Ace of Diamond · Fiction

[DnA] AU Fic : The Concealed Secret [Chapter 23]

เข้าช่วงลาสบอส

 

The Concealed Secret

Rates : PC-15

Genres : Horror, Suspense

**Nonslash fanfiction**

**May contains spoilers**


มิยูกิค้างไปแวบหนึ่ง  “หา?”

“รีบ ๆ ถอยออกมาเซ่!!”  คุราโมจิคำรามแล้วรีบยันตัวลุกขึ้นยืน  มือกำของยาว ๆ ซึ่งเพิ่งจะเห็นได้ชัด ๆ ว่าเป็นด้ามไม้กวาดเอาไว้แน่น  “เดี๋ยวก็โดนแทงหรอก!!!”

“โดนแทง?”  คนถูกเตือนทำเสียงสงสัย

“อ๊ะ!!”  ฮารุอิจิอุทานคล้ายเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร  “ไม่เป็นไรแล้วครับคุณโย  นางาทานิคุงเขา—”

“ไปไกล ๆ ซะไอ้วิญญาณโรคจิต!!!!”

คนถือไม้กวาดพุ่งเข้ามาใส่ก่อนรุ่นน้องจะพูดจบประโยค  มือเงื้ออาวุธขึ้นสูงเหนือหัวพร้อมจู่โจมเต็มที่

“เฮ้ย!!!!”  เซโตะอุทานรีบดึงโอคุมูระกับฟุรุยะถอยออกให้พ้นรัศมีความยาวไม้กวาดไปด้านหลัง  ส่วนฮารุอิจิก้มหัวเบี่ยงหลบไปด้านข้าง  “เดี๋ยวก่อนคุณโย!!!!”

“คุราโมจิ!!!”  กัปตันช่วยตะโกนห้ามแล้วพุ่งเข้าไปขวาง  “ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว–!!!!!”

แต่อีกฝ่ายวิ่งเข้ามาหาไวกว่าที่คิด  (หรือควรบอกว่าสมกับสมญานามชีต้าห์)  กว่ามิยูกิจะเงยหน้าขึ้นมองอีกทีก็เห็นด้ามไม้กวาดเหวี่ยงเข้าใกล้หัวแล้ว

“อึ๊ก!!!!”  ปฏิกิริยาโต้ตอบสั่งร่างกายเขาให้ก้มหัวหลับตา  เขาเผลอกลั้นหายใจเตรียมรับมือความเจ็บ  แต่ก็ลืมตาต่อในวินาทีถัดไปเมื่อไม่มีแรงกระแทกอะไรลงหัวอย่างที่คิด

“ฟังที่คนอื่นพูดบ้างสิ”

เสียงเยือกเย็นปนระอาดังขึ้นเหนือหัว

พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นคนด้านหลังยกมือขึ้นรับด้ามไม้กวาดเอาไว้  ตัวด้ามสั่นน้อย ๆ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายทุ่มแรงกับการโจมตีครั้งนี้มากแค่ไหน

“รุ่นพี่คุราโมจิ!!!”  อาซาดะตะโกนมาจากด้านหลัง  “ดะ…เดี๋ยวผมช่วย—”

“นายไม่ต้องมา!!!”  คนอายุมากกว่ารีบห้าม  ก่อนหันมาโวยใส่เพื่อนร่วมชั้น  “มิยูกิ!!  นายจะมาขวางทำไมห้ะ!!!!”

“ก็ฉันกำลังจะบอกว่านางาทานิเขาไม่ทำอะไรแล้ว!!!”  พอได้จังหวะเขาก็รีบโต้กลับ

“นายพูดบ้าอะไรออกมา!!!!”  รองกัปตันยังไม่ลดแรงบนแขนลง  “หมอนี่กะจะแทงพวกฉันทุกคนตอนเจอกันก่อนหน้านี้นะ  จะมาว่าไม่ทำอะไรแล้วได้เรอะ!!!!”

“มันมีที่มาน่ะครับ  คุณโย!!!”  ฮารุอิจิรีบเข้ามาช่วยอธิบาย  “ยังไงก็ปล่อยมือจากไม้กวาดออกก่อนเถอะ!!!”

