Angels of Death · Novel translation

[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [16]

ถ้าเราเป็นแซ็ก  เจอแบบนั้นไปก็คงคลั่งเข้าเหมือนกันแหละค่ะ…

ชอบเสียงคิโยะซังตอนเขาพูดบทพูดแซ็กคำว่า “ไม่เดี๋ยวแล้วเฟ้ย” มากกกก //ติ่ง

แล้วก็เปิดเผยชื่อเจ้าของชั้นแล้วค่ะ!!


เมื่อทั้งคู่ไปถึงเหวอีกฟากอย่างปลอดภัยแล้วก็เปิดประตูตรงหน้าตัวเองเข้าไป

(…..เอ๊ะ?)

พอหันมองด้านข้างก็เห็นตัวแซ็ก  ถึงจะมีลูกกรงเหล็กตั้งขวางไว้ไม่ให้ไปมาหากันได้แต่ตัวช่องว่างข้างในถือว่าคู่กัน

เรสบตากับแซ็กผ่านที่กั้นขวาง  แววตาของแซ็กดูไร้เหตุผลคล้ายไม่แผ่รังสีอะไรออกมาเหมือนตอนเผชิญหน้ากันครั้งแรกตรงชั้น B6

“แซ็ก  ห้องนี้…..”

แต่เรก็ขยับตัวเข้าใกล้แซ็กโดยไม่กลัวแววตาคู่นั้น

“เออ….เหมือนกุญแจจะล็อก  แล้วก็มีแต่หลอดฉีดยาเท่านั้น  จะให้ทำไงวะ  ฉีดยาให้เมาไปซะเรอะ?  เหอะ”

แซ็กขยับยิ้มเล็กน้อยขณะพูด

(หลอดฉีดยา?)

เรมองไปรอบห้องอีกครั้ง  บนโต๊ะตั้งอยู่ตรงกลางห้องของแต่ละคนมีหลอดฉีดยาใส่ยาบางอย่างไว้โต๊ะละหลอด  เรหยิบหลอดฉีดยาขึ้นมาขณะระวังไม่ให้มือโดนเข็มแหลม ๆ นั้น

(….หลอดฉีดยาของจริง  มียาอะไรอยู่ข้างในนะ?)

เรหรี่ตามองของเหลวสีส้มน่าสงสัยตอนยกขึ้นส่องแสงไฟ

“อะฮะฮะฮะฮะฮะ!”

——-แล้วในตอนนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นเคยลอยเข้ามากระทบแก้วหูของทั้งคู่โดยตรง

“ไง!  เปิดตัวสด ๆ ครั้งแรกสินะคะ!  ฉันคือผู้ตัดสินโทษประจำชั้นนี้  แคชชี่ค่า!”

ผู้หญิงแต่งหน้าเป๊ะ—แคชชี่ปรากฎตัวอยู่ตรงหน้าทั้งคู่จากประตูห้องที่อยู่บนชั้นลอยระหว่างชั้นสองไม่ใช่จากจอมอนิเตอร์อีกต่อไป  แต่เท่าที่มองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นบันไดเชื่อมไปยังชั้นลอยระหว่างชั้นสองที่แคชชี่ยืนอยู่  และชั้นลอยนั้นมีกำแพงกระจกกันกระสุนล้อมไว้จนไม่อาจทำอะไรได้จากจุดที่ทั้งคู่อยู่เลย

“เฮ้ย  ยัยซาดิสม์  ครั้งนี้อะไรอีกห้ะ!  ลงมาเดี๋ยวนี้  ฉันจะฆ่าแก!”

แซ็กตะโกนคล้ายเห่าหอนใส่แคชชี่ขณะเธอก้มมองทั้งสองคนผ่านกระจก

“อะไรเนี่ยแซ็ก  พูดแบบนั้นใส่สาวสวยขนาดนี้เนี่ยยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ!  แต่ได้ยินแล้วสะท้านเลยละ!”

แคชชี่หัวเราะคิกคักขณะก้มมองทั้งคู่ด้วยท่าทีงดงาม

“ครั้งนี้ต้องทำอะไรเหรอ?”

เรเงยหน้าถามแคชชี่

“นั่นสินะ  เรเชล  การ์ดเนอร์  คิดว่าหลอดฉีดยามีไว้เพื่ออะไรเหรอ?”

