตกใจ

“….จำได้สิ”  เอซประจำทีมพยักหน้าเบา ๆ แล้วเหลือบตามองข้ามไหล่ไป  พอหันไปตามบ้างก็เห็นสายตาเขาหยุดที่ชายสวมผ้าคลุม

นางาทานิมองกลับคล้ายรู้ว่าตัวเองถูกมอง  แต่ก็ไม่ทำอะไรนอกจากยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

“รุ่นพี่มิยูกิ”  สายตาของคนมองเบือนกลับมายังหัวหน้าทีม  “ผมขอโทษครับ…ที่ถูกสิงเข้าได้”

“……..ไม่ต้องขอโทษหรอก”  กัปตันผ่อนลมหายใจยาว  ก่อนจะนึกขึ้นได้

ในเมื่อฟุรุยะจำเรื่องตอนโดนสิงได้

ก็แปลว่า…………

“แล้วก็เรื่องรุ่นพี่โซโนะ………..”  เสียงของคนพูดเบาลงกระทันหัน

“นายไม่ผิด”

มิยูกิรีบพูดขัดด้วยเสียงที่เรียกได้ว่าแทบจะตะโกนใส่หน้า

อีกฝ่ายเบิกตากว้าง  “รุ่นพี่….”

“นายไม่ผิด  คนผิดคือฟูจิซากิที่สิงนาย  ไม่ใช่นาย  นายไม่ได้เป็นคนทำ”  เขารีบพูดรัวจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง  ความเป็นห่วงเอ่อล้นทะลักออกมาจนลำดับคำพูดไม่ถูก  “นายห้ามคิดว่าตัวเองผิดเด็ดขาด!!!”

“รุ่นพี่มิยูกิ”  โอคุมูระยื่นมือมาแตะแขนเอาไว้  “ใจเย็นก่อนครับ”

ในตอนนั้นเขาถึงเพิ่งรู้สึกตัว  เลยชะงักก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดเสียงเบาลง  “โทษที”

“….ผมไม่เป็นไรครับ”  ฟุรุยะส่ายหัวไปมาช้า ๆ

“แล้วที่ว่าลายในห้องเหมือนทำพิธีในหนังนี่หมายความว่าไงครับ”  แคชเชอร์ปีหนึ่งหันไปถามต่อ

“นั่นสิ  ฟุรุยะคุง”  ฮารุอิจิถามต่อบ้าง  คงใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนกลับมาเป็นปกติแล้ว  “แปลว่าฟุรุยะคุงเห็น…ตอนคุณฟูจิซากิคุยกับนางาทานิคุงด้วยเหรอ?”

จริงด้วย

มิยูกิจ้องหน้ารุ่นน้องตัวเองด้วยความตกใจ

อีกฝ่ายขมวดคิ้วเหมือนพยายามนึก  “เหมือนพวกหนังผี…ไม่ก็หนังลึกลับน่ะ…”  เขาทำนิ้ววน ๆ เป็นวงกลมไปมากลางอากาศ  “ที่เขียนเป็นลายวง ๆ มีอักษรอ่านไม่ออกอยู่เต็มพื้นกับผนัง…”

ภาพวงแหวนเวทแบบในการ์ตูนผุดขึ้นมาในหัว

“แต่ไม่แน่ใจว่าเห็นตอนไหน…”  รอยย่นระหว่างคิ้วนั้นสลักลึกลงไปอีก  “นึกไม่ค่อยออก….”

“นึกไม่ออกเหรอครับ?”  เซโตะถามย้ำ

“อืม”  ฟุรุยะพยักหน้าเบา ๆ  “จำได้ราง ๆ…เหมือนมีคนอยู่ในห้อง…แล้วผมก็พูดอะไรกับเขาไปสักอย่าง  ก่อนจะขยับตัวเองตามต้องการไม่ได้….”