“หยุดก่อนครับ  รุ่นพี่คุราโมจิ”  เอซประจำทีมช่วยห้ามด้วย

“นายก็เพี้ยนไปอีกคนแล้วเรอะ  ฮารุอิจิฟุรุยะ!!!”  คนตรงหน้าไม่มีท่าทียอมฟังแม้แต่นิด  “เฮ้ย  เซโตะ  โอคุมูระ  พวกนายก็มาช่วยฉันหน่อยเซ่!!!”  ก่อนจะลามไปตะโกนเรียกรุ่นน้องชั้นปีเล็กสุดที่ยืนหลบอยู่ด้านหลัง

“ระ—รุ่นพี่คุราโมจิ!!  คือว่า!!!”  หนึ่งในคนถูกเรียกชื่อหลุดปากพูดตะกุกตะกัก  “เป็นอย่างที่รุ่นพี่มิยูกิพูดจริง ๆ นะครับ!!!!”

“หา!?”

“ตอนนี้คุณนางาทานิเป็นพวกเดียวกับเราแล้วครับ”  แคชเชอร์ปีหนึ่งพูดเสียงเรียบ  ก่อนเดินเข้ามาหาใกล้ ๆ พลางเหลือบตามองเงาในผ้าคลุมที่ยังไม่ลดมือจับด้ามไม้กวาดลง  “ที่มาออกจะยาวหน่อยน่ะ”

“เอ๊ะ…?”  อาซาดะทำเสียงสับสน  เบือนสายตามามองคู่แบตเตอรี่ของตนเอง  “จริงเหรอ  โอคุมูระคุง?”

“อืม”  อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

คุราโมจิเริ่มทำหน้าสับสน  เขาสบตากับกัปตันคล้ายจะถามหาเหตุผล  “หมายความว่าไง…?”

แขนที่จับไม้กวาดไว้ทั้งสองข้างหยุดสั่นเป็นสัญญาณบอกว่าเขาผ่อนแรงลง  นางาทานิเองก็คงสังเกตได้เลยดึงอาวุธชั่วคราวนั้นออกจากมือคนโจมตี  แล้วเหวี่ยงมันโยนข้ามหัวไปลงพื้น

“เหวอ!!!!”  รุ่นน้องสวมแว่นที่ยืนหลบอยู่อีกทางร้องลั่นแล้วกระโจนหนีหลบด้ามไม้

“เฮ้ย!!!!”  คนถูกแย่งอาวุธไปสะดุ้งก่อนรีบถีบเท้าถอยไปด้านหลัง  “คิดจะทำอะไรห้ะ!!!!!”

นางาทานิลดมือลงแล้วก้มหน้ามองกัปตันทีม  แม้จะไม่เห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมแต่ก็สัมผัสได้ถึงความลังเลทำอะไรไม่ถูกจากบรรยากาศ  “มิยูกิ  คาสุยะ…ช่วยอธิบายที”        

เจ้าของชื่อถอนหายใจ  แล้วหันไปมองเพื่อนโดยไม่ลดความจริงจังลง   “ฟังที่ฉันเล่าหน่อยแล้วกัน  คุราโมจิ”

.

.

.

.

.

.

กว่ามิยูกิจะเล่าจบก็กินเวลาไปนานพอควร  คุราโมจิยังทำแสดงท่าทีหวาดระแวงและอยากยิงถามคำถามใส่ตลอดเวลา  กลับกันแล้วอาซาดะกลับดูยอมเชื่อไวกว่าที่คิด  (คงเป็นเพราะได้โอคุมูระช่วยยืนยันด้วย)

“พอพวกฉันออกจากห้องจะไปหาห้องทำพิธีที่ว่า  ก็เจอนายวิ่งเหวี่ยงไม้กวาดตรงมาหาเนี่ยแหละ”กัปตันจบเรื่องพลางเหล่ตามองคนมาใหม่

“ก็ตอนนั้นฉันได้ยินเสียงคนเดินเลยรีบมาดูว่าเป็นใคร  พอเห็นพวกนายอยู่กับไอ้เงานี่เป็นใครก็นึกว่าโดนโจมตีนี่หว่า!!!”  คนไว้ผมทรงแยงกี้ส่งเสียงโวยวาย  ขนาดฟังเรื่องจบแล้วเขาก็ยังเป็นคนเดียวที่ทิ้งระยะห่างจากวิญญาณอาฆาตไว้

“ผมเองก็ตกใจแทบแย่เหมือนกัน…”  พิชเชอร์ปีหนึ่งถอนหายใจ  “ยิ่งรุ่นพี่คุราโมจิวิ่งพรวดออกไปนี่หัวใจแทบออกมาทางปากเลยครับ”เขายิ้มแห้ง ๆ แกมหัวเราะ