แคชชี่ทำหน้าน่าเบื่อเมื่อเห็นเรทำตัวเยือกเย็น  แต่ก็ตอบกลับโดยไม่ลดโทนเสียงร่าเริงลง

“….เสียบเพื่อนำยาเข้าร่างกาย?”

เมื่อเรตอบคำถามนั้นตรง ๆ ก็มีเสียงดังปิ๊งป่องปิ๊งป่องดังขนาดแผดร้องมาจากที่ไหนสักแห่งดังไปทั่วห้อง

“ถูกต้อง  เรเชล!  แล้วกุญแจห้องนี้จะปลดล็อกลงเมื่อฉีดยาที่วางไว้ทั้งสองหลอดละค่า!  ง่ายดีใช่ไหมล่ะ?”

“มียาอะไรอยู่ในหลอดฉีดยาเหรอ….?”

เรจ้องหลอดฉีดยา

“บอกให้ก็ได้  เรเชล  หลอดหนึ่งเป็นวิตามิน  ส่วนอีกหลอดเป็นยาอันตราย….ยาอันตรายนั่นแรง–มากเลยละ  ฉีดแล้วตกอยู่ในฝันร้ายจนทุกข์ทรมาณ…จนไม่อาจตื่นขึ้นมาอีกเลยก็ได้?”

แคชชี่เอานิ้วแตะปากพูดคล้ายกลั่นแกล้งแล้วขยิบตาให้แซ็ก

“หา!?  หลอดไหนฟะ!!”

“ไม่บอก  แล้วก็ลืมไปละ  เดิมทีห้องนี้ให้เลือกว่าจะเจอห้องถูกหรือห้องผิด  ถ้าดวงดีก็ได้วิตามิน ถ้าร้ายก็ยาอันตราย  เป็นทดสอบดวงไง?  แต่พวกนายมีกันอยู่สองคนนี้นา….”

แคชชี่หัวเราะคิก ๆ แบบไม่กลัวเกรง

“รู้ว่าจะเป็นแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ……”

เรพึมพำเมื่อเห็นสีหน้าแคชชี่ดูพึงพอใจ

“อะไรเนี่ย  ไม่น่ารักซะเลย….ถึงจะฉลาดแต่ก็เป็นได้แค่เด็ก  ฉันมอง—เธอมาตลอดเลยนะ  แต่เธอเนี่ย….น่า—เบื่อสุด ๆ อย่างที่แซ็กว่าไว้เลยนี่นะ?”

แคชชี่ก้มมองเรด้วยแววตาเวลามองผู้อยู่ระดับต่ำกว่าตน

(….น่าเบื่อ….)

เรสัมผัสได้ว่ายามผู้หญิงพูดนั้นให้ความรู้สึกเหยียดหยาม  ฟังแล้วไม่พอใจต่างจากตอนแซ็กพูด

“เอ้า  หยุดคุยเรื่องน่าเบื่อได้แล้ว  นั่นสินะ  พวกนายมีกันสองคนนี่นา  ฉันจะตั้งกฎพิเศษให้แล้วกัน!”

“กฎพิเศษ…..?”

“อื้อ  กฎพิเศษ….หลอดฉีดยานั้น….จะแลกกันก็ได้นะ?  ไม่ก็….ใครสักคนฉีดทั้งสองหลอดเลยก็ได้  แต่ต้องฉีด–ให้หมดห้ามเหลือสักหยดล่ะ?  ถ้าโกงขึ้นมาก็ต้องเจอโทษตลอดชีวิต!  จะออกจากที่นี่ไม่ได้อีกเลยค่า!”

ในตอนนั้นก็มีเสียงรัวกลองเหมือนล้อเลียนดังตึงตึงตึงตึง—-ก้องไปทั่ว

“เหล่านักโทษทั้งหลาย  ขออวยพรให้โชคดีนะค้า!”

แคชชี่หมุนไปมาเหมือนนักเต้นมิวสิเคิลเข้าจังหวะกับเสียงรัวกลองนั้นก่อนหายไปในอีกด้านของประตูขณะปล่อยเสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์ไปด้วย  จนในห้องเหลือเพียงเรกับแซ็ก  และหลอดฉีดยาทั้งสอง

“แซ็ก….”

เรเรียกชื่อนั้นเหมือนขอความช่วยเหลือโดยไม่รู้ตัว

“เฮ้ย  เอาหลอดฉีดยามานี่  เร็ว ๆ เลย”

แซ็กพูดใส่เรคล้ายกึ่งออกคำสั่งขณะกำลังหงุดหงิด

“อืม….”