ฮารุอิจิหันมามองหน้ากัปตัน  “คงเป็นตอนโดนสิงแหละครับ”

“แล้วนายจำเรื่องก่อนหน้านี้ได้ไหม”  มิยูกิลองเปลี่ยนคำถาม  “ว่าทำไมนายถึงเข้ามาในตึกนี้…ไม่ก็ที่นี่ตอนนี้เป็นที่ไหน…หรือว่าทำไมพวกฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

ตัวเขาเองไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็นึกเรื่องแถว ๆ นี้ไม่ออกเลย  แม้แต่คนอื่น ๆ ก็นึกไม่ออกเหมือนกัน  เลยไม่แน่ว่าคนถูกฟูจิซากิสิงอย่างฟุรุยะอาจจะจำอะไรได้บ้าง

เอซประจำทีมขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม  ก่อนจะทำคอตกหลังผ่านไปประมาณนาที  “นึกไม่ออกครับ”

ไม่ไหวเหรอ

ถึงจะเผื่อใจไว้แล้ว  แต่พอได้ยินคำตอบจากปากจริง ๆ ก็อดถอนหายใจไม่ได้

“นางาทานิ”  คนถามหันไปมองวิญญาณด้านหลัง  “นายจำได้ไหมว่าห้องที่ว่าอยู่ตรงไหน”

อีกฝ่ายเอียงคอกลับ “ตอนนั้นฉันเพิ่งตื่นขึ้นมา….แล้วก็ถูกความแค้นของตัวเองครอบงำสติอยู่  เลยจำไม่ค่อยได้หรอก”

“จำไม่ค่อยได้?”  เขาขมวดคิ้ว  “แปลว่าก็พอจำได้บ้าง?”

“ถ้าไปถึงแถว ๆ นั้นคงจะนึกออก”  เงาในผ้าคลุมตอบเสียงกำกวม  “แต่ยังไงก็อยู่ในตึกนี้ไม่ผิดแน่ฉันจำสภาพห้องได้…และถ้าจะทำพิธีเหล่านี้  ทำในจุดที่คน ๆ นั้นตายไปจะดีที่สุด”

            คำพูดของวิญญาณร้ายแสดงให้เห็นชัดว่าตัวเองยอมรับเรื่องฆ่าตัวตาย

“นายรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ…”  เซโตะทำเสียงแปลกใจ

เงาในผ้าคลุมหันมามอง  แวบหนึ่งเหมือนเขาจะพ่นลมขำ  “นายน่าจะรู้แล้วไม่ใช่เหรอ…ว่าฉันชอบเรื่องอะไรสมัยยังมีชีวิตอยู่”

“…อ้ะ!!”  คนถามอุทานทันทีที่นึกออก

มิยูกิถอนหายใจเบา ๆ เมื่อได้คำตอบไม่ชัดเจนตรงตามหวังเลยหันไปหาคนโดนสิง  “ฟุรุยะ  แล้วนายล่ะ?”

คนถูกถามเม้มปากพยายามดึงความทรงจำอย่างหนัก  ก่อนจะเงยหน้าควับทำตาเป็นประกาย  “อาจจะจำได้….ก็ได้ครับ”

“เหรอ  งั้นก็ดีไป”  กัปตันนึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย

“จะไปที่นั่นเหรอครับ”  โอคุมูระถามยืนยัน

“อืม”  เขาพยักหน้า  “ฟังจากที่นางาทานิเล่า  ฟูจิซากิน่าจะเรียกวิญญาณของนางาทานิด้วยพิธีอะไรสักอย่างในห้องนั้นแหละ”  เขาหลุดพ่นลมออกมาเพราะแวบหนึ่งไม่คิดว่าตัวเองจะมีวันเชื่อเรื่องพิธีลี้ลับอะไรแบบนี้ด้วย  “แล้วดูเหมือนสถานที่จะอยู่ในตึกนี้อีก  ถ้าเข้าไปในห้องนั้นได้ก็คงหาทางทำลายพิธีอะไรนั้น  แล้วเราก็คงออกจากที่นี่ได้ซะที”

“จริงเหรอครับ!!?”  เซโตะทำตาวาว

“แค่สมมติฐานแหละ”  กัปตันพูดย้ำ  สีหน้าผุดความไม่สบายใจขึ้นมา  “อีกอย่างฉันว่าฟูจิซากิเองก็ไม่น่าจะยอมให้พวกเราเข้าไปในห้องนั้นง่าย ๆ อยู่แล้ว  คงต้องทำอะไรสักอย่างขัดขวางอยู่ดี…นางาทานิเองก็ยังตกอยู่ในการควบคุมของเขาอีกครึ่งหนึ่ง  พอถึงเวลาคับขันแล้วก็คงช่วยอะไรพวกเราไม่ได้อยู่แล้วด้วย”  เขาหันไปมองวิญญาณอาฆาตข้างตัว