“เอ้อ  แล้วพวกนายไปไหนมาหลังจากแยกกับพวกฉันแล้ว”  มิยูกิถามขึ้นมาบ้าง

“ก็เดินตามหารุ่นพี่ซาวามูระแหละครับ…”  อาซาดะตอบเสียงเบา  เหลือบตาไปมองรุ่นพี่ร่วมห้องนอนที่ยังทำหน้าน่ากลัวอยู่ห่าง ๆ  “แต่ก็ไม่เจอใครเลย  ไม่เจอคุณนางาทานิด้วย…”  ก่อนจะเบนสายตาไปมองเงาในผ้าคลุมที่ยังยืนนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม  “ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าดังตอนลงมาชั้นนี้  แล้วก็เป็นอย่างที่ว่าแหละครับ”

“ระหว่างนั้นไม่เจอใครเลยเหรอ?”  เซโตะถามบ้าง

“อืม  ไม่เจอเลยน่ะ”อีกฝ่ายส่ายหัว  ก่อนจะทำหน้านึกขึ้นได้  “อ้ะ!! แต่ก็ตกใจแทบแย่ตอนที่อยู่ ๆ ก็เห็นคน…พวกนี้อยู่บนพื้นนะครับ!!”

ดวงตาหลังแว่นเหลือบไปมองร่างคนในชุดนักเรียนบนพื้นด้วยสีหน้าคล้ายกลัวว่าร่างพวกนั้นจะลุกขึ้นมาโดยไม่ให้ตั้งตัว

“เออ  ฉันนี่ขาอ่อนลงไปเลย”  คุราโมจิเปลี่ยนเป้าสนทนาไปยังเงาในผ้าคลุมด้วยน้ำเสียงหาเรื่อง  “แล้วนี่มันอะไรวะ  ไอ้ฆาตกร”

“คุราโมจิ”  ผู้นำทีมทำเสียงเข้ม

“คนที่ฉันฆ่าไป”  นางาทานิตอบเสียงราบเรียบ  ดูเหมือนไม่สนใจคำปรามาสจากปากอีกฝ่ายเท่าไร  “คงต้องบอกว่า…จำลองภาพในตอนนั้น”

“จำลอง?”  ฟุรุยะถามเสียงแปลกใจ

วิญญาณอาฆาตเงยหน้ามองไปรอบระเบียง  “สถานที่นี้ ‘มีอยู่จริง’ แต่ที่ ๆ พวกนายอยู่ตอนนี้เป็น ‘ภาพในความทรงจำ’ ของฉัน”เขาเว้นวรรคคล้ายถอนหายใจ  “เป็นบรรยากาศที่เกิดขึ้นจากความเคียดแค้น…ที่ติดค้างอยู่ในใจฉันก่อนจะตาย”

“ประมาณแบบ…มิติที่สร้างขึ้น…อะไรแบบนี้เหรอครับ?”  เซโตะพยายามสรุปด้วยเสียงงง ๆ

“ถ้าแกบอกว่าไอ้ของพวกนี้เกิดจากหัวแก”  คุราโมจิพูดคล้ายสำรอก  “ก็รีบ ๆ ลบหรือเก็บมันไปสิวะ”

“ทำไม่ได้”

“ทำไมถึงทำไม่ได้!!?”  คนถามขึ้นเสียงโกรธ

“คนควบคุมที่นี่เป็นฟูจิซากิไปเกินครึ่งแล้ว”

มิยูกิขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเหตุผลประหลาดอีกหน  “คนควบคุม…?  แต่เมื่อกี๊นายบอกว่าที่นี่เป็นความทรงจำของนายไม่ใช่เหรอ?”

“เป็นความทรงจำของฉัน…แต่ถูกฟูจิซากิยึดไป”เจ้าของสถานที่อธิบาย  “เขาเข้าแทรกซึมที่แห่งนี้จากตอนที่ควบคุมตัวฉันไว้  ถึงฉันจะเป็นต้นกำเนิด  แต่ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”

“อ่อ…….”  เซโตะทำหน้างงขึ้นกว่าเดิมแต่ก็ไม่ว่าอะไรต่อ

“ถ้าอย่างนั้น  ถ้าแกหายไปก็จบแล้วสิ”  รองกัปตันเสนอเสียงห้วน  “งั้นก็รีบ ๆ ไปเกิดใหม่เลยไป”