เรรีบไปหยิบหลอดฉีดยาจากบนโต๊ะ

“เฮ้ย  เธอ  รู้ไหมว่าหลอดไหนเป็นอันที่อันตราย?”

แซ็กเหลือบมองของเหลวในหลอดฉีดยาขณะถาม  ของเหลวด้านในหลอดหนึ่งเป็นสีส้ม  อีกหลอดเป็นสีออกเหลืองเขียว

“…..ไม่รู้”

เรส่ายหัว  เธออ่านหนังสือมาหลายประเภทและก็คงไม่มีทางมีความรู้ถึงด้านยาได้

“นั่นสินะ  ฉันก็ไม่รู้ว่ะ  แต่ฉันไม่คิดจะตายที่นี่  ยังไงก็ไม่ขอถูกยัยผู้หญิงนั่นฆ่าเด็ดขาด”

แซ็กทำหน้าไม่สบอารมณ์

“…..งั้นฉันฉีดทั้งสองหลอดเอาไหม?”

เรเสนอหลังคิดเล็กน้อย

“หา!?  นี่แกมั่นใจว่าจะตื่นไหวเรอะ?!”

แซ็กเผลอตะเบ็งเสียงเมื่อได้ยินแผนบ้าบิ่นนั้น

“….ไม่รู้สิ  หรือว่าแซ็กจะลองดู?”

เรพูดหน้าตาย

“หา!?  ใครจะไปอยากเล่า!”

(ยัยนี่มัวคิดอะไรอยู่….?!)

แซ็กไม่อาจอ่านความคิดของเรออกเลย

“ถ้าแซ็กไม่อยากฉันจะฉีดเอง  แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไงนะ”

เรตอบเสียงชัดเจนเมื่อเห็นแซ็กสับสน  แต่สำหรับแซ็กแล้วนั่นเป็นคำพูดเอาแต่ใจไม่ได้คิดหน้าคิดหลังอะไรเลย

“ที่ว่าไม่รู้เนี่ย  ตายขึ้นมาจะทำไง”

“ทำไง?”

“ก็ถ้าฉันตายไป  หรือถ้าแกตายไป  แล้วจะทำไงไงเล่า!”

ความโกรธเดือดขึ้นในใจของแซ็ก

“…….ที่สัญญาไว้จะไม่เป็นจริง….แต่ว่า  เรื่องนั้น…..”

ในตอนนั้น  ก็มีเสียงกระดิ่งดังกริ๊ง——-….ดังขึ้นในหูเร

“ไม่รู้……ขอโทษ  ไม่รู้”

เรพูดด้วยความสับสน

“…..เออ  นั่นสิ  แกอยากตายนี่หว่า  ไม่น่าถามอะไรน่าเบื่อเลย”

แซ็กพูดเหยียดหยามคล้ายจะหัวเราะขึ้นจมูก

“…..น่าเบื่อ…..”

เรทวนคำแซ็กเบา ๆ

“ถึงจะหงุดหงิดเป็นบ้าก็เหอะ  แต่ทั้งแกทั้งฉันก็เป็นเหมือนเครื่องมือให้อีกฝ่ายตามที่ผู้หญิงนั่นพูดนั่นแหละ  เอาเหอะ….ไม่รู้ว่าสัญญาต่อพระเจ้าคืออะไรยังไงก็จริง  แต่แกนี่ถ้าได้ตายก็พอใจแล้วสินะ”

แซ็กถามเรื่องที่ครุ่นคิดอยู่ในใจตลอดเวลาด้วยสีหน้าคล้ายซึมซับความหงุดหงิดขณะมองหน้าเรที่ไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่นิดเดียวอย่างเคย

“นี่  ถ้าเธอคิดอยากตายแล้วจะทำสีหน้าดี ๆ ได้ไหม?”

“………”

เรไม่อาจพยักหน้าตอบคำถามนั้นได้ทันที

ไม่รู้…..เธอไม่รู้  เธออาจไม่เคยยิ้มออกมาจากใจจริงตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้เลยก็ได้

“……..น่าเบื่อออกนะ  กลายเป็นเครื่องมือให้ตุ๊กตาเนี่ย….”

เรถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเห็นเรเงียบลง  แล้วทิ้งคำพูดคล้ายพูดคนเดียว

“——แต่ว่านะ  ตอนนี้ฉันไม่อยากกลายเป็นอย่างที่ผู้หญิงคนนั้นคิดว่ะ  ต้องออกจากที่นี่ให้ได้ก่อน  เพราะงั้น  ฉันยอมถูกใช้ตามใจเธออยากก็ได้”

แล้วเขาก็พูดเหมือนคิดทำร้ายตัวเอง  ก่อนยื่นมือลอดที่กั้นแย่งหลอดฉีดยาที่เรถืออยู่มาไว้ในมือ

“เดี๋ยว  นั่นหลอดฉีดยาของฉัน….”

เรเบิกตากว้าง

“เงียบน่า  ได้ยินว่าเป็นยาอันตรายพอตัว  แต่ก็ไม่ใช่พิษใช่มะ?  ถ้าฉันตายด้วยไอ้นี่เดี๋ยวแกก็ตายตามทันที  งั้นฉันฉีดแล้วยังจะดีกว่าอีก”

แซ็กยิ้มแบบไม่เกรงกลัวขณะพูด  นั่นอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในสถานการณ์แบบนี้แล้วก็ได้  แต่เรคิดได้แค่ว่าแซ็กเสียความเยือกเย็นจนคุมไม่อยู่ไปแล้ว  แต่เธอก็ไม่สามารถหยุดมือแซ็กไม่ให้ฉีดยาทั้งสองเข็มได้

“….เดี๋ยว”

เรเข้าใจเรื่องนั้นดีแต่ก็ยื่นมือไปหาแซ็กตรงข้ามลูกกรง

“ไม่เดี๋ยวแล้วเฟ้ย”

แซ็กชำเลืองตามองเร  ภายใต้สีหน้าทอดทิ้งอะไรบางอย่าง  ไม่ก็ถูกทอดทิ้งนั้นเหมือนจะเห็นความโศกเศร้าในชีวิตมนุษย์ที่แซ็กสัมผัสมาซ่อนอยู่ในนั้น

แล้วเขาก็พัแขนเสื้อคลุมขึ้นก่อนเสียบหลอดฉีดยาทั้งสองเข็มลงแขนพร้อมกัน  ยาไม่ทราบตัวตนถูกฉีดเข้าร่างกายของแซ็ก  ผ่านไปไม่นานนักประตูบานถัดไปก็เปิดอ้าออกหลังของเหลวทั้งหมดในหลอดฉีดยาทั้งสองเข็มซึมเข้าร่างกายแซ็กจนหมด

“ประตูไม่ได้ล็อกละ  รีบไปได้แล้ว”

แซ็กเดินออกไปด้วยท่าทีเรียบเฉย  ดูเหมือนยาจะยังไม่ออกฤทธิ์

“อืม….”

เรมองตามแผ่นหลังนั้นคล้ายภาวนา

 

 

 

 

 

 

อีกด้านของประตูมีทางเดินทอดยาวต่อ  แซ็กก้าวเท้าเร็ว ๆ เหมือนจะเดินออกห่างจากเร  แต่เพราะยาเริ่มออกฤทธิ์  เขาจึงรู้สึกคล้ายทางเดินยาวต่อไปไร้จุดสิ้นสุดจนมองข้างหน้าไม่เห็น

(….โธ่เว้ย  ตาเริ่มลายแล้วสิ)

——-….ปวดหัวอย่างกับจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ

อาการวิงเวียนศีรษะรุนแรงจนแทบยืนไม่ไหวเข้าจู่โจมในจังหวะเดียวกันจนแซ็กเผลอทรุดลงตรงนั้นเพราะทนไม่ไหว

(ว้อย  อะไรวะเนี่ย……)

ภาพตรงหน้าเต็มไปด้วยคลื่นแทรกในทีวีคล้ายทะเลทรายพร้อมกับเสียงซ่าาาาาา—-เหมือนยืนท่ามกลางฝนตกปิดบังสายตา

แล้วก็นึกภาพคืนวันนั้นออกมาได้แจ่มชัดคล้ายกำลังฝันต่อ

 

 

 

 

 

 

 

——…..ฉันฆ่าคู่สามีภรรยาของสถานรับเลี้ยงในวันที่ฝังศพเด็กซึ่งถูกปล่อยทิ้งให้ตายอยู่บนพื้นไว้ตรงสวน  จำเขาไม่ค่อยได้เท่าไรแต่น่าจะเด็กกว่าตัวเองประมาณสามขวบ