“ขอโทษที”  นางาทานิก้มหัวให้

“ไม่ต้องขอโทษหรอก”  เขาแก้ให้  ก่อนจะนึกอะไรออกขึ้นมาเลยถามต่ออีกที  “เออ  ที่ฟูจิซากิบอกว่านายเป็นคนดึงเขามาทางนี้น่ะ…ตกลงหมายความว่าไง”

นางาทานิบอกว่าหลังจากแทงตัวเองแล้วก็รู้สึกตัวเพราะถูกฟูจิซากิทำพิธีเรียก  และถูกควบคุมต่อจากนั้นทันที   หากเป็นความจริงแล้วก็ไม่น่ามีจังหวะไหน ‘ดึง’ ตัวฟูจิซากิให้เป็นแบบนี้ได้เลย

“ฉันเองก็ไม่แน่ใจ…”

อีกฝ่ายลากเสียงยาวเล็กน้อย  ก่อนจะหันไปมองรอบห้อง

“แต่ระหว่างถูกควบคุม…ฉันสัมผัสได้ว่าตัวเขามี ‘แรงผลักดัน’อะไรบางอย่าง….”เสียงของคนยกเหตุผลฟังดูเยือกเย็นกระทันหัน  “สิ่งนั้น…คล้ายกับ ‘ความเคียดแค้น’ ที่ฉันมี  ไม่แน่ว่าแรงแค้นของฉันอาจจะไปเร่งแรงผลักดันนั่นจนทำเขากลายเป็นแบบนี้ก็ได้”

“แรงผลักดันที่ว่า…”  โอคุมูระเบือนตามามองกัปตัน  “ก็คงเป็นเรื่องรุ่นพี่มิยูกิละสิ”

“ดังนั้นแล้วฉันอาจจะทำเขาเป็นแบบนี้จริง ๆ”  นางาทานิก้มหน้าคล้ายรู้สึกผิด

“แล้วนายรู้เรื่องเขาไหม”  มิยูกิลองถามต่อ  “อย่างเช่นว่าเขาเป็นใคร  ทำไมถึงเข้ามาในตึกนี้…ไม่ก็ทำไมถึงรู้เรื่องนายได้”

ถ้านางาทานิเล่าความจริง  ก็น่าจะเดาได้ว่าฟูจิซากิรู้เรื่องนางาทานิจนถึงขั้นคิดอยากควบคุมวิญญาณทำร้ายคนในทีมเขา

เพียงแต่ว่าทำไมถึงรู้  และทำไมคิดอยากได้ ‘ตัวเขา’ ถึงขนาดทำเรื่องโหดร้ายเพียงนี้

เพราะแม้ในตอนนี้เขาก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าฟูจิซากิเป็นใคร  ทั้งที่ภาพในความทรงจำบอกเขาว่าเขาต้องรู้จักคนนี้มาก่อน

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”  นางาทานิส่ายหัวช้า ๆ  “แต่บางครั้ง…บางครั้งก็สัมผัสได้ว่า……..เขาคล้ายกับฉัน”

“คล้ายกับคุณ?”  โอคุมูระขมวดคิ้ว

“ความแค้น…ความเสียใจ…”เงาในผ้าคลุมลดเสียงเบาลง  “ไม่ได้รับการยอมรับ…เหมือนกัน…”

ไม่ได้รับการยอมรับ?

“แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นใคร…เหรอ?”  ฮารุอิจิถามให้แน่ใจ  พออีกฝ่ายพยักหน้าอีกรอบก็เอามือแตะคางใช้ความคิด  “อืม….”

ทุกคนเงียบไปอีกหน  ก่อนมิยูกิจะพูดทำลายบรรยากาศลง  “ยังไงก็ลองหาห้องนั้นให้เจอก่อนเถอะ  ไม่แน่ว่าเข้าไปในห้องนั้นแล้วอาจจะรู้อะไรก็ได้”

“…นั่นสิครับ!!”  เซโตะกลับมาทำท่าฮึกเหิมอีกครั้ง

“ฟุรุยะ  นายไหวหรือยัง”  คนออกคำสั่งหันไปหาคนถูกสิง

“ไหวแล้วครับ”  เขาพยักหน้าตอบแล้วยันตัวขึ้นยืน  ฮารุอิจิไปยืนประกบใกล้ ๆ คล้ายรอช่วยหากเผลอทรุดกลางคันขึ้นมา