“คุราโมจิ”  กัปตันทำเสียงเข้มขึ้นอีก

“ฉันทำไม่ได้…”นางาทานิตอบด้วยเสียงเศร้า ๆ คล้ายรับคำสบประมาทนั้นตรง ๆ  “ฟูจิซากิไม่ยอมปล่อยฉันไป…”

“เพราะว่าโดน…ควบคุมอยู่เหรอ?”  เอซประจำทีมถามขึ้นบ้าง

“อืม”อีกฝ่ายพยักหน้าตอบรับสั้น ๆ

“คนที่ชื่อฟูจิซากิ….ทำได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย….”  ฮารุอิจิหลุบตาลงด้วยสีหน้ากลุ้มใจ

“ก็ถึงขั้นสิงนาย  กับซาวามูระด้วยเนี่ยนะ”  คุราโมจิหันมามองทางฟุรุยะ  “แต่เออ…ดีแล้วละที่นายกับฮารุอิจิไม่ได้เป็นอะไร”

“ผมก็ดีใจที่คุณโยไม่เป็นอะไรนะครับ”  คนผมสีซากุระขยับยิ้มเหนื่อย ๆ ขึ้นมาให้เห็น

“ยังไงก็ตาม”  รองกัปตันหันกลับไปมองวิญญาณเจ้าของที่อีกหน  “ยังไงฉันก็ยังไว้ใจหมอนี่ไม่ได้ว่ะ”

“พอได้แล้วน่า  คุราโมจิ”  มิยูกิชักเริ่มทนไม่ไหว  “ก็เล่าให้ฟังแล้วไงว่าเรื่องครั้งนี้เขาทำเพราะโดนควบคุม”

“แล้วเรื่องก่อนหน้าที่จะตายล่ะ?”  อีกฝ่ายสวนกลับทันที  “ใครจะไปไว้ใจฆาตกรโรคจิตไล่แทงคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่  แถมยังเคียดแค้นจนสร้างมิติบ้า ๆ ขังคนอื่นเอาไว้ทั้งที่ตายไปเป็นชาติแล้วได้ห้ะ!!!?”

คนอ้าปากจะเถียงถึงกับชะงัก  “เรื่องนั้น…”

“แถมเจ้าตัวก็ยอมรับเองไม่ใช่เรอะว่าความแค้นของตัวเองทำคนชื่อฟูจิซากิคลั่งตามไปด้วย”  แววตาคมกริบยังจ้องที่ใบหน้าใต้ผ้าคลุมอย่างไม่ลดละ  “ถ้างั้นสรุปแล้วความผิดก็ตกที่หมอนี่เห็น ๆ”

“ถ้าพูดแบบนั้น…”  มิยูกิอยากจะโต้เถียงกลับแต่ก็ทำได้แค่กัดปาก

ถ้ามองมุมนี้…ที่คุราโมจิพูดก็ถูก

แม้ในใจเขาอยากบอกว่าไม่ใช่  แต่ก็หาคำมาแย้งไม่ได้

“จริงอย่างที่พูด…”

นางาทานิพูดแทรกขึ้นเมื่อทั้งสองคนเงียบไป

เขามองหน้าคนใส่ความกลับด้วยท่าทีเรียบเฉย  “ความแค้นของฉันทำฟูจิซากิเป็นแบบนั้น….และพวกนายออกจากที่นี่ไม่ได้ก็เพราะฉัน…เรื่องที่ฆ่าคนก่อนตายนั่นก็เป็นความจริง  เพราะงั้นฉันผิดเอง”

“คุณนางาทานิ…”  อาซาดะพึมพำเบา ๆ

“เห็นมะ”  คุราโมจิยักไหล่

“สิ่งที่ฉันพอทำได้ตอนนี้  คือพาพวกนายออกจากที่นี่”ร่างในผ้าคลุมหันมามองทางมิยูกิ  “ฉันรู้ดีว่าถึงจะชดเชยแค่ไหนก็ไม่มีทางไปสู่สุคติได้หรอก…ไม่สิ  ฉันไม่คิดจะไปสู่สุคติหรอก”

เขาก้มมองร่างในชุดนักเรียนบนพื้น  ก่อนจะเงยหน้ามองคนสบประมาทเป็นครั้งสุดท้าย

”จะไม่เชื่อใจฉันก็ได้”เสียงของวิญญาณอาฆาตจริงจังจนสัมผัสได้  “แต่ฉันจะช่วยพวกนายออกจากที่นี่เท่าที่ทำได้  ขอให้ฉันทำแบบนั้นก็พอ”