จุดแรกที่ขุดขึ้นมาพบของคล้าย ๆ เด็กทารกที่ฝังไปเมื่อวานอาทิตย์ก่อน  ของนั้นเกะกะเลยไม่อาจฝังในหลุมนั้นได้จนต้องขุดหลุมใหม่  ไม่รู้เหมือนกันว่าฝังศพเด็กแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว

และวันนั้นฝนตก  ตกแรงเสียจนกางร่มไปก็ไร้ความหมาย  ฝนตกอยู่แบบนั้นตลอดทั้งคืน

ด้วยเหตุนั้นจึงขุดดินที่แฉะเป็นโคลนง่าย  แต่กลับเสียเวลาตอนฝังศพ  ฉันทำเรื่องแบบนี้กลางดึกเสมอ  ไม่มีแสงไฟให้ความสว่าง  รอบข้างมืดสนิท  แถมด้วยฝนตกหนักอีก  วันนั้นฉันเลยเปื้อนโคลนไปทั้งตัว

(โธ่เว้ย….)

รู้สึกไม่ดีเวลาผ้าพันแผลสกปรก  แต่ไม่มีของให้เปลี่ยน  ผ้าพันแผลเลยมีกลิ่นรุนแรงติดอยู่เสมอ

จะว่าไป  จำไม่ได้แล้วว่าอาบน้ำไปเมื่อไร  ที่จริงก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากแต่มักนึกอยากอาบน้ำเฉพาะหลังฝังศพเสมอ  ฉันเกลียดกลิ่นเน่าบนมือหลังแตะต้องศพ  รู้สึกแปลก ๆ คล้ายตัวเองจะเริ่มเน่าจากมือที่แตะศพตามไปด้วย

(แหวะ….)

ฉันกลับเข้าไปในสถานรับเลี้ยงทั้งที่ตัวเปื้อนโคลนพลางกดความอยากอาเจียนลง

ในอาคารเงียบผิดปกติ  พอลองแอบส่องห้องนอนตรงด้านในห้องรับแขกแล้วก็เห็นคู่สามีภรรยาหลับสนิทอยู่  ฉันนึกเสียดายขึ้นมาหน่อย  ฝ่ายหญิงมักจะแอบฝ่ายชายเอาข้าวเหลือมาให้กินหลังฝังศพเสมอ  คงเกลียดการฝังศพถึงขนาดปล่อยสัตว์ประหลาดอย่างฉันให้อยู่รอดต่อไปแหง  เอาแต่ใจกันจริง

(หิวข้าวจัง….)

ฉันกดท้องไม่ให้ร้อง  แล้วหาว่ามีถุงขนมตกอยู่ตามพื้นไหม  แต่วันนั้นหาไม่เจอ  ห้องนั่งเล่นในตึกไม่ค่อยสะอาดเท่าไร  คงเพราะไม่มีใครทำความสะอาด  มีนิตยสารหรือเสื้อผ้า  ขยะ  กระจายอยู่เต็มพื้นที่  ไม่ว่าอย่างใดก็เป็นของคู่สามีภรรยาคู่นั้นทั้งหมด

บนชั้นมีของเล่นสำหรับเด็กชิ้นใหม่เอี่ยมน่าจะยังไม่ได้ใช้วางไว้คล้ายของประดับ  ของพรรค์นั้นไม่จำเป็นกับสถานรับเลี้ยงแห่งนี้

ก็สถานรับเลี้ยงแห่งนี้ไม่มีเด็กอยู่แล้ว  ฉันเหลือเป็นคนสุดท้าย—–แต่คู่สามีภรรยาของที่นี่คงไม่เลิกล้มรับเลี้ยงเด็กเพื่อเงินอีกตามเคย  และไม่ให้อะไรกิน  ปล่อยให้หิวตายและสั่งฉันฝังอีกแหง

ขณะเด็กคนอื่น ๆ ตายไป  มีเพียงฉันคนเดียวที่ไม่ตาย  คู่สามีภรรยาเรียกฉันว่า “สัตว์ประหลาด”  คงเรียกเพราะหน้าตาภายนอกดูแล้วชวนขนลุกกับที่ไม่ยอมตายเสียที  ฉันเคยขโมยขนมกิน  แต่ก็ทำประมาณอาทิตย์ละครั้ง  ถึงจะได้ข้าวเหลืออย่างมากก็แค่สามอาทิตย์ครั้งเอง  กว่าจะได้อีกครั้งก็กินเวลาเท่ากับกว่าเด็กมาใหม่จะตายไป  คู่สามีภรรยาต้องไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงไม่ตายแน่ ๆ  ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  แต่ก็ขี้เกียจคิดเรื่องนั้นแล้ว

(เฮ้อ)

ฉันถอนหายใจเบา ๆ ปนกับเสียงฝน  แล้วในตอนนั้นก็เห็นแสงสว่างแสบตาแวบเข้าการมองเห็น

(อะไรน่ะ?)