“เดี๋ยวผมถือเทียนให้”  โอคุมูระเสนอตัวแล้วประคองที่รองเทียนขึ้นมาไว้ในมือ

“ขอบใจ”  มิยูกิขยับยิ้มให้เล็กน้อย  แล้วมองหน้านางาทานิเป็นคนสุดท้าย  “นางาทานิ  ถ้านายเกิดควบคุมตัวเองไม่ได้ขึ้นมาละก็  หายตัวหนีไปเลยนะ”

อีกฝ่ายนิ่งไปสักพักคล้ายทำความเข้าใจ  ก่อนจะผงกหัว  “ได้”

ยังไงก็เริ่มจากห้องที่ไม่เคยไปก่อนละกัน

คนออกคำสั่งถอนหายใจยาวแล้วเลื่อนมือเปิดประตู  นางาทานิขยับตัวออกไปข้างนอกเป็นคนแรกก่อนเขาจะเดินตามออกไปติด ๆ  แสงไฟในมือฉายส่องบริเวณโดยรอบให้เห็นระเบียงทางเดินเต็มไปด้วยร่างคนในชุดนักเรียนเปื้อนสีแดงฉานนอนกองระเกะระกะเต็มทางเดิน  แม้จะเห็นมาพักใหญ่ ๆ แล้วแต่ก็อดขนลุกไม่ได้ซะที

จะว่าไปร่างพวกนี้

กัปตันทีมขยับปากกะจะถามต่อ  แต่หูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งดังมาจากที่ห่างไกลเสียก่อน

“มิยูกิ!!!!”

ตามด้วยเสียงตะโกนแหวกอากาศเย็นเฉียบดังเข้าหู

“เอ๊ะ!!?”  ฮารุอิจิหันไปทางเสียงเป็นแรก  “เสียงนั้นมัน—!!!!!!”

มิยูกิเองก็นึกหน้าเจ้าของเสียงออกเลยหันตามไปติด ๆ  “คุรา—!!!!!!!!!!!”

“หลบไป!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

แต่อีกฝ่ายตะโกนขัดขึ้นมาก่อน  พร้อมร่างของคุราโมจิ  โยอิจิก็ปรากฎขึ้นในรัศมีแสงเทียน  เขาวิ่งมาด้วยความเร็วสูงจนไม่อาจเห็นหน้าชัด ๆ ได้  แต่ก็พอจับได้ว่าในมือถืออะไรบางอย่างยาว ๆ เอาไว้

“ห้ะ!!!?”

ยังไม่ทันจะทำความเข้าใจได้ดี  คุราโมจิก็เงื้อของยาว ๆ นั้นขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดมันใส่นางาทานิที่อยู่ตรงหน้าเต็มแรง

“เฮ้ย!!!!!!!!!!!!!!”  เซโตะอุทานลั่น

นางาทานิทำเพียงหันไปมองแล้วยกแขนขึ้นกัน  เกิดเสียงของแข็งกระทบกันดังลั่นก่อนตัวคนโจมตีกระทันหันจะกระเด็นถอยหลังตกลงบนพื้น  ดีที่มีร่างของคนในชุดนักเรียนนอนอยู่แถวนั้นพอดี  ตัวเขาจึงไม่กระแทกลงพื้นแรงเท่าที่ควร

“อึ๊ก!!!”

“รุ่นพี่คุราโมจิ!!!?”  มีอีกเสียงหนึ่งดังมาจากที่ใกล้ ๆ ตามด้วยแสงไฟอีกดวงขยับเข้ามาใกล้ ๆ  เมื่อหันไปมองก็เห็นรุ่นน้องร่วมห้องพัก  อาซาดะวิ่งเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง

“อะ  อาซาดะ!!!”  เซโตะตะโกนเรียก

“อูยยย…ฮึ่ย  ขนลุกเป็นบ้า!!!”  คุราโมจิเอามือผลักร่างบนพื้นที่ตนใช้เป็นหมอนกันกระแทกออกไปคล้ายขยะแขยงแล้วรีบตะโกนสั่งเสียงหลง

“พวกนาย  ออกห่างจากไอ้เงานั้นซะ!!!!”

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s