รองกัปตันมองหน้าเงาในผ้าคลุมกลับโดยไม่พูดอะไร

“รุ่นพี่คุราโมจิ…”  อาซาดะเรียกชื่อคล้ายอยากพูดอะไรด้วยสักอย่างแต่ไม่กล้าพอ

“ฉันก็ขอร้องด้วย  คุราโมจิ”  มิยูกิช่วยพูดอีกคน

คนไว้ผมทรงแยงกี้เงียบไปสักพักก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วเอามือขยี้ผมตัวเอง  “เออ ๆ  อยากทำอะไรก็ทำ”

“ขอบคุณ”  อีกฝ่ายกล่าวตอบสั้น ๆ

เซโตะหันไปถอนหายใจโล่งอกกับเพื่อนสนิทตัวเอง  ก่อนจะถามต่อ  “งั้นก็…ไปหาห้องทำพิธีที่ว่าดีไหมครับ?”

“เออ  คุราโมจิ  นายเข้าไปเจอห้องอะไรประหลาด ๆ บ้างไหม”  กัปตันเปลี่ยนเรื่องถามด้วยเสียงนึกขึ้นได้

“ไม่นับที่เลือดเต็มห้องใช่มะ”  อีกฝ่ายยังไม่เลิกพูดกระทบ

“เอ่อ…”  พิชเชอร์ปีหนึ่งทำท่านึกตาม  ก่อนจะอุทานออกมา  “อ้ะ”

“อ้ะ?”  ฟุรุยะทวน

“มี…นี่ครับ!!?”  คนอุทานหันไปหารุ่นพี่ร่วมห้อง  “เนอะ  รุ่นพี่คุราโมจิ”

“เออ…จะว่าใช่ก็ใช่”  รองกัปตันเริ่มทำหน้าเออออตาม

“ห้องไหน!!?”  มิยูกิถามด้วยเสียงตกใจ

“ห้องนี่ไง”

คุราโมจิชี้นิ้วข้ามไหล่เขาไปด้านหลัง

ทุกคนหันไปมองตามเป็นตาเดียวกัน  ด้านหลังของพวกเขาคือห้องที่อยู่ติดกับห้องพยาบาลและกินพื้นที่ยาวไปจนสุดทางเดิน

“……………เอ๊ะ?”  ฮารุอิจิลากเสียงยาวหลังเงียบไปประมาณนาที  “จะบอกว่าห้องข้าง ๆ นี่เหรอครับ?”

“ก็ใช่น่ะสิ”  คนชี้ทำเสียงแปลกใจกลับคล้ายอยากถามว่าจะถามทำไม  “อย่างห้องอื่น ๆ นี่เปิดประตูออกหมด  ไม่ก็ถึงประตูจะฝืดแต่ก็เปิดออกใช่ไหมละ  แต่มีห้องนี้ห้องเดียวที่ทำยังไงก็เปิดไม่ออกน่ะ”

“ไม่ใช่ว่ากุญแจล็อกเฉย ๆ เหรอครับ?”  โอคุมูระลองแย้งดู  “เหมือนตอนจะเข้าไปห้องสมุด  ตอนนั้นห้องก็ถูกกุญแจล็อกไว้น่ะครับ”

“ตอนแรกพวกฉันก็คิดแบบนั้น  เลยกะจะลองพังประตูดูน่ะสิ”  รองกัปตันพูดด้วยเสียงเรียบเฉยขณะเดาะไม้กวาดในมือไปมา

“พัง….”  เซโตะเผลอหลุดเสียงพึมพำ  “เลยเหรอ…”

“แต่ทำยังไงก็พังไม่ได้  ประตูเป็นแค่ไม้บุกระดาษแท้ ๆ แค่หาอะไรแข็ง ๆ ทุบก็น่าจะพังแล้ว  แต่นี่ทั้งทุบทั้งเตะทั้งต่อยก็ไม่เห็นจะเกิดอะไรขึ้น  จะบอกว่าไม่แปลกก็คงไม่ใช่แล้วจริงไหม”

“นั่นสิ…นะครับ”  ฟุรุยะก้มหน้าลงใช้ความคิด

“อยู่ตรงนี้…เองเรอะ”  มิยูกิพึมพำ  นึกเจ็บใจตัวเองที่มองข้ามไปง่าย ๆ  พอนึกย้อนดูก็จริงที่พวกเขาพอลงมาถึงชั้นล่างนี้ทีไรก็เอะอะแวบเข้าห้องพยาบาลที่อยู่ติดบันไดก่อนทุกที  เลยไม่เคยเขยิบไปดูห้องข้าง ๆ นี้เลย