เป็นแสงจากทีวีในห้องรับแขก  ทีวียังเปิดทิ้งไว้  ฉันนั่งลงตรงหน้าทีวีคล้ายถูกแสงสว่างสูบโดยไม่คิดอะไรเป็นพิเศษ  ปกติทีวีจะเปิดยามคู่สามีภรรยาตื่นอยู่เท่านั้น  ส่วนมากฉันจะนั่งคุดคู้นิ่ง ๆ อยู่ในห้องเก็บสองชั้นสองเวลาคู่สามีภรรยาตื่น  เลยได้ยินเพียงเสียงเบา ๆ  ไม่เคยเห็นว่ามีอะไรฉายอยู่บนนั้น

(ทีวี  เหรอ…..)

ฉันนึกสนใจทีวีที่ไม่เคยเห็นขึ้นมา

แต่ตอนนั้นเป็นกลางดึกเลยไม่มีอะไรฉาย  ฉันลองกดปุ่มดูเพราะไม่รู้วิธีใช้  แล้วตอนนั้นก็มีบางอย่างเริ่มขึ้น

ดูแล้วน่าจะเป็นหนัง  เก่า ๆ หน่อย——ฉันเพิ่งเคยดูหนังเป็นครั้งแรก

ในหนังฉายคู่รักชายหญิงวัยรุ่นส่งเสียงหัวเราะไม่รู้กำลังสนุกอะไรกันอยู่

(น่าเบื่อชะมัด…..)

ฉันกะจะปิดทีวี  ฉันเกลียดคนมีความสุขที่สุด  แต่ในตอนนั้นก็ปรากฎร่างชายผิวหนังเกือบลอกทั้งตัวจนดูไม่ได้คล้ายสัตว์ประหลาดอยู่ตรงหน้าชายหญิงคู่นั้น

แล้วชายดูไม่ได้ก็สับขวานฆ่าฝ่ายชายอย่างไม่ลังเลนับครั้งไม่ถ้วน  ภาพหน้าจอเต็มไปด้วยเลือดสีแดงดำชวนคิดว่ากระเด็นมาถึงฝั่งนี้ด้วย

ผู้หญิงโกรธจนคลั่งเมื่อเห็นผู้ชายถูกฆ่าจนตะโกนคำว่า “สัตว์ประหลาด!” ใส่ชายดูไม่ได้คนนั้น  สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังเหมือนความสุขก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโกหก

ชายดูไม่ได้สับขวานลงบนหัวผู้หญิงอย่างไม่ปรานีเช่นกัน  บนจอฉายภาพชายหญิงเหลือกตาขาวสิ้นลมกับชายดูไม่ได้ผุดรอยยิ้มแสยะ  นั่นมันอะไรกัน  ภาพนั้นถึงดูน่าพึงพอใจจนใจสั่นสะท้านได้ขนาดนี้

—-ตุบตุบ

—–ตุบตุบ

—–ตุบตุบตุบตุบ

หัวใจที่ไม่รู้ว่าขยับอยู่หรือเปล่าจนถึงตอนนี้เต้นแรงขึ้นมา  เต้นแรงจนไม่ยอมหยุด

(…..อา…..จริงด้วย…….)

แล้วสุดท้ายก็รู้สึกตัวขึ้นมา

 

 

——-….ทำแบบนี้ซะก็จบ

 

 

(ง่ายจะตายไป….)