กัปตันหันตัวเดินตรงไปหยุดหน้าประตูบานที่ว่า  ป้ายข้างบนเขียนด้วยตัวหนังสือเรียบ ๆ ว่า ‘ห้องประชุม’  เขาลองเอามือเลื่อนประตูเปิดแต่ก็ไม่ขยับสักนิด

“นางาทานิ”  เขาหันไปหาผู้สร้างมิตินี้ขึ้นมา  “นายเปิดประตูนี้ได้ไหม”

เงาในผ้าคลุมยืนนิ่งอยู่สักพัก  ก่อนจะส่ายหัวไปมา  “ไม่ได้”

“เพราะคนที่ชื่อฟูจิซากิเหรอครับ?”  แคชเชอร์ปีหนึ่งถามขึ้นบ้าง

นางาทานิผงกหัว  “เขาได้สิทธ์ควบคุมที่แห่งนี้ไปแล้ว”

“งั้นเอาไงดีล่ะครับ?”  อาซาดะหันไปถามทุกคน

“ตามหาตัวหมอนั่นไง”

คุราโมจิเสนอขึ้นมา

“เอ๊ะ?”  รุ่นน้องผมสีซากุระอุทาน  “หาตัวเอย์จุนคุงน่ะเหรอครับ?”

“ก็ในเมื่อตอนนี้คนชื่อฟูจิซากิใช้ร่างซาวามูระอยู่  ไอ้ผีไม่ยอมไปผุดไปเกิดนั่นก็ทำอะไรไม่ได้เพราะถูกควบคุมอยู่ครึ่งหนึ่ง”  เขาไม่วายกัดวิญญาณเจ้าของที่หนึ่งที  “แถมยังเข้าไปในห้องนี้ไม่ได้อีกเพราะหมอนั่นปิดประตูไว้  ในเมื่อต้นตอมันอยู่ที่ฟูจิซากิในร่างซาวามูระ  ก็ไปหาตัวซะก็หมดเรื่อง”

“มันก็จริง…”  มิยูกิทำท่าคิด  “แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ไหนน่ะสิ”

“เฮ้ย  นางาทานิ”  จู่ ๆ รองกัปตันก็หันไปหาวิญญาณอาฆาตด้านหลัง  “ในเมื่อแกบอกว่าถูกควบคุมอยู่ครึ่งหนึ่ง  ก็แปลว่าแกสัมผัสได้สิว่าหมอนั่นเป็นยังไงบ้าง  รู้ไหมว่าหมอนั่นอยู่ที่ไหน”

คนถูกถามกระทันหันเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยเสียงคล้ายแปลกใจตัวเอง  “…รู้”

“จริงเหรอครับ!?”  เซโตะหลุดเสียงดีใจออกมา  “อยู่ที่ไหนเหรอ!?”

อีกฝ่ายยกแขนขึ้นด้านบนช้า ๆ  “ชั้นสาม…แถว ๆ นั้น”  มือเขาพุ่งตรงไปยังระเบียงอีกฟากหนึ่ง

“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปหาตัวเขาเอง”  มิยูกิเสนอตัว  หันไปมองหน้ารุ่นน้องที่เหลือ  “พวกนายอยู่ที่นี่  หาทางเปิดประตูบานนี้ไปเรื่อย ๆ  แล้วกัน”

“รุ่นพี่จะไปคนเดียวเหรอครับ!?”  ฮารุอิจิทำเสียงตกใจ

“เดี๋ยวฉันไปด้วย”  คุราโมจิเสนอตัวต่อเป็นคนที่สอง  “นางาทานิ  แกมากับพวกฉันด้วย”  แล้วก็หันไปเรียกวิญญาณด้านหลังต่อทันที

คนถูกเรียกเอียงคอมองอีกหน  “…ฉันเหรอ?”

“นายพอจับได้ใช่ไหมละว่าหมอนั่นอยู่ที่ไหน”  เขาอธิบายเหตุผล  “เผื่อหมอนั่นหนีไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาตัวแบบมืดแปดด้านไง”

“…ตกลง”  คนถูกระบุตัวนิ่งไปสักพักแต่ก็พยักหน้า

“พวกนายก็ระวังตัวด้วยแล้วกัน”  กัปตันเห็นว่าในเมื่อตกลงแบ่งกลุ่มกันเรียบร้อยเลยหันไปสั่งคนอื่น ๆ ทิ้งท้าย  “ถึงไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วแต่ฟูจิซากิก็ยังควบคุมที่แห่งนี้ได้อยู่   ไม่แน่เขาอาจจะหาทางทำร้ายพวกนายอีกก็ได้  ดูแลตัวเองดี ๆ ละ”

“ได้เลยครับ”  ฟุรุยะพยักหน้ารับแข็งขัน  “ผมจะระวังทุกคนเอง”

“นายนั่นแหละต้องระวังสุด”  กัปตันอดแก้คำให้ไม่ได้  “เดี๋ยวก็โดนสิงขึ้นมาอีกหรอก”

“อะ…”  รุ่นน้องอ้าปากค้างเมื่อถูกย้อนเข้า

มิยูกิขยับยิ้ม  ก่อนจะหันไปพยักหน้ากับคุราโมจิและนางาทานิก่อนเดินแยกออกมา

.

.

.

.

.

.

“นายแน่ใจใช่ไหมว่าฟูจิซากิอยู่ชั้นสอง”

รองกัปตันถามย้ำอีกครั้งขณะค่อย ๆ ก้าวขาขึ้นบันได

“ไม่น่าจะผิด”  เงาในผ้าคลุมตอบสั้น ๆ ขณะขยับเลื่อนตัวตามขึ้นมาช้า ๆ

“ขอให้จริงละกัน”  เขาพ่นลมหายหัวเราะเยาะก่อนก้าวเท้าขึ้นบันไดต่อไป

“คุราโมจิ”  มิยูกิอ้าปากถามขึ้น  ปรับเสียงให้เบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ  “นายให้นางาทานิมาด้วยทำไม  จากเรื่องที่ฟังมา  ที่จริงแล้วเราไม่ควรให้นางาทานิเข้าใกล้ฟูจิซากิ  เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะบังคับให้เขาหันมาทำอะไรพวกเราอีกไม่ใช่เหรอ”

“ก็แล้วทำไมนายไม่ห้ามซะตั้งแต่ตอนเสนอล่ะ?”  คนไว้ผมทรงแยงกี้หันมามองด้วยแววตาไม่พอใจ

คนแย้งนิ่งไปพักหนึ่ง  ก่อนจะบอกข้อสันนิษฐานในใจ  “ถ้าอยู่ใกล้ตัวก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”

“ก็รู้อยู่แล้วนี่”  อีกฝ่ายหันกลับไปด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์  “ขืนสติแตกอยากฆ่าคนขึ้นมาอีกตอนอยู่กับเจ้าพวกนั้นก็แย่สิ”

“ปฏิเสธไม่ได้ด้วยสิ”  คนถูกปรามาสพูดติดขำ

“กะแทงร้อยเปอร์เซ็นเลยนี่หว่า”  คนกล่าวหาทำเสียงหงุดหงิด

มิยูกิไม่ว่าอะไร  ก้มหน้าก้มตาปืนขั้นบันไดต่อ  ในที่สุดพวกเขาก็ขึ้นมาถึงชั้นสาม  บรรยากาศเย็นจนชวนขนลุกผิดกับชั้นด้านล่างแล่นเข้าแทรกซึมทุกส่วนของผิวหนังพวกเขาทันทีจนอดยกมือขึ้นกอดแขนไม่ได้

“เขาอยู่ใน…ห้องทางนั้น”  เงาในผ้าคลุมยกมือชี้ไปทางห้องเรียนทางระเบียงฝั่งซ้าย

ห้องฝั่งนี้มัน…

มิยูกินึกทบทวนความทรงจำก่อนจะใจกระตุกเบา ๆ

ห้องเรียนของนางาทานิ

“ไปกันเถอะ”  คุราโมจิหันมาพยักหน้าคล้ายให้สัญญาณ  ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเท้าแบบไม่ให้เกิดเสียงตรงไปตามทางที่มือชี้

.

.

.

.

“ห้ะ  อยากซ้อมขว้างลูก  พูดอะไรออกมา?”

.

.

.

.

หูของกัปตันได้ยินเสียงใครบางคนพูดใกล้ ๆ

.

.