ฉันลุกจากหน้าทีวีเดินเข้าไปในครัวเต็มไปด้วยแมลงสีดำคลานยั้วเยี้ยะ  แล้วหยิบมีดทำครัวเล่มใหญ่ที่สุดก่อนมุ่งหน้าไปห้องน้ำ  คู่สามีภรรยายังหลับปุ๋ยกรนดักคร่อก  คร่อกแบบไม่น่าเชื่อ

ฉันกะบริเวณคอของผู้ชาย—–เพราะเวลาฝังศพทีไรคอมักจะเอียงหักอยู่เรื่อย  ส่วนนั้นของมนุษย์น่าจะอ่อนแออยู่แน่ ๆ—–แล้วเสียบมีดลงไป  ทำแบบนั้นเพราะในหนังผู้ชายก็ตายเป็นคนแรกก่อน  ผู้ชายส่งเสียงหอนคำรามดัง “อ่อกกกกกก”  แล้วจ้องมาทางฉันก่อนจะตายไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

(….หืม)

ฉันมองศพผู้ชายโดยไม่คิดเคียดแค้นอะไรแล้วพลางคิด  คนนั้นตายได้ไม่ยาก  ฆ่าคนเป็นเรื่องง่าย ๆ

(ทำไมฉันถึงอดทนมาขนาดนั้นเนี่ย)

“กรี๊ด”

ผู้หญิงสัมผัสความผิดปกติจากผู้ชายได้เลยผุดลุกจากเตียงแล้วส่งเสียงกรีดร้องเปี่ยมความหวาดกลัว   เธอกลิ้งหล่นจากเตียงพยายมวิ่งหนีสุดชีวิต  แต่ขาก็อ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้นได้แต่ถีบตัวออกห่าง

“………..”

ฉันก้มมองผู้หญิงไม่ได้เรื่องแล้วยกของมีคมขึ้น

ผู้หญิงทำตาหวาดกลัวแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแล้วตะโกนคำว่า “สัตว์ประหลาด  สัตว์ประหลาด….!”  ใส่ไม่หยุด

(สัตว์ประหลาด  เหรอ…..)

บอกตามตรง  ฉันไม่ชอบถูกเรียกว่าสัตว์ประหลาด  เกลียดแผลไฟไหม้ไม่ยอมหายไปใต้ผ้าพันแผลนี้  ไม่มีทางชอบได้  แต่นั้นไม่ใช่เพราะนึกอะไรออกมาได้  ก็แค่ไม่ชอบที่เหมือนสัตว์ประหลาด  ไม่เหมือนมนุษย์เท่านั้นเอง

แต่ตอนนั้นฉันกลับดีใจอย่างไร้สาเหตุขึ้นมาหน่อยเมื่อเห็นผู้หญิงกรีดร้องคำว่าสัตว์ประหลาดใส่ฉัน  หัวใจเต้นรัว  ไม่ต้องฟังหรือได้ยินใครพูดอะไรใส่แล้ว  ผู้หญิงคนนี้จะถูกฉันฆ่า  หลงเหลือไว้แค่เพียงความสิ้นหวัง

(สัตว์ประหลาดก็ดีเหมือนกันนี่หว่า)

ฉันผุดยิ้มขึ้นมา

——-เฮ้อ  เหมือนตอนนี้ฉันอยู่ในเรื่องราวที่เห็นเป็นครั้งแรกเมื่อกี๊เลย  ไม่สิ…ไม่ใช่——เป็นสิ่งนั้น  ต่างหาก

ไม่รู้ผ่านไปแล้วกี่นาที  อาจจะผ่านไปแค่ไม่กี่นาที  แต่พอรู้สึกตัวผู้หญิงก็ตายแล้ว

แล้วก็เหลือฉันเพียงคนเดียวในสถานรับเลี้ยง  ได้ยินเสียงฝนดังซ่าาาาาา——–คล้ายจะกลบทุกอย่างจนหมดดังก้องอยู่ในหู

Advertisements

One thought on “[SatsuTen] แปล : Angels of Death – Until Death Do Them Part [16]

  1. สนุกมากค่ะ เราหาอ่านมานานแล้ว ไม่รู้ว่ามีคนแปล เพราะมังงะมีตอนเดียว เสียใจT_T
    ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะ เราดูจากเกมแล้วงงๆในหลายๆจุด แต่พอได้อ่านแล้วอินเพิ่มกว่าเดิมเยอะมากเลย
    ตอนนี้ที่ย้อนประวัติแซค เราซึมเลย สงสารแซคมาก ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่าแซคเป็นเด็กน้อย บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ
    อ๊าาา….าาาาา สนุกมากเลย>O< ยังไงก็สู้ๆ แปลต่อด้วยนะคะ555555

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s