“ใครเขาจะอยากจับคู่กับนายเล่า”

“ลูกแบบนั้นจะเอาไปสู้ใครได้”

“ที่ว่านายลงถึงรอบรองนี่โม้หรือเปล่า”

“ลูกกระจอก ๆ แบบนั้นเนี่ยนะ”

“คนอย่างนายไม่มีใครอยากเอาเข้าทีมหรอกน่า”

“อยู่ทีมเดียวกับมิยูกิ  คาสุยะคนนั้นเนี่ยนะ?  พูดเป็นเล่น”

“ถ้าคน ๆ นั้นเขาพูดแบบนั้นจริงก็สมองเพี้ยนไปแล้วละ”

“อย่ามาโกหกเลยน่า”

“ถ้าเป็นความจริง  แล้วทำไมนายไม่ตามเขาไปละนั่น?”

“เอะอะก็มิยูกิ ๆ  อย่างนั้นก็ไปเซย์โดเลยเซ่!!”

“ที่นี่ไม่ได้ต้องการนายอยู่แล้ว”

“ไสหัวไปเลย”

“เออ  หายไปซะได้ก็ดี”

.

.

.

.

 

“อึ๊ก…”

ตัวของเขาทรุดลงกับพื้น  ในหัวเต็มไปด้วยเสียงพูดดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเหมือนสมองจะระเบิด  ได้ยินเสียง  “มิยูกิ!!?”  ของคุราโมจิดังแว่วมาเหมือนคลื่นแทรก  สัมผัสตรงเท้าไหวเอนไปมาคล้ายคนเมาเหล้า  ก่อนจะตามด้วยแรงสั่นสะเทือนเหมือนตอนเกิดแผ่นดินไหวจนเขาต้องรีบคู้ตัวไม่ให้ล้ม

เกิดอะไร…ขึ้นอีก….

เขาพยายามประคองสติไม่ให้สลบไปก่อน  เสียงในหัวค่อย ๆ เลือนหายไปช้า ๆ พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนเบาลง  จนในที่สุดทั้งสองอย่างก็หยุดนิ่งในจังหวะแทบจะพร้อมกัน

พอสมองเริ่มกลับมาแจ่มใส  เขาก็รีบหันไปเรียกเพื่อนข้างตัวทันที  “คุราโมจิ!!?”

“ฉันไม่เป็นไร…”  เสียงเพื่อนร่วมชั้นดังขึ้นไม่ห่าง  ตามด้วยมือแตะเข้าที่หลังของเขาคล้ายจะปลอบใจ  “นายแหละเป็นไงบ้าง?”

“ฉัน…ไม่เป็นไรแล้ว”  มิยูกิถอนหายใจยาว  ปรับลมหายใจให้เข้าที่แล้วค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นยืน  “นางาทานิล่ะ?”

“ฉันอยู่นี่”  เสียงราบเรียบดังขึ้นจากด้านหลัง  ก่อนร่างนั้นจะมาปรากฎอยู่ข้างหน้าคล้ายวาร์ปโผล่มา

“เมื่อกี๊มันอะไรวะ”  รองกัปตันสบถเบา ๆ ก่อนยืดตัวยืนตาม  “เฮ้ย  แกทำอะไรลงไปห้ะ!!”  พร้อมกับเปิดปากหาเรื่องวิญญาณอาฆาตในทันที

“ฉันไม่ได้ทำ”  อีกฝ่ายตอบเยือกเย็น  ก่อนจะทำเสียงกลุ้มใจเล็กน้อย  “แต่เกิด….ปัญหาแล้วละ”

“ห้ะ!!?”  คนไว้ผมทรงแยงกี้ระเบิดเสียงออกมาสุดปอด

นางาทานิขยับตัวถอยออกจากรัศมีการมองเห็นของทั้งสองฝ่าย

“นี่มัน….อะไร….”

มิยูกิอดอุทานออกมาไม่ได้

ระเบียงตรงหน้าขยับตัวบิดเบี้ยว  เปลี่ยนจากทางเดินเรียบ ๆ เป็นมีขั้นและหลุมบ่อ  กำแพงรอบตัวมีบางส่วนยื่นออกมา  และบางส่วนก็หลบหายไปเหมือนถูกค้อนใหญ่ ๆ ทุบ  บานประตูรอบตัวบิดจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม  มองยังไงก็ดูไม่น่าจะเปิดเข้าไปได้เลย

“แล้วฉันก็…”  เงาในผ้าคลุมทำเสียงกังวลจนจับได้  “ไม่รู้ว่า…ฟูจิซากิหายไปไหนแล้วด้วย”

